ไม่มีรายการ

จัดพอร์ตกองทุนรวมอย่างไร ในภาวะวิกฤติ

07 ตุลาคม 2563



...ในวันที่เพื่อนสาวสงสัยว่าท่ามกลางวิกฤติ จะจัดพอร์ตกองทุนรวมอย่างไรดี

 

เพื่อนสาว : นี่เธอ ชั้นก็พอเข้าใจนะว่าในวิกฤติก็เป็นโอกาสในการเข้าลงทุน เพราะเราจะได้ต้นทุนถูกกว่าเวลาปกติ แต่ตอนนี้เนี่ย ที่ลงทุนไป มันก็สาละวันเตี้ยลง ติดลบแล้วลบอีก อย่างชั้นก็มือใหม่ เพิ่งจะเริ่มลงทุน เห็นแล้วมันก็ใจ๋บ่ดีเลยค่า

น้องโน่ : อย่าดูบ่อยซิ ถ้าพอร์ตที่ลงทุนนี้เป็นพอร์ตลงทุนระยะยาว เปิดดูทุกวันมันก็ไม่ใช่มะ

เพื่อนสาว : แหมมมมมม ก็ชั้นอดใจไม่ไหว มันอยากเห็น อยากดูอ่า

น้องโน่ : จ้า เอางี้ ชั้นมีอีกหนึ่งวิธี สำหรับจัดพอร์ตกองทุนรวมในช่วงภาวะวิกฤติ เอามะ ๆ

เพื่อนสาว : เอาซิจ้ะ แหม่ ไม่น่าถาม

 

ปี 2563 เป็นปีในประวัติศาสตร์โลกที่ไม่ค่อยจะน่าจดจำนัก กับวิกฤติ COVID-19 เชื้อไวรัสมรณะที่แพร่ระบาดทั่วโลก คร่าชีวิตคนไปแล้วหลักแสน นอกจากคร่าชีวิตคนนับแสนแล้ว ยังส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจ ต่อคนหลายพันล้านคนทั่วโลก

ทั้ง ๆ ที่ก่อนหน้านี้ เศรษฐกิจโลกก็ใช่ว่าจะดี ยังง่อนแง่นคลอนแคลน หลากปัญหาหรือแรงกดดันรุมเร้า เช่น

  - สงครามการค้าสหรัฐฯ กับจีน ที่ลากยาวมาจนปัจจุบัน

  - Brexit กับการแยกตัวออกจากสหภาพยุโรปของอังกฤษ

  - เศรษฐกิจญี่ปุ่นที่ส่อแววภาวะชะลอตัว (เงินเฟ้อติดลบ)

  - ปัญหาวิกฤติทางการเงินในหลายประเทศของยุโรป

ปัญหาเหล่านี้ทำให้การลงทุนทั่วโลก โดยเฉพาะสินทรัพย์เสี่ยงอย่างหุ้นผันผวนสูง แต่เรายังสามารถลดความผันผวนหรือความเสี่ยงลงได้ด้วยการจัดพอร์ตลงทุนแบบ Global Asset Allocation

 

การจัดพอร์ตลงทุนแบบ Global Asset Allocation คืออะไร?

ก่อนอื่นมาทำความรู้จักกับ Asset Allocation กันก่อน

Asset Allocation คือ การจัดสรรเงินลงทุน ด้วยการกระจายการลงทุนไปยังหลากหลายสินทรัพย์เพื่อกระจายความเสี่ยง ซึ่งปกติจะแบ่งการลงทุนไปยังเป็น 4 สินทรัพย์หลัก คือ

  - เงินสด (Cash)

  - ตราสารหนี้ (Bond)

  - ตราสารทุน (Equity)

  - การลงทุนทางเลือก (Alternative Investment) – อสังหาริมทรัพย์ (Property) สินค้าโภคภัณฑ์ (Commodity)

เมื่อใส่คำว่า Global เข้ามา Global Asset Allocation จึงหมายถึงการจัดสรรเงินลงทุนหลายสินทรัพย์(ตามข้างต้น) ไปยังหลายประเทศทั่วโลก ทั้งประเทศที่พัฒนาแล้ว (Developed Market) และประเทศที่กำลังพัฒนา (Emerging Market)

 ตารางรีเทิร์นตารางรีเทิร์นตารางรีเทิร์นที่มา : https://novelinvestor.com/asset-class-returns/

 

จากรูปเป็นตารางแสดงของการลงทุนในสินทรัพย์แต่ละประเภท ช่วงปี 2004 ถึงปีล่าสุด (ครึ่งแรกของปี 2020) จะเห็นว่าไม่มีการลงทุนในสินทรัพย์ใดที่ให้ผลตอบแทนดีที่สุดในทุก ๆ ปี และไม่มีการลงทุนในสินทรัพย์ใดที่ให้ผลตอบแทนแย่สุดในทุก ๆ ปี เช่นกัน แต่ผลตอบแทนจากการลงทุนในสินทรัพย์ต่าง ๆ มีขึ้นมีลงตามภาวะเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นในช่วงนั้น ๆ

ตัวอย่างที่เห็นชัดคือ วิกฤติซับไพร์มเมื่อปี 2008 ที่มีต้นเหตุในสหรัฐฯ จนลุกลามไปทั่วโลก ซึ่งปีนั้นตลาดหุ้นทั่วโลกติดลบหนักมาก

เมื่อตลาดหุ้นลบหนักและผันผวนสูง จึงเป็นเรื่องปกติที่นักลงทุนจะโยกเงินออกจากสินทรัพย์เสี่ยงอย่างตลาดหุ้น เข้าสู่สินทรัพย์ที่มีความปลอดภัยอย่างเงินสดและตราสารหนี้ ทำให้ในปี 2008การถือเงินสดและลงทุนในตราสารหนี้เป็นเพียงการลงทุนเพียง 2 รูปแบบเท่านั้น ที่ให้ผลตอบแทนดีที่สุด

แต่ถ้าปีไหนเศรษฐกิจดี ตลาดหุ้นกลับมาบูม การถือเงินสดและการลงทุนในตราสารหนี้ก็ให้ผลตอบแทนรั้งท้ายอย่างชัดเจน เช่น ปี 2016-2017 เป็นต้น

นี่เป็นตัวอย่างที่เกิดขึ้นจริง บอกเราอย่างชัดเจนว่า ไม่มีสินทรัพย์ใดให้ผลตอบแทนดีที่สุดตลอดทุกปี

 

ที่มา : https://novelinvestor.com/asset-class-returns/

 

แต่มีการลงทุนสินทรัพย์อยู่ 1 ประเภท ที่ให้ผลตอบแทนกลาง ๆ มาโดยตลอด แม้จะไม่โดดเด่นที่สุด แต่ก็ไม่ได้แย่ที่สุด นั่นคือ AA หรือ Asset Allocation Portfolio

 

Asset Allocation Portfolio เป็นการจัดพอร์ตการลงทุน โดยมีการกระจายการลงทุนไปทั่วโลก โดยแบ่งการลงทุนในตราสารทุน 50% (15% large cap stocks, 15% international stocks, 10% small cap stocks, 10% emerging market stocks) ตราสารหนี้ 40% (high-grade bonds) และการลงทุนทางเลือก (10% REITs) และทำ Rebalancing ทุกปี

Rebalancing คือ การปรับสมดุลของพอร์ตการลงทุนให้เป็นไปตามสัดส่วนที่กำหนดไว้ในตอนแรก โดยขายสัดส่วนของสินทรัพย์ที่เกินกำหนดออกมา (ส่วนของกำไร) และนำเงินที่ได้จากการขายสินทรัพย์ส่วนเกินนี้ไปซื้อสินทรัพย์ที่มีสัดส่วนต่ำกว่ากำหนดให้กลับมาเท่าเดิม

 

จากตาราง จะเห็นว่าการจัดลงทุนด้วยการจัดพอร์ตแบบ Global Asset Allocation ในปี 2008 แม้ AA ติดลบ 22.4% แต่ก็ช่วยให้ผลตอบแทนที่ติดลบนั้น ติดลบน้อยลงไปกว่าครึ่งเลยทีเดียว หากเทียบกับการลงทุนในหุ้นเพียงอย่างเดียว อย่าง EM หรือ Emerging Market Stocks ที่ติดลบ 53.2% และInt’l Stk หรือ International Developed Stocks ที่ติดลบ 43.1%

 

น้องโน่ : เธอพอนึกภาพออกหรือเข้าใจบ้างมั้ย ว่าในช่วงวิกฤติจะปรับพอร์ตการลงทุนอย่างไร

เพื่อนสาว : ชั้นเข้าใจแบบนี้นะ การลงทุนแบบ AA ที่เธอยกเป็นตัวอย่างมา เขากระจายการลงทุนไปยังหลายสินทรัพย์ ที่แม้จะยังเน้นหุ้น แต่ลดสัดส่วนเหลือครึ่งเดียว หรือ 50% โดยใส่ตราสารหนี้เข้ามา50% และสินทรัพย์ทางเลือกอื่นอีก 10% ซึ่งพอเป็นแบบนี้ก็ช่วยลดความเสี่ยงหรือความผันผวนจากหุ้นลงไปได้ ผลตอบแทนจากการลงทุนแบบ AA จึงดีกว่าการลงทุนที่เน้นหุ้นอย่างเดียว ดังนั้น ถ้าชั้นจะปรับมาใช้กับตัวเองในช่วงวิกฤติ ก็ต้องจัดพอร์ตกองทุนรวมโดยลดกองที่เน้นลงทุนในหุ้น มาให้น้ำหนักกับกองที่เน้นตราสารหนี้แทน แต่ยังไม่หมดเท่านี้นะจ้ะ แต่ถ้าวันนึงหุ้นกลับมาดี ชั้นก็ค่อยโยกไปกองที่เน้นหุ้น เพราะถ้ายังถือกองแบบ AA ก็จะได้ผลตอบแทนกลาง ๆ แต่หุ้นจะดีกว่า ถูกมั้ยจ้ะ

น้องโน่ : ปังมากแม่ เริศสุด!! ดีออกกกกกกก(คำสร้อย) เก่งมาก

เพื่อนสาว : ชั้นเข้าใจไอเดียแล้ว แต่ชั้นก็อยากรู้ต่อ ว่าต้องทำอย่างไร ปรับพอร์ตอย่างไร

น้องโน่ : แหมมมม แอ๊บไม่รู้รึเปล่า เก่งแบบเธอต้องให้บอกอีกเหรอ

เพื่อนสาว : อันนี้โง่จริงค่ะ ไม่ทักษอร!! 55+

น้องโน่ : เธอทำได้ 2 วิธี วิธีแรกคือ ปรับพอร์ตกองทุนรวม เน้นลงทุนในกองที่มีสัดส่วนการลงทุนคล้าย ๆ แบบ AA ที่ยกตัวอย่างไป ไม่เฉพาะกองทุนที่ลงทุนในประเทศ แต่รวมถึงกองทุนที่ไปลงทุนต่างประเทศด้วย (ยิ่งเพิ่มโอกาสการลงทุน) ส่วนอีกวิธี สำหรับกรณีที่หากองทุนที่มีสัดส่วนการลงทุนคล้ายแบบ AA ไม่ได้ เราก็จัดพอร์ตของเราเองเลย เช่น เงิน 100 บาท ก็แบ่งไปซื้อหุ้น 50 บาท ตราสารหนี้ 40 บาท และสินทรัพย์ทางเลือกอีก 10 บาท เป็นต้น

เพื่อนสาว : กราบจ้ะเพื่อนรัก ที่ช่วยเบิกเนตรการลงทุนให้ชั้น ปังปุริเย่!!!

 

สรุป

  - ไม่มีสินทรัพย์ใดให้ผลตอบแทนดีที่สุดตลอดทุกปี

  - การจัดพอร์ตแบบ Global Asset Allocation

จะช่วยลดความเสี่ยงหรือความผันผวนจากตลาดหุ้นในช่วงวิกฤติ

บทความแนะนำล่าสุด

บทความอื่นๆที่น่าสนใจ