หลายคน พอได้ยินคำว่า “ประกัน” ขึ้นมาเมื่อไหร่ จะรีบเบือนหน้าหนีทันที เพราะคิดว่ามันคือการขายตรง มันคือการเสียเงินไปเปล่าๆโดยที่ไม่ได้อะไรกลับมา รู้สึกไม่คุ้มค่ากับเงินที่เสียไป
แถมบางคนมองการทำประกันในด้านลบสุดๆถึงขั้นบอกว่า การทำประกันมันก็เหมือนกับการแช่งตัวเองชัดๆ คนที่ทำประกันชีวิตคือคนที่กำลังจะตายเท่านั้นแหละ
“พร้อมกับคำพูดที่ว่า ใช้ชีวิตมาขนาดนี้แล้วไม่มีประกัน ก็ไม่เห็นว่าชีวิตจะลำบากอะไร”
แต่หารู้ไม่ว่าการทำ “ประกัน” เป็นสิ่งที่สำคัญมากในการใช้ชีวิต เป็นส่วนหนึ่งในพีระมิดของการวางแผนการเงิน ช่วยโอนย้ายความเสี่ยงที่จะเกิดขึ้นไปยังบริษัทประกัน
เพราะในการใช้ชีวิตในแต่ละวันของเรา ล้วนต้องเจอกับเรื่องเสี่ยงมากมาย ที่เรานั้นคาดไม่ถึง และอาจจะทำให้เงินที่เราหามาทั้งชีวิต ต้องหายไปกับค่ารักษาพยาบาลเลยทั้งหมดกับการป่วยเพียงครั้งเดียว
ผมเคยมีเพื่อนคนนึง ที่ใช้ชีวิตแบบสุดเหวี่ยงในทุกๆด้าน ไม่ว่าจะเป็นการทำงานที่ทุ่มเทสุดๆ ปาร์ตี้ก็จัดเต็มไม่เห็นแสงตะวันไม่กลับบ้าน
แต่ 1 สิ่งที่เพื่อนผมคนนี้ไม่เคยเต็มที่กับมันเลยก็คือการดูแลตัวเอง อยู่มาวันนึงเพื่อนคนนี้ก็เกิดล้มป่วยกระทันหัน สาเหตุมาจากปาร์ตี้หนักในวันอาทิตย์และไม่ได้นอนไปทำงานต่อในวันจันทร์ แต่ผลสุดท้ายล้มพับคาที่ทำงาน
ต้องไปนอนพักฟื้นที่โรงพยาบาลเป็นอาทิตย์ เสียเงินไปหลักหมื่น พอออกจากโรงพยาบาลก็มีเงินไม่พอจ่ายหนี้เพราะจ่ายค่ารักษาพยาบาลไปหมดแล้ว ทำให้จากคนที่มีชีวิตปกติ เฮฮา กลับกลายเป็นคนมีหนี้ที่ต้องดิ้นรนเพื่อหาเงินมาจ่ายหนี้ในแต่ละเดือน ไม่สามารถไปปาร์ตี้แบบเต็มที่ได้อีก
ทำให้ผมรู้เลยว่า การมีประกันติดตัวเอาไว้ มันมีความสำคัญขนาดไหน
ความสำคัญของประกัน
ได้รับการคุ้มครองเรื่องค่าใช้จ่ายเมื่อเกิดเหตุไม่คาดฝัน
เราอาจจะลื่นล้มหัวฟาดพื้น , เดินเล่นแล้วไปสะดุดล้มจนขาหัก หรือแบกของหนักจนกล้ามเนื้อฉีก อุบัติเหตุทุกอย่างสามารถเกิดขึ้นได้เสมอ ต่อให้เป็นคนระวังตัวอยู่ตลอดเวลาก็เกิดขึ้นได้ เช่น การขับรถ ต่อให้เราขับรถดีไม่เคยชนใคร วันนึงก็อาจจะมีคนพลาดขับรถมาชนเราอยู่ดี
ไหนจะเรื่องสุขภาพ ที่บางคนอาจจะใช้งานร่างกายหนักมาก ทำงานเช้าจรดค่ำ นอนไม่พอ เพื่อหาเงินให้ได้มากที่สุด จนสุดท้ายก็กลับมาป่วยหนัก นอนโรงพยาบาลไปหลายคืน เงินที่หามาก็ค่อยๆหายไป
การทำประกันสุขภาพจึงเป็นสิ่งที่ขาดไม่ได้เลย แถมมลภาวะในปัจจุบันก็หนักหน่วงมาก ขนาดตัวผมเองยังไม่รู้เลยวันไหนจะถึงคิวของผมที่ต้องไปนอนโรงพยาบาลในสภาวะที่สุ่มเสี่ยงแบบนี้
ประกันสุขภาพคุ้มครองอะไรบ้าง
ประกันสุขภาพแบบผู้ป่วยนอกหรือ OPD
จะคุ้มครองผู้ป่วยที่รับการรักษาแบบไม่นอนพักรักษาตัวที่โรงพยาบาล เป็นการคุ้มครองการรักษาและการจ่ายยาเรียบร้อย พอเสร็จก็สามารถกลับบ้านได้เลย ซึ่งส่วนใหญ่ผู้ป่วยนอกจะเข้ารับการรักษาอาการเจ็บป่วยที่ไม่รุนแรง ไม่จำเป็นต้องนอนรอดูอาการ
ส่วนประกันสุขภาพแบบผู้ป่วยในหรือ IPD
จะให้ความคุ้มครองการรักษาพยาบาลของผู้ป่วยใน ที่ต้องนอนรักษาตัวอยู่ในโรงพยาบาล ตั้งแต่ค่าห้องพัก ค่าอาหาร ค่าพยาบาล ค่าผ่าตัด
ประกันสุขภาพ OPD จะคุ้มครองค่ารักษาพยาบาลที่ไปแล้วกลับ ไม่นอนพักรักษาตัว เป็นอาการป่วยเล็กๆน้อยๆ ส่วนประกันสุขภาพ IPD จะดูแลค่ารักษาพยาบาลผู้ป่วยที่อยู่เกิน 6 ชั่วโมงหรือพักรักษาตัวที่โรงพยาบาลนั่นเอง
ซึ่งประกันสุขภาพแบบ IPD เป็นประกันที่ทุกคนควรมีติดตัวเอาไว้ เพราะเมื่อเกิดเหตุป่วยหนัก ต้องนอนพักโรงพยาบาลเป็นระยะเวลานานๆ ค่าใช้จ่ายจะสูงมาก นี่เป็นเหตุผลหลักๆเลยที่ทำให้หลายคนไม่อยากไปโรงพยาบาลเพราะกลัวว่าต้องนอนโรงพยาบาลยาวและสูญเสียเงินที่สั่งสมมา
วิธีเลือกประกันสุขภาพแบบผู้ป่วยในหรือ IPD ให้เหมาะสมกับเรา
1.ดูราคาเบี้ยประกันที่ต้องจ่ายต่อปี
สิ่งแรกที่เราต้องคำนึกถึงอย่างแรกเลยก็คือเบี้ยประกันที่ต้องจ่าย เพราะแน่นอนว่าการซื้อประกันเป็นสิ่งที่ดี แต่ถ้าซื้อมากเกินไป ก็อาจจะทำให้เราใช้ชีวิตยากขึ้นหรือลำบากขึ้นจากการจ่ายประกันเช่นกัน เน้นเลือกประกันที่คุ้มค่าที่สุดในราคาที่เราจ่ายไหวในระยะยาว
2.ดูความคุ้มครอง
เพราะประกันสุขภาพ IPD แต่ละที่จะมีเงื่อนไขและความคุ้มครองที่แตกต่างกัน ทั้งในค่ารักษาพยาบาลและโรคร้ายต่างๆ อย่าลืมตรวจสอบให้ดีและถี่ถ้วน
ถ้าทุกคนยังหาประกันสุขภาพ IPD ที่ถูกใจไม่ได้
วันนี้ผมมีประกันภัยสุขภาพแผนผู้ป่วยใน หรือ IPD จากกรุงเทพประกันภัยมาแนะนำ เพราะได้รับการคุ้มครองสูงสุดถึง 1 ล้านบาท !!
ค่าเบี้ยเริ่มต้นเพียงวันละ 25 บาทแต่ได้รับการคุ้มครองทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็น
-ค่าแพทย์เจ้าของไข้
-ค่าปรึกษาแพทย์พิเศษ
-ค่าวิสัญญีแพทย์
-ค่าการพยาบาล
-ค่าวินิจฉัยโรค
-ค่าห้องผ่าตัด
-ค่ายา
และค่าใช้จ่ายอื่นๆที่เกี่ยวกับการรักษาพยาบาล
อ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่นี่ คลิก !