ประกันชีวิต มีกี่ประเภท และประเภทที่ใช่คุณ

ประกันชีวิต มีกี่ประเภท และประเภทที่ใช่คุณ ประเภทที่ 1 ประกันชีวิตแบบสะสมทรัพย์ (Endowment/Saving Insurance) คือประกันชีวิตที่มีวัตถุประสงค์เพื่อคุ้มครองชีวิตควบคู่ไปกับบริหารเงินออม ซึ่งเราสามารถเลือกระยะชำระเบี้ยประกันได้ว่าจะชำระแบบสั้น กลาง หรือยาว โดยมีให้เลือกชำระตั้งแต่ 3 ปี ไปจนถึง 30 ปี ถึงแม้ว่าเบี้ยของประกันประเภทนี้ จะค่อนข้างมีมูลค่าที่สูง แต่ก็คุ้ม เพราะได้ทั้งการคุ้มครองชีวิต และช่วยเสริมสร้างวินัยการออมเงินให้แก่ผู้ทำประกันชีวิตแบบสะสมทรัพย์ แถมยังมีเงินคือให้แน่นอนเสี่ยงน้อยกว่าการลงทุนประเภทอื่นอีก โดยรูปแบบของเงินคืนมีทั้งในลักษณะของคืนทีเดียวเป็น หรือจะเลือกรับเป็นรายงวดก็ได้แล้วแต่ความสะดวกของผู้ทำประกัน เหมาะกับใคร? คนที่เน้นเรื่องความคุ้มค่า(เงินคืน)มากกว่าความคุ้มครอง คำนิยามประกัน “เบี้ยสูง สร้างวินัยการออม การันตีเงินคืน” ประเภทที่ 2 ประกันชีวิตแบบบํานาญ (Annuity Insurance) คือประกันที่มีวัตถุประสงค์เพื่อบริหารการเงินไว้ใช้ยามเกษียณ ซึ่งผู้ทำประกันชีวิตแบบบำนาญจะยังคงได้รับคุ้มครองชีวิตเช่นเดิม และจะมีเพิ่มในส่วนของเงินออมไว้ใช้ยามเกษียณ สำหรับเบี้ยประกันที่ต้องชำระก็จะสูงเหมือนกับประกันแบบสะสมทรัพย์ และรูปแบบการชำระเบี้ยประกันของประกันชีวิตแบบสะสมทรัพย์จะมีอยู่ 2 ลักษณะ คือชำระเบี้ยครั้งเดียวจบ เหมาะสำหรับคนที่เพิ่งได้รับเงินมรดกมา หรือมีเงินก้อนใหญ่แต่ไม่รู้จะเอาไปลงทุนที่ไหน ที่เหลือก็แค่นั่งสบายๆ ชิลๆ รอรับเงินบำนาญตอนเกษียณได้เลย หรือถ้าใครสะดวกชำระเป็นรายงวดเรื่อยๆจนถึงอายุเกษียณ หรือเลือกชำระตามแบบที่ประกันกำหนดก็สามารถทำได้เช่นกัน การจ่ายเงินคืนให้แก่ผู้ทำประกัน บริษัทจะจ่ายคืนเป็นงวดให้ทุกๆ ปี (บางแบบประกันก็จะมีการจ่ายเงินคือเป็นรายเดือน) โดยเริ่มจ่ายคืนตั้งแต่อายุ 50 ปี 55 ปี หรือ 60 ปี ไปจนถึงเราอายุ 85 ปี หรือ 90 ปี ซึ่งระยะเวลาการจ่ายคืนนั้นก็ขึ้นอยู่กับแบบประกันที่เราเลือก เหมาะกับใคร? คนที่ต้องการวางแผนเกษียณแบบเน้นเงินคืนที่แน่นอน คำนิยามประกัน “เบี้ยสูง ช่วยวางแผนเกษียณ การันตีเงินคืน” ประเภทที่ 3 ประกันแบบระยะยาว (Whole life) คือเราสามารถต้องชำระเบี้ยประกันไปซักระยะหนึ่ง อาทิเช่น 5 ปี 10 ปี 15 ปี หรือ 20 ปี เป็นต้น แต่จะได้รับความคุ้มครองชีวิตแบบตลอดชีพ พูดง่ายๆ ก็คือ ชำระเบี้ยเพียงชั่วเวลาหนึ่ง แต่ได้รับความคุ้มครองตลอดชีพ (ขึ้นอยู่กับเงื่อนไขของแบบประกัน) สำหรับเบี้ยประกันนั้นก็ไม่ได้สูงมากจนจับต้องไม่ได้ และหากผู้เอาประกันเสียชีวิตในขณะที่กรมธรรม์ยังคุ้มครองอยู่ ทางบริษัทประกันก็จะจ่ายเงินเอาประกันให้กับผู้รับประโยชน์เพื่อนำไปใช้เป็นมรดก หรือนำไปใช้ชำระหนี้สินต่างๆ ของ เหมาะกับใคร? คนที่มีงบประมาณขึ้นมานิดนึง มองหาประกันชีวิตที่เน้นความคุ้มครองในระยะยาว คำนิยามประกัน “เบี้ยจับต้องได้ คุ้มครองยาว” ประเภทที่ 4 ประกันชีวิตแบบชั่วระยะเวลา (Term Life Insurance) คือประกันชีวิตที่มีวัตถุประสงค์เพื่อคุ้มครองชีวิตภายในระยะเวลาที่กำหนด อาทิเช่น 1 ปี 5ปี 10ปี 20 ปี หรือตุ้มครองจนกว่าผู้เอาประกันจะอายุครบตามที่สัญญากำหนด เช่น คุ้มครองจนถึงอายุ 55 ปี เป็นต้น การชำระเบี้ยประกันสามารถเราเลือกจ่ายแบบครั้งเดียวจบ หรือจ่ายเป็นรายปีเท่ากับระยะเวลาคุ้มครองได้ เช่นกรมธรรม์คุ้มครอง 5 ปี เราก็ชำระเบี้ยประกัน 5 ปี ที่สำคัญเหนือสิ่งอื่นใดคือเบี้ยประกันชีวิตแบบชั่วระยะเวลา มีราคาที่ถูกกว่าเบี้ยประกันชีวิตประเภทอื่นๆ แต่ว่าประกันแบบชั่วระยะเวลานั้นจะไม่มีเงินคืนให้กับผู้เอาประกัน เมื่อครบระยะสัญญาคุ้มครอง พูดง่ายๆ ก็คือเป็นแบบจ่ายทิ้งปีต่อปี ยกเว้นในกรณีที่ผู้เอาประกันเสียชีวิต ระหว่างที่ประกันยังคุ้มครองอยู่ บริษัทประกันก็จะจ่ายเงินเอาประกันให้กับผู้รับผลประโยชน์เพื่อเยียวยาความสูญเสียที่เกิดขึ้น เหมาะกับใคร? คนที่ต้องการเน้นสร้างความคุ้มครอง และมีงบไม่มาก คำนิยามประกัน “เบี้ยไม่แพง คุ้มครองสั้น” ประเภทที่ 5 ประกันชีวิตแบบควบการลงทุน (Investment linked life insurance) ประกันชีวิตอีกทางเลือกหนึ่งสำหรับผู้ที่ต้องการความคุ้มครองชีวิตและเพิ่มโอกาส ในการได้รับผลตอบแทนจากการลงทุนซึ่งสูงกว่าแบบประกันชีวิตทั่วไป โดยประกันชีวิตแบบควบการลงทุนสามารถเป็น 2 แบบได้ ดังนี้ 5.1แบบยูนิตลิงค์ (Unit Linked) แบบประกันชีวิตที่ให้ความคุ้มครองชีวิต และสามารถเลือกลงทุนในกองทุนรวม ที่บริหารโดยบริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน (บลจ.) เพื่อเพิ่มโอกาสได้รับผลตอบแทนที่สูงขึ้น 5.2แบบยูนิเวอร์แซลไลฟ์ (Universal Life) แบบประกันชีวิตที่แยกส่วนความคุ้มครองชีวิต และส่วนการลงทุนอย่างชัดเจน โดยผู้เอาประกันภัยจะได้รับผลตอบแทนจากการลงทุนไม่น้อยกว่าผลตอบแทนขั้นต่ำที่บริษัทได้รับรองไว้ เหมาะกับใคร? คนที่ต้องการสร้างความคุ้มครองชีวิต ไปพร้อมกับการลงทุนในกองทุนรวม คำนิยามประกัน “สร้างความมั่งคั่ง พร้อมดูแลคนที่รัก” ประเภทที่ 6 ประกันชีวิตแบบผู้สูงอายุ ประกันชีวิตที่ให้คุ้มครองการเสียชีวิตจากอุบัติเหตุและโรคภัยไข้เจ็บ ให้กับบุคคลที่มีอายุระหว่าง 50-70 ปี ซึ่งไม่จำเป็นต้องตรวจสุขภาพ และไม่ต้องตอบคำถามสุขภาพนับว่าเป็นเรื่องที่ดีมากเพราะอย่างที่ทราบกันดีว่า ประกันชีวิตประเภทอื่นๆ มักไม่ค่อยรับประกันผู้ที่มีปัญหาสุขภาพ ดังนั้นประกันชีวิตแบบผู้สูงอายุ จึงตอบโจทย์บรรดาปู่ ย่า ตา ยาย อย่างแน่นอน เงื่อนไขความคุ้มครอง 1.จ่ายเฉพาะกรณีเสียชีวิตเท่านั้น (กรณีพิการหรือเจ็บป่วยเข้าโรงพยาบาล จะไม่สามารถเบิกค่ารักษาได้ ยกเว้นแต่ซื้อสัญญาเพิ่มเติมพ่วงท้ายไว้ด้วย) 2.ถ้าเสียชีวิตจากอุบัติเหตุภายในช่วง 2 ปีแรก บริษัทประกันจะจ่ายจำนวนเงินเอาประกันภัยเต็มจำนวน พร้อมเบี้ยประกันที่ชำระแล้ว บวกด้วยผลตอบแทนเพิ่มเติม 3.ถ้าเสียชีวิตตั้งแต่ปีที่ 3 เป็นต้นไป บริษัทประกันจะจ่ายจำนวนเงินเอาประกันภัยเต็มจำนวนในทุกกรณี ไม่ว่าจะเสียชีวิตจากอุบัติเหตุหรือจากโรคภัยไข้เจ็บก็ตาม เหมาะกับใคร? ผู้สูงอายุที่มีปัญหาสุขภาพ และต้องการสร้างมรดกไว้ให้ลูกหลาน คำนิยามประกัน “สร้างมรดกให้ลูกหลานได้ตั้งตัว” บอกเลยว่าประกันทั้ง 6 ประเภทคือดีมากจริงๆ แต่หลักการซื้อประกันชีวิตที่ดีนอกจากการทำความประเภทประกันแล้ว เงื่อนไข และรายละเอียดต่างๆ ของประกันชีวิตก็สำคัญไม่แพ้กัน ก่อนตัดสินใจทำประกันชีวิตทุกครั้ง คิดให้ดี คิดให้ลึก ศึกษาให้มั่นใจ ก่อนจ่ายเงินนะคะ ด้วยรัก จาก Lumpsum สนใจวางแผนซื้อประกันกับLumpsum ขอบคุณแหล่งข้อมูล : oic.or.th/th, oic.or.th/th/consumer/insurance, oic.or.th/th/education/insurance

  Lumpsum วางแผนการเงิน


  19 ตุลาคม 2564

Reverse Mortgage สินเชื่อสำหรับผู้สูงอายุ

เมื่อ 9 เม.ย.ที่ผ่านมา เว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษาเผยแพร่ประกาศธนาคารแห่งประเทศไทยที่ สนส.2/2564 เรื่อง "การให้สินเชื่อเพื่อผู้สูงอายุโดยมีที่อยู่อาศัยเป็นหลักประกัน" (Reverse Mortgage) มาตรการนี้เป็นธุรกรรมสินเชื่อสำหรับผู้สูงอายุ โดยนำที่อยู่อาศัยซึ่งเป็นกรรมสิทธิ์ของตนและปลอดภาระหนี้มาเป็นหลักประกัน มีวัตถุประสงค์เพื่อเพิ่มเงินได้ในการดำรงชีพวัยเกษียน ภาษาบ้าน ๆ ก็คือ เอาบ้าน/ที่ดิน ไปจำนองนั่นแหล่ะ แต่ Reverse Mortgage ไม่เหมือนกับการขอสินเชื่อทั่วไป เรียกเป็นภาษาไทยให้ทางการคือ "การจำนองแบบย้อนกลับ" ก็คือปกติเวลาเราขอสินเชื่อบ้าน เราก็จะกู้เงินธนาคารเนอะ เมื่อได้รับอนุมัติ ธนาคารก็จะจ่ายเงินก้อนให้ เรานำไปซื้อบ้านหลังจากนั้นเราก็ผ่อนเงินต้นพร้อมดอกเบี้ยคืนธนาคารเป็นรายเดือนกี่เดือนกี่ปีก็ตามตกลง พอผ่อนครบ บ้านก็เป็นของเรา แต่ Reverse Mortgage มันย้อนทางกัน คล้ายกับเราขายบ้านล่วงหน้าให้กับธนาคารทีนี้จากที่เราต้องผ่อนจ่าย กลายเป็นธนาคารผ่อนให้เราเป็นรายเดือนพอครบสัญญา หากไม่ไถ่ถอนบ้านก็จะเป็นของธนาคารไป "Reverse Mortgage" ออกแบบมาเพื่อผู้สูงอายุ 60-85 ปี ที่มีบ้านซึ่งเป็นกรรมสิทธิ์ของตัวเองและปลอดภาระหนี้ แล้วต้องการเงินได้ประจำไว้ดูแลตัวเอง ไม่ต้องการเป็นภาระใคร สามารถขอสินเชื่อประเภทนี้ได้ โดยที่ยังมีบ้านให้อยู่อาศัยต่อไป กระทั่งผู้กู้เสียชีวิต (เดี๋ยวมาเล่ากรณีนี้ต่อ) วิธีการคือนำบ้านไปเป็นหลักประกันเพื่อขอสินเชื่อโดยธนาคารจะเฉลี่ยวงเงินกู้ที่ได้รับ จ่ายให้กับผู้กู้เป็นรายเดือน ตลอดอายุสัญญา ขั้นต่ำ 6 เดือน ไม่เกิน 25 ปีโดยจะได้วงเงินสูงสุด 60-70% ของราคาประเมิน เช่น มีบ้านราคาประเมิน 3,000,000 บาท ก็จะได้วงเงินกู้ราว 1,800,000 - 2,100,000 บาท (ยังไม่รวมดอกเบี้ย) จากนั้นธนาคารจะนำเงินก้อนดังกล่าวไปเฉลี่ยให้ตามอายุสัญญา หากทำสัญญา 20 ปี ก็จะได้เงิน 7,500 - 8,750 บาท/เดือน หรืออาจจะมีเงื่อนไขต่าง ๆ เพิ่มเติมของแต่ละธนาคาร เช่น 1.เลือกรับเงินก้อนแรก 10% ของวงเงินกู้ทั้งหมดได้ก่อน ที่เหลือเฉลี่ยให้รายเดือน 2.เลือกรับเงินมากขึ้นหรือน้อยลงทุก ๆ ปี 3.เลือกรับเงินเพียงก้อนเดียว ครั้งเดียวไปเลย (ข้อนี้หากผู้กู้เสียชีวิต บ้านจะตกเป้นกรรมสิทธิ์ของธนาคารทันที) การคิดดอกเบี้ยหรือค่าธรรมเนียม สินเชื่อประเภทนี้ จะมีอัตราดอกเบี้ยสูงกว่าสินเชื่ออื่นๆ โดยจะคิดอัตราดอกเบี้ยทั้งหมดตั้งแต่เริ่มต้นและหักออกจากมูลค่าบ้านหรือวงเงินสินเชื่อทั้งหมด เช่น ประเมินมูลค่าบ้านแล้ว ผู้กู้ได้รับเงินทั้งสิ้น 1 ล้านบาท รวมเงินต้นและดอกเบี้ย หากคิดดอกเบี้ย 5% ผู้กู้จะได้รับเงินจริงๆ รวมแล้วประมาณ 8 แสนบาทจุดเด่นคือ 1.มีเงินใช้ในวัยเกษียน โดยไม่ต้องเป็นภาระใคร 2.ยังอยู่บ้านได้จนกว่าจะเสียชีวิต แม้หมดสัญญา 3.หลังผู้กู้เสียชีวิต หากธนาคารนำบ้านไปขายทอดตลาดแต่มูลค่าที่ขายได้ต่ำกว่า เงินกู้ ไม่มีสิทธิไล่เบี้่ยเพิ่มจากทายาท 4.กลับกับหากขายทอดตลาดแล้วได้เงินมากกว่ามูลค่าเงินกู้ จะต้องแบ่งคืนเป็นมรดกให้กับลูกหลานของผู้กู้ต่อไป ข้อเสียคือ 1.อัตราดอกเบี้ยจะสูงกว่าสินเชื่อบ้านปกติ (เพราะธนาคารต้องรับความเสี่ยงมากกว่า) 2.เมื่อผู้กู้เสียชีวิต ทายาทมีสิทธิ์ไถ่ถอนหลักประกัน แต่หากไม่ไถ่ถอน จะตกเป็นของธนาคารทันที 3.หากเสียชีวิตก่อนหมดสัญญา ย้อนกลับไปดูข้อ 2 4.บ้านที่จะนำมาขอสินเชื่อ ต้องเป็นบ้านที่ผู้กู้อาศัยเป็นบ้านหลัก ไม่ใช่บ้านพักต่างจังหวัด หรือบ้านที่ซื้อไว้ลงทุน ปัจจุบันมีธนาคาร 2 แห่งที่ให้บริการ1.ธนาคารออมสิน รายละเอียดเพิ่มเติม https://www.ghbank.co.th/product-detail/reverse-mortgage-loan 2.ธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) รายละเอียดเพิ่มเติม https://www.gsb.or.th/personals/reverse-mortgage/

  หนึ่ง ศราพงค์


  30 เมษายน 2564

Loading...

ยังไม่มีข้อมูลเพิ่มเติม