บริษัทไม่ได้รักเรา..เท่าครอบครัว

20 มกราคม 2563

 

หลังจากได้โบนัสจะเข้าสู่ไฮซีซั่นของการลาออก ซึ่งก็มักจะเป็นช่วงต้นปีนี่แหละ นับไปตั้งแต่เดือนมกราคม มีนา ไปจนถึงเมษายน บางบริษัทจ่ายโบนัสสิ้นเดือนธันวาคม บางแห่งก็สิ้นเดือนมกราคม บางที่ก็จ่ายวันตรุษจีน ฯลฯ

อาจจะมีบ้างบางคนที่ประเมินแล้วว่า ไม่รอโบนัสดีกว่า เมื่อเจอข้อเสนอที่น่าสนใจ ประกอบกับที่ใหม่ ยอมให้ราคาในมูลค่าของคุณ (คุณค่าที่ตลาดต้องการ)

ดังนั้น ช่วงไฮซีซั่นที่ว่านี้ฝ่ายบุคคลก็จะปวดหัวหน่อย เพราะต้องใช้วิชา Recruit คนใหม่อย่างหนักหน่วงยิ่งกว่าทำขายตรงซะอีก

มนุษย์เงินเดือน ไม่ว่าใคร ก่อนไปก็หวังรอเงินก้อนจากบริษัททั้งนั้น ยิ่งสภาพเศรษฐกิจแบบนี้ เงินออมรายเดือนแทบไม่เหลือ จะมีให้ชื่นใจบ้างก็น้องโบที่พอจะเป็นเงินก้นถุงให้อุ่นใจก่อนลาจาก

แต่เรื่องราวที่มักจะเกิดขึ้นเวลาคนอยากจะลาออก มักจะมีเหตุผลมากมายพรั่งพรูในอดีต มาสนับสนุนเป้าหมายนั้น เช่น เพราะงานบ้างล่ะ เพื่อนร่วมงานบ้างล่ะ หัวหน้าบ้างล่ะ กรุงเทพฯ เป็นเมืองที่โหดร้ายบ้างล่ะ...ท้ายสุดก็เพราะบริษัทนั่นล่ะที่เป็นอย่างนู้น เป็นอย่างนี้

ทั้งที่ก็อยู่กับเพื่อนกับหัวหน้า กับบริษัทมาได้ตั้งนานหลายปี อีตอนใกล้จะลาออกนี่ อะไร อะไร มันก็ดูไม่ดีไปเสียหมด ไม่ต่างอะไรกับคนหมดรักแฟน แปลกนะคบกันมาได้ตั้ง 7 ปี 10 ปีพออยากจะเลิกทีก็บอก "เราเข้ากันไม่ได้"

แต่ห้วงเวลาของคนอยากลาออก (ชนิดที่ว่าอัดอั้นตันใจสุดสุด)มันมีเวอร์ชันปลอบใจแบบเข้าข้างตัวเองสักหน่อย หลายคนคงเคยได้ยินผ่านหู ซึ่งดิฉันเองก็เคยได้ยินมา

"บริษัทไม่ได้รักเราเท่าครอบครัวหรอก!"

ประโยคนี้พูดอีกก็ถูกอีก บริษัทไม่ได้รักเราเท่าครอบครัว ก็เพราะครอบครัวคือ "สายเลือด" ถ้าจะมาเทียบกับบริษัทในฐานะ "นายจ้าง" มันก็คนละบริบทกัน

พ่อ แม่ พี่ น้อง ของเรา โดยเฉพาะพ่อกับแม่ที่ให้โดยไม่หวังผลตอบแทน "รัก" โดยไม่มีเงื่อนไข ส่วนลูกก็ตอบแทนท่านด้วยความกตัญญูกตเวที

"บริษัท" เขาก็ให้สวัสดิการ ให้ค่าจ้างเรา แต่ก็หวังสิ่งตอบแทนคือแรงกาย แรงใจ ของเราในการทำงานตามหน้าที่ ตามตำแหน่งที่ได้รับมอบหมาย มันคือ "ผลประโยชน์ต่างตอบแทน" ที่มากน้อยต่างกันไปขึ้นอยู่กับโครงสร้างค่าจ้างแต่ละที่

ทุกคนมีสิทธิ์เลือกทางเดินของตัวเองได้ อยากจะเติบโตไปกับบริษัท ลาออกไปเติบโตที่อื่น หรือออกไปเป็นเจ้าของธุรกิจ เพราะมันคือชีวิตของเราเอง

ขอเพียงการจากไปนั้นมี "เหตุผล" และเป้าหมายที่ชัดเจนว่าเรา "ต้อง/จะ" ทำอะไร เพื่อยังชีพนับจากนี้ แต่ไม่ใช่การลาจากเพราะ "อารมณ์" ซึ่งดิฉันมองว่าเป็น "ความเสี่ยง" ต่ออนาคตอย่างยิ่ง

ที่สำคัญไม่ว่าเราจะอยู่องค์กรใด เราก็จะได้พบกับ "ปัญหา" เสมอ เพราะบริษัทจ้างเรามา "แก้ปัญหา" และปัญหาจะยากตามค่าจ้างที่เขาจ่าย จ่ายเงินเดือนมากก็คาดหวังมาก เป็นธรรมดา

แต่ยังไงเสีย..ก่อนลาออกอย่างน้อย เพื่อให้อุ่นใจมากๆ ก็ควรมีเงินสดสำรองยาวๆ สัก 1 ปี เผื่อไปที่ใหม่แล้วไม่ผ่านโปร หรือผ่านโปรแล้วทำไปสักพักไม่ชอบ หรือกรณีแย่สุดงานไม่มี เงินไม่เข้าดังที่คาดจะได้พอมีเงินสำรองใช้จ่าย

สุดท้าย ฝากไว้ด้วยความรัก ปีนี้ยิ่งต้องคิดให้หนักเพราะปี2019 ต่อเนื่องมาต้นปี 2020 มานี้ หากใครตามข่าวจะเห็นว่าคนตกงานกันเยอะมาก การที่เราบ่นว่างานเยอะ งานยาก งานเหนื่อย หัวหน้าเป็นงั้น บริษัทเป็นงี้...

เราลองดูคนที่ตกงานบ้างสิ ทั้งวงการสื่อ วงการรถยนต์ วงการธนาคาร วงการรถทัวร์ ฯลฯและไม่รู้จะลามไปวงการไหน หรือจะมีเซอร์ไพรซ์อะไรอีก

"บางทีการที่เราตื่นเช้ามาแล้วมีงานทำ แค่นี้ก็ดีเท่าไหร่แล้ว"

*ปล.ดิฉันได้รับซองขาวในวันทำงานวันแรกของปี2020 หัวหน้าเดินเอามาให้กับมือ..โท๊ววว หนังสือรับรองหักภาษี ณ ที่จ่าย #หัวใจจะวาย #ช่วงนี้รู้สึกชีวิตนักข่าวสั่นคลอน

ดาวน์โหลดติดตั้งแอปฯ Lumpsum ได้แล้วที่นี่
iOS
Android