5 ขั้นสร้าง "เงินออมก้อนแรก" ฉบับมนุษย์เงินเดือน

13 มิถุนายน 2562



เดี๋ยวนี้ใครๆ ก็รู้จักกับการลงทุนในตลาดหุ้น และเราคงได้ยินคำพูดที่ว่ามีคนที่ประสบความสำเร็จจากการลงทุนแค่ 20% ที่เหลืออีก 80% ล้มเหลว  


แต่ถ้าเราดูจำนวนรายลูกค้าที่เปิดบัญชีหุ้น ตัวเลขเพิ่มทุกปีจากราวๆ 9.8 แสนคนในปี57 เพิ่มเป็น 1.7 ล้านคนในปี62 โดยมีคนเปิดพอร์ตหุ้นเพิ่มขึ้นประมาณ 10,000 คนต่อเดือน แสดงว่าก็ยังมีคนใหม่ๆ หมุนเวียนเข้ามาในวงการนี้อยู่ตลอด

คำถามคือผู้คนเข้ามาลงทุนในหุ้นเพื่ออะไร? แน่นอนคงไม่มีใครเข้ามาเพื่อจะเสียเงิน…แต่เกมนี้จะต้องมีคนหนึ่งได้ และคนหนึ่งเสีย แล้วคุณคือส่วนของ 20% หรือส่วนของ 80%...!?   


จริงๆ แล้วเกมการลงทุนหุ้นที่ทำให้คุณเจ็บตัวน้อย “มันมีอยู่” แต่ที่ผ่านมายังไม่ได้ทุ่มเทเวลาศึกษาอย่างจริงจัง หรือไม่ก็สนใจแต่เทคนิคการเทรดหุ้นแบบเจ๋งๆ เพื่อให้พอร์ตโตเร็วๆ  จนมองข้ามวิธีการลงทุนง่ายๆ อย่าง “การออมหุ้น” ไปหรือเปล่า?


มันเป็นอีกรูปแบบหนึ่งของการลงทุน ที่ช่วยให้คุณมี “เงินออมก้อนแรกจากหุ้น” ในแบบฉบับที่คุณ เจ็บตัวน้อยที่สุด แถมยังเป็นการสร้าง passive income ให้คุณอีกทาง…รู้งี้แล้วคุณจะรออยู่ทำไมล่ะ !    


1.เริ่มต้นตรวจเช็คสุขภาพทางการเงิน ทำทันที

 

เริ่มต้นตรวจเช็คสุขภาพทางการเงิน ทำทันที

 

มนุษย์เงินเดือนธรรมดาๆ คนหนึ่ง อาจไม่ใช่เป้าหมายแรกของที่ปรึกษาทางการเงิน ที่จะมาแนะนำวิธีการบริหารเงินทอง เต็มที่เขาก็อาจแวะหาคุณให้ช่วยลองทำแบบสอบถามด้านการเงิน เพื่อฝึกวิทยายุทธ์ เก็บชั่วโมงบิน ก่อนจะไปลุยเคสที่ใหญ่ขึ้น


แต่นี่มันยุคฟินเทค (FinTech) ที่คนทำงานกินเงินเดือน รายย่อยทั่วไป สามารถพึ่งพาแอปพลิเคชัน (Application) การเงินเพื่อวางแผน  วิเคราะห์ทรัพย์สิน หนี้สิน รายรับ รายจ่าย พร้อมคำนวณเงินที่ต้องใช้หลังเกษียณได้ในไม่กี่นาที จากความฉลาดของ App ทั้งหลายที่อยู่บนโทรศัพท์มือถือ


คุณต้อง ททท.หรือ ทำทันที จะได้ทราบว่า เวลาที่เหลือไปจนถึงวันที่คาดว่าจะทำงานไม่ไหวแล้ว กับจำนวนเงินที่ต้องออม ต้องลงทุนมันมากสักเท่าไหร่ เพื่อให้ไปถึงเป้าหมายนั้น


2.ตัดสินใจอย่างแน่วแน่ที่จะลงทุนออม หุ้นปันผล

 

ตัดสินใจอย่างแน่วแน่ที่จะลงทุนออม หุ้นปันผล

 

หลังวิเคราะห์สุขภาพทางการเงินแล้ว คุณต้องตัดสินใจแน่วแน่ว่าจะ “เริ่มต้น” ลงทุนใน หุ้นปันผล นั่นหมายความว่าคุณจะต้องเลือกลงทุนในบริษัทที่มี นโยบายจ่ายเงินปันผลในระดับสูงอย่างต่อเนื่องโดยไม่ได้สนใจที่ “การเคลื่อนไหวของราคา” ซึ่งปกติแล้วบริษัทต่างๆ จะจ่ายปันผลปีละ 1-2 ครั้งขึ้นอยู่กับนโยบาย โดยจะจ่ายจากกำไรสุทธิของงบเฉพาะกิจการ


เมื่อตัดสินใจแน่วแน่ที่จะลงทุนออม หุ้นปันผล เงื่อนไขที่สำคัญคือ “การซื้อตัวนั้นอย่างสม่ำเสมอในทุกๆ เดือน” โดยไม่ได้สนใจการขึ้นลงของราคาในกระดาน เพราะเราจะสนใจที่ “เงินปันผล” ไม่ใช่ “ส่วนต่างราคา”


เนื่องจากการตัดสินใจครั้งนี้ มันคือ แผนการออมในระยะยาว..นั่นหมายความว่าจิตใจต้องนิ่งพอที่จะทำได้แค่เพียงมองดูกำไร หรือขาดทุนทางบัญชีเท่านั้น!


3.เลือกซื้อเฉพาะ หุ้นปันผล สูง และพื้นฐานดีเท่านั้น

 

เลือกซื้อเฉพาะ หุ้นปันผล สูง และพื้นฐานดีเท่านั้น

 

โดยทั่วไปบริษัทที่มักจ่ายปันผลสูง จะเป็นบริษัทเก่าแก่ ก่อตั้งมานาน ธุรกิจอยู่ตัว กำไรเติบโตสม่ำเสมอแม้ไม่ได้มีการลงทุนเพิ่มก็ตาม ทำให้ไม่จำเป็นต้องเร่งสร้างการเติบโตเหมือนช่วงแรกของการก่อตั้งที่ต้องใช้เงินจำนวนมากหมดไปกับเรื่องการลงทุน ส่วนการตอบแทนให้กับผู้ถือหุ้นในรูปของปันผลแทบจะไม่มี

แต่การคัดเลือกหุ้น คงไม่ใช่เพียงแค่การดูบริษัทที่จ่ายปันผลดีเท่านั้น แต่ต้องพิจารณาแนวโน้มธุรกิจประกอบด้วย ไม่เช่นนั้นเราอาจจะเลือกหุ้นผิดตัวเพราะมัวติดกับดักปันผลสูง แต่ธุรกิจกลับเป็นแนวโน้มขาลงและใกล้เจ๊งแล้ว หากเจอแบบนี้ผลขาดทุนจากราคาหุ้นที่ปรับลง จากสภาวะธุรกิจที่ร่อแร่ อาจจะมากกว่าอัตราผลตอบแทนเงินปันผลที่เราได้รับ แบบนี้คงไม่เวิร์คแน่ๆ  


บริษัทในตลาดหุ้นไทยที่มีอัตราผลตอบแทนจากเงินปันผลสูง และต่อเนื่องอย่างน้อย 3 ปี แถมมีสภาพคล่องสูงและเป็นหุ้นตัวใหญ่ จะรวมตัวกันอยู่ในดัชนี SETHD มีทั้งหมด 30 ตัว คุณสามารถเข้าไปเลือกดูได้ โดยตลาดหลักทรัพย์ฯ จะทำการทบทวนรายชื่อปีละ 2 ครั้งในเดือนมิถุนายน กับ เดือนธันวาคม   


4.คำนวณอัตราผลตอบแทนเงินปันผล เพื่อดูความสม่ำเสมอ  

 

คำนวณอัตราผลตอบแทนเงินปันผล เพื่อดูความสม่ำเสมอ

 

หุ้นบางตัวจ่ายปันผลเป็นตัวเงินอาจจะดูสูง แต่จริงๆ แล้วเราต้องดูที่เปอร์เซ็นต์การจ่าย จะสะท้อนผลตอบแทนได้ดีกว่า สามารถคำนวณอัตราผลตอบแทนจากเงินปันผล (Dividend Yield) ได้เอง โดยใช้ตัวเลขการจ่ายปันผลย้อนหลังไปสัก 3-5 ปีเพื่อดูความต่อเนื่องในการจ่ายเงินปันผลของบริษัท


ยีลด์น่าจะสัก 3-4% ก็น่าสนใจแล้วยิ่งให้ผลตอบแทน 5% ก็ยิ่งน่าสนใจมากขึ้นเพราะสูงกว่าดอกเบี้ยเงินฝาก ทั้งแบบออมทรัพย์และฝากประจำ และยังสูงกว่าอัตราผลตอบแทนเงินปันผลของ SET ย้อนหลัง 4 ปี (58-61) ซึ่งอยู่ที่ 3.36%,3.04% ,2.7% และ 3.22% ตามลำดับ


สูตรการคำนวณ Dividend Yield ทำได้ง่ายๆ เพียงนำ เงินปันผลต่อหุ้น/ราคาหุ้น*100  ยกตัวอย่าง เช่น หุ้น TISCO จ่ายเงินปันผลหุ้นละ 7 บาท ราคาหุ้น ณ วันที่คำนวณ 90 บาท จะคำนวณจะได้ ดังนี้   


7/90* 100 = 7.77%
เท่ากับว่า TISCO ให้ยีลด์ 7.77% เป็นต้น   


ข่าวดีก็คือว่า เดี๋ยวนี้คุณแทบจะไม่ต้องมานั่งคำนวณเอง เพราะมีโปรแกรมวิเคราะห์หุ้นเป็นผู้ช่วย อย่างของ efin ที่ชื่อ #efinStockPickUp คุณอยากได้ยีลด์เท่าไหร่ลองใส่ตัวเลขลงไป โปรแกรมจะสแกนมาให้ทันที หรือถ้าเปิด บัญชีออมหุ้น กับบริษัทหลักทรัพย์แต่ละค่ายเขาจะคัดหุ้นที่ให้ปันผลดีมาให้อยู่แล้ว คุณก็เข้าไปเลือกดูได้เลยแบบสำเร็จรูป  


5.นำเงินปันผลที่ได้ลงทุนซ้ำใน หุ้นปันผล ตัวเดิม

 

นำเงินปันผลที่ได้ลงทุนซ้ำใน หุ้นปันผล ตัวเดิม

 

คุณสามารถขยายพอร์ตการลงทุนให้โตขึ้นได้ ในช่วงเวลาที่ยังมีแรงทำงานอย่าเพิ่งรีบนำเงินปันผลออกมาใช้ แต่ให้เปลี่ยนเป็น ซื้อหุ้นปันผล ตัวเดิมเพิ่มอีกจากเงินปันผลที่คุณได้ในแต่ละปี ลองทำแบบนี้ทุกครั้งเมื่อได้รับเงินปันผลที่โอนเข้ามาในบัญชีธนาคาร เก็บสะสมหุ้นตัวเดิมที่คุณคัดมาดีแล้วไปเรื่อยๆ จนพอร์ตโต


หากคุณมีวินัยและออมได้นานพอ มันจะไม่ใช่แค่เงินออมในหุ้นก้อนแรกที่คุณจะมีได้ แต่เป็นการสร้าง passive income ให้คุณได้อนาคต!


โปรเจกต์นี้จะเกิดขึ้นได้คุณต้องย้อนไปอ่านที่ข้อ 1 ใหม่ กลับไปเริ่มต้นที่พื้นฐาน ตรวจสุขภาพการเงิน วิเคราะห์รายรับ รายจ่าย ทรัพย์สิน หนี้สิน คำนวณเงินที่ต้องใช้หลังเกษียณ เริ่มต้นก่อนรวยก่อน สามารถใช้แอปพลิเคชัน “Lumpsum” (ล่ำซำ) เป็นผู้ช่วยได้ เพราะใช้งานง่าย เหมาะกับมนุษย์เงินเดือนทุกคน บริการดีๆ จาก efin.

 

เปิดประสบการณ์ใหม่ด้านการวางแผนชีวิตด้วยตัวคุณเองแบบครบวงจรกับแอบพลิเคชัน “Lumpsum” 

 

ดาวน์โหลดติดตั้งแอปฯ Lumpsum ได้แล้วที่นี่
iOS
Android