ไม่มีรายการ

เช็คสุขภาพการเงิน พร้อมเทคนิคเอาตัวรอดทุกวิกฤต

05 พฤษภาคม 2563


ในช่วงที่ผ่านมา เชื่อว่าหลายคนได้เรียนรู้และตระหนักเรื่องการเงินมากขึ้น จากวิกฤต Covid-19 และก็ดูจะส่งผลให้ภาวะเศรษฐกิจถดถอยชัดเจนมากขึ้น ซึ่งก็บอกไม่ได้ว่ามันจะดีขึ้นเมื่อไหร่

แต่วิกฤต มันสร้างโอกาส สร้างประสบการณ์ให้เราเรียนรู้ “ความไม่แน่นอน” ทำให้รู้ว่าชีวิตเราเต็มไปด้วยความเสี่ยง

เราไม่มีทางรู้อยู่ดีๆวันไหนจะโดนให้ออกจากงาน โดนลดเงินเดือน โรงงานผลิตสินค้าไม่ได้ ร้านค้าเปิดขายของไม่ได้ เพราะเหตุการณ์เหล่านี้ มักไม่ได้บอกให้คุณเตรียมตัวล่วงหน้า !!!

ซึ่งหากใครกำลังพบปัญหาการเงินตอนนี้จากวิกฤติ Covid-19 ลองเข้าไปอ่านอันนี้ครับ

เทคนิคเอาตัวรอด...วิกฤตการเงิน Covid-19

แต่ผมเชื่อว่าหลายคนยังสามารถจัดการการเงินได้ หรือยังไม่ได้รับผลกระทบมากนักจากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น แต่อย่ารอให้มันเกิดปัญหากับตัวคุณก่อน

วันนี้ผมจึงอยากนำเทคนิค เอาตัวรอด ทุกวิกฤตการเงิน ในแบบของผมมาเล่าให้ฟังกัน

ผมแบ่งเป็น 3 ส่วนด้วยกัน

1. ความรู้การเงินที่ควรมี

2. รู้จักตัวเอง**

3. เทคนิคจัดสรรเงินของคุณ

อันดับแรกที่จะทำให้คุณสามารถเอาตัวรอดเรื่องการเงินจากทุกวิกฤตได้  คุณจำเป็นต้องรู้ก่อนว่า อะไรเป็นสิ่งที่จะทำให้คุณไปถึงเป้าหมายนั้นได้บ้าง และมีเครื่องมืออะไรบ้างที่ช่วยคุณได้

อันดับแรกที่จะทำให้คุณสามารถเอาตัวรอดเรื่องการเงินจากทุกวิกฤตได้

คุณจำเป็นต้องรู้ก่อนว่า อะไรเป็นสิ่งที่จะทำให้คุณไปถึงเป้าหมายนั้นได้บ้าง และมีเครื่องมืออะไรบ้างที่ช่วยคุณได้

“รู้จัก (การเงิน) ตัวเอง” สำหรับข้อนี้ผมว่า จริงๆ เราทุกคนรู้จักตัวเอง แต่ไม่ยอมรับในสถานะการเงินตัวเอง ซึ่งหากคุณต้องการเอาตัวรอดเรื่องการเงินในทุกวิกฤตได้

อันดับที่สอง “รู้จัก (การเงิน) ตัวเอง” สำหรับข้อนี้ผมว่า จริงๆ เราทุกคนรู้จักตัวเอง แต่ไม่ยอมรับในสถานะการเงินตัวเอง ซึ่งหากคุณต้องการเอาตัวรอดเรื่องการเงินในทุกวิกฤตได้ ผมว่าถึงเวลาแล้วที่คุณจำเป็นต้องยอมรับสถานะการเงินตัวเองก่อน

ซึ่งไม่ว่าคุณจะอยู่ในสถานะแบบไหน ไม่มีถูกหรือผิดครับ เพียงแต่เราจะทำให้มันดีขึ้นกว่าเดิม

และอันดับถัดมา “เทคนิค (จัดสรรเงิน) เอาตัวรอด ทุกวิกฤต”

 

ต้องไปเช็คดูก่อนว่าตอนนี้คุณมีรายจ่ายอะไรบ้าง สามารถลดได้ไหม ?

1. จัดการรายได้ > รายจ่าย

- การลดรายจ่าย (ง่ายที่สุด)

คุณจำเป็นต้องไปเช็คดูก่อนว่าตอนนี้คุณมีรายจ่ายอะไรบ้าง สามารถลดได้ไหม ?

ในการจัดการรายจ่ายสำหรับระยะวิกฤต ผมจะไม่แยกรายจ่ายจำเป็น รายจ่ายตามความต้องการ อันไหนพอลดได้ลดก่อน ซึ่งผมรวมไปถึงการประหยัด น้ำ ไฟ โทรศัพท์ อินเตอร์เน็ต อาหาร เพื่อให้เรามีเงินใช้เพียงพอตลอดทั้งเดือนก่อน ไม่ไปสร้างหนี้เพิ่ม

- เพิ่มรายได้

สำหรับการเพิ่มรายได้ มักจะตามมาด้วย คำถามและปัญหา “แล้วจะทำอะไร ขายอะไร ไม่มีเวลา” ก่อนอื่นผมอยากให้คุณอย่าเพิ่งคิดว่าคุณทำไม่ได้ !!! เพราะปัจจุบันมีช่องทางหาเงินมากมายที่จะทำให้ง่ายขึ้น ใช้เวลาลดลง และยังมีความรู้ฟรีๆ เพียบ ลองลงมือทำก่อน

*อย่าลืม ทำบัญชีรายรับ รายจ่ายสม่ำเสมอ เพื่อเช็คตัวเองว่า คุณเริ่มมีการเงินที่ดีขึ้นรึยัง

2. จัดการหนี้

- เอาหนี้ทั้งหมดมาเขียนๆดู ว่าคุณมีหนี้อะไรบ้าง

หนี้บ้าน ตอนนี้คุณผ่อนต่อเดือนหนักไปไหม คุณสามารถรีไฟแนนซ์หรือขอลดดอกเบี้ยลงได้ เพื่อจ่ายน้อยลง หรือแม้แต่ทำให้หนี้ก้อนนี้เป็นอิสระไวๆ

หนี้รถ ผ่อนต่อเดือนเท่าไหร่ เราซื้อรถแพงเกินตัวไปไหม หรือแม้แต่จริงๆแล้วรถคันนี้จำเป็นต้องใช้ไหม

หนี้บัตรเครดิต ดอกเบี้ยมหาศาล 18-28% ต่อปี คุณสามารถรีไฟแนนซ์ได้ ซึ่งปัจจุบันสถาบันการเงินต่างๆออกโปรมาเพียบ แล้วคุณจะมาจ่ายดอกแพงๆทำไม?

*รายจ่ายต่อเดือน ไม่เกิน 30-40% (รวมผ่อนบ้าน,รถ)

3. ออมเงิน

หลายคนมักคิดว่าเงินไม่พอใช้แล้วจะเอาที่ไหนมาออม ผมอยากให้คุณลองคิดว่า “ไม่ออมก็ไม่พอใช้ ออมไปก็ไม่เสียหาย” เพราะการออมเงินจะทำให้คุณเริ่มเพิ่มกระแสเงินสดสำรองของตัวเอง แล้วมันจะเป็นกำลังใจให้คุณลุยต่อไป เพื่อการเงินที่ดีขึ้น 

ส่วนนี้ยังไม่ต้องออมเยอะครับ ลองเริ่มกำหนดเกณฑ์การออมขึ้นมา เช่น เก็บแบงค์ 50 เก็บแบงค์ที่ลงท้ายด้วยเลข .... เป็นต้น ครับ

*** สำหรับระยะนี้ยังมีความเสี่ยงด้านสภาพคล่องสูง แนะนำให้เช็คสินทรัพย์ที่ไม่ได้ใช้ ไม่จำเป็น ไม่มีมูลค่าเพิ่ม ขาย เพื่อเอาเงินไปเติมกระแสเงินสดให้มีสภาพคล่องมากขึ้นครับ

 

เงินไม่พอใช้ หรือใช้เงินเดือนชนเดือนนั่นเอง ยังมีใช้เงินอนาคตอยู่บ้าง แต่ยังสามารถจัดการง่าย เพราะคุณยังไม่มีหนี้ ไม่มีภาระผูกพันก้อนใหญ่

เงินไม่พอใช้ หรือใช้เงินเดือนชนเดือนนั่นเอง ยังมีใช้เงินอนาคตอยู่บ้าง แต่ยังสามารถจัดการง่าย เพราะคุณยังไม่มีหนี้ ไม่มีภาระผูกพันก้อนใหญ่

ซึ่งปัญหาของคุณตอนนี้ ติดที่ยังไม่สามารถจัดการเงินให้ใช้เพียงพอทั้งเดือน ผมแนะนำแบบนี้ครับ

1. จัดการรายได้ > รายจ่าย

- การลดรายจ่าย (ง่ายที่สุด)

อันดับแรกที่ต้องทำเหมือนกับระยะวิกฤตครับ คือ เช็ครายจ่ายก่อน เพราะหากคุณมาสามารถแก้ข้อนี้ได้ คุณก็เริ่มเปิดโอกาสให้ตัวเองมีการเงินที่ดีขึ้น ไปเร่งสร้างกระแสเงินสดต่อไปได้เลยครับ

- มีเท่าไหร่ กินเท่านั้น

สำหรับหัวข้อนี้ เป็นอีกหนึ่งทางเลือกครับ “มีเท่าไหร่ กินเท่านั้น”

เพื่อไม่ให้คุณ ไปสู่การเป็นหนี้ !!! ที่มีโอกาสจะพอกพูนขึ้นไปเรื่อยๆ จนเป็นหนี้ก้อนใหญ่

ฉะนั้น เราจะกินใช้เท่าที่มี

เริ่มจาก เมื่อได้เงินเดือน จัดการค่าใช้จ่ายคงที่ก่อนเลยครับ ค่าน้ำ ไฟ โทรศัพท์ เคลียร์ให้หมด ค่าเดินทางก็ควรกันไว้เลยนะ

ถัดมา เงินเหลือเท่าไหร่ หาร จำนวนวันที่ต้องใช้จนกว่าเงินเดือนจะออก

เช่น เงินเดือนเหลือ 6000 / 30 = 200 บาท คือเงินที่คุณควรใช้ต่อวัน

หารออกมามันอาจจะดูน้อย คุณสามารถจัดการเองได้ วันไหนใช้น้อยก็ให้ไปทบวันอื่นได้ เพื่อให้ตัวเองได้ใช้บ้าง

ซึ่งหากคุณสามารถใช้เงินที่เหลือในเดือนนั้นพอ + สามารถลดรายจ่ายบางอย่างได้ เท่านี้คุณก็พร้อมที่จะมีเงินเก็บเพื่อสร้างกระแสเงินสดได้แล้ว

- เพิ่มรายได้

สำหรับการเพิ่มรายได้ จะทำให้คุณมีสภาพคล่องในการใช้จ่ายมากและยังเป็นตัวช่วยเพิ่มกระแสเงินสดได้ไวขึ้นด้วย แต่ก็ต้องแรกกับความขยันมากขึ้นเช่นเดียวกัน
*อย่าลืม ทำบัญชีรายรับ รายจ่ายสม่ำเสมอ เพื่อเช็คตัวเองว่า คุณเริ่มมีการเงินที่ดีขึ้นรึยัง

2. ออมเงิน

ตอนนี้คุณยังไม่มีหนี้ภาระผูกพัน พอขยับได้ ผมแนะนำให้คุณลองฝึกออมดูครับ 5-10% ก่อน สร้างนิสัยการออม จะทำตัดบัญชีอัตโนมัติก็ได้ หรือจะลองหยอดกระปุกไปเลย หรือทำบัญชีแยกไว้ โอนออกตอนเงินเข้าก็ได้ครับ 

+ เพิ่มการออมไปอีกขั้น

ลองกำหนดเกณฑ์การออมขึ้นมา เช่น เก็บแบงค์ 50 เก็บแบงค์ที่ลงท้ายด้วยเลข .... เป็นต้น ครับ

*** สำหรับระยะนี้ก็ยังอยู่ในกลุ่มที่มีความเสี่ยงด้านสภาพคล่องสูง แนะนำให้เช็คสินทรัพย์ที่ไม่ได้ใช้ ไม่จำเป็น ไม่มีมูลค่าเพิ่ม ขาย เพื่อเอาเงินไปเติมกระแสเงินสดให้มีสภาพคล่องมากขึ้นครับ

 

ระยะเฝ้าระวัง ใช้เงินเดือนชนเดือน แต่ถือว่าคุณมีวินัยจัดสรรเงินดี มีเงินใช้พอดีทั้งเดือน ต่อไปก็เพิ่มการเก็บออมสร้างกระแสเงินสดให้มากขึ้น เพื่อคุณจะสามารถเอาตัวรอดเรื่องการเงินได้ในทุกวิกฤต

ระยะเฝ้าระวัง ใช้เงินเดือนชนเดือน แต่ถือว่าคุณมีวินัยจัดสรรเงินดี มีเงินใช้พอดีทั้งเดือน ต่อไปก็เพิ่มการเก็บออมสร้างกระแสเงินสดให้มากขึ้น เพื่อคุณจะสามารถเอาตัวรอดเรื่องการเงินได้ในทุกวิกฤต

1.จัดการรายได้ > รายจ่าย

- การลดรายจ่าย (ง่ายที่สุด)

เช่นเดียวกันกับกรณีอื่นๆ ง่ายที่สุด คือ เรามาเช็ครายจ่ายก่อน ว่ามีอะไรบ้างที่เราเริ่มใช้จ่ายเกินตัว จ่ายมากไปกว่าปกติ หรือจริงๆแล้วมันไม่จำเป็นต้องจ่าย ซึ่งหากแก้ข้อนี้ได้คุณก็สามารถมีเงินออมได้ง่ายขึ้น

- เพิ่มรายได้

การเพิ่มรายได้ เพิ่มเงินสด !!

สำหรับระยะเฝ้าระวัง คุณมีเงินพอใช้ตลอดทั้งเดือนอยู่แล้ว การหารายได้เพิ่ม ถือเป็นตัวเร่งให้คุณมีกระแสเงินสดมากขึ้น ซึ่งหากเป็นไปได้ หาเพิ่มได้เท่าไหร่ ควรเก็บเท่านั้น เพื่อให้คุณมีสถานะการเงินดีขึ้น สู่ระยะปลอดภัย

*อย่าลืม ทำบัญชีรายรับ รายจ่ายสม่ำเสมอ เพื่อเช็คตัวเองว่า คุณเริ่มมีการเงินที่ดีขึ้นรึยัง

2 .ออมเงิน

ตอนนี้คุณมีเงินเพียงพอต่อการใช้จ่ายทั้งเดือน ยังไม่มีหนี้ภาระผูกพัน ผมแนะนำให้คุณสร้างนิสัยการออมครับ 10-20% ของรายได้ต่อเดือน จะทำตัดบัญชีอัตโนมัติ ลองหยอดกระปุก หรือทำบัญชีแยกไว้ โอนออกตอนเงินเข้าก็ได้ครับ 

* เพิ่มเติม * สมมติ เงินที่ตั้งใจจะออม 10 % = 1,200 บาท / ต่อเดือน ผมอยากให้ลองปัดเศษ เก็บ 1,500 หรือ 2,000 บาท ไปเลย มันอาจจะดูเยอะหน่อยสำหรับการเก็บแรกๆ หักไปแล้วเราก็ลืม ซึ่งคุณมีนิสัยการบริหารค่าใช้จ่ายดีอยู่แล้ว ผมเชื่อว่าคุณจัดการได้ แล้วจะทำให้คุณมีกระแสเงินสด เพิ่มขึ้นเร็วครับ

+ เพิ่มการออมไปอีกขั้น

ลองกำหนดเกณฑ์การออมขึ้นมา เช่น เก็บแบงค์ 50 เก็บแบงค์ 100 ที่ลงท้ายด้วยเลข .... เป็นต้น ครับ

*** สำหรับระยะนี้ก็ยังอยู่ในกลุ่มที่มีความเสี่ยงด้านสภาพคล่อง แนะนำให้เช็คสินทรัพย์ที่ไม่ได้ใช้ ไม่จำเป็น ไม่มีมูลค่าเพิ่ม ขาย เพื่อเอาเงินไปเติมกระแสเงินสดให้มีสภาพคล่องมากขึ้นครับ

ระยะปลอดภัย มีเงินใช้พอดีทั้งเดือนและยังมีเงินเก็บ(อยู่บ้าง) ถือว่าคุณมีวินัยจัดสรรเงินดี

ระยะปลอดภัย มีเงินใช้พอดีทั้งเดือนและยังมีเงินเก็บ(อยู่บ้าง) ถือว่าคุณมีวินัยจัดสรรเงินดี

ต่อไปผมอยากให้คุณเช็คเงินเก็บของคุณดูครับว่าตอนนี้มีเท่าไหร่ ซึ่งเพื่อให้คุณปลอดภัยและสามารถเอาตัวรอดเรื่องการเงินได้ในทุกวิกฤต ผมแนะนำให้คุณมีเงินกระแสเงินสด 6-12 เดือน ของค่าใช้จ่ายในแต่ละเดือนครับ แต่เราจะไม่เอาทั้งหมดไปฝากธนาคารนะครับ เพราะอย่างที่ทราบกัน ดอกเบี้ยน้อย ซึ่งไม่คุ้มค่าเสียโอกาสของคุณแน่นอน ผมจะแบ่งเป็นแบบนี้ครับ

1. ฝากธนาคาร 1-2 เดือน

การฝากธนาคารก็ยังถือว่ามีความจำเป็นอยู่ครับ ถึงแม้ดอกเบี้ยจะน้อย แต่มีสภาพคล่องสูง

คือ หากคุณต้องการใช้เงินสด สามารถเบิกถอนได้ทันที

2. ลงทุนที่ความเสี่ยงต่ำ มีสภาพคล่อง

ต่อมาเราจะนำเงินที่สำรองไว้ใช้เดือนที่ 3-6 ลงทุนที่ความเสี่ยงต่ำ มีสภาพคล่องสูงครับ

เช่น ตั๋วเงินคลัง สลากออมสิน สลากธกส. (ควรศึกษาเงื่อนไขการไถ่ถอนด้วย) สำหรับการลงทุนประเภทนี้ ยังอยู่ในกรอบที่มีสภาพคล่องอยู่ครับ คือหากคุณจำเป็นต้องใช้เงินก็ยังสามารถถอนออกมาได้

3.ลงทุนในสินทรัพย์ที่มีความเสี่ยงเพิ่มขึ้นและผลตอบแทนเพิ่มขึ้น

ต่อมาเราจะนำเงินที่สำรองไว้ใช้เดือนที่ 7-12 ลงทุนในความเสี่ยงที่เพิ่มขึ้น แต่ก็ได้ผลตอบแทนที่เพิ่มขึ้น แน่นอนว่าหากคุณจะลงทุนที่มีความเสี่ยงขึ้นมา ก็ควรศึกษาและมีความรู้มากพอนะครับ

การลงทุนที่ผลตอบแทนเพิ่มขึ้น ก็มีตั้งแต่

ตราสารหนี้ ที่ออกโดย รัฐบาล ได้แก่ พันธบัตรรัฐบาล

ตราสารหนี้ ที่ออกโดย บริษัทเอกชน ได้แก่ หุ้นกู้

ตราสารทุน หรือ หุ้นสามัญนั่นเอง

ซึ่งต้องมีความเข้าใจก่อนนะครับ ว่าการลงทุนแต่ละประเภท ที่กล่าวมา มีเรื่องระยะเวลา และความเสี่ยงเงินต้นอยู่ด้วย ฉะนั้น หากคุณยังไม่มีความรู้ความเข้าใจเพียงพอ แนะนำให้ไปลงทุนในข้อ 2 ที่กล่าวไว้ครับ

ทั้งหมดนี้ก็เป็นแนวคิด เทคนิค (จัดสรรเงิน) เอาตัวรอด ทุกวิกฤต ที่ผมเอามาฝากกัน

หากคุณได้อ่านทั้งหมด จะเห็นว่า รายได้ รายจ่าย เงินออม จะอยู่ในทุกการจัดสรรเงินของคุณ

ซึ่งวิธีที่จะทำให้คุณคอยตรวจสอบเงิน สถานะการเงินของคุณ ง่ายๆ ก็คือ

การจดบัญชีรายรับรายจ่ายครับ เพราะ มันจดนิสัยการเงินของคุณไว้ทั้งหมดแล้ว

*ทุกคนสามารถปรับเปลี่ยนได้ตามความเหมาะสมของตนเองนะครับ

แล้วเรามาเริ่มสร้างสุขภาพการเงินที่ดีไปด้วยกัน เพื่อคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นครับ : -)

 

สำหรับใครที่อยากรู้สถานะการเงิน เริ่มทำรายรับรายจ่าย เพื่อเช็คตัวเองว่า คุณเริ่มมีการเงินที่ดีขึ้นหรือยัง ด้วยแอปพลิเคชั่น ได้ง่ายๆ เพียง!

"กดดาวน์โหลดแอปฯเพื่อเริ่มทำรายรับ-รายจ่าย"

สร้างวินัยทางการเงินด้วย การเริ่มต้นทำรายรับ รายจ่าย

บทความแนะนำล่าสุด


บทความอื่นๆที่น่าสนใจ