3 แนวทางสำหรับ Gen Y ปลดหนี้ก่อนเกษียณ

4 ธันวาคม 2562

 

ศูนย์วิเคราะห์เศรษฐกิจ TMB (TMB Analytics) ได้เปิดเผยข้อมูลงานวิจัยว่ากลุ่มคน GEN Y ที่มีอายุระหว่าง 23 - 38 ปี จำนวน 7.2 ล้านราย กำลังตกอยู่ในสภาวะหนี้ท่วมหัว เฉลี่ยภาระหนี้ต่อหัว 423,000 บาท ที่สำคัญ 1.4 ล้านราย หรือ 20% เป็นหนี้เสีย คิดเป็น 7.1% ของสินเชื่อทั้งหมดที่ผิดนัดชำระ

 

กลุ่มคน GEN Y ขาดวินัยด้านวางแผนการเงิน ใช้ชีวิตด้วยมโนคติอยากมั่นคง อยากมีบ้าน มีรถ และเงินออม แต่ความเป็นจริงกลับมีพฤติกรรมการใช้จ่ายฟุ่มเฟือย ที่มาพร้อมด้วยสโลแกน "ของมันต้องมี" ทำให้ในแต่ละปี

 

กลุ่ม GEN Y ใช้จ่ายเงินรวม 1.37 ล้านล้านบาท คิดเป็น 13% ของ GDP เทียบเท่ามูลค่าการลงทุนใน EEC ระยะ 5 ปี หรือ 8 เท่าของโครงการรถไฟฟ้าความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบินมันชวนให้เห็นภาพว่า “แก่ก่อนรวย” ที่ว่าน่ากลัวอยู่แล้ว ยังพ่วงมาด้วย “หนี้ตอนแก่” ที่มันน่ากลัวมากกว่าอีกด้วยซ้ำ

 

หากคุณเป็น GEN Y ที่เข้าข่ายใช้จ่ายฟุ่มเฟือย ใช้เงินเกินตัว ด้วยสโลแกน "ของมันต้องมี" ดึงสติตอนนี้ยังไม่สาย เปลี่ยนพฤติกรรมการเงินแบบผิด ๆ เพื่อปลดหนี้ก่อนเข้าสู่วัยเกษียณ ด้วย 3 แนวทาง ที่ไม่ยากแต่ก็ไม่ใช่เรื่องง่ายเหมือนกัน

 

1. หยุดก่อหนี้เพิ่ม และจัดทำงบการเงินส่วนบุคคล

แนวทางแรกนี้สำคัญที่สุด ต้องหยุดก่อหนี้เพิ่ม ซึ่งส่วนใหญ่มักจะเป็นหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ หนี้ที่ไม่นำไปลงทุนเพื่อให้เงินงอกเงย ไม่ว่าจะเป็นรูดบัตรเครดิตช้อปปิ้ง เที่ยวพักผ่อนหย่อนแบบกินหรูอยู่แพงเกินตัว สังสรรค์ปาร์ตี้ทุกวัน หรือทุกวันหยุดสุดสัปดาห์หยุด และอีกมากมาย

 


ทำได้เพื่อผ่อนคลายจากความเครียด แต่ควรทำแบบพอประมาณ จะดีกว่าว่ามั้ย?

 

อย่าคิดว่าใช้จ่ายเล็ก ๆ น้อย ๆ เพราะสิ่งเล็ก ๆ น้อย ๆ ที่จ่ายไป หลาย ๆ ครั้ง หลาย ๆ ยอด มันสะสมเป็นหนี้ก้อนใหญ่ได้เช่นกัน

 

เมื่อหยุดก่อหนี้ (ไร้ประโยชน์) เพิ่มได้แล้ว ต้องทำงบการเงินส่วนบุคคล รวบรวมข้อมูลทรัพย์สินและหนี้สินที่มีอยู่ เพื่อให้บริหารจัดการได้ง่าย

 

“งบการเงินส่วนบุคคล” คือ การสรุปสถานะทางการเงินของเราว่าเป็นอย่างไร

มีหนี้มากกว่าทรัพย์สินมั้ย

มีรายจ่ายไม่จำเป็นเยอะรึเปล่า

มีรอยรั่วอะไรบ้างที่ทำให้เงินไหลออกไปแบบไม่รู้ตัว

 

งบการเงินส่วนบุคคลนั้น มี 2 ส่วนได้แก่

1. งบดุลส่วนบุคคล (Personal Balance Sheet)

เป็นงบที่บอกเราว่า ณ ตอนนี้เรามีทรัพย์สินหรือหนี้สินมากกว่ากัน เปรียบเทียบได้กับงบดุลของบริษัทโดยทั่วไปที่คุ้นเคยกันดีว่า

สินทรัพย์ = หนี้สิน + ส่วนของเจ้าของ (ทุน)

แต่ถ้าเป็นงบดุลส่วนบุคคล ส่วนของเจ้าคือ “ความมั่งคั่ง”

สินทรัพย์ = หนี้สิน + ความมั่งคั่ง

 

เป็นงบที่บอกเราว่า ณ ตอนนี้เรามีทรัพย์สินหรือหนี้สินมากกว่ากัน เปรียบเทียบได้กับงบดุลของบริษัท

 

ตัวอย่าง งบดุลส่วนบุคคล

 

2. งบกระแสเงินสดส่วนบุคคล (Personal Cash Flow Statement)

เป็นงบที่บอกรายละเอียด รายรับ-รายจ่ายของแต่ละเดือน และทั้งปีว่าสถานะการเงินดีหรือแย่ บางคนอาจจะเหลือจนไม่รู้จะเอาเงินไปทำอะไร หรือบางคนติดลบสะสมตั้งแต่ต้นปี ซึ่งมันขึ้นอยู่กับแต่ละคน ไม่เหมือนกัน

 

งบกระแสเงินสดส่วนบุคคล เป็นรายงานสรุปรายได้และค่าใช้จ่ายของบุคคลที่เกิดขึ้นในช่วงเวลาใดเวลาหนึ่งที่ผ่านมา เช่น 1 สัปดาห์ 1 เดือน หรือ 1 ปี งบนี้จะสะท้อนพฤติกรรมการใช้จ่ายของเราอย่างอย่างชัดเจน จึงเป็นข้อมูลพื้นฐานที่สำคัญมากในการปรับปรุงพฤติกรรมทางการเงินและการวางแผนการใช้จ่ายสำหรับอนาคต

 

 

เราสามารถคำนวณเงินขาด เงินเกิน แต่ละงวดได้ดังนี้

รายได้ – ค่าใช้จ่าย = เงินเกิน (Cash Surplus) กรณีรายได้มากกว่าค่าใช้จ่าย

รายได้ – ค่าใช้จ่าย = เงินขาด (Cash Deficit) กรณีรายได้น้อยกว่าค่าใช้จ่าย

 

งบที่บอกรายละเอียด รายรับ-รายจ่ายของแต่ละเดือน และทั้งปีว่าสถานะการเงินดีหรือแย่
ตัวอย่าง งบกระแสเงินสดส่วนบุคคล


2. วางแผนการเงินเพื่อปลดหนี้ให้เร็วที่สุด

รีไฟแนนซ์บ้าน เพื่อลดภาระดอกเบี้ย

หลายคนที่ผ่อนบ้านไปแล้ว 3-5 ปี จะเริ่มเข้าสู่ช่วงหมดโปรโมชั่น หรือดอกเบี้ยพิเศษที่แบงก์นำมาเสนอให้ หลังจากนั้นก็จะต้องแบกรับภาระกับอัตราดอกเบี้ยลอยตัวที่แพงขึ้น ทำให้หลายคนเริ่มที่จะต้องแสวงหาสถาบันการเงินแห่งใหม่ เพื่อมารีไฟแนนซ์บ้าน หรือการขอกู้จากที่ใหม่ไปจ่ายหนี้ก้อนเดิม เพื่อให้ค่าใช้จ่ายในการผ่อนชำระถูกลง และได้อัตราดอกเบี้ยที่ต่ำกว่าที่จ่ายอยู่ในปัจจุบัน

 

แต่การรีไฟแนนซ์ก็มีค่าใช้จ่าย ซึ่งค่าใช้จ่ายนี้เป็นปัจจัยสำคัญต่อการตัดสินใจว่าภาวะดอกเบี้ยที่ลดลงนั้น คุ้มกับค่าใช้จ่ายในการรีไฟแนนซ์หรือไม่

 

ถ้าไม่คุ้ม ก็ไม่ควรรีไฟแนนซ์ แต่เรายังสามารถต่อรองกับเจ้าหนี้เดิม (แบงก์เดิม) ขอลดดอกเบี้ยได้ ซึ่งปกติแบงก์มักจะให้ หากเราเป็นลูกค้าชั้นดี ไม่เคยเบี้ยวหนี้

 

หารายได้เพิ่มจากอาชีพเสริมและการลงทุน

 

รายได้เสริมจากการขายของออนไลน์ หรือรับงานเพิ่มตามสายงานที่ตนเองถนัด ซึ่งมีอยู่มากมาย ขึ้นอยู่กับความขยันของแต่ละคน

 

แต่ถ้าไม่ถนัด หรือไม่มีเวลาที่จะหารายได้เพิ่มจากอาชีพเสริม “การลงทุน” ก็เป็นอีกหนึ่งช่องทางที่หลายคนมองข้ามไป ด้วยข้อจำเรื่อง “กลัวขาดทุน”

 

การลงทุนมีหลากหลายรูปแบบ ทั้งที่เสี่ยงต่ำและเสี่ยงสูง หากเราเลือกลงทุนได้เหมาะสมกับระดับความเสี่ยงที่ยอมรับได้ เงินย่อมงอกเงยจากการลงทุนอย่างแน่นอน

 

มีการลงทุนรูปแบบหนึ่งที่อยากจะแนะนำ คือ “กองทุนรวม”

 

กองทุนรวมเป็นการระดมทุน เพื่อนำเงินที่ได้ไปลงทุนต่อตามนโยบายที่กำหนดไว้ เมื่อได้ผลตอบแทนก็นำมาแบ่งกันตามสัดส่วนที่แต่ละคนลงทุนไปภายใต้การดูแลของ "ผู้จัดการกองทุน" ซึ่งเป็นบุคคลที่มีความเชี่ยวชาญโดยตรง ผู้จัดการกองทุน (Fund Manager) คือมืออาชีพที่เข้ามาดูแลเงินให้กับเหล่านักลงทุน เพื่อแลกกับค่าธรรมเนียมในการดูแล

 

เงินที่ได้จากการระดมทุนนำไปลงทุนต่อในสินทรัพย์หลากหลายประเภท ซึ่งเป็นที่มาของความเสี่ยงและผลตอบแทน ที่มักจะคุ้นหูหันดี “High risk high return”


3. ทำบัญชีรายรับรายจ่าย

เพื่อหาทางลดค่าใช้จ่ายที่ไม่จำเป็น จะได้มีเงินออมไปชำระหนี้เพิ่ม

การจดรายรับรายจ่าย ทำให้เรารู้ชัดเจนว่า

- เงินหายไปกับสิ่งใดมากที่สุด

- เรามีเงินเหลือต่อเดือนเท่าไร

- เราจะลดอะไรได้บ้าง

 

เมื่อเรารู้ว่าเงินหมดไปกับอะไรมากที่สุด มันจะช่วยให้เรารู้ว่าสิ่งนั้นพอจะลดหรือคุมให้ใช้จ่ายน้อยลงได้มั้ย ถ้าไม่จด เราก็จะไม่รู้ว่าใน 1 เดือน เงินหมดไปกับอะไรบ้าง

 

ความสำคัญของการจดบันทึก มันช่วยให้เราเห็นตัวเลขต่าง ๆ ไม่ใช่เพียงแค่มโน คิดไปเองว่าสิ่งที่จ่ายไปนิดหน่อยเอง แค่หลักสิบ หลักร้อย เพราะถ้าจ่ายสะสมไปเรื่อย ๆ มันก็ถึงหลักพันหรือหลักหมื่นได้

 

“ทำบัญชีแล้วมาดู สยองมาก ค่ากาแฟแต่ละเดือน ผ่อนคอนโดเล็ก ๆ ได้เลย มากกว่าค่ากินอยู่แต่ละเดือนอีก”

 

นี่คือตัวอย่างของสิ่งที่เราคิดว่าเล็กน้อยในแต่ละวัน รู้แล้วว่าบันทึกรับจ่ายมันดี แต่ทำไมคนส่วนใหญ่กลับไม่ทำ เพราะมันเป็นเรื่องจุกจิก

 

ในแต่ละวันแค่เดินทางไปทำงาน ฝ่ารถติด โหนรถเมล์ รถไฟฟ้า ดมน้ำเน่าคลองแสนแสบก็เหนื่อยเกินทนแล้ว จะให้มาจดอะไรหยิก ๆ อีกเหรอ ไม่เอาหรอก

 

สารพัดข้ออ้าง มันก็เหมือนคนที่อยากผอม เดี๋ยวก่อนค่อยลด ค่อยออกกำลังกาย แต่ในมือถือชาไข่มุก ดูดแก้มตุ่ย แล้วจะผอมเหรอแม่คุณ

 

เช่นกัน อยากมีเงินเก็บ อย่างมั่งคั่ง แค่จดบันทึกรับจ่ายยังไม่ทำ แล้วจะรู้ภาพรวม สถานะการเงินได้อย่างไร ว่าในแต่ละเดือนหมดไปกับอะไรบ้าง

 

เมื่อรู้แล้วลดรายจ่ายที่ไม่จำเป็น สามารถนำเงินนั้นไปเก็บออม ลงทุนเพิ่ม หรือจ่ายหนี้ก็ได้


“วางแผนปลดหนี้ให้เร็ว จะได้ใช้ชีวิตยามเกษียณอย่างมีความสุข” 

ดาวน์โหลด​แอปฯ Lumpsum​ ฟรี ได้ที่ลิ้งค์ด้านล่างนี้
iOS
Android