ไม่อยากเป็นหนี้ต้องอ่านก่อนเซ็น "ค้ำประกัน"

ถ้าไม่อยากเป็นหนี้จนต้องเครียด ก่อนจะค้ำประกันให้ใคร ต้องอ่านให้ดีก่อน "อย่าเพิ่งเซ็นค้ำประกันมั่วซั่วโดยไม่อ่านรายละเอียด ไม่งั้นอาจจะกลายเป็นหนี้หัวโตได้ "ผู้ค้ำประกัน" ถือเป็นลูกหนี้ลำดับที่ 2 ต่อจากผู้กู้ ซึ่งหากไม่อ่านสัญญาให้ละเอียดรอบคอบ หลับหูหลับตาเซ็น เมื่อลูกหนี้ลำดับที่ 1 ผิดนัดชำระ ผู้ค้ำประกันอาจจะถูกฟ้องบังคับคดีให้ชดใช้หนี้แทนทั้งหมดได้ จึงอยากทบทวนกันอีกครั้งว่าก่อนเซ็นค้ำประกัน ต้องดูอะไรบ้าง? 1. ดูรายละเอียดสัญญาให้แน่ชัดว่าผู้กู้มีทรัพย์สินหรือเงินซึ่งสามารถชำระหนี้ได้หรือไม่ 2. สัญญาค้ำประกันต้องทำเป็นหนังสือ และลงลายมือชื่อของคู่สัญญา 3. ห้ามเซ็นสัญญาที่เขียนว่า “ให้ผู้ค้ำประกันยอมรับผิดร่วมกับลูกหนี้” 4. ต้องมีเงื่อนไขหากเจ้าหนี้ลดหนี้ให้ลูกหนี้เท่าไร ความรับผิดชอบของผู้ค้ำประกันก็ลดลงเท่านั้นเช่นกัน 5. "หากข้อตกลงในสัญญาเป็นภาระให้กับผู้ค้ำประกันเกินสมควร ข้อตกลงนั้นจะเป็นโมฆะ" อันนี้ต้องมีในสัญญา 6. ผู้ค้ำประกันจะหลุดพ้นจากความรับผิดชอบ เมื่อยื่นขอชำระหนี้ตามกำหนดเวลา แต่เจ้าหนี้ปฏิเสธไม่ยอมรับการชำระหนี้นั้น 7. ผู้ค้ำประกันจะหลุดพ้นจากความรับผิดชอบ หากเจ้าหนี้ยอมขยายเวลาผ่อนหนี้แก่ลูกหนี้ 8. ผู้ค้ำประกันไม่ต้องชำระดอกเบี้ย ค่าสินไหมทดแทน ค่าทวงถาม หากเจ้าหนี้ไม่แจ้งเป็นหนังสือบอกกล่าวให้ชำระหนี้แทนลูกหนี้ ภายใน 60 วัน นับแต่ลูกหนี้ผิดนัดชำระหนี้ 9. หลังชำระหนี้แทนลูกหนี้ ผู้ค้ำประกันมีสิทธิฟ้องลูกหนี้ตามวงเงินที่ชำระแทน พร้อมดอกเบี้ย และค่าเสียหายอื่นๆ 10. เจ้าหนี้ต้องเรียกร้องจากลูกหนี้ให้ถึงที่สุดก่อน จึงสามารถเรียกร้องจากผู้ค้ำประกันได้ ใครก็ตามที่ถูกร้องขอหรือวานให้ไปเป็นผู้ค้ำประกัน ก่อนเซ็นต้องอ่านโดยละเอียด ควรมีข้อความสัญญาหรือเงื่อนไขแบบข้างต้น เพราะมิเช่นนั้น เราอาจจะเสียเปรียบและกลายเป็นลูกหนี้แทนได้ คล้ายภาษิตที่ว่า "เนื้อก็ไม่ได้กิน หนังไม่ได้รองนั่ง ยังเอากระดูกมาแขวนคออีก" อ้อ...ช่วงหลังกลุ่มมิจฉาชีพเล่นกันเนียนหลากหลายรูปแบบ หนึ่งในนั้นคือการส่งข้อความหาเหยื่อ โดยบอกว่าเหยื่อเป็นผู้ค้ำประกัน และลูกหนี้ไม่ชำระเงินกู้ตามสัญญา จึงมาตามทวงกับผู้ค้ำประกัน ซึ่งมีเหยื่อหลายรายตกใจ เคลิ้มตาม และเสียหายกันไปหลายราย ทั้งที่ไม่เคยค้ำประกันอะไรเลย ถ้าเจอแบบนี้ไม่ต้องไปสนใจเลยนะครับ บล็อกไปเลย เพราะการค้ำประกันต้องมีสัญญาและลายลักษณ์อักษร มากล่าวหากันลอย ๆ ไม่ได้ สุดท้ายมันคือความรู้กับความไม่รู้นั่นแหละ โอเคหากท่านอ่านมาถึงตรงนี้ ก็ควรจะมีภูมิคุ้มกันระดับหนึ่งแล้วล่ะ ฝากบอกต่อด้วยนะครับ "อย่าเพิ่งเซ็นค้ำประกันมั่วซั่วโดยไม่อ่านรายละเอียด ไม่งั้นอาจจะกลายเป็นหนี้หัวโตได้" ด้วยความเป็นห่วง . หนึ่งเอง หนึ่งไง จะใครล่ะ ^^

  หนึ่ง ศราพงค์


  08 ตุลาคม 2564

ต้นไม้ 58 ชนิด ใช้เป็นหลักทรัพย์ขอสินเชื่อได้

ผ่านมากระทรวงพาณิชย์พิจารณาแล้วเห็นว่า การนำไม้ยืนต้นที่มีมูลค่าสูงมาเป็นหลักประกันทางธุรกิจสามารถกระทำได้ โดยการออกเป็นกฎกระทรวงรองรับ ตามมาตรา 8 (6) แห่งพระราชบัญญัติหลักประกันทางธุรกิจ พ.ศ.2558 ที่บัญญัติให้หลักประกันได้แก่ ทรัพย์สินอื่นตามที่กำหนดในกฎกระทรวง ให้ไม้ยืนต้นที่มีมูลค่าทางเศรษฐกิจ เช่น ต้นไม้ตามบัญชีท้ายกฎหมายว่าด้วยสวนป่า สามารถนำมาเป็นหลักประกันทางธุรกิจได้ ซึ่งจะช่วยให้เอสเอ็มอีไทยเข้าถึงแหล่งเงินทุนได้ง่ายมากยิ่งขึ้นอีกด้วย จากเดิมกำหนดให้ทรัพย์สินที่สามารถนำมาเป็นหลักประกันทางธุรกิจได้มี 1. กิจการ 2. สิทธิเรียกร้อง เช่น สัญญาเช่า บัญชีเงินฝากธนาคาร ลูกหนี้การค้า เป็นต้น 3. สังหาริมทรัพย์ที่ผู้ให้หลักประกันใช้ในการประกอบธุรกิจ เช่น เครื่องจักร สินค้าคงคลัง หรือวัตถุดิบ เป็นต้น 4. อสังหาริมทรัพย์ในกรณีที่ผู้ให้หลักประกันประกอบธุรกิจอสังหาริมทรัพย์โดยตรง เช่น ที่ดินจัดสรร หมู่บ้านจัดสรร เป็นต้น 5. ทรัพย์สินทางปัญญา เช่น เครื่องหมายการค้า ลิขสิทธิ์ เป็นต้น และล่าสุด 6. ไม้ยืนต้นที่มีมูลค่าทางเศรษฐกิจ สำหรับต้นไม้ตามบัญชีท้ายกฎหมายว่าด้วยสวนป่า แบ่งออกเป็น 4 กลุ่มได้แก่ กลุ่มที่ 1 ต้นไม้ที่มีอัตราการเติบโตเร็ว รอบตัดฟันสั้น มูลค่าของเนื้อไม้ต่ำ กลุ่มนี้จะมีมูลค่าต่ำ เช่น ยูคาลิปตัส สัตตบรรณ กระถินเทพา กระถินณรงค์ ฯลฯ กลุ่มที่ 2 ต้นไม้ที่มีอัตราการเติบโตปานกลาง รอบตัดฟันยาว มูลค่าของเนื้อไม้ค่อนข้างสูง เช่น ประดู่ ยางนา กระบาก สะตอ ฯลฯ กลุ่มที่ 3 ต้นไม้ที่มีอัตราการเติบโตปานกลาง รอบตัดฟันยาว มูลค่าของเนื้อไม้สูง ได้แก่ สัก ฯลฯ กลุ่มที่ 4 ต้นไม้ที่มีอัตราการเติบโตช้า รอบตัดฟันยาว มูลค่าของเนื้อไม้สูงมาก เช่น พะยูง ชิงชัน จันทน์หอม มะค่าโมง ฯลฯ เป็นต้น โดยรายชื่อไม้ยืนต้นที่สามารถนำมาใช้เป็นหลักประกันธุรกิจได้ มีทั้งหมด 58 ชนิด ประกอบด้วย ธ.ก.ส. ร่วมกับกรมป่าไม้ สำนักงานพัฒนาเศรษฐกิจจากฐานชีวภาพ องค์การอุตสาหกรรมป่าไม้ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ได้อธิบายขอบเขตกำหนดขั้นตอนและหลักกา ในการประเมินราคาต้นไม้ที่กำหนดไว้เพื่อใช้ในการประเมินมูลค่าต้นไม้เพื่อใช้เป็นหลักทรัพย์เบื้องต้นดังนี้ เกณฑ์การประเมินราคาต้นไม้ - ต้องเป็นต้นไม้อายุ 1 ปีขึ้นไป - มีลำต้นตรง 2 เมตรขึ้นไป - ต้องเป็นต้นไม้ที่ปลูกในที่ดินตนเอง - การวัดมูลค่าจะต้องมีกรรมการและสมาชิกธนาคาร อย่างน้อย 3 คนร่วมประเมินมูลค่า - ต้นไม้เป็นรายต้นที่ความสูง 1.30 เมตร - มีเส้นรอบวงต้น ไม่ต่ำกว่า 3 เซนติเมตร และเปรียบเทียบเส้นรอบวงที่วัดได้กับตารางปริมาณและราคาเนื้อไม้ ที่แบ่งเป็น 4 กลุ่ม เพื่อหามูลค่าต้นไม้ และจะปล่อยกู้ให้ 50% ของราคาประเมินต้นไม้ชนิดนั้นๆ แต่ในสภาพความเป็นจริงนั้น การวัดความสูงของต้นไม้ โดยต้นไม้มักมีการยืนต้นตามลักษณะโครงสร้างของต้นไม้ เช่น อาจมีการ แตกกิ่งแยกเป็นสองกิ่งใหญ่ ลําต้นเอียง ลําต้นขนานกับพื้น มีพูพอน เป็นต้น รวมทั้งพื้นที่มีความ แตกต่างกันตามสภาพภูมิประเทศ เช่น พื้นที่ที่มีความลาดเอียงหรือลาดชัน เหล่านี้มักเกิดการสับสน ว่าจะดําเนินการวัดตรงจุดใดจึงจะถูกต้อง เพื่อให้เป็นไปในทิศทางเดียวกันและเป็นที่นิยมโดยทั่วไปจึง ขอนําเสนอวิธีการกําหนดตําแหน่งในการวัดหรือจุดวัดพอสังเขป ดังภาพ ขนาดความโตของต้นไม้ ขั้นตอนการดําเนินงาน ▪ ใช้ไม้ยาว 1.30 เมตร วางเทียบกับต้นไม้เพื่อให้ได้ระดับความสูงเพียงอก ▪ ใช้สายวัดวัดขนาดเส้นรอบวงเพียงอก (GBH) หน่วยเป็น เซนติเมตร (cm.) ค่าของขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางเพียงอก (DBH) คํานวนได้จากการนําค่าเส้นรอบวงเพียงอก(GBH) หารด้วยค่าพาย (Pi, π) คือ 22/7 หรือ 3.14 DBH = GBH / π หน่วยเป็นเซนติเมตร (CM.) ตัวอย่างการคำนวณ ไม้พะยูง เป็นไม้กลุ่ม 4 ต้นไม้ที่มีอัตราการเติบโตช้า รอบตัดฟันยาว มูลค่าของเนื้อไม้สูงมาก ตามภาพ ไม้พะยูงวัดความสูง 1.3 เมตร วัดเส้นรอบวงได้ 44 เซนติเมตร เมื่อเทียบดูสูตรจากตารางจะเห็นว่าไม่มีค่า 44 เมตร จะใช้ค่าเส้นรอบวงที่ 42.21 แทน เพราะหากข้ามไปใช้ 45.29 เซนติเมตรก็ถือว่าทุจริต ตัวอย่าง ที่ดินที่นำมาจดจำนองขอสินเชื่อ • หากที่ดินที่นำมาจดจำนองขอสินเชื่อ มีราคาประเมิน 500,000 บาท • ปกติกู้ได้ร้อยละ 50 ของราคาประเมิน หรือ 250,000 บาท แต่หากผู้กู้มีต้นไม้ ซึ่งมีมูลค่าตามการประเมินมูลค่าต้นไม้รวมทั้งสิ้น 300,000 บาท ก็จะใช้เป็นหลักทรัพย์ค้ำประกันได้ร้อยละ 50 หรือ 150,000 บาท • ดังนั้น ผู้กู้รายนี้จะมีหลักทรัพย์ค้ำประกันทั้งสิ้น 650,000 บาท (ราคาประเมินที่ดิน 500,000 + มูลค่าหลักทรัพย์ค้ำประกันที่เป็นต้นไม้ 150,000) และจะสามารถได้วงเงินกู้ 325,000 บาท หรือร้อยละ 50 ของ 650,000 บาท ซึ่งหมายความว่าได้เพิ่มจากราคาประเมินที่ดินเปล่า 75,000 บาทเป็นต้น การประเมินราคาต้นไม้ตรงนี้ เพื่อนำมาค้ำประกันเงินกู้(สินเชื่อ) จากเดิมเขาไม่ได้นำมาคิดเป็นราคาหลักทรัพย์หรือมีวิธีประเมินแบบนี้มาก่อน วิธีการนี้เป็นเรื่องใหม่ จะทำให้หลักทรัพย์มีราคาเพิ่มขึ้น ส่วนที่ว่าเป็นการประเมินให้ราคาน้อยเกินไป ตรงนี้ก็จะเป็นข้อมูลให้กับผู้เกี่ยวข้องนำไปปรับให้เหมาะสมต่อไป แต่อยากให้มองมุมวัตถุประสงค์หลักในการเพิ่มพื้นที่สีเขียว 9 ข้อดังต่อไปนี้ 1) เพื่อให้ประชาชนทุกคนทั้งที่เป็นหนี้และไม่เป็นหนี้ สามารถปลูกต้นไม้แล้วได้ประโยชน์จากรัฐ เหมือนกัน 2) สร้างรูปแบบผสมผสานกระบวนการส่งเสริมตามพฤติกรรมสังคมไทยที่ยอมรับผู้นํา ผู้มีอํา นาจ ผู้มีความมั่งคั่ง ผู้มีความดีงาม โดยให้กลุ่มคนเหล่านี้ที่ไม่ได้เป็นหนี้ เป็นผู้นํา ในการปลูกต้นไม้ 3) เพื่อประเมินค่าต้นไม้เป็นทรัพย์ขณะมีชีวิตเป็นทรัพย์เชิงซ้อนของที่ดิน ซึ่งเป็นการสร้างค่าให้แก่ต้นไม้ตั้งแต่เริ่มปลูก และฝากไว้ในบัญชีธนาคารเป็นตัวเลขของมูลค่าต้นไม้โดย ช่วงเริ่มต้นให้คิดตามราคาทุนที่รัฐลงทุนและเป็นต้นทุนการเติบโต จากนั้นให้ประเมินตามมูลค่าราคาจริง โดยมีเงื่อนไขต้องรวมกลุ่มเป็นองค์กรธนาคารต้นไม้ระดับต่างๆ 4) ประชาชนปลูกต้นไม้เพื่อความมั่นคงของตน เพื่อตกทอดเป็นมรดก และเพื่อเป็นการสร้างกุศลต่อมนุษยชาติ 5) ให้องค์กรและหน่วยงานต่างๆ ได้ใช้ที่ดินว่างเปล่าสร้างมูลค่าให้แก่ตัวเองด้วยต้นไม้ 6) ใช้ต้นไม้เป็นเครื่องมือในการสร้างระบบนิเวศที่สมดุลในพื้นที่เล็กๆ ของเกษตรกร เพื่อเชื่อมต่อพื้นที่ที่สมดุลในระบบนิเวศจากป่าผืนใหญ่ ด้วยความเชื่อว่าระบบนิเวศ ณ จุดหนึ่งจะส่งผลต่อพื้นที่นั้น 7) เพิ่มพื้นที่ป่าและการสร้างความมั่นคงในแผ่นดิน โดยใช้เงื่อนไขในการรับรองต้นไม้และแผ่นดินที่ประชาชนปลูกต้นไม้ให้เป็นของประชาชน 8) เปลี่ยนฐานการออมเงินสู่ภาคชนบท โดยใช้ต้นไม้เป็นเงินออม ซึ่งเป็นความถนัดและเป็นจุดแข็งของคนชนบทที่เพาะปลูกเก่ง มีที่ดินทํา กินเป็นของตนเองและธรรมชาติ เอื้ออํานวย 9) ปิดจุดอ่อนในการปลูกต้นไม้ของประเทศ เนื่องจากรัฐบาลไทยและคนไทยไม่มีแรงจูงใจในการปลูกต้นไม้และคนไทยไม่รู้สึกถึงการเป็นเจ้าของต้นไม้ เพราะเกิด ความคิด ความเชื่อว่าเป็นของราชการ แนวทางธนาคาร ต้นไม้จึงสร้างการตีค่าต้นไม้ให้เป็นเงิน เป็นแรงจูงใจให้ประชาชนปลูกต้นไม้ และการปลูกในแผ่นดินของตนเองจะทํา ให้เกิดความรู้สึกถึงการเป็นเจ้าของ การปลูกฝังการออมไปในตัวกับต้นไม้ 4 กลุ่มในอีกมุมหนึ่งของผู้เขียน กลุ่มที่ 1 ต้นไม้ที่มีอัตราการเติบโตเร็ว รอบตัดฟันสั้น มูลค่าของเนื้อไม้ต่ำ กลุ่มนี้จะมีมูลค่าต่ำ อาจจะปลูกเพื่อขายเป็นค่าใช้จ่ายในระยะสั้นเป็นการเพิ่มสภาพคล่อง กลุ่มที่ 2 ต้นไม้ที่มีอัตราการเติบโตปานกลาง รอบตัดฟันยาว มูลค่าของเนื้อไม้ค่อนข้างสูง ปลูกเพื่อเป็นอาหารลดค่าใช้จ่ายเพิ่มรายได้ กลุ่มที่ 3 ต้นไม้ที่มีอัตราการเติบโตปานกลาง รอบตัดฟันยาว ปลูกเพื่อเป็นการออมระยะยาวหากเข้าธนาคารต้นไม้ก็จะได้ดอกเบี้ย กลุ่มที่ 4 ต้นไม้ที่มีอัตราการเติบโตช้า รอบตัดฟันยาว มูลค่าของเนื้อไม้สูงมาก ปลูกเพื่อออมนอกจากจะเข้าโครงการธนาคารต้นไม้และยังสร้างการออม ในระยะยาวเพื่อเป็นมรดกตกทอดให้ลูกหลานสืบไป

  รินทร์ รัสรินทร์


  30 กรกฎาคม 2563

Loading...

ยังไม่มีข้อมูลเพิ่มเติม