5 เหตุผลสำคัญ ที่มนุษย์เงินเดือน ต้องมีประกันสุขภาพติดตัวเอาไว้ !

"เป็นมนุษย์เงินเดือน มีประกันกลุ่มของบริษัทอยู่แล้ว จะทำประกันเพิ่มให้เปลืองตังไปทำไม" "ทำงานมาตั้งนาน ไม่เคยป่วยหนักเลย ไม่เห็นจำเป็นต้องทำ" "เอาเงินที่ซื้อประกัน เอามาเก็บออมดีกว่า ถ้าป่วยจริงๆก็ค่อยนำเงินที่ออมมาจ่ายค่ารักษาก็ได้" เป็นคำพูดของมนุษย์เงินเดือนหลายคน ที่ผมเจอมา หลังจากถามว่า ทำไมถึงไม่ทำประกันสุขภาพ วันนี้ผมเลยจะมาบอกถึง 5 เหตุผล ว่าทำไม มนุษย์เงินเดือนอย่างเราๆเนี่ย ควรแบ่งเงินบางส่วนมาทำประกันสุขภาพให้กับตัวเองบ้าง 5 เหตุผลผลสำคัญ ที่มนุษย์เงินเดือน ต้องมีประกันสุขภาพติดตัวเอาไว้ 1.หมดห่วงเรื่องค่ารักษาพยาบาลที่แพงขึ้นทุกปี ปัจจุบันโรงพยาบาลเอกชน ค่ารักษาพยาบาลแพงมากๆ ผมจำได้เลยว่าตอนที่ไปเข้าโรงพยาบาล แค่ตรวจนิดหน่อยๆ พบหมอ ได้ยาไม่กี่ตัว ก็โดนค่ารักษาไปเกือบ 3,000 บาทแล้ว แต่ดีที่ตอนนั้นผมมีประกันสุขภาพติดตัวเอาไว้เรียบร้อยแล้ว ไม่งั้นได้นั่งกุมขมับ เสียดายเงินที่ต้องจ่ายแน่ๆ 2.ประกันกลุ่มของบริษัทอย่างเดียว ไม่เพียงพอ หลายบริษัทจะมีประกันกลุ่มให้กับพนักงานในองค์กร ซึ่งเป็นเรื่องที่ดีมากๆ เหมือนเป็นโล่ชั้นแรกให้กับเรา แต่แน่นอนว่าข้อเสียของประกันกลุ่มก็คือวงเงินที่จำกัด อย่าง OPD ตัวผมเองได้เพียงครั้งละ 1,000 บาทเท่านั้น นั่นหมายความว่าส่วนที่เหลือผมต้องออกเองล้วนๆ 3.มีทางเลือกในการรักษาที่หลากหลาย บางที่เราก็อยากไปเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลดีๆ ซึ่งอาจจะอยู่นอกสิทธิประกันสังคม ทำให้มีทางเลือกในการรักษาน้อย แต่ถ้าทำประกันสุขภาพเพิ่มเติม สามารถเข้ารับการรักษาได้ทั้งจากโรงพยาบาลรัฐฯ ใกล้บ้าน หรือโรงพยาบาลเอกชนที่มีอุปกรณ์ครบครันได้ตามต้องการ 4.สามารถใช้ลดหย่อนภาษีได้ เบี้ยประกันสุขภาพ ที่เราจ่ายไป สามารถนำไปลดหย่อนภาษีได้ด้วย ได้สูงสุดไม่เกิน 25,000 บาท แน่นอนว่าถ้าเราต้องเสียภาษีทุกปีอยู่แล้ว จะดีกว่าไหมถ้าเรานำเงินที่ต้องจ่ายภาษีไปจ่ายค่าประกันแทน เหมือนได้เพิ่มความคุ้มครองมาฟรีๆ 5.บางบริษัทไม่มีประกันกลุ่มให้ แน่นอนว่าหลายบริษัทมีประกันกลุ่ม แต่ก็มีอีกหลายบริษัทเช่นกัน ที่มีเพียงประกันสังคมให้กับเรา ทำให้ทางเลือกในการรักษาน้อย รอนาน และอาจจะได้รับการดูแลที่ไม่ดี และอย่างแย่ที่สุด ถ้าเราเกิดตกงานกะทันหัน ไม่มีประกันกลุ่มของบริษัท และเกิดป่วยขึ้นมาอีก เคราะห์ซ้ำกรรมซัด แถมไม่มีประกันสุขภาพมาช่วยรองรับค่ารักษาพยาบาล สรุปสาระสำคัญ สำหรับใครที่ฟังแล้ว ก็ยังลังเลว่าจะทำดีไหม ผมก็อยากให้ลองดูประกันต่างๆที่เรามีทั้งประกันบริษัท ประกันสังคม ว่าเพียงพอไหม ถ้าเกิดเราล้มป่วยขึ้นมาจริงๆ เพราะทุกคนก็น่าจะอยากได้รับการรักษาที่ดี และสบายใจกันทั้งนั้น บทความที่เกี่ยวข้อง -การเงินจะมั่งคั่ง ฐานการเงินต้องมั่นคง "ดั่งพีระมิดการเงิน" -จับคู่การใช้ชีวิตกับประกันที่ต้องมี -ชีวิตการเงินอาจจะพัง ถ้ายังบริหารความเสี่ยงไม่ดี

  ธนากร นวมรัตน์


  27 พฤษภาคม 2567

5 ขั้นสร้าง เงินออมก้อนแรก ฉบับมนุษย์เงินเดือน

เดี๋ยวนี้ใครๆ ก็รู้จักกับการลงทุนในตลาดหุ้น และเราคงได้ยินคำพูดที่ว่ามีคนที่ประสบความสำเร็จจากการลงทุนแค่ 20% ที่เหลืออีก 80% ล้มเหลว แต่ถ้าเราดูจำนวนรายลูกค้าที่เปิดบัญชีหุ้น ตัวเลขเพิ่มทุกปีจากราวๆ 9.8 แสนคนในปี 57 เพิ่มเป็น 1.7 ล้านคนในปี 62 โดยมีคนเปิดพอร์ตหุ้นเพิ่มขึ้นประมาณ 10,000 คนต่อเดือน แสดงว่าก็ยังมีคนใหม่ ๆ หมุนเวียนเข้ามาในวงการนี้อยู่ตลอด คำถามคือผู้คนเข้ามาลงทุนในหุ้นเพื่ออะไร ? แน่นอนคงไม่มีใครเข้ามาเพื่อจะเสียเงิน…แต่เกมนี้จะต้องมีคนหนึ่งได้ และคนหนึ่งเสีย แล้วคุณคือส่วนของ 20% หรือส่วนของ 80%...!? จริงๆ แล้วเกมการลงทุนหุ้นที่ทำให้คุณเจ็บตัวน้อย “มันมีอยู่” แต่ที่ผ่านมายังไม่ได้ทุ่มเทเวลาศึกษาอย่างจริงจัง หรือไม่ก็สนใจแต่เทคนิคการเทรดหุ้นแบบเจ๋ง ๆ เพื่อให้พอร์ตโตเร็ว ๆ จนมองข้ามวิธีการลงทุนง่าย ๆ อย่าง “การออมหุ้น” ไปหรือเปล่า ? มันเป็นอีกรูปแบบหนึ่งของการลงทุน ที่ช่วยให้คุณมี “เงินออมก้อนแรกจากหุ้น” ในแบบฉบับที่คุณ เจ็บตัวน้อยที่สุด แถมยังเป็นการสร้าง passive income ให้คุณอีกทาง…รู้งี้แล้วคุณจะรออยู่ทำไมล่ะ ! 1. เริ่มต้นตรวจเช็คสุขภาพทางการเงิน ทำทันที มนุษย์เงินเดือนธรรมดา ๆ คนหนึ่ง อาจไม่ใช่เป้าหมายแรกของที่ปรึกษาทางการเงิน ที่จะมาแนะนำวิธีการบริหารเงินทอง เต็มที่เขาก็อาจแวะหาคุณให้ช่วยลองทำแบบสอบถามด้านการเงิน เพื่อฝึกวิทยายุทธ์ เก็บชั่วโมงบิน ก่อนจะไปลุยเคสที่ใหญ่ขึ้น แต่นี่มันยุคฟินเทค (FinTech) ที่คนทำงานกินเงินเดือน รายย่อยทั่วไป สามารถพึ่งพาแอปพลิเคชัน (Application) การเงินเพื่อวางแผน วิเคราะห์ทรัพย์สิน หนี้สิน รายรับ รายจ่าย พร้อมคำนวณเงินที่ใช้ได้ในไม่กี่นาที จากความฉลาดของ App ทั้งหลายที่อยู่บนโทรศัพท์มือถือ คุณต้อง ททท.หรือ ทำทันที จะได้ทราบว่า เวลาที่เหลือไปจนถึงวันที่คาดว่าจะทำงานไม่ไหวแล้ว กับจำนวนเงินที่ต้องออม ต้องลงทุนมันมากสักเท่าไหร่ เพื่อให้ไปถึงเป้าหมายนั้น 2. ตัดสินใจอย่างแน่วแน่ที่จะลงทุนออม หุ้นปันผล หลังวิเคราะห์สุขภาพทางการเงินแล้ว คุณต้องตัดสินใจแน่วแน่ว่าจะ “เริ่มต้น” ลงทุนใน หุ้นปันผล นั่นหมายความว่าคุณจะต้องเลือกลงทุนในบริษัทที่มี นโยบายจ่ายเงินปันผลในระดับสูงอย่างต่อเนื่องโดยไม่ได้สนใจที่ “การเคลื่อนไหวของราคา” ซึ่งปกติแล้วบริษัทต่างๆ จะจ่ายปันผลปีละ 1 - 2 ครั้งขึ้นอยู่กับนโยบาย โดยจะจ่ายจากกำไรสุทธิของงบเฉพาะกิจการ เมื่อตัดสินใจแน่วแน่ที่จะลงทุนออม หุ้นปันผล เงื่อนไขที่สำคัญคือ “การซื้อตัวนั้นอย่างสม่ำเสมอในทุกๆ เดือน” โดยไม่ได้สนใจการขึ้นลงของราคาในกระดาน เพราะเราจะสนใจที่ “เงินปันผล” ไม่ใช่ “ส่วนต่างราคา” เนื่องจากการตัดสินใจครั้งนี้ มันคือ แผนการออมในระยะยาว..นั่นหมายความว่าจิตใจต้องนิ่งพอที่จะทำได้แค่เพียงมองดูกำไร หรือขาดทุนทางบัญชีเท่านั้น! 3. เลือกซื้อเฉพาะ หุ้นปันผล สูง และพื้นฐานดีเท่านั้น โดยทั่วไปบริษัทที่มักจ่ายปันผลสูง จะเป็นบริษัทเก่าแก่ ก่อตั้งมานาน ธุรกิจอยู่ตัว กำไรเติบโตสม่ำเสมอแม้ไม่ได้มีการลงทุนเพิ่มก็ตาม ทำให้ไม่จำเป็นต้องเร่งสร้างการเติบโตเหมือนช่วงแรกของการก่อตั้งที่ต้องใช้เงินจำนวนมากหมดไปกับเรื่องการลงทุน ส่วนการตอบแทนให้กับผู้ถือหุ้นในรูปของปันผลแทบจะไม่มี แต่การคัดเลือกหุ้น คงไม่ใช่เพียงแค่การดูบริษัทที่จ่ายปันผลดีเท่านั้น แต่ต้องพิจารณาแนวโน้มธุรกิจประกอบด้วย ไม่เช่นนั้นเราอาจจะเลือกหุ้นผิดตัวเพราะมัวติดกับดักปันผลสูง แต่ธุรกิจกลับเป็นแนวโน้มขาลงและใกล้เจ๊งแล้ว หากเจอแบบนี้ผลขาดทุนจากราคาหุ้นที่ปรับลง จากสภาวะธุรกิจที่ร่อแร่ อาจจะมากกว่าอัตราผลตอบแทนเงินปันผลที่เราได้รับ แบบนี้คงไม่เวิร์คแน่ ๆ บริษัทในตลาดหุ้นไทยที่มีอัตราผลตอบแทนจากเงินปันผลสูง และต่อเนื่องอย่างน้อย 3 ปี แถมมีสภาพคล่องสูงและเป็นหุ้นตัวใหญ่ จะรวมตัวกันอยู่ในดัชนี SETHD มีทั้งหมด 30 ตัว คุณสามารถเข้าไปเลือกดูได้ โดยตลาดหลักทรัพย์ฯ จะทำการทบทวนรายชื่อปีละ 2 ครั้งในเดือนมิถุนายน กับ เดือนธันวาคม 4. คำนวณอัตราผลตอบแทนเงินปันผล เพื่อดูความสม่ำเสมอ หุ้นบางตัวจ่ายปันผลเป็นตัวเงินอาจจะดูสูง แต่จริงๆ แล้วเราต้องดูที่เปอร์เซ็นต์การจ่าย จะสะท้อนผลตอบแทนได้ดีกว่า สามารถคำนวณอัตราผลตอบแทนจากเงินปันผล (Dividend Yield) ได้เอง โดยใช้ตัวเลขการจ่ายปันผลย้อนหลังไปสัก 3 - 5 ปีเพื่อดูความต่อเนื่องในการจ่ายเงินปันผลของบริษัท ยีลด์น่าจะสัก 3 - 4% ก็น่าสนใจแล้วยิ่งให้ผลตอบแทน 5% ก็ยิ่งน่าสนใจมากขึ้นเพราะสูงกว่าดอกเบี้ยเงินฝาก ทั้งแบบออมทรัพย์และฝากประจำ และยังสูงกว่าอัตราผลตอบแทนเงินปันผลของ SET ย้อนหลัง 4 ปี ( 58 - 61 ) ซึ่งอยู่ที่ 3.36%, 3.04%, 2.7% และ 3.22% ตามลำดับ สูตรการคำนวณ Dividend Yield ทำได้ง่ายๆ เพียงนำ เงินปันผลต่อหุ้น/ราคาหุ้น*100 ยกตัวอย่าง เช่น หุ้น TISCO จ่ายเงินปันผลหุ้นละ 7 บาท ราคาหุ้น ณ วันที่คำนวณ 90 บาท จะคำนวณจะได้ ดังนี้ 7/90* 100 = 7.77%เท่ากับว่า TISCO ให้ยีลด์ 7.77% เป็นต้น ข่าวดีก็คือว่า เดี๋ยวนี้คุณแทบจะไม่ต้องมานั่งคำนวณเอง เพราะมีโปรแกรมวิเคราะห์หุ้นเป็นผู้ช่วย อย่างของ efin ที่ชื่อ efinStockPickUp คุณอยากได้ยีลด์เท่าไหร่ลองใส่ตัวเลขลงไป โปรแกรมจะสแกนมาให้ทันที หรือถ้าเปิด บัญชีออมหุ้น กับบริษัทหลักทรัพย์แต่ละค่ายเขาจะคัดหุ้นที่ให้ปันผลดีมาให้อยู่แล้ว คุณก็เข้าไปเลือกดูได้เลยแบบสำเร็จรูป 5. นำเงินปันผลที่ได้ลงทุนซ้ำใน หุ้นปันผล ตัวเดิม คุณสามารถขยายพอร์ตการลงทุนให้โตขึ้นได้ ในช่วงเวลาที่ยังมีแรงทำงานอย่าเพิ่งรีบนำเงินปันผลออกมาใช้ แต่ให้เปลี่ยนเป็น ซื้อหุ้นปันผล ตัวเดิมเพิ่มอีกจากเงินปันผลที่คุณได้ในแต่ละปี ลองทำแบบนี้ทุกครั้งเมื่อได้รับเงินปันผลที่โอนเข้ามาในบัญชีธนาคาร เก็บสะสมหุ้นตัวเดิมที่คุณคัดมาดีแล้วไปเรื่อยๆ จนพอร์ตโต หากคุณมีวินัยและออมได้นานพอ มันจะไม่ใช่แค่เงินออมในหุ้นก้อนแรกที่คุณจะมีได้ แต่เป็นการสร้าง passive income ให้คุณได้อนาคต! โปรเจกต์นี้จะเกิดขึ้นได้คุณต้องย้อนไปอ่านที่ข้อ 1 ใหม่ กลับไปเริ่มต้นที่พื้นฐาน ตรวจสุขภาพการเงิน วิเคราะห์รายรับ รายจ่าย ทรัพย์สิน หนี้สิน คำนวณเงินที่ต้องใช้หลังเกษียณ เริ่มต้นก่อนรวยก่อน สามารถใช้แอปพลิเคชัน “Lumpsum” (ล่ำซำ) เป็นผู้ช่วยได้ เพราะใช้งานง่าย เหมาะกับมนุษย์เงินเดือนทุกคน บริการดีๆ จาก efin. เปิดประสบการณ์ใหม่ด้านการวางแผนชีวิตด้วยตัวคุณเองแบบครบวงจรกับแอปพลิเคชั่น “Lumpsum” ดาวน์โหลด​แอปฯ​ วางแผน​การเงิน​ ได้ที่iosAndroid

  ชัชชญา ฮาเกิน


  11 กรกฎาคม 2565

3 เทคนิค เช็คเรตติ้ง ค่าตัวมนุษย์เงินเดือน

พูดถึงเรื่องมนุษย์เงินเดือน ก็หนีไม่พ้นที่จะต้องพูดถึงเรื่อง "เงินเดือน" ที่นายจ้างจ่ายให้ตามผลงาน และผลงานนั้นเกิดจากการประเมินผล ของผู้ที่อยู่ในตำแหน่งสูงกว่าหรือหัวหน้าของคุณๆ นั่นเอง เป็นปกติของรอบการประเมินผลประจำปี ที่จะมีทั้งคนที่พอใจและไม่พอใจ กับผลประเมินที่ได้รับ และไม่ว่าเราจะแสดงออกทางความรู้สึกนั้น ให้ผู้อื่นทราบหรือไม่ แต่ในใจเราก็คงรู้อยู่แหละว่า เราโอเคหรือไม่โอเค กับผลลัพธ์นั้น ที่แน่ๆ มนุษย์เงินเดือนบางคน จะด้วยตั้งใจหรือไม่ตั้งใจก็ตามที ดันไปรู้เงินเดือนของเพื่อนร่วมงานอีก! ต่อให้เรื่องนี้มันเป็นเรื่องของ Privacy และมี Security แน่นหนาผ่านสลิปปิดทึบ ขนาดไหน แต่มันก็หลุดรอดออกไปได้ เพราะธรรมชาติของมนุษย์ อยากรู้ อยากเห็น พอเห็นแล้วก็เกิดการ "เปรียบเทียบ" เอาล่ะ มากน้อยของใคร ยังไงดิฉันไม่รู้ แต่ที่รู้คือทุกคนก็อยากได้เงินเดือนสูงขึ้นเรื่อยๆ สมกับคุณค่าหรือ Value ของตัวเอง ที่เอา 8 ชม. มาแลกกับค่าจ้างรายเดือน หลายคนอาจเคยคิดว่า... ถ้าไปทำที่อื่น คงได้มากกว่านี้ ถ้าไปทำที่อื่น โอกาสเติบโตคงมีมากกว่านี้ ถ้าทำงานอย่างอื่น มันน่าจะดีกว่านี้ ถ้า…. ถ้า…. บทความที่เกี่ยวข้อง : อยากลาออก เปลี่ยนงานใหม่ เงินเดือนต้องเพิ่มเท่าไหร่ดี? งั้นเลิกนอยด์ เลิกบ่น รวบรวมความกล้า แล้วออกไปเช็คราคาตลาด สกิลอย่างข้าพเจ้านี้ การศึกษาระดับนี้ ตลาดซื้อไหมกับราคาหน้าป้าย วันนี้จะให้ 3 วิธี เอาไปลองทำ เริ่มค่ะ 1. ฝากประวัติไว้กับเว็บหางาน เด็กจบใหม่อาจจะคุ้นเคยกันดี หลายคนฝากประวัติไว้แค่ไม่กี่วันถ้าคุณสมบัติตรง ก็จะถูก HR แต่ละที่เรียกไปสัมภาษณ์ เรียกได้ว่าเดินสายเข้าสัมภาษณ์ยังกับประกวดนางงาม ท้ายสุดก็ค่อยมาเลือกว่าตัวเอง อยากจะทำงานกับบริษัทไหน ขณะที่คนทำงานมานานๆ อาจจะห่างหายจากการเริ่มต้นสมัครงานอีกครั้ง เอกสารสำคัญๆ ก็เก็บเข้ากรุไปซะละ แต่คุณไม่จำเป็นต้องรอเปลี่ยนงานด้วยคอนเน็คชั่นเพียงทางเดียว ลองเข้ามาฝากประวัติไว้ได้แบบฟรีๆ แม้ตอนที่กรอกอายุ อาจจะรู้สึกเขินๆ อยู่บ้าง อย่าลืมว่าประสบการณ์ของคุณอาจเป็นที่ต้องการของตลาดก็ได้ เหล่า Recruiter มักจะมาส่อง มาคัดกรองคนจากเว็บสมครงาน เมื่อคุณสมัครและฝากประวัติให้สังเกตด้านล่าง ทางเว็บจะถามว่าเราอยาก "เปิดให้ผู้ประกอบการค้นหาเราได้" หรือว่าดูได้ "เฉพาะบริษัทที่เราสมัครงานไป" ซึ่งถ้าเราอยากมีโมเมนต์ได้รับโอกาสเยอะๆ ก็ควรเลือก "เปิดให้ผู้ประกอบการค้นหาเราได้" ค่ะ ยกตัวอย่าง เว็บสมัครงานยอดนิยม เช่น Jobthai / Jobbkk / Jobtopgun สำหรับ 3 เว็บ นี้ ยอดนิยมสำหรับมนุษย์เงินเดือนทุกระดับ ประทับใจ การตลาด การศึกษา การฝึกอบรม การเงิน งานขายไอที คอมพิวเตอร์ บริการลูกค้า ท่องเที่ยว งานโรงแรม บัญชี วิศวกร ฯลฯ ให้ไว ลองเข้าไปสมัคร ฝากประวัติไว้ แล้วรอเช็คเรตติ้งด่วนๆ เลยค่ะ JobsDB ไม่เพียงแค่พนักงานระดับปฏิบัติการ แต่ระดับบริหารส่วนใหญ่ก็นิยมมาฝากประวัติไว้ที่เว็บนี้ ที่สำคัญถ้าคุณไม่เพียงเก่งแค่งาน แต่ยังมีดีที่ทักษะภาษาอังกฤษอีกด้วยแล้วละก็...เว็บนี้คือแหล่งฝากประวัติที่คุณคู่ควร เท่าที่สำรวจจากเว็บคนที่มาฝากประวัติในเว็บนี้ ส่วนมากเป็นสายงานบริการลูกค้า งานพัฒนาธุรกิจ งานวิศวกรรม และงานสายไอทีค่ะ ปล. JobsDB ยังได้ระบุไว้ถึงข้อดีของการฝากประวัติไว้ที่นี่คือ ทางเว็บไม่อนุญาตให้ ตัวแทน ประกัน หรือธุรกิจเครือข่าย MLM ค้นหาโพรไฟล์โดยเด็ดขาดค่ะ LinkedIn ให้คุณนึกถึงหน้าตาของเฟซบุ๊ก LinkedIn เป็น Social Network ที่เน้นเครือข่ายธุรกิจและใช้ภาษาอังกฤษเป็นหลักในการสื่อสาร แนะนำให้เข้าไปสมัครแล้วกรอกประวัติของตนเองให้แจ่ม ว้าว เพราะเว็บนี้จัดว่าเป็นแหล่งสินค้าเกรดพรีเมี่ยมของ HR หรือพวก Headhunter เลยละค่ะ ถ้าเกรดคุณต้องตา Headhunter คุณก็อาจจะได้รับข้อเสนอดีๆ ก็ได้ เท่าที่ดูนี่คือแหล่งรวมโพรไฟล์ระดับผู้บริหารทั้งนั้น Manager COO CTO CFO ค่าตัวหลักแสน มารวมตัวกันอยู่ที่ LinkedIn ค่ะ เมื่อฝากประวัติแล้วแมวมองจะติดต่อคุณมาเอง คุณก็ทำงานที่เดิมสวยๆ หล่อๆ ไป แต่ละวันก็แค่รอลุ้นว่าวันนี้บริษัทไหนจะโทรหาบ้าง เพื่อนัดวันเข้าสัมภาษณ์ (อย่าลาออกแล้วค่อยสมัครหางาน เพราะเครดิตจะไม่สู้คนที่ยังมีงานแต่อยากเปลี่ยนงาน) ปล.ความตื่นเต้นของวิธีนี้ คือ คุณอาจจะเป็นหนึ่งในผู้โชคดีที่ถูก HR บริษัทตัวเอง (ที่กำลังเป็นแมวมองหาคนเช่นกัน) ค้นเจอชื่อคุณติดในลิสต์เขาก็ได้ ฮ่าๆ เท่ากับว่าคุณนั้นได้ส่งสัญญาณ "ทางอ้อม" ซะแล้ว แต่ดิฉันอยากจะบอกว่าสิ่งแรกที่ HR คิดมันคงไม่ใช่การผลักไสไล่ส่ง (ลูกจ้าง) หรอก กลับกัน HR จะได้โจทย์เพิ่มขึ้นคือ "อะไร? ที่ทำให้คุณ..อยากบอกลาบ้านหลังนี้" เพราะหน้าที่หนึ่งของเขาก็คือ การ Retain หรือรักษาคนไว้นั่นเองค่ะ 2. สมัครงานดิ่งตรงไปบริษัทเป้าหมาย เพราะฉะนั้น หากใครไม่อยากหวาดเสียวมากนัก ก็เปลี่ยนเป็นแบบ Direct การสมัครงานดิ่งตรงไปที่บริษัทเป้าหมายเลยค่ะ วิธีนี้ไม่ต้องระแวงว่า HR บริษัทเดิม (ที่เรายังทำงานอยู่ทุกวัน) จะมาค้นเจอไหม ก็เข้าไปชอปปิ้ง ตำแหน่งที่เราสนใจ และกรอกเงินเดือนที่เราอยากได้ แล้วส่งใบสมัครออนไลน์ไปตามเว็บต่างๆ (ดังที่บอกไปในข้อแรก) หากเงินเดือนที่เราขอไป บวกกับประสบการณ์ที่เรามีมันตรงกับที่นายจ้างต้องการ ด่านแรกเลยเขาก็จะนัดคุณเข้าไปคุย จากนั้นก็หน้าที่คุณแล้วล่ะที่จะต้อง "ขายตัวเอง" เทคนิคการสัมภาษณ์งาน การเจรจาต่อรอง มีคนเขียนไว้เยอะแยะในอินเทอร์เน็ตลองค้นหาอ่านได้ แต่อะไรก็ไม่เท่าเราพูดไปจากใจจริงนี่ละค่ะ อย่าไปท่องสคริปต์หรือท่องคำตอบอะไรต่างๆ นาๆ เลย Recruiter เค้าดูออกค่า 3. ใช้คอนเน็คชั่น เพื่อให้คุณได้ไปต่อ วิธีสุดท้าย เหมาะสำหรับคนที่อายุงานหลายปีดีดัก สายสัมพันธ์กว้างขวางในแวดวงที่ตัวเองทำงานอยู่ (หลายคนอาจใช้วิธีนี้) หรือไม่ก็นอกแวดวงเดิมแต่เพิ่มเติมคือได้เพื่อนใหม่ช่วยเปิดโอกาสงานใหม่ๆ ให้ เมื่อเพื่อนชี้เป้าและเปิดทางแล้ว จากนั้นก็ค่อยไปสมัคร การใช้คอนเน็คชั่น เท่ากับว่าคุณได้ผ่านการคัดกรองในระดับหนึ่งแล้ว เนื่องจากประสบการณ์ในการทำงานในวงการนั้น เราทุกคนจะมี Reputation หรือชื่อเสียง กิตติศัพท์ ที่คนในวงการรู้จัก เขารู้จักเราในแบบไหน? แบรนด์ของเราใช้ได้มั๊ย? ไม่ใช่พอพูดชื่อขึ้นมาแล้วภาพของเราที่เพื่อนมองเห็นมันค่อนไปทางลบ แบบนี้อาจจะไม่ค่อยดีนัก แต่ถ้ามันค่อนไปทางบวก เช่น ทำงานเก่ง ทักษะดี ทัศคติเยี่ยม...แบบนี้ค่อยโอเคหน่อย ทั้งหมดนี้แหละคือ Reputation ที่สะสมมาของแต่ละคน ตลอดชีวิตการทำงาน ดังนั้น เพื่อนคนที่แนะนำหรือการันตีคุณนั่นแหละแปลว่า เขา buy คุณ เขาถึงกล้าแนะนำคุณให้กับบริษัท A B C หรือไม่ก็ช่วยกระซิบต่อๆ กันให้กับเพื่อนในวงการ ถ้าคุณสมบัติคุณดี เครดิตผ่านแน่นอนก็จะมีแต่คนโทรหาอยากได้คุณไปร่วมงาน คราวนี้ล่ะ คุณก็น่าจะอยู่ในฝั่งของผู้เลือกบ้างแล้ว โดยสรุปแล้วการที่คุณได้ไปคุยไปสัมภาษณ์งานที่อื่นบ้าง คุณจะได้ทราบว่าเงินเดือนที่ขอไปนั้น เขา buy คุณหรือไม่ แต่ถ้าพูดคุยกันแล้ว สัมภาษณ์กันไปแล้ว ถ้าโทนมันออกมาในทางตรงกันข้ามเพราะคุณอาจจะโม้สรรพคุณใน Resume มากเกินไป แบบนี้โปรดถอยกลับมาตั้งหลักที่เดิมอย่างด่วน Please สุดท้ายนี้ดิฉันขอฝากไว้ว่าไม่ว่าค่าตัวเราจะมากหรือน้อยเท่าไหร่ ก็ไม่สำคัญเท่ากับ "เรามีเหลือเก็บเท่าไหร่" เพราะหากบริหารเงินไม่เป็น ไม่เหลือเก็บออมเลย ไม่ฝึกลงทุนเลย...ชีวิตก็จะชักหน้าไม่ถึงหลัง เป็นวงจรอย่างนี้อยู่ร่ำไป บทความที่เกี่ยวข้อง : 7 วิธีเก็บออมเงินง่ายๆ สไตล์สาวมินิมอล บทความที่เกี่ยวข้อง : โนสน โนแคร์! ทางแก้พฤติกรรมออมเงินยาก #สนับสนุนให้มนุษย์เงินเดือนเก็บออม #สนับสนุนให้มุษย์เงินเดือนออมก่อนจ่ายแล้วพบกันบทความถัดไปค่ะ

  ชัชชญา ฮาเกิน


  02 มีนาคม 2563

Loading...

ยังไม่มีข้อมูลเพิ่มเติม