การเงินมั่งคั่งและมั่นคง ด้วยพีระมิดการเงิน

การที่คนเราจะยืนหยัดอย่างเข้มแข็งมั่นคงและสามารถวิ่งไปข้างหน้าได้อย่างรวดเร็วนั้น สิ่งที่สำคัญที่สุดคือขาของเรา ถ้าขาเราไม่แข็งแรงหรือเกิดอาการบาดเจ็บ อย่าว่าแต่การวิ่งเลย แค่เดินไปข้างหน้าเฉยๆยังลำบาก เหมือนกับพีระมิด ที่ต้องมีรากฐานขนาดใหญ่และแข็งแรงเพื่อค้ำจุนสิ่งที่อยู่สูงขึ้นไป ถ้าฐานไม่ดี ส่วนที่เหลือก็พังทลาย เฉกเช่นเดียวกับการวางแผนการเงิน ที่ถ้าเราต้องวางรากฐานให้มั่น วางแผนให้ดี เพื่อที่เราจะได้สามารถไปถึงสิ่งที่เรียกว่า "อิสรภาพทางการเงิน" ฐานพีระมิดการเงินทั้ง 5 ชั้น 1. ฐานชั้นแรก : มีเงินกินพอใช้ ไม่เดือนชนเดือน ฐานที่เราต้องทำให้มั่นคงที่สุด คือ เรื่องการควบคุมกระแสเงินสด พยายามทำให้รายรับ มากกว่ารายจ่ายให้ได้ ถ้ามีค่าใช้จ่ายเยอะ พยายามลดรายจ่ายให้ได้มากที่สุด และเพิ่มรายรับด้วยการหาอาชีพเสริม อาจจะเป็นสิ่งที่เราชอบหรือสิ่งที่เราถนัด ลองหันมามองตัวเองว่าเราจะสร้างมูลค่าอะไรได้บ้าง อย่างตัวผมเองก็มีเปิดเพจเกมเป็นอาชีพเสริม เพราะเป็นสิ่งที่ชอบด้วย เมื่อทำสิ่งที่รักแล้วได้เงินไปด้วยในเวลาเดียวกัน และคิดว่าจะค้าขายออนไลน์เพิ่มด้วยในเร็วๆนี้ เพราะเป็นอาชีพที่ไม่มีเพดานรายได้ แต่ก็ต้องแลกมาด้วยความเสี่ยงเช่นกัน 2️. ฐานชั้นสอง : สะสมเงินเก็บ เมื่อกระแสเงินสดดี เป็นบวกทุกเดือน มีเงินเก็บมากขึ้นเรื่อยๆ ให้เน้นสะสมเงินเก็บไปก่อน อย่าพึ่งนำเงินไปใช้จ่ายจนหมด ใครที่เก็บเงินไม่เก่ง ลองเคล็ดลับการตัดออมอัตโนมัติ อาจจะเริ่มต้นที่ 10% หรือ 20% ของรายได้ ใครไหวที่เท่าไหร่ก็เริ่มที่ตรงนั้น มันจะทำให้ไม่เห็นเงินส่วนที่ถูกตัดออมไป ทีนี้จะใช้เท่าไหร่ ก็ไม่เป็นไรแล้ว เพราะเงินบางส่วนได้ถูกนำไปเก็บออมแล้ว ถ้าเราสามารถเก็บออมเงินได้ 20% ของรายได้ ได้ทุกเดือนๆ แบบไม่ขาดตกบกพร่องเลย นั่นก็หมายความว่าเรามีฐานชั้นนี้ที่แข็งแรงแล้ว แต่ถ้าใครยังเก็บได้บ้าง ไม่ได้บ้าง ลองหันมาเช็กดูว่าเงินบางเดือนที่หายไปนั้น หายไปกับอะไร เพื่อที่เราจะได้มีเงินเก็บทุกเดือน ส่วนตัวผมเองก็ใช้วิธีตัดออมอัตโนมัติเช่นกัน มันง่ายแล้วก็ไม่ต้องมาคอยกังวลด้วยว่าเดือนนี้เราจะมีเงินเก็บไหม ใช้เงินได้อย่างสบายใจแถมยังมีเงินเก็บ 3️. ฐานชั้นที่สาม : ป้องกันชีวิตด้วยประกันและมีเงินสำรองฉุกเฉิน 6-12 เดือน ฐานชั้นที่สาม เป็นฐานที่สำคัญมากๆ เพราะเป็นฐานสำหรับป้องกันความเสี่ยงที่อาจจะเกิดขึ้นในอนาคต เพื่อไม่ให้เงินที่เราหานั้นสูญหายไป และพร้อมสำหรับการลงทุนในฐานชั้นต่อไป หลายคนอาจจะบอกว่า “เงินฉันไม่หายหรอก เงินฉันอยู่ในตู้เซฟ อยู่ในธนาคาร มันจะเสี่ยงตรงไหน” การป้องกันความเสี่ยงในที่นี้ ผมหมายถึงความเสี่ยงที่จะสูญเงิน ในการเกิดอุบัติเหตุ หรือเจ็บป่วย ไม่สบาย เราจึงต้องทำประกันต่างๆ ทั้งประกันอุบัติเหตุ ประกันชีวิต เพราะเราไม่รู้ว่าในอนาคตจะเกิดอะไรขึ้นบ้าง ถ้าวันนึงเราเกิดอุบัติเหตุเจ็บหนักขึ้นมา แล้วไม่ได้ทำประกันเอาไว้ เงินทั้งหมดที่เราเก็บออมมาอาจจะไปหายวับไปกับตาเลยก็เป็นได้ ผมจึงอยากจะแนะนำให้ทุกคนควรมีประกันอุบัติเหตุติดตัวเอาไว้ เกิดอะไรขึ้นมา จะได้เจ็บแค่ตัวจากอุบัติเหตุ ไม่ต้องมาเจ็บใจซ้ำ เพราะเสียเงินไปกับค่ารักษาพยาบาลที่มหาศาล ถ้าใครอยากได้ความคุ้มครองในส่วนนี้เพิ่มเติม ผมมีประกันภัยอุบัติเหตุ PA for ALL จากบริษัทกรุงเทพประกันภัยมาแนะนำ เพราะค่าเบี้ยเริ่มต้นถูกมาก เพียงวันละ 3 บาท แต่ได้รับความคุ้มครองสูงถึงครั้งละ 100,000 บาท สมัครได้ตั้งแต่อายุ 0 ถึง 60 ปีเลย ทำได้ยาวๆ ดูรายละเอียดเพิ่มเติม >> คลิก และการป้องกันความเสี่ยงอีกสิ่งหนึ่งที่สำคัญก็คือ การมีเงินสำรองฉุกเฉินอย่างน้อย 6 เดือน เช่น ถ้าผมมีรายจ่าย 10,000 บาทต่อเดือน ผมก็ควรมีเงินสำรองฉุกเฉินอย่างน้อย 60,000 บาทนั่นเอง เพื่อป้องกันหากเกิดปัญหาเวลาเราขาดรายได้ หรือขาดทุนมหาศาลจากการลงทุน เราจะได้มีเงินสำรองก้อนนี้ในการใช้ชีวิต 4️. ฐานชั้นที่สี่ : เริ่มลงทุนจากสินทรัพย์ความเสี่ยงต่ำไปยังความเสี่ยงสูง มีทั้งเงินเก็บแล้วแถมยังมีประกันเพื่อป้องกันความเสี่ยงแล้ว ฐานพีระมิดของเราในตอนนี้ก็แข็งแรงและมั่นคงพอสมควรแล้ว ถึงเวลาที่เราจะสามารถเริ่มต้นลงทุนเพื่อเพิ่มมูลค่าของเงิน โดยสิ่งแรกที่ควรทำและต้องทำเลยก็คือ ศึกษาและทำความเข้าใจในเรื่องที่จะลงทุน เพราะเงินไม่ได้ ได้มาฟรีๆ อย่างที่เคยบอกไว้ว่าเมื่อมีคนได้ก็ต้องมีคนเสีย ถ้าเราศึกษามาอย่างดี ทำความเข้าใจการลงทุนนั้นอย่างรอบคอบแล้ว ในระยะยาวยังไงก็ได้กำไร แต่ถ้าเราเข้ามาเพราะหวังกำไรระยะสั้น ไม่เน้นศึกษา เน้นจิ้มมั่วเหมือนเล่นพนันแล้วหล่ะก็ คำว่า “หมดตัว” น่าจะอยู่ไม่ไกล 5️. ฐานชั้นบนสุด : มีความมั่งคั่งและส่งต่อมรดกไปยังลูกหลาน เมื่อเดินทางมาถึงฐานชั้นบนสุดของพีระมิด นั่นก็อาจจะหมายความว่า เราใกล้จะจากโลกนี้ไปแล้ว แต่ถึงแม้ตัวเราจะจากไป แต่ความมั่งคั่งที่สะสมมาทั้งหมดนั้นไม่สูญหายไป ตายไปเราอาจจะเอาเงินไปไม่ได้ แต่สามารถส่งต่อให้ลูกหลานและคนที่เรารักได้ และควรแบ่งสัดส่วนให้ชัดเจนเพื่อที่จะไม่มีปัญหาในภายหลัง ถ้าเราสะสมทรัพย์สินมาเยอะ ลูกหลานของเราก็จะมีโอกาสที่ดีกว่าคนอื่น ไม่ว่าจะเป็นทางด้านการศึกษาและการใช้ชีวิต ถ้ามีความรู้ในด้านการเงิน ปูพื้นฐานมาอย่างดี ควบคุมกระแสเงินสดได้ไม่ขาดตกบกพร่อง เป้าหมายที่จะมีอิสรภาพทางการเงินก็คงอยู่ไม่ไกล ทุกฐานทุกชั้น มีความสำคัญเหมือนกันหมด ถ้าขาดชั้นใดชั้นหนึ่งไป การเงินของเราอาจจะเกิดปัญหาขึ้นได้เสมอ สมมุติว่าเรามีเงินเก็บอยู่ แล้วเรานำเงินเก็บไปลงทุนหมดเลย โดยที่ไม่แบ่งเงินไว้เป็นเงินสำรองฉุกเฉินและเงินสำหรับการทำประกันเลย เมื่อเกิดเรื่องที่ไม่คาดฝันขึ้นมา ตกงาน ขาดรายได้ บอกเลยว่ามีปัญหาแน่ๆ ฉะนั้นต้องค่อยๆทยอยสร้างฐานการเงินไปทีละขั้น เหมือนกับฐานของพีระมิดที่ก่อร่าง สร้างฐานมาอย่างดี พร้อมที่จะรับน้ำหนักของฐานชั้นต่อไปจนไปถึงยอดของพีระมิด

  ธนากร นวมรัตน์


  28 กุมภาพันธ์ 2567

ส่องเทคนิคแบ่งเงินเป็นสัดส่วน มีหนี้ก็ยังคล่องตัว

มีคนถามผมกันมาเยอะเลยว่า ได้เงินเดือนมาในแต่ละเดือน จะแบ่งเงินยังไงดี ให้มีเงินเหลือกิน เหลือเก็บ เพราะทำงานมาก็หลายปีแล้ว แต่ไม่เคยมีเงินเหลือเก็บเลย เทคนิคแบ่งเงินเป็นสัดส่วน ที่จะแบ่งเงินเป็น 3 กอง เพื่อที่เราจะได้มีเงินใช้ประจำวัน เงินใช้สนองความสุขตัวเอง และก็เงินเก็บ ขอเรียกว่าสูตรบริหารเงิน 3 ส่วน 50-30-20 ก้อนแรก - ค่าใช้จ่ายจำเป็น 50% เงินก้อนแรกของเราเป็นเงินไว้ใช้สำหรับค่าใช้จ่ายต่างๆ ทั้งค่าบ้าน ค่ารถ ค่าอาหารการกินในชีวิตประจำวันที่จำเป็น ซึ่งแน่นอนค่อนข้างยากที่จะควบคุมรายจ่ายประจำวันของเราให้อยู่ใน 50% ของเงินเดือน แต่แอดอยากให้เราลองพยายามปรับดูก่อน เพราะถ้าทำได้ชีวิตการเงินของเราจะง่ายขึ้นทันที ก้อนที่ 2 - ให้รางวัลตัวเอง 30% ทำงานมาเหนื่อยๆจะให้เอาเงินไปเก็บหมด มันก็ยังไงๆอยู่ ต้องมาเอามาสนองความสุขของตัวเราเองหน่อย การให้รางวัลตัวเองในทุกๆเดือนเป็นสิ่งที่ดีแต่อย่าลืมว่าใช้ได้ไม่เกิน 30% ของเงินเดือนนะครับ ถ้าเดือนนี้ใช้หมดแล้ว ก็ต้องอดใจไว้ รอใช้เดือนหน้าแทนนะ ก้อนที่ 3 - เงินเก็บ / ลงทุน 20% ส่วนสุดท้ายเป็นเงินเพื่ออนาคตของเรา ในช่วงแรกให้เราเน้นเก็บออมไปก่อนและเมื่อมีเงินมากขึ้นแล้วก็ให้ลองศึกษาเรื่องการลงทุนก่อนในระหว่างออมเงินอยู่ และเมื่อเรามีความรู้บวกกับเงินออมที่เยอะประมาณนึง ก็ให้แบ่งเงินออมส่วนนึงนำไปลงทุนได้ อย่านำไปลงทุนหมดนะครับแบ่งไว้เป็นเงินสำรองฉุกเฉินด้วย เผื่อเกิดเหตุการณ์ที่ต้องใช้เงินขึ้น เราจะได้มีเงินสำรองเพื่อรองรับเอาไว้ แต่หลายคนก็กับผมว่า "โอ้ย ผมแบ่งแบบนี้ไม่ไหวหรอก เพราะหนี้ผมเยอะมาก จะให้หนี้รวมอยู่ในค่าใช้จ่ายจำเป็น 50% ของรายได้มันไม่ไหวหรอก" ผมจึงเพิ่มส่วนของ ภาระหนี้ก้อนใหญ่ขึ้นมา สำหรับคนที่มีหนี้หนักๆ อย่าง หนี้บ้าน หนี้รถ รับไปเลย 30% ต่อเดือน โดยการลดการให้รางวัลตัวเองออกไป เพื่อที่เราจะได้มีเงินเพิ่มมาจ่ายภาระจ่ายหนี้ที่สำคัญได้ คนที่มีภาระหนี้ก้อนใหญ่ จะแบ่งได้ดังนี้ 10 - 20 - 30 - 40 ก้อนแรก - ให้รางวัลตัวเอง 10% ก้อนที่ 2 - เงินเก็บหรือลงทุน 20% ก้อนที่ 3 - ภาระหนี้ก้อนใหญ่ 30% ก้อนที่ 4 - ค่าใช้จ่ายจำเป็น 40% ใครที่ไม่มีภาระหนี้ใหญ่ๆ ก็สามารถใช้สูตร 50-30-20 ได้ แต่ส่วนใครที่มีภาระเยอะ หนี้เยอะ ก็เปลี่ยนเป็นสูตรบริหารเงิน 4 ส่วนแทน 10-20-30-40 จริงๆแล้วเรื่องการเงินไม่มีสูตรตายตัว สามารถปรับให้เหมาะสมได้กับตัวเราเอง แต่สิ่งสำคัญที่ขาดไม่ได้เลยก็คือ เงินเก็บกับเงินเพื่อการลงทุนนะครับ

  ณัฐเศรษฐ ตุ้ยดา


  20 กุมภาพันธ์ 2567

Loading...

ยังไม่มีข้อมูลเพิ่มเติม