Reverse Mortgage สินเชื่อสำหรับผู้สูงอายุ

เมื่อ 9 เม.ย.ที่ผ่านมา เว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษาเผยแพร่ประกาศธนาคารแห่งประเทศไทยที่ สนส.2/2564 เรื่อง "การให้สินเชื่อเพื่อผู้สูงอายุโดยมีที่อยู่อาศัยเป็นหลักประกัน" (Reverse Mortgage) มาตรการนี้เป็นธุรกรรมสินเชื่อสำหรับผู้สูงอายุ โดยนำที่อยู่อาศัยซึ่งเป็นกรรมสิทธิ์ของตนและปลอดภาระหนี้มาเป็นหลักประกัน มีวัตถุประสงค์เพื่อเพิ่มเงินได้ในการดำรงชีพวัยเกษียน ภาษาบ้าน ๆ ก็คือ เอาบ้าน/ที่ดิน ไปจำนองนั่นแหล่ะ แต่ Reverse Mortgage ไม่เหมือนกับการขอสินเชื่อทั่วไป เรียกเป็นภาษาไทยให้ทางการคือ "การจำนองแบบย้อนกลับ" ก็คือปกติเวลาเราขอสินเชื่อบ้าน เราก็จะกู้เงินธนาคารเนอะ เมื่อได้รับอนุมัติ ธนาคารก็จะจ่ายเงินก้อนให้ เรานำไปซื้อบ้านหลังจากนั้นเราก็ผ่อนเงินต้นพร้อมดอกเบี้ยคืนธนาคารเป็นรายเดือนกี่เดือนกี่ปีก็ตามตกลง พอผ่อนครบ บ้านก็เป็นของเรา แต่ Reverse Mortgage มันย้อนทางกัน คล้ายกับเราขายบ้านล่วงหน้าให้กับธนาคารทีนี้จากที่เราต้องผ่อนจ่าย กลายเป็นธนาคารผ่อนให้เราเป็นรายเดือนพอครบสัญญา หากไม่ไถ่ถอนบ้านก็จะเป็นของธนาคารไป "Reverse Mortgage" ออกแบบมาเพื่อผู้สูงอายุ 60-85 ปี ที่มีบ้านซึ่งเป็นกรรมสิทธิ์ของตัวเองและปลอดภาระหนี้ แล้วต้องการเงินได้ประจำไว้ดูแลตัวเอง ไม่ต้องการเป็นภาระใคร สามารถขอสินเชื่อประเภทนี้ได้ โดยที่ยังมีบ้านให้อยู่อาศัยต่อไป กระทั่งผู้กู้เสียชีวิต (เดี๋ยวมาเล่ากรณีนี้ต่อ) วิธีการคือนำบ้านไปเป็นหลักประกันเพื่อขอสินเชื่อโดยธนาคารจะเฉลี่ยวงเงินกู้ที่ได้รับ จ่ายให้กับผู้กู้เป็นรายเดือน ตลอดอายุสัญญา ขั้นต่ำ 6 เดือน ไม่เกิน 25 ปีโดยจะได้วงเงินสูงสุด 60-70% ของราคาประเมิน เช่น มีบ้านราคาประเมิน 3,000,000 บาท ก็จะได้วงเงินกู้ราว 1,800,000 - 2,100,000 บาท (ยังไม่รวมดอกเบี้ย) จากนั้นธนาคารจะนำเงินก้อนดังกล่าวไปเฉลี่ยให้ตามอายุสัญญา หากทำสัญญา 20 ปี ก็จะได้เงิน 7,500 - 8,750 บาท/เดือน หรืออาจจะมีเงื่อนไขต่าง ๆ เพิ่มเติมของแต่ละธนาคาร เช่น 1.เลือกรับเงินก้อนแรก 10% ของวงเงินกู้ทั้งหมดได้ก่อน ที่เหลือเฉลี่ยให้รายเดือน 2.เลือกรับเงินมากขึ้นหรือน้อยลงทุก ๆ ปี 3.เลือกรับเงินเพียงก้อนเดียว ครั้งเดียวไปเลย (ข้อนี้หากผู้กู้เสียชีวิต บ้านจะตกเป้นกรรมสิทธิ์ของธนาคารทันที) การคิดดอกเบี้ยหรือค่าธรรมเนียม สินเชื่อประเภทนี้ จะมีอัตราดอกเบี้ยสูงกว่าสินเชื่ออื่นๆ โดยจะคิดอัตราดอกเบี้ยทั้งหมดตั้งแต่เริ่มต้นและหักออกจากมูลค่าบ้านหรือวงเงินสินเชื่อทั้งหมด เช่น ประเมินมูลค่าบ้านแล้ว ผู้กู้ได้รับเงินทั้งสิ้น 1 ล้านบาท รวมเงินต้นและดอกเบี้ย หากคิดดอกเบี้ย 5% ผู้กู้จะได้รับเงินจริงๆ รวมแล้วประมาณ 8 แสนบาทจุดเด่นคือ 1.มีเงินใช้ในวัยเกษียน โดยไม่ต้องเป็นภาระใคร 2.ยังอยู่บ้านได้จนกว่าจะเสียชีวิต แม้หมดสัญญา 3.หลังผู้กู้เสียชีวิต หากธนาคารนำบ้านไปขายทอดตลาดแต่มูลค่าที่ขายได้ต่ำกว่า เงินกู้ ไม่มีสิทธิไล่เบี้่ยเพิ่มจากทายาท 4.กลับกับหากขายทอดตลาดแล้วได้เงินมากกว่ามูลค่าเงินกู้ จะต้องแบ่งคืนเป็นมรดกให้กับลูกหลานของผู้กู้ต่อไป ข้อเสียคือ 1.อัตราดอกเบี้ยจะสูงกว่าสินเชื่อบ้านปกติ (เพราะธนาคารต้องรับความเสี่ยงมากกว่า) 2.เมื่อผู้กู้เสียชีวิต ทายาทมีสิทธิ์ไถ่ถอนหลักประกัน แต่หากไม่ไถ่ถอน จะตกเป็นของธนาคารทันที 3.หากเสียชีวิตก่อนหมดสัญญา ย้อนกลับไปดูข้อ 2 4.บ้านที่จะนำมาขอสินเชื่อ ต้องเป็นบ้านที่ผู้กู้อาศัยเป็นบ้านหลัก ไม่ใช่บ้านพักต่างจังหวัด หรือบ้านที่ซื้อไว้ลงทุน ปัจจุบันมีธนาคาร 2 แห่งที่ให้บริการ1.ธนาคารออมสิน รายละเอียดเพิ่มเติม https://www.ghbank.co.th/product-detail/reverse-mortgage-loan 2.ธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) รายละเอียดเพิ่มเติม https://www.gsb.or.th/personals/reverse-mortgage/

  หนึ่ง ศราพงค์


  30 เมษายน 2564

Loading...

ยังไม่มีข้อมูลเพิ่มเติม