ไม่มีรายการ

เทคนิคจัดพอร์ตฉบับมือโปร แบบผู้จัดการกองทุน

21 เมษายน 2564


 

กองนั้นก็ดี กองนี้ก็น่าสนใจ มีแต่กองทุนน่าซื้อไปหมดเลย เคาะซื้อรัว ๆ
กลับมาดูพอร์ตอีกที โอ้โห!! เยอะไปหมด แล้วจะมอนิเตอร์ยังไงละทีนี้
เคยเจอแบบนี้กับตัวเองกันมั้ยครับ?

      เชื่อว่ามือใหม่หลายคนเคยเป็น ตัวผู้เขียนเองก็เคยเป็นมาก่อน กว่าจะก็ตั้งหลัก กลับมาจัดพอร์ตให้เข้าที่เข้าทางได้ ก็เหนื่อยไม่ใช่น้อยเหมือนกันครับ

      จนมาเจอกับเทคนิคจัดพอร์ตฉบับมือโปร แบบผู้จัดการกองทุน ที่นอกจากจะช่วยให้การจัดพอร์ตระยะยาวมีประสิทธิภาพแล้ว ยังเพิ่มโอกาสการลงทุนระยะสั้นอีกด้วย ด้วยกลยุทธ์การจัดพอร์ตแบบ Core-Satellite Portfolio

      Core-Satellite Portfolio เป็นวิชาจัดพอร์ตของผู้จัดการกองทุน ที่ใช้ได้กับทุกสภาวะตลาด

      Core-Satellite Portfolio สามารถตีความจากชื่อได้ว่า ในจักรวาลการลงทุน มีโลกเป็นศูนย์กลาง (Core) ของพอร์ต เพื่อสะสมความมั่งคั่งและมั่นคงในระยะยาว โดยมีดาวเทียม (Satellite) โคจรอยู่รอบ ๆ เพื่อเพิ่มผลตอบแทนในระยะสั้น ซึ่งหลักการนี้มีวิธีการจัดพอร์ต แบ่งเงินลงทุนออกเป็น 2 ส่วนหลัก คือ

1. Core Portfolio

     หรือการลงทุนส่วนหลัก สำหรับเป้าหมายลงทุนระยะยาว เช่น 5 ปีขึ้นไป โดยการลงทุนระยะยาวนั้น อย่าพยายามเอาชนะตลาด เพราะบนโลกนี้ แทบจะไม่มีใครลงทุนระยะยาวแล้วสามารถเอาชนะตลาดได้ เพียงแค่คาดหวังผลตอบแทนให้ใกล้เคียงหรือล้อไปกับตลาดก็เพียงพอแล้วครับ

ดังนั้น Core Portfolio จึงควรลงทุนใน Passive fund หรือกองที่อิงกับดัชนี (Index) ในประเทศที่มีแนวโน้มการเติบโตอย่างมั่นคง 2-3 ประเทศ/ภูมิภาค รวมกันแล้วคิดเป็นสัดส่วนประมาณ 60-70% ขึ้นอยู่กับความชอบและความเสี่ยงที่ยอมรับได้ของแต่ละคน ซึ่งการลงทุนส่วน Core นี้ ได้กระจายความเสี่ยงของพอร์ตไปในตัวเองแล้ว จึงมีโอกาสเติบโตได้อย่างมั่นคง ผันผวนน้อยกว่า Satellite

2. Satellite Portfolio

      หรือการลงทุนส่วนเพิ่ม สำหรับเป้าหมายหาผลตอบแทนส่วนเพิ่มในระยะสั้นกลาง เช่น 6 เดือน – 3 ปี เป็นการคัดเลือกสินทรัพย์ลงทุน และการจับจังหวะตลาด ที่จะช่วยสร้างผลตอบแทนสูงเป็นครั้งคราวในระยะสั้น ประมาณว่าสร้างความหวือหวาให้กับโลกการลงทุน ให้เลือดได้สูบฉีดนั่นเองครับ จึงควรแบ่งส่วนที่เหลือจาก Core ไปลงทุนใน Active fund ด้วยสัดส่วนประมาณ 30-40% โดยลงทุนใน 2-4 Sectors/ธีม ในกลุ่มที่เห็นว่ามีโอกาสทำผลตอบแทนระยะสั้น-กลางได้ เป็นเทรนด์ของตลาดในช่วงนั้น ๆ

เช่น หุ้นเทคฯ กำลังมา หุ้น healthcare ก็น่าสนใจ เป็นต้น แต่ก็ขึ้นอยู่กับความชอบและความเสี่ยงที่ยอมรับได้ของแต่ละคนเช่นกัน ซึ่งโดยปกติการลงทุนส่วน Satellite จะกระจุกตัวที่กลุ่มใดหลุ่มหนึ่ง ไม่มีการกระจายความเสี่ยงเท่ากับส่วน Core ดังนั้นความเสี่ยงในส่วน Satellite จึงมากกว่า แต่ก็สอดคล้องกับผลตอบแทนที่เราคาดหวังตามหลักการ High risk High return นั่นเอง

ข้อดีการจัดพอร์ตแบบ Core-Satellite Portfolio

      1. มีโอกาสได้กำไรส่วนเพิ่มให้พอร์ต จากการแบ่งเงินบางส่วน (30-40%) ไปลงทุนใน Sector หรือ Thematic fund ที่มีโอกาสทำกำไรที่ดีกว่าในระยะสั้น

      2. ความเสี่ยงโดยรวมของพอร์ตไม่สูงจนเกินไป เพราะ Core Portfolio เป็น Passive fund ซึ่งปกติจะมีความเสี่ยงเท่ากับตลาด ขณะที่การลงทุนในส่วน Satellite ใน Sector ที่มีความสัมพันธ์ (correlation) น้อยกับการลงทุนส่วน Core ก็จะช่วยจำกัดความผันผวนโดยรวมของพอร์ตได้

      3. Core-Satellite Portfolio ช่วยลดค่าธรรมเนียมการลงทุน เพราะส่วน Core เป็นการลงทุนใน Passive fund ที่มีค่าธรรมเนียมถูกกว่าส่วน Satellite ที่เป็น Active fund

      4. ไม่ซื้อกองทุนสะเปะสะปะ เพราะการจัดพอร์ตแบบ Core-Satellite Portfolio ได้วางแนวทางแบ่งสัดส่วนการลงทุนไว้อย่างชัดเจน ช่วยให้เราวางสัดส่วนเงินที่จะซื้อกองทุนนั่นเอง


สิ่งที่ควรทำหลังการจัดพอร์ตแบบ Core-Satellite Portfolio

      1. Rebalance หรือการปรับสัดส่วนพอร์ตการลงทุนระหว่าง Core และ Satellite ควรมอนิเตอร์ ไม่บ่อยแต่ก็ไม่ควรทิ้งระยะเวลานานเกินไป โดยดูภาพรวมเศรษฐกิจและบริบททางการลงทุนประกอบการตัดสินใจ

เช่น ถ้าช่วงไหนส่วน Satellite ทำผลตอบแทนได้ดี จนทำให้สัดส่วนของ Satellite เติบโตมากกว่าที่ตั้งเป้าไว้ ก็สามารถขายทำกำไรแล้วนำกลับไปลงทุนใน Core Portfolio แต่ถ้าช่วงไหนส่วน Satellite ปรับลดลง ก็อาจจะขายส่วน Core มาลงทุนเพิ่มในส่วน Satellite ได้เช่นกันครับ

      2. ควรลงทุนแบบ DCA ในส่วน Core เพราะส่วนนี้เป็นการลงทุนระยะยาว เวลาเป็นส่วนหนึ่งที่ช่วยลดความผันผวนอยู่แล้ว จึงไม่จำเป็นต้องจับจังหวะ ซื้อด้วยเงินก้อนเพียงครั้งเดียว

      3. ส่วน Satellite ควรตั้งเป้าหมายอย่างชัดเจนไว้ตั้งแต่แรก เช่น ถ้าได้กำไร 15-20% ก็จะขายทำกำไร แล้วนำเข้าไปลงทุนต่อในส่วน Core หรือถ้าขาดทุน ก็ต้องมีจุด cut loss หรือถ้าเห็นว่าราคาลดลงมา แต่ยังเป็นโอกาสซื้อเพิ่ม ก็สามารถขายส่วน Core มาซื้อเพิ่มได้ ซึ่งขึ้นอยู่กับกลยุทธ์ของแต่ละคน แต่สัดส่วนการลงทุนต้องอยู่ภายใต้การจัดพอร์ตหลักแบบ Core-Satellite Portfolio นะครับ

 

ตัวอย่างการจัดพอร์ตแบบ Core-Satellite Portfolio

ส่วน Core Portfolio (Passive fund)

-  TMB50 (หุ้นไทย) 25%
-  SCBS&P500 (หุ้น US) 25%
-  K-CHX (หุ้นจีน) 20%


ส่วน Satellite Portfolio (Active/Sector Focus/Thematic fund)

-  TISTECH (กลุ่มเทคโนโลยี) 10%
-  KFINFRA-A (กลุ่ม Infrastructure) 10%
-  BCARE (กลุ่ม Health care) 5%
-  ASP-GOLD (ทองคำ) 5%


สำหรับสัดส่วนการลงทุน แนะนำว่าไม่ควรลงในกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งเกิน 25% ของทั้งพอร์ตนะครับ

*เป็นเพียงตัวอย่างประกอบบทความเท่านั้น ผู้เขียนไม่ได้ชี้นำให้ลงทุนแต่อย่างใด

 

     การจัดพอร์ตแบบ Core-Satellite Portfolio ตามที่กล่าวมาข้างต้น สามารถปรับเปลี่ยนได้ตามความเหมาะสมของแต่ละคน

เช่น ผู้ลงทุนอายุ 55 ปี จะเกษียณในอีก 5 ปีข้างหน้า อาจจะเพิ่มสัดส่วน Core เป็น 80% เหลือส่วน Satellite เพียง 20% เพื่อลดความเสี่ยงรวมของพอร์ต หรือหากเป็นผู้ลงทุนที่อายุยังน้อย (ไม่เกิน 35 ปี) อาจจะลดสัดส่วน Core เหลือ 50% เพื่อเพิ่มโอกาสทำกำไรจากส่วน Satellite ในระยะสั้นได้มากขึ้นก็ได้เช่นกันครับ

      การจัดพอร์ทแบบ Core-Satellite มีหลักการที่ไม่ซับซ้อนหรือยากเลย เพียงแค่เข้าใจว่ากองทุนอะไรควรเป็นส่วน Core หรือส่วน Satellite แค่นี้เราก็สามารถจัดพอร์ตการลงทุนของเราได้แบบมือโปรแล้วครับ ^^

 

บทความแนะนำล่าสุด


บทความอื่นๆที่น่าสนใจ