ลงทุนวันละร้อย นานแค่ไหนจะมีเงิน ล้าน? ?

ลงทุนวันละ “ร้อย” นานแค่ไหนจะมีเงิน “ล้าน” ? อย่าอายทำกิน อย่าหมิ่นเงินน้อยอย่าคอยวาสนาไม่ว่าจะผ่านไปนานแค่ไหน 3 ข้อความข้างต้นก็ยังทรงคุณค่าเสมอ เงินน้อย ลงทุนวันละ "ร้อย" ก็โตเป็นเงิน "ล้าน" ได้แต่จะต้องลงทุนอย่างไร และใช้เวลานานแค่ไหนเราไปหาคำตอบพร้อมกันเลยดีกว่าครับ เงิน “ร้อย” ลงทุนอะไรได้บ้าง? 3 รูปแบบการลงทุนที่เงินร้อยเดียวก็สามารถลงทุนได้ 1. เงินฝาก ที่ทุกคนรู้จักกันดีอยู่แล้ว จริง ๆ แล้วเงินฝากคือการลงทุนรูปแบบหนึ่ง เพียงแต่ว่ามีความเสี่ยงต่ำมาก ซึ่งนั่นแลกมากับผลต่ำแทนที่ต่ำเช่นกัน (ปัจจุบันเงินฝากออมทรัพย์ให้อัตราดอกเบี้ยเพียง 0.25% ต่อปี) แต่ก็มีข้อดีอีกอย่างที่มีสภาพคล่องสูงมาก (เทียบเท่าเงินสด) 2. กองทุนรวมหุ้น ปัจจุบันหลายกองทุนรวมขยับเพดานขั้นต่ำในการซื้อขายกองทุนรวมเหลือแค่ 1 บาท เท่านั้น ต่างจากอดีตที่ขั้นต่ำมักจะอยู่ที่ 500 หรือ 1,000 บาท จึงทำให้เข้าถึงการลงทุนในกองทุนรวมหุ้นง่ายยิ่งขึ้น 3. ออมทอง ทองคำถือเป็นสินทรัพย์ที่จับต้องได้ สำหรับหลายคนนอกจากจะมีมูลค่าทางการเงินแล้ง ยังมีมุลค่าทางจิตใจอีกด้วย แต่การจะซื้อทองคำจริงแน่นอนว่าเงินร้อยใช้ซื้อทองคำไม่ได้ จึงมีรูปแบบการลงทุนที่เรียกว่า “ออมทอง” เพื่อตอบโจทย์การลงทุนทองคำในลัษณะของการเก็บเล็กผสมน้อยเพื่อให้ได้ทองคำจริง ซึ่งล่าสุดแค่ร้อยเดียวก็เริ่มออมทองได้แล้ว ลงทุนวันละร้อย นานแค่ไหนจะมีเงินล้าน? 1. เงินฝาก ด้วยผลตอบแทนที่ต่ำมาก (0.25% ต่อปี) จึงใช้เวลานานถึง 26 ปีครึ่ง จึงจะมีเงินครบล้าน 2. กองทุนรวมหุ้น หากจัดพอร์ตการลงทุนให้ดี การลงทุนในกองทุนรวมหุ้นมีโอกาสให้ผลตอบแทน 10% ต่อ ปี ถ้าลงทุนวันละร้อย จะใช้เวลา 13 ปี 2 เดือน เงินจะครบล้าน (น้อยกว่าฝากออมทรัพย์ถึงครึ่งหนึ่งเลยทีเดียว) 3. ออมทอง หากอิงผลตอบแทนโดยระยะยาวโดยเฉลี่ยจากราคาทองคำโลก การลงทุนทองคำให้ผลตอบแทนโดยเฉลี่ย 3.2% ต่อปี* ถ้าออมทองวันละร้อย จะใช้เวลาเกือบ 20 ปี จึงจะครบล้าน (*ข้อมูลจาก https://www.visualcapitalist.com/historical-returns-by.../) ดังนั้น พอจะได้คำตอบกันแล้วนะครับ ว่าควรเลือกการลงทุนรูปแบบไหนดี แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นต้องมีความรู้ก่อนลงทุน พึงระลึกไว้เสมอว่า “ไม่รู้ ไม่ลงทุน” ลงทุนวันละร้อย ควรมีรายได้เท่าไหร่?มาตรฐานทั่วไป ควรนำเงิน 20% ของรายได้ไปลงทุนดังนั้น จะลงทุนวันละร้อย ควรมีรายได้ขั้นต่ำวันละ 500 บาทขึ้นไปครับ คนที่มีรายได้ต่อวันมากหรือน้อยกว่า 500 บาท ต้องทำอย่างไร? กลุ่มที่มีรายได้น้อยกว่าวันละ 500 บาท แน่นอนว่าเราจะสามารถแบ่งเงินมาลงทุนได้น้อยกว่าวันละ 100 บาท ดังนั้น แบ่งมาลงทุนได้วันละเท่าไหร่ ให้เก็บสะสมเป็นรายสัปดาห์หรือรายเดือน แล้วค่อยนำไปลงทุนก็ได้ครับ ส่วนคนที่รายได้มากกว่าวันละ 500 บาทคนกลุ่มนี้ยิ่งดี ยิ่งได้เปรียบ เพราะจะสามารถลงทุนได้มากกว่าวันละ 100 บาท จึงมีโอกาสที่จะบรรลุเป้าหมายเงินล้านได้เร็วอยิ่งขึ้น “อย่าอายทำกิน อย่าหมิ่นเงินน้อย อย่าคอยวาสนา” ไม่ว่าจะยุคไหนหรือปีไหนก็ใช้ได้เสมอครับเงินน้อย ลงทุนวันละร้อยก็มีเงินล้านได้ เพราะเวลานอกจากจะช่วยสะสมความมั่งคั่ง ยังช่วยลดความเสี่ยงอีกด้วย เพียงแต่ต้องศึกษา รู้และเข้าใจวิธีการลงทุนลงทุนด้วยสัดส่วนที่เหมาะสมกับรายได้ (20% ของรายได้) หรือปรับเปลี่ยนให้เหมาะสมกับฐานรายได้หรือฐานะการเงินส่วนบุคค เพียงเท่านี้ สุขภาพการเงินของคุณจะดีขึ้นแน่นอน และเป็นจุดเริ่มต้นสำคัญของ “อิสรภาพทางการเงิน” =============================== สนใจโฆษณาติดต่อ : Tel: 081-773-6258 (จอย) Email: [email protected]

  ณัฐเศรษฐ ตุ้ยดา


  16 ธันวาคม 2564

8 กองทุนเด่น SSF RMF ประหยัดภาษี โอกาสผลตอบแทนสูง

8 กองทุนเด่น SSF/RMF หุ้นสหรัฐฯ-จีน ประหยัดภาษี มีโอกาสได้ผลตอบแทนสูง ใครที่ต้องซื้อกองทุน SSF/RMF เพื่อประหยัดภาษี แต่ยังเลือกไม่ได้ว่าจะซื้อกองไหนดี โค้งสุดท้ายของปีแบบนี้ เหลือเวลาให้ตัดสินใจไม่เยอะแล้ว สำหรับคนที่อยากเติบโตไปกับเทรนด์การลงทุนในต่างประเทศ ต้องมีกองทุนสหรัฐฯ กับจีน 2 มหาอำนาจเศรษฐกิจโลก ติดพอร์ตกองทุนลดหย่อนภาษีไว้แล้วละครับ ทำไมต้องมีกองทุนหุ้น 2 ประเทศนี้ติดพอร์ต และมีกองทุน SSF/RMF กองไหนบ้างจาก บลจ.ไทยพาณิชย์ ที่น่าสนใจ ไปหาคำตอบพร้อมกันได้เลยครับ เพิ่มเติม >> https://scbam.info/3GgKQ2U พิเศษ!! รับหน่วยลงทุน SCBSFF มูลค่าสูงสุด 1,000 บาท เมื่อลงทุนในช่วง 18 ต.ค. 64 – 30 ธ.ค. 64 (ยกเว้นกองทุนประเภทตราสารหนี้) เงื่อนไขตามที่บริษัทกำหนด ผลการดำเนินงานในอดีต ไม่ได้ยืนยันผลการดำเนินงานในอนาคต ผู้ลงทุนควรทำความเข้าใจลักษณะสินค้า เงื่อนไข ผลตอบแทน ความเสี่ยง และศึกษาสิทธิประโยชน์ทางภาษีที่ระบุไว้ในคู่มือการลงทุนของกองทุน SSFและ RMF กรณีไม่ได้ปฏิบัติตามเงื่อนไขทางภาษี จะไม่ได้สิทธิประโยชน์ตามเงื่อนไขของกองทุน “สหรัฐฯ” เป็นประเทศที่มีขนาดเศรษฐกิจใหญ่ที่สุดในโลก ด้วยตัวเลข GDP 20.94 ล้านล้าน USD (พ.ศ. 2563) แถมตลาดหุ้นสหรัฐฯ ก็ทำจุดสูงสุดต่อเนื่องสวนวิกฤติ COVID-19 ต่างจากตลาดหุ้นไทยที่แทบจะไม่ไปไหน หลังจากทำจุดสูงสุดราว 1,800 จุด แล้วย่อลงมา ก็แทบจะไม่เคยโงหัวขึ้นไปตรงนั้นอีกเลย “จีน” เป็นประเทศที่มีขนาดเศรษฐกิจใหญ่เป็นอันดับที่ 2 ของโลก และถูกคาดการณ์ว่าจะแซงสหรัฐฯ ขึ้นไปเป็นเบอร์หนึ่งอีกไม่นาน เพราะก่อน COVID-19 เศรษฐกิจจีนโตด้วยตัวเลข GDP ถึงปีละ 7-8% จนก้าวมาเป็นมหาอำนาจเศรษฐกิจโลกอย่างที่เห็น บวกกับการเร่งลงทุนโครงสร้างพื้นฐานต่าง ๆ โดยเฉพาะการขนส่งทางราง จึงทำให้เศรษฐกิจจีนโตอย่างก้าวกระโดด โค้งสุดท้ายของปีแบบนี้ เหลือเวลาให้คิดเยอะไม่ได้แล้ว หากต้องซื้อกองทุน SSF/RMF เพื่อลดหย่อนภาษี เลือกลงทุนในประเทศผู้นำอย่างสหรัฐฯ กับจีนได้เลย สำหรับกองทุน SSF จาก บลจ.ไทยพาณิชย์ (SCBAM) มีอยู่ทั้งหมด 5 กองทุน แบ่งเป็นกองทุน SSF หุ้นสหรัฐฯ 4 กองทุน มีครบทุกดัชนีฯ ได้แก่ SCBDJI (SSF), SCBS&P500-SSF และ SCBNDQ (SSF) หรือใครอยากเติบโตเหนือดัชนี ก็มีกองทุนแบบ active ให้เลือกเช่นกัน นั่นคือ SCBUSA(SSF) และกองทุน SSF หุ้นจีนอีก 1 กองทุน คือ SCBCHA-SSF ที่เน้นลงทุนในหุ้นจีน A-Shares ส่วนกองทุน RMF จาก บลจ.ไทยพาณิชย์ (SCBAM) มีอยู่ทั้งหมด 3 กองทุน แบ่งเป็นกองทุน RMF หุ้นสหรัฐฯ 1 กองทุน และกองทุน RMF หุ้นจีนอีก 2 กองทุน โดยมีกองทุน SCBRMMLCA เสริมเข้ามา ที่ลงทุนหุ้นจีนในทุกตลาด ไม่เฉพาะ A-Shares เท่านั้น จากเงื่อนไขการลงทุน SSF/RMF ที่ต้องถือครองอย่างน้อย 5 ปี (ในการลงทุน RMF สำหรับคนอายุ 50 ปีขึ้นไป) และอย่างน้อย 10 ปี (ในการลงทุน SSF) นั่นหมายความว่าเป็นการลงทุนระยะยาว ดังนั้น เราสามารถประยุกต์ใช้เทคนิคการจัดพอร์ตของผู้จัดการกองทุนที่เรียกว่า Core-Satellite Portfolio โดยเน้นการลงทุนในส่วน Core Portfolio เป็นหลัก อาจจะเพิ่มสัดส่วนเป็น 80-90% หรือลงทุนทั้งหมดใน Core Portfolio ก็ได้ ส่วน Core Portfolio เหมาะสำหรับการลงทุนระยะยาว จึงควรเน้นกองทุนแบบ Passive Fund หรือ Index Fund ที่พยายามให้ได้ผลตอบแทนใกล้เคียงกับดัชนีอ้างอิง (Benchmark) ให้ได้มากที่สุด สำหรับโค้งสุดท้ายของปีแบบนี้ มีกองทุน SSF หุ้นสหรัฐฯ-จีน แบบ Passive Fund จาก บลจ.ไทยพาณิชย์ มีให้เลือกถึง 4 กองทุนด้วยกัน คือ SCBDJI(SSF), SCBS&P500-SSF, SCBNDQ(SSF) และ SCBCHA-SSF ส่วนกองทุน RMF หุ้นสหรัฐฯ-จีน แบบ Passive Fund มีให้เลือก 2 กองทุน คือ SCBRMS&P500 กับ SCBRMCHA แต่ถ้าใครชอบความหวือหวา เห็นโอกาสในการลงทุนในกองทุนแบบ Active Fund หรือเมกะเทรนด์ เช่น ปัจจุบันกลุ่มเทคโนโลยี กลุ่มเฮลแคร์ ที่กำลังมาแรง เป็นต้น หรือการคัดหุ้นพื้นฐานดีที่มีแนวโน้มเติบโตสูง (Growth Stocks) ก็สามารถลงทุนได้เช่นกัน ในส่วน Satellite Portfolio เพียงแต่ต้องพิจารณาให้ดีว่าเทรนด์นั้นมายาวจริงหรือไม่ เพราะการลงทุนกองทุน SSF/RMF เป็นการลงทุนระยะยาว อย่างน้อย 5 ปีขึ้นไป บลจ.ไทยพาณิชย์ ก็มีกองทุน SSF/RMF หุ้นสหรัฐฯ-จีน แบบ Active Fund ให้เลือกลงทุนเช่นกัน คือ SCBUSA(SSF) กับ SCBRMMLCA พิเศษ!! รับหน่วยลงทุน SCBSFF มูลค่าสูงสุด 1,000 บาท เมื่อลงทุนในช่วง 18 ต.ค. 64 – 30 ธ.ค. 64 (ยกเว้นกองทุนประเภทตราสารหนี้)

  ณัฐเศรษฐ ตุ้ยดา


  07 ธันวาคม 2564

ศัพท์ประกันชีวิตพื้นฐานที่คนทำประกันต้องรู้

ศัพท์ประกันชีวิต เป็นอีกหนึ่งประเด็นสำคัญที่คนส่วนใหญ่มักมองข้าม เพราะคิดว่าไม่สำคัญ แต่รู้หรือไม่ว่าศัพท์ประกันชีวิตยิ่งรู้มากเท่าไหร่ก็ยิ่งช่วยให้เราเข้าใจรายละเอียด และสิทธิประโยชน์ของ “ประกันชีวิต” มากขึ้นเท่านั้น วันนี้ ทาง Lumpsum จะพาทุกคนไปเติมคลังความรู้เกี่ยวกับศัพท์ประกันชีวิตที่จำเป็นต่อการทำประกันให้มากขึ้น ศัพท์ประกันคำไหนที่ยังงงๆ หรืออ่านเจอในกรมธรรม์ทีไรก็ยังไม่เคลียร์ บทความนี้อาจเป็นคำตอบที่ผู้ทำประกันแล้ว หรืออยู่ระหว่างตัดสินกำลังมองหาอยู่ 1.กรมธรรม์ (Policy) หมายถึง หนังสือสัญญาข้อตกลงระหว่างบริษัทประกันกับผู้ทำประกัน เปรียบเสมือนเป็นเครื่องมือช่วยยืนยันว่าเราจะได้รับสิทธิประโยชน์ หรือความคุ้มครองจากบริษัทประกัน โดยภายในกรมธรรม์จะมีเนื้อหาที่อธิบายถึงรายละเอียดของประกันที่เราทำ เช่น ประเภทของประกัน ทุนประกัน และตารางการจ่ายเบี้ยประกัน เป็นต้น 2.ตารางกรมธรรม์ (Policy schedule) หมายถึง ตารางแสดงรายละเอียดสำคัญเกี่ยวกับกรมธรรม์ประกันชีวิตที่ออกโดยบริษัท อาทิเช่น ชื่อผู้เอาประกัน วันที่เริ่มคุ้มครอง และแบบประกันภัย เพื่อเป็นเอกสารประกอบกรมธรรม์ ซึ่งตารางกรมธรรม์สามารถดูได้จากหน้าแรกของเล่มกรมธรรม์ประกันชีวิตที่ทำไว้ 3.ทุนประกันหรือ จำนวนเงินเอาประกัน ( Sum insured ) หมายถึง จำนวนเงินที่ตกลงกันว่า ผู้รับประกันภัยจะต้องจ่ายให้ผู้เอาประกันภัยหรือผู้รับประโยชน์ ตามที่ระบุไว้ในกรมธรรม์ประกันภัย เมื่อเกิดภัยหรือความเสียหายเกิดขึ้นแก่ผู้เอาประกันตามเงื่อนไขในสัญญาหรือกรมธรรม์ 4.เบี้ยประกันภัย (PREMIUM) หมายถึง ​จำนวนเงินที่ผู้เอาประกันภัยจะต้องชำระให้แก่ผู้รับประกันภัยตามสัญญา เพื่อที่จะได้รับเงินผลประโยชน์หรือค่าสินไหมทดแทน เมื่อตนเสียชีวิตหรือได้รับความเสียหายตามชนิดของภัยที่ได้เอาประกันภัยไว้ 5.ผู้เอาประกัน หมายถึง คู่สัญญาซึ่งตกลงจะแถลงความจริง และส่งเบี้ยประกันภัยจำนวนหนึ่งให้ผู้รับประกันภัย หากเกิดภัยที่เป็นไปตามเงื่อนไขของกรมธรรม์ ผู้รับประกันภัยจึงจะต้องจ่ายค่าสินไหมทดแทนให้แก่ผู้เอาประกันภัย ตัวอย่างเพื่อความกระจ่าง หากนาย Lumpsum ขับรถชน และเสียชีวิต ผู้รับประกัน หรือในที่นี้คือบริษัทประกันที่นาย Lumpsum ทำไว้จะต้องจ่ายเงินชดเชยกรณีเสียชีวิตให้แก่ผู้รับผลปรโยชน์ 6.ผู้รับผลประโยชน์ (BENEFICIARY) ความหมาย ผู้มีสิทธิ์ได้รับผลประโยชน์ตามที่ระบุไว้ในกรมธรรม์ประกันภัย ตัวอย่างเพื่อความกระจ่าง นาย Lumpsum ตัดสินใจทำประกันชีวิตไว้เพื่อสร้างเกราะป้องกันภาระที่อาจจะตกถึงครอบครัวเมื่อยามที่ตนต้องจากไป โดยในกรมธรรม์จะต้องระบุชื่อผู้รับผลประโยชน์ไว้ เพื่อเป็นการแจ้งให้ทางบริษัททราบว่า หากผู้เอาประกันเสียชีวิต ใครจะเป็นผู้ได้รับเงินชดเชยค่าสินไหม ซึ่งตามปกติแล้วผู้รับผลประโยชน์จะเป็นใครก็ได้ แต่ทางบริษัทประกันก็จะพิจารณาดูอีกทีว่าบุคคลที่ถูกเสนอชื่อมานั้นมีความสัมพันธ์อย่างไรกับผู้เอาประกัน เพื่อเป็นการรักษาผลประโยชน์ของผู้เอาประกัน 7.ระยะเวลาเอาประกันภัย (Policy Period หรือ Period of Insurance หรือ Insured Period) หมายถึง ระยะเวลาตั้งแต่เริ่มต้นหรือวันที่มีผลบังคับใช้ จนถึงวันที่หมดอายุของกรมธรรม์ประกันภัยในการให้ความคุ้มครองตามที่ผู้รับประกันภัยกับผู้เอาประกันภัยตกลงกันในสัญญาประกันภัย 8.ระยะเวลาชำระเบี้ยประกัน (Insurance premium payment period) หมายถึง ระยะเวลาที่ผู้เอาประกันภัยตกลงชำระเบี้ยประกันภัยให้แก่ผู้รับประกันภัยตามที่ตกลงกันในสัญญาประกันภัย 9.ปีกรมธรรม์ (Policy Year) หมายถึง ระยะเวลาหนึ่งปีนับตั้งแต่วันที่กรมธรรม์มีผลบังคับ หรือนับแต่วันครบรอบปีกรมธรรม์ปีต่อๆ ไป 10.อัตราผลตอบแทน (Internal Rate of Return : IRR) หมายถึง อัตราผลตอบแทนที่ได้รับจากการทำประกันชีวิตแบบสะสมทรัพย์ 11.เงินค่าเวนคืนกรมธรรม์ (cash surrender value หรือ surrender value) หมายถึง เงินที่ผู้รับประกันภัยจะจ่ายตามมูลค่าเงินสดที่มีอยู่ในกรมธรรม์*คืนให้แก่ผู้เอาประกันภัยเมื่อบอกยกเลิกกรมธรรม์ หมายเหตุ *มูลค่าเงินสด จะเกิดขึ้นเมื่อผู้เอาประกันภัยได้ส่งเบี้ยประกันภัยเป็นระยะเวลาหนึ่ง โดยทั่วไปตั้งแต่ 2 หรือ 3 ปี ขึ้นไป กรมธรรม์ประกันชีวิตฉบับนั้นจะเกิดมูลค่าขึ้นมูลค่านี้เรียกว่า มูลค่าเงินสด 12.การปกปิดข้อความจริง (CONCEALMENT) หมายถึง ​การไม่บอกกล่าวให้ผู้รับประกันภัยทราบถึงข้อความจริงที่ผู้เสนอขอเอาประกันภัยได้รับรู้มา ถ้าข้อความจริงที่ไม่บอกกล่าวนั้นเป็นสาระสำคัญสัญญาประกันภัยเป็นโมฆียะ หรือถูกยกเลิกไป ศัพท์ประกันชีวิตที่เรานำมาแชร์กันในบทความนี้เป็นเพียงศัพท์พื้นฐาน ซึ่งยังมีศัพท์ประกันชีวิตอีกมากกว่า 100 คำ ที่รอเราไปทำความรู้จักอยู่ ดังนั้นอย่ามัวแต่รีรอ เพราะยิ่งรู้ศัพท์ประกันชีวิตมากเท่าไหร่ ยิ่งลดโอกาสในการเกิดความผิดพลาดมากขึ้นเท่านั้น แหล่งที่มา: https://noon.in.th/blog/basic-life-insurance-vocabulary/

  Lumpsum วางแผนการเงิน


  15 พฤศจิกายน 2564

"แชร์ลูกโซ่" เปลี่ยนวิธีหลอก แต่รูปแบบเหมือนเดิม

ช่วงนี้ผมจะเน้นนำเสนอพวกกลโกงหรือการหลอกลวงของกลุ่มมิจฉาชีพเป็นพิเศษ เพราะระบาดหนักมาก พอกับโควิด-19 หรือ เรียกได้ว่ามาพร้อม ๆ กันก็ได้ เพราะอาศัยช่วงที่คนกำลังเดือดร้อนนี่แหล่ะ เป็นช่องฉวยโอกาสที่ดี รอบนี้เป็นกลุ่ม "แชร์ลูกโซ่" ที่ไม่เคยหมดไปจากสังคม มันจะมาเป็นระลอก และปรับวิธีการใหม่ให้ทันสมัยเสมอ และหลอกลวงเหยื่อได้อยากแนนเนียนมูลค่ารวมมหาศาล ปัจจุบันพัฒนาเป็นรูปแบบชักชวนลงทุนสินทรัพย์ที่กำลังนิยม เช่น ค่าเงิน, คริปโทฯ รวมไปถึงบ้านออมเงินต่าง ๆ ยันหลอกว่าลงทุนธุรกิจสตาร์ทอัพหรือแพลตฟอร์มออนไลน์ ใช่ครับ ! สิ่งเหล่านี้มันสร้างกำไรได้จริง จากปรากฎการณ์ด้านผลตอบแทนที่เห็นกันเชิงประจักษ์จากสื่อและโซเชี่ยลมีเดียทั่วโลก กลุ่มมิจฉาชีพจึงอัพเกรดวิธีการโดยใช้เครื่องมือเหล่านี้มาจูงใจ หากินบนความโลภของมนุษย์ โดยเฉพาะกลุ่มที่ขาดความรู้เรื่องการเงิน และได้ผลเสมอ เพราะไม่นานวงแชร์ล้ม มีผู้เสียหายจำนวนมาก มูลค่าหลายล้านบาท แต่หากมีการศึกษากลไกของ "แชร์ลูกโซ่" ดีพอ คุณแทบจะไม่มีทางถูกหลอกได้เลย เพราะกลลวงพวกนี้ มีรูปแบบที่ไม่เคยเปลี่ยนไปเลย คือ... 1.ลงทุนน้อย แต่การันตีผลตอบแทนสูงผิดปกติ ในระยะสั้น ๆ เช่น 15 วันผลตอบแทนมากกว่า 10% และยิ่งลงมายิ่งได้มาก ขณะเดียวกันแค่ลงเงินที่เหลือแทบไม่ต้องทำอะไรเลย รอรับผลตอบแทนอย่างเดียว บ้าบอ ขนาดตลาดหุ้นที่ให้ผลตอบแทนระยะยาวดีที่สุด เฉลี่ยต่อปียังไม่สามารถการันตีได้เลยว่าจะถึง 10% 2.เน้นการชักจูงคนอื่นมาเข้าร่วมเพิ่ม เทคนิคสำคัญของแชร์ลูกโซ่ คือจะให้ผลตอบแทนจริงกับเหยื่อกลุ่มแรก เพื่อให้เกิดความตายใจว่าได้แน่ จากนั้นจะจูงใจให้ชวนคนอื่นมาเพิ่ม โดยอาจจมีคอมมิชชั่นให้เพิ่มเติม ซึ่งแน่นอนว่าเหยื่อกลุ่มแรกที่ได้ผลตอบแทนจริง ย่อมมีหลักฐานไปจูงใจผู้อื่นอยู่แล้ว กระบวนการลูกโซ่จึงเกิดขึ้น 3.มีบุคคลหรือองค์กรอ้างอิงที่มีชื่อเสียง เช่น ร่วมมือกับดารา เซเลป หรือ องค์กรต่าง ที่รู้จักกันอย่างดีในสังคม แต่หากสังเกตให้ดีจะตรวจสอบยากมาก หากเป็นบุคคลจะโชว์แต่ไลฟ์สไตล์สุดหรู รถสปอร์ต บลา ๆ ๆ แต่สิ่งที่ต้องโชว์คือพอร์ตและรายละเอียดการลงทุน ซึ่งไม่เคยมี ! หากเป็นองค์กร ก็จะนำบริษัทต่างประเทศมาอ้างอิง แต่เข้าถึงข้อมูลได้ยาก และอาจจะมีปลอมแปลง เอกสาร มีตราประทับให้ดูน่าเชื่อถือ และอ้างอิงถึงประเทศขนาดเล็กหรือองค์กร ในต่างประเทศที่เราไม่รู้ว่ามีจริงหรือไม่ นี่คือ 3 รูปแบบที่ "แชร์ลูกโซ่" ใช้เป็นประจำ แต่วิธีการจะเปลี่ยนไปตามยุคสมัย จึงอยากให้ทุกท่านที่อ่านบทความนี้ ตั้งข้อสังเกตไว้เลย หากเจอการลงทุนใด ๆ ที่มีลักษณะนี้ ให้ตีความไปก่อนเลยว่า "แชร์ลูกโซ่แน่นอน" ไม่มีใครใจดีมาแชร์ผลตอบแทนการลงทุนขนาดนั้นหรอก หากทำได้จริงก็รวยไปคนเดียวหรือกลุ่มเดียวแล้ว จะมาบอกต่อทำไม อย่าถูกความโลภบังตา หรือหากคิดว่าผมมองโลกแง่ร้ายเกินไป ก่อนจะเชื่อให้ลองตรวจสอบจากหน่วยงานทางการสักนิดเพื่อความชัวร์ เช่น ศูนย์คุ้มครองผู้ใช้บริการ ทางการเงิน (ศคง.) ของธนาคารแห่งประเทศไทย โทร. 1213, สายด่วนสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (กลต.) โทร. 1207, และ สายด่วนกรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) โทร. 1202 เป็นต้น เรื่องเงินไม่เคยง่าย ไม่งั้นก็ไม่ต้องมีใครลำบากแล้ว ศึกษาก่อนลงทุนเสมอ ด้วยความเป็นห่วง หนึ่งเอง หนึ่งไง จะใครล่ะ ^^

  หนึ่ง ศราพงค์


  01 ตุลาคม 2564

ปั้นเงินร้อยเป็นเงินล้านกับ กองทุนรวม

อย่าอายทำกินอย่าหมิ่นเงินน้อยอย่าคอยวาสนาไม่ว่าจะผ่านไปนานแค่ไหน3 ข้อความนี้ก็ทรงพลังและทรงคุณค่าเสมอ กับเป้าหมายการเงินก็เช่นกันเราไม่ต้องรอให้มีเงินถุงเงินถังแล้วค่อยลงทุนแต่เราสามารถเริ่มได้เลยจากเงินหลักร้อยเพราะเงินร้อยก็ปั้นให้เป็นเงินล้านได้ จะปั้นเงินร้อยให้เป็นเงินล้านได้อย่างไร แล้ววิธีสร้างเงินล้าน หน้าตามันเป็นยังไงไปลุยได้กับ #LUMPSUM กันเลยครับ เก็บเงินวันละร้อย กว่าจะได้เงินล้านต้องใช้เวลาถึง 10,000 วัน (27 ปี 5 เดือน)แต่ถ้านำเงินเก็บวันละร้อยนี้ ไปลงทุนได้ผลตอบแทน 10% ต่อปี จะใช้เวลา 4,815 วัน (13 ปี 2เดือน) ก็ได้เงินล้านแล้ว (เร็วขึ้นกว่าเท่าตัว) ทั้ง 2 วิธี ใช้เงินเท่ากันคือวันละ 100 บาทแต่ทำไมใช้เวลาต่างกัน? “ผลตอบแทน” คือสิ่งที่ทำให้เวลาที่ใช้ในการเก็บเงินล้านของ 2 วิธีข้างต้นต่างกันวิธีแรก เก็บเงินหยอดกระปุกเฉย ๆ ผลตอบแทน = 0 ส่วนวิธีที่ 2 ลงทุนต่อได้ผลตอบแทน 10% นั่นคือ เป้าหมายการเงินมี 3 ปัจจัยที่จะทำให้เราสำเร็จ คือ เงินต้น ผลตอบแทน และเวลา เงินต้น ผลตอบแทน และเวลา ใน 3 สิ่งนี้ อะไรสำคัญที่สุด? "เวลา" ทุกคนมีเท่ากัน แต่คนอายุน้อยจะได้เปรียบกว่าในแง่ที่มีเวลาลงทุนมากกว่า มีโอกาสแก้ตัวมากกว่าหากผิดพลาด และมีโอกาสทำกำไรนานกว่าหากถูกทาง "เงินต้น" แน่นอนว่าเงินเยอะย่อมได้เปรียบเงินน้อย แต่ถ้าเงินเยอะกลับเฉื่อย ไม่ลงทุน หรือลงทุนปลอดภัยได้ผลตอบแทนต่ำ ๆ เงินน้อยที่กระตือรือร้น กล้าลงทุนอย่างเข้าใจ ก็ชนะคนเงินเยอะได้นะ "ผลตอบแทน" มีพลังมหาศาลจนถูกขนานนามว่า สิ่งมหัศจรรย์อันดับที่ 8 ของโลก “ผลตอบแทน” นี่แหละสำคัญที่สุด แต่ก็ยากที่สุดเช่นกัน ผลตอบแทนระดับ 10% ต่อปี ต้องลงทุนอะไร? การลงทุนใน “หุ้น” คือคำตอบนะครับ สำหรับคำถามต้องลงทุนอะไร ถึงจะมีโอกาสได้ผลตอบแทนในระดับ 10% ต่อปี ตามข้อมูลสถิติผลตอบแทนในช่วง 10 ปี (ปี 2554-2563) - หุ้นไทย (SET Index) ให้ผลตอบแทนเฉลี่ย 7.94% ต่อปี - ดัชนี S&P500 ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ที่ให้ผลตอบแทนเฉลี่ย 14.49% ต่อปี - ดัชนี MSCI China ที่เป็นตัวแทนตลาดหุ้นจีน ให้ผลตอบแทนเฉลี่ย 9.95% ต่อปี ไม่อยากลงทุนหุ้นเอง ใครช่วยได้บ้าง? การลงทุน “หุ้น” โดยตรงสำหรับหลายคนก็มีอุปสรรค โดยเฉพาะ 3 ปัญหาหลัก ที่ทำให้ไม่กล้าลงทุน หรือเริ่มลงทุนไปแล้วไม่ประสบความสำเร็จ 1. มีทุนจำกัด ไม่สามารถกระจายการลงทุนเพื่อลดความเสี่ยงได้อย่างดีพอ 2. ไม่มีความรู้ ความชำนาญ และประสบการณ์ในการลงทุน 3. ไม่มีเวลามากพอที่จะศึกษา ค้นหา และติดตามข้อมูลเพื่อใช้ในการตัดสินใจการลงทุน “กองทุนรวม” สามารถแก้ 3 ปัญหาหลักนี้ได้ เพราะกองทุนรวมช่วยลดข้อจำกัด - อยากซื้อหุ้นหลายตัว แต่มีงบจำกัด - ไม่ต้องเลือกหุ้นรายตัวด้วยตนเอง - มีผู้เชี่ยวชาญคอยดูแลและบริหารจัดการให้ - ไม่ค่อยมีเวลาติดตามการลงทุน ที่สำคัญ...หลาย บลจ. ทำให้รายย่อยเข้าถึงการลงทุนได้ง่ายขึ้น ด้วยการขยับเพดานขั้นต่ำเงินที่ต้องใช้ลงทุนเหลือเพียงแค่ 1 บาทเท่านั้น เลือกกองทุนรวมหุ้นแบบไหนดี? Warren Buffet นำเสนอไอเดียไว้น่าสนใจว่า “ไม่มีนักลงทุนคนไหนที่สามารถเอาชนะตลาดได้ในระยะยาว” และสิ่งที่เป็นศัตรูของนักลงทุนมากที่สุดก็คือ “ค่าใช้จ่าย” และ “อารมณ์” อีกทั้งผลงานวิจัยของ Harry Markowitz พบว่า “การจัดสรรสินทรัพย์ลงทุน” เป็นส่วนสำคัญที่มีผลต่อการกระจายความเสี่ยงในการลงทุน ด้วยสัดส่วนสูงถึง 94% ขณะที่การคัดเลือกสินทรัพย์ลงทุน และการจับจังหวะตลาด ช่วงสร้างผลตอบแทนสูงเป็นครั้งคราวในระยะสั้น แต่ในระยะยาวไม่สามารถสร้างผลตอบแทนได้อย่างมีประสิทธิภาพ กองทุนรวมดัชนี (Index Fund) จึงเป็นคำตอบสำหรับคำถามที่ว่าเลือกกองทุนรวมหุ้นแบบไหนดี กองทุนรวมดัชนี (Index Fund) เป็นกองทุนรวมที่ใช้กลยุทธ์บริหารการลงทุนในลักษณะเชิงรับ (Passive Management) โดยพยายามให้ได้ผลตอบแทนใกล้เคียงหรือล้อไปกับดัชนีอ้างอิง (Benchmark) และการที่ไม่พยายามเอาชนะตลาดเหมือน Active Fund จึงมีความเสี่ยงโดยรวมต่ำกว่า และมีค่าธรรมเนียมในการบริหารจัดการต่ำกว่า Active Fund อีกด้วย ดังนั้น กองทุนรวมดัชนี (Index Fund) จึงเหมาะกับมือใหม่ที่เริ่มต้นลงทุนกองทุนรวมหุ้น และยังเหมาะกับเป้าหมายการลงทุนระยะยาว โดยเฉพาะการวางแผนเพื่อเกษียณ ด้วยวิธีการลงทุนแบบ DCA อย่างสม่ำเสมอ เนื่องจาก Index Fund เหมาะกับการลงทุนระยะยาว (10 ปีขึ้นไป) เพราะยิ่งลงทุนนานเท่าไหร่ เวลาก็จะช่วยลดความเสี่ยงลง เก็บเงินวันละ 100 นานแค่ไหนจะครบล้าน? - เก็บในเงินฝากออมทรัพย์ ได้ผลตอบแทน 0.5% ต่อปี ใช้เวลา 25 ปี 8 เดือน - ลงทุนในกองทุนรวมผสม ได้ผลตอบแทน 7.5% ต่อปี ใช้เวลา 14 ปี 11 เดือน - ลงทุนในกองทุนรวมหุ้น ได้ผลตอบแทน 10% ต่อปี ใช้เวลา 13 ปี 2 เดือนจะเห็นว่าใช้เวลามากกว่า 10 ปี อยากให้ไวขึ้น ใช้เวลาน้อยกว่า 10 ปี ทำได้มั้ย? ในทางทฤษฎีทำได้ 2 ทาง คือ เพิ่มเงินต้น กับเพิ่มผลตอบแทน หรือจะเพิ่มทั้ง 2 อย่างพร้อมกันยิ่งดีแต่ในความเป็นจริง การเพิ่มผลตอบทนเป็นเรื่องที่ยากมาก ฉะนั้น การเพิ่มเงินต้นจึงเป็นวิธีการที่ง่ายกว่า เพิ่มเงินเป็นวันละ 200 บาท!! - เก็บในเงินฝากออมทรัพย์ ได้ผลตอบแทน 0.5% ต่อปี ใช้เวลา 13 ปี 3 เดือน - ลงทุนในกองทุนรวมผสม ได้ผลตอบแทน 7.5% ต่อปี ใช้เวลา 9 ปี 5 เดือน - ลงทุนในกองทุนรวมหุ้น ได้ผลตอบแทน 10% ต่อปี ใช้เวลา 8 ปี 8 เดือน จะเห็นว่า หากเพิ่มเงินเป็นวันละ 200 บาท สำหรับการลงทุนในกองทุนรวมผสมและกองทุนรวมหุ้น จะใช้เวลาน้อยกว่า 10 ปี เพื่อเป้าหมายเงินล้านแรก เห็นแล้วใช่มั้ยครับ ว่าเงินร้อยก็สามารถปั้นให้เป็นเงินล้านได้ เพียงแต่ต้องรู้จักลงทุน ไม่จำเป็นต้องให้มีเงินถุงเงินถังก่อนแล้วค่อยลงทุน ยิ่งเริ่มไวยิ่งได้เปรียบ เพราะ “พลังของดอกเบี้ยทบต้น” จะยิ่งเห็นผลมากยิ่งขึ้น

  ณัฐเศรษฐ ตุ้ยดา


  01 กันยายน 2564

มือใหม่ให้เงินทำงานในกองทุน

"เงินไม่ใช่ทุกอย่างในชีวิต แต่เกือบทุกอย่างในชีวิตต้องใช้เงิน" ทุกคนเหนื่อยมามากพอแล้วกับการหาเงิน แล้วทำไมเราไม่เอาเงินบางส่วนที่หาได้ไปทำงานแทนเราบ้างละ "ให้เงินทำงาน“ ลงทุนเพื่ออนาคต เริ่มต้นได้ง่าย ๆ กับกองทุนรวม แต่ในวันที่เริ่มต้นกองทุนรวม เชื่อว่าหลายคนเจอปัญหา กองนั้นก็ดี กองนี้ก็น่าสนใจ อยากซื้อไปหมดเลย แต่ทุนน้อย เงินมีจำกัด แล้วจะเลือกกองไหนดีละเนี่ย แถมบางครั้งไม่มีเวลามากพอที่จะศึกษา และติดตามการลงทุนอย่างสม่ำเสมอ วันนี้ LUMPSUM จะพาไปทำความรู้จักตัวช่วย ที่จะทำให้การลงทุนในกองทุนรวมเป็นเรื่องง่าย และลงทุนได้อย่างสบายใจ เพื่อบรรลุเป้าหมายทางการเงินกับ ttb smart port จะง่ายและลงทุนได้อย่างสบายใจอย่างไรนั้น ไปลุยกันครับ!! ศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่: http://www.ttbbank.com/newtsp/review ศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่: http://www.ttbbank.com/newtsp/review ในวันที่เราเลือกลงทุนแทนการนำเงินไปเก็บไว้ในบัญชีเงินฝากออมทรัพย์ที่ให้ผลตอบแทนต่ำ จะทำให้เราเก็บเงินต่อเดือนน้อยลง ยิ่งเป้าหมายใช้เวลานานกลับยิ่งดี เพราะเวลาจะช่วยให้ “ผลตอบแทนทบต้น” ได้อย่างเต็มที่ ซึ่งเห็นชัดเจนในตัวอย่างของตั้ม ที่ใช้เงินทุนต่อเดือนน้อยลงกว่า 3 เท่า และได้ผลตอบแทนรวมมากกว่า 10 เท่า (เปรียบเทียบผลตอบแทนที่คาดหวังเทียบกับผลตอบแทนจากการฝากออมทรัพย์) ถ้าใช้ผลตอบแทนเฉลี่ยจากการทำ Back Test จะยิ่งเห็นพลังของ “ผลตอบแทนทบต้น” ผลตอบแทนที่สูงขึ้นและเวลาที่นานขึ้น จะยิ่งทำให้เราใช้เงินลงทุนต่อเดือนน้อยลง แต่ในตัวอย่างของตั้ม มีข้อควรระวัง!! เพราะตัวเลขผลตอบแทนเฉลี่ยจากการทำ DCA Back Testing ของ Smart Port 5 (21.75%) ใช้เวลาเพียงแต่ 3 ปี 5 เดือน (ไม่ถึง 25 ปี ตามกรอบเวลาที่ยกตัวอย่าง) จนตัวเลขดูดีเกินไป (เงินสิบล้าน ใช้เงินต้นแค่สองแสนห้า OMG!!) อย่างไรก็ตาม ผลตอบแทนที่คาดหวังของ go-getter ที่ 8.73% หรือค่าเฉลี่ยของ Index Fund ที่ราว 10% ก็ใช้ได้แล้ว สำหรับการลงทุนระยะยาวที่มากกว่า 10 ปีขึ้นไป ทดลองตั้งเป้าลงทุนได้ที่ http://www.ttbbank.com/newtsp/review สำหรับใครที่สนใจ ttb smart port สามารถศึกษาข้อมูลเพิ่มเติม ผ่าน 4 ช่องทาง ดังนี้ 1. เว็บไซต์ ttb smart port ทดลองตั้งเป้าหมาย >> http://www.ttbbank.com/newtsp/review 2. เปิดพอร์ต และลงทุนทันที ที่แอป ttb touch >> https://www.ttbbank.com/newtsp/invest 3. ปรึกษาเรื่องการลงทุน ฟรี ที่ ttb investment line โทร. 1428 กด #4 ทุกวันจันทร์ – ศุกร์ เวลา 09.00 – 17.30 น. (ยกเว้นวันหยุดธนาคาร) 4. สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม และเปิดพอร์ตการลงทุน ที่ทีทีบี ทุกสาขาทั่วประเทศ หมายเหตุ:ผู้ลงทุนควรทำความเข้าใจลักษณะสินค้า เงื่อนไขผลตอบแทน และความเสี่ยง ก่อนตัดสินใจลงทุน กองทุนมีนโยบายป้องกันความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยนตามดุลยพินิจผู้จัดการกองทุน จึงอาจทำให้มีความเสี่ยงด้านอัตราแลกเปลี่ยน การลงทุนในหน่วยลงทุนมิใช่การฝากเงิน และมีความเสี่ยงของการลงทุน ผู้ถือหน่วยลงทุนอาจได้รับเงินลงทุนมากกว่า หรือน้อยกว่าเงินลงทุนเริ่มแรกได้ สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม และรับหนังสือชี้ชวน ได้ที่ทีทีบี ทุกสาขา

  ณัฐเศรษฐ ตุ้ยดา


  19 สิงหาคม 2564

Loading...

ยังไม่มีข้อมูลเพิ่มเติม