3 แนวคิดเลือกทุนประกันชีวิตที่เหมาะกับคุณ

ในทุกครั้ง เมื่อเราจะต้องตัดสินใจซื้อประกันชีวิต หนึ่งในคำถามที่หลายคนอาจจะยังคิดไม่ตกก็คือ เราควรจะเลือก “จำนวนเงินเอาประกันภัย” หรือที่เรียกกันง่าย ๆ ว่า “ทุนประกันชีวิต” ไว้เท่าไหร่กันดี? ถึงจะเหมาะสมและเพียงพอตามที่เราควรจะต้องมีจริง ๆ แบบไม่มากเกินไปจนกลายเป็นภาระในการชำระเบี้ย หรือไม่น้อยเกินไปจนกลายเป็นขาดความคุ้มครองที่จำเป็น แม้ว่าหลายต่อหลายครั้ง ตัวแทนหรือนายหน้าที่มานำเสนอแบบประกันชีวิตให้กับเรา ก็อาจจะช่วยให้คำแนะนำได้บ้างว่า ทุนประกันชีวิตเท่าไหร่จึงจะเหมาะสม แต่ในบางครั้งหากเราต้องการอยากที่จะคิดและคำนวณด้วยตัวเอง เพื่อเตรียมความพร้อมสำหรับการวางแผนเพื่อปกป้องความมั่งคั่งที่เราได้สะสมมา ให้สอดคล้องกับแผนการเงินอื่น ๆ ด้วยนั้น จะมีสักกี่วิธีกันที่จะคำนวณตัวเลขออกมาว่าเท่าไหร่ ทุนประกันชีวิตถึงจะเรียกว่า “พอดี” อันที่จริงแล้ว ตามหลักการวางแผนการเงินด้านการประกันภัยที่ใช้กันโดยนักวางแผนการเงินทั่วโลก จะมีมุมมองหลัก ๆ อยู่ด้วยกัน 3 แนวคิด ที่ใช้คำนวณหาจำนวนเงินเอาประกันภัยของการทำประกันชีวิตที่เหมาะสมและพอดีได้ โดยแต่ละแนวคิดล้วนมีมุมมองต่อความเสี่ยงภัยของชีวิตและแนวทางการจัดการความเสี่ยงที่แตกต่างกันออกไป จึงขอถือโอกาสในบทความนี้ อธิบายแนวคิดคร่าว ๆ ของแต่ละแนวคิด เพื่อให้สามารถเข้าใจในหลักการคำนวณได้อย่างลึกซึ้งมากขึ้น 1.แนวคิดเรื่องมูลค่าทางเศรษฐกิจของบุคคล (Human Life Value Approach) สำหรับแนวคิดนี้ เกิดขึ้นจาก ดร.โซโลมอน เอส เฮิร์บเนอร์ (Solomon S. Huebner) ศาสตราจารย์กิตติมศักดิ์ด้านการประกันภัยแห่ง Wharton School ของมหาวิทยาลัยเพนซิลเวเนีย ซึ่งมีแนวความคิดอยู่ว่า จำนวนเงินเอาประกันภัยสำหรับประกันชีวิต ควรจะมีการเพิ่มขึ้นตามความรับผิดชอบของแต่ละบุคคล และสามารถคิดคำนวณออกมาได้จากความสามารถในการหารายได้และความจำเป็นที่คนอื่นจะต้องพึ่งพารายได้ของบุคคลนั้น ทำให้เมื่อพูดถึงตามหลักการนี้แล้ว ก็จะเป็นการคิดคำนวณโดยมองว่า นับจากวันนี้ไปจนถึงวันที่เกษียณอายุ หรือวันที่เลิกทำงานเพื่อหารายได้แล้ว(ไม่มี Active Income แล้ว) รายได้สุทธิที่คาดหวังว่าจะสามารถหาได้ในอนาคตในช่วงชีวิตการทำงานที่เหลืออยู่ คิดเป็นจำนวนเงินเท่าไหร่ แล้วคำนวณกระแสเงินสดจากรายได้เหล่านั้น ย้อนกลับมาเป็นมูลค่ารวมสุทธิในปัจจุบัน โดยคิดคำนวณจาก 5 ปัจจัยหลัก ๆ อันได้แก่ รายได้สุทธิ ณ ปัจจุบันหลังหักภาษี อัตราการเพิ่มขึ้นของรายได้สุทธิ ระยะเวลาการทำงานที่ยังเหลืออยู่ อัตราผลตอบแทนจากการลงทุนหลังหักภาษีตามระดับความเสี่ยงที่ยอมรับได้ และอัตราเงินเฟ้อ ดังนั้น จำนวนเงินที่คิดคำนวณออกมาได้เป็นทุนประกันชีวิตแล้ว จึงเปรียบเสมือนว่า หากวันใดวันหนึ่งที่คุณจากไป จะมีเงินก้อนออกมามอบให้คนภายในครอบครัว เพื่อชดเชยรายได้ของครอบครัวที่ขาดหายไปเพราะการจากไปของคุณ ซึ่งสมาชิกในครอบครัวสามารถนำเงินก้อนนี้ไปเป็นต้นทุนในการใช้ชีวิตต่อไปได้ โดยที่จะต้องนำทุนที่ได้รับมานั้น ไปลงทุนต่อตามความเสี่ยงที่เหมาะสมด้วย โดยทยอยถอนเงินทุนนั้นออกมาใช้จ่ายอย่างเหมาะสม ในระดับที่เพียงพอในแต่ละปี เสมือนตอนที่คุณยังมีชีวิตอยู่และหารายได้มาจุนเจือครอบครัวเช่นเดิม 2.แนวคิดเรื่องความจำเป็น (Needs Approach) สำหรับแนวคิดนี้ เป็นการพิจารณาความจำเป็นตามความต้องการใช้เงินเอาประกันภัยสำหรับครอบครัว เพื่อวัตถุประสงค์ต่าง ๆ โดยพิจารณาถึงความต้องการตามความจำเป็นด้านเงินสด (Cash Needs) เพื่อปลดภาระพันธะผูกพันต่าง ๆ ที่มีอยู่ของคุณ กับความต้องการตามความจำเป็นด้านรายได้ (Income Needs) ซึ่งคิดมาจากความสามารถทางการเงินที่คุณสามารถหารายได้มาอุปการะครอบครัว ซึ่งในแนวคิดนี้ จะมีอยู่ด้วยกัน 3 ขั้นตอนย่อย ๆ อันได้แก่ ขั้นตอนที่หนึ่ง ต้องประเมินความต้องการขั้นพื้นฐานของครอบครัวก่อน ยกตัวอย่างเช่น ความต้องการในการใช้เงินเพื่อชำระหนี้สินคงค้าง ความต้องการรายได้ที่ขาดไปในช่วงที่ครอบครัวกำลังปรับตัวจากการจากไป และความต้องการเงินทุนสำหรับอุปการะเลี้ยงดูคนในครอบครัวในอนาคต และขั้นตอนที่สอง ก็คือการรวบรวมมูลค่าสินทรัพย์ที่คาดว่าจะตกทอดถึงทายาทภายในครอบครัว ไม่ว่าจะเป็นเงินสด สินทรัพย์การลงทุน สินทรัพย์ส่วนตัวที่สามารถนำไปเปลี่ยนเป็นเงินสดได้ รวมทั้งเงินสงเคราะห์หรือเงินชดเชยต่าง ๆ ที่อาจจะได้รับมาหลังจากเสียชีวิตแล้ว และขั้นตอนสุดท้าย ก็คือการนำมูลค่าของความต้องการในขั้นตอนที่หนึ่ง มาลบออกจากมูลค่าสินทรัพย์รวมสุทธิในขั้นตอนที่สอง กลายเป็นความต้องการตามความจำเป็นที่ยังขาดความคุ้มครองอยู่ ซึ่งสามารถใช้เป็นจำนวนเงินเอาประกันภัยได้ เปรียบเสมือนว่า หากคุณเสียชีวิตไปแล้ว ด้วยสินทรัพย์ทั้งหมดที่คุณมีที่ตกทอดเป็นมรดกถึงทายาทหรือคนในครอบครัว รวมกับจำนวนเงินเอาประกันภัยแล้ว สามารถนำไปใช้ตามความต้องการอันเนื่องมาจากความจำเป็นพื้นฐานในด้านต่าง ๆ ได้อย่างพอดี 3.แนวคิดเรื่องความต้องการรักษาเงินทุน (Capital Retention Approach) สำหรับแนวคิดนี้ เป็นแนวคิดที่แตกต่างไปจากสองแนวคิดข้างบน คือ ครอบครัวจะไม่นำสินทรัพย์และจำนวนเงินเอาประกันภัยที่ได้รับมาแล้วหลังจากเสียชีวิตมาใช้จ่าย แต่จะนำเฉพาะส่วนของผลประโยชน์ที่เกิดขึ้นจากสินทรัพย์นั้น ๆ มาใช้ เพื่อรักษาเงินทุนตั้งต้นเอาไว้ เพราะในสองแนวคิดที่ได้กล่าวมาก่อนหน้านี้ ยังมีข้อจำกัดที่ว่า หากครอบครัวหรือผู้ที่อยู่ในอุปการะมีความต้องการและความจำเป็นที่มากขึ้นในการใช้จ่าย หรือต้องการเป็นระยะเวลาที่ยาวนานขึ้นกว่าที่คาดการณ์ไว้ ก็อาจทำให้จำนวนเงินเอาประกันภัยที่เตรียมไว้แล้วนั้นไม่เพียงพอได้ ซึ่งในแนวคิดนี้ เริ่มต้นด้วยการประมาณการกระแสเงินสดที่ต้องการใช้เป็นค่าใช้จ่ายสำหรับครอบครัวและผู้อยู่ในอุปการะ ว่าจำเป็นต้องใช้จ่ายเท่าไหร่ในแต่ละปี จากนั้นจึงคำนวณเงินทุนที่ต้องการ เพื่อนำไปลงทุนให้ได้ผลตอบแทนหรือผลประโยชน์ในรูปแบบกระแสเงินสดออกมาเท่ากับค่าใช้จ่ายดังกล่าว ตามความเสี่ยงที่เหมาะสมและยอมรับได้ ซึ่งก็มีตัวแปรต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องในการคำนวณด้วย เช่น อัตราผลตอบแทนจากการลงทุนหลังหักภาษีตามระดับความเสี่ยงที่ยอมรับได้ และอัตราเงินเฟ้อ ดังนั้น ผลลัพธ์จากการคำนวณนี้ จึงเปรียบเสมือนการคิดคำนวณว่า ครอบครัวของคุณต้องการเงินสดจากจำนวนเงินเอาประกันภัยเพื่อนำไปลงทุนเท่าไหร่ ให้สามารถสร้างผลตอบแทนหรือผลประโยชน์ตามความเสี่ยงที่ครอบครัวยอมรับได้ และนำผลตอบแทนที่ได้รับมานั้นในแต่ละปี ไปใช้จ่ายได้โดยไม่ต้องนำเงินต้นออกมาใช้ ซึ่งโดยส่วนมากแล้ว การคำนวณในลักษณะนี้ หากต้องการผลตอบแทนหรือผลประโยชน์ที่คาดหวังต่อปีเป็นจำนวนมาก จะทำให้มูลค่าจำนวนเงินเอาประกันภัยนั้นสูงมากตามไปด้วย จนไม่นิยมนำมาใช้ในการคำนวณจำนวนเงินเอาประกันภั แน่นอนว่า ในแต่ละแนวคิดที่กล่าวมานั้น ก็ยังมีข้อจำกัดอยู่อีกบ้าง ไม่ว่าจะเป็น สมมติฐานของอัตราหรือตัวแปรต่าง ๆ ที่เปลี่ยนแปลงไปในอนาคต หรือค่าใช้จ่ายของครอบครัวในอนาคตที่ยากจะคาดเดา ซึ่งแม้ว่าอาจจะทำให้การคิดคำนวณมูลค่าจำนวนเงินเอาประกันภัยออกมานั้นมีความคลาดเคลื่อนอยู่บ้าง แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น ก็ทำให้คุณสามารถประเมินจำนวนเงินเอาประกันภัยโดยคร่าว ที่มีความใกล้เคียงกับมูลค่าความเสี่ยงภัยในชีวิตของคุณหากเกิดเหตุไม่คาดฝันขึ้นในอนาคต เป็นข้อมูลเพื่อสนับสนุนในการเลือกทำประกันชีวิตต่อไปได้อย่างเหมาะสม สำหรับการคำนวณในเชิงลึก และสูตรหรือสมการในการคิดคำนวณนั้น ก็สามารถสอบถามกับนักวางแผนการเงินหรือที่ปรึกษาการเงินที่มีความรู้ความเชี่ยวชาญในการการวางแผนการประกันภัย เพื่อขอรับความช่วยเหลือในการคำนวณมูลค่าจำนวนเงินเอาประกันภัยออกมาได้ หรือจะลองใช้บริการของ noon รับรองว่ามีเครื่องมืออำนวยความสะดวกในการคำนวณทุนประกันชีวิตที่เหมาะสม และให้คำแนะนำตามหลักการวางแผนการเงิน ที่สอดคล้องกับแนวคิดเรื่องมูลค่าทางเศรษฐกิจของบุคคลและแนวคิดเรื่องความจำเป็น ที่ได้อธิบายไปในเบื้องต้น อีกทั้งมีฐานข้อมูลและระบบคัดกรองแบบประกันชีวิต ที่จะช่วยให้คุณสามารถเลือกแบบประกันชีวิตที่เหมาะสมกับเป้าหมายและความจำเป็นในการสร้างความคุ้มครองอย่างเป็นกลางได้อีกด้วย แม้ว่าประกันชีวิตจะถือเป็นสิ่งที่จำเป็นสำหรับการสร้างความคุ้มครองเพื่อปกป้องความมั่งคั่งในยามที่เกิดเหตุไม่คาดฝัน แต่การมีจำนวนเงินเอาประกันภัยหรือทุนประกันชีวิตที่เหมาะสมและพอดีด้วย จะทำให้แผนการเงินของคุณนั้นมีประสิทธิภาพมากขึ้นไปอีก เพื่อสร้างความมั่นใจว่า คุณจะมีความคุ้มครองชีวิตอย่างเพียงพอ จ่ายเบี้ยประกันตามความเหมาะสม และลดความไม่จำเป็นในการทำประกันชีวิต ให้สามารถนำเงินทุนส่วนเกินจากเบี้ยประกันที่จำเป็นนั้น ไปบริหารจัดการหรือออมและลงทุนต่อเพื่อเป้าหมายอื่น ๆ ต่อไป ขอบคุณแหล่งข้อมูล: หลักสูตรการวางแผนการเงิน ชุดวิชาที่ 3 การวางแผนการประกันภัย

  Lumpsum วางแผนการเงิน


  16 พฤศจิกายน 2564

ศัพท์ประกันชีวิตพื้นฐานที่คนทำประกันต้องรู้

ศัพท์ประกันชีวิต เป็นอีกหนึ่งประเด็นสำคัญที่คนส่วนใหญ่มักมองข้าม เพราะคิดว่าไม่สำคัญ แต่รู้หรือไม่ว่าศัพท์ประกันชีวิตยิ่งรู้มากเท่าไหร่ก็ยิ่งช่วยให้เราเข้าใจรายละเอียด และสิทธิประโยชน์ของ “ประกันชีวิต” มากขึ้นเท่านั้น วันนี้ ทาง Lumpsum จะพาทุกคนไปเติมคลังความรู้เกี่ยวกับศัพท์ประกันชีวิตที่จำเป็นต่อการทำประกันให้มากขึ้น ศัพท์ประกันคำไหนที่ยังงงๆ หรืออ่านเจอในกรมธรรม์ทีไรก็ยังไม่เคลียร์ บทความนี้อาจเป็นคำตอบที่ผู้ทำประกันแล้ว หรืออยู่ระหว่างตัดสินกำลังมองหาอยู่ 1.กรมธรรม์ (Policy) หมายถึง หนังสือสัญญาข้อตกลงระหว่างบริษัทประกันกับผู้ทำประกัน เปรียบเสมือนเป็นเครื่องมือช่วยยืนยันว่าเราจะได้รับสิทธิประโยชน์ หรือความคุ้มครองจากบริษัทประกัน โดยภายในกรมธรรม์จะมีเนื้อหาที่อธิบายถึงรายละเอียดของประกันที่เราทำ เช่น ประเภทของประกัน ทุนประกัน และตารางการจ่ายเบี้ยประกัน เป็นต้น 2.ตารางกรมธรรม์ (Policy schedule) หมายถึง ตารางแสดงรายละเอียดสำคัญเกี่ยวกับกรมธรรม์ประกันชีวิตที่ออกโดยบริษัท อาทิเช่น ชื่อผู้เอาประกัน วันที่เริ่มคุ้มครอง และแบบประกันภัย เพื่อเป็นเอกสารประกอบกรมธรรม์ ซึ่งตารางกรมธรรม์สามารถดูได้จากหน้าแรกของเล่มกรมธรรม์ประกันชีวิตที่ทำไว้ 3.ทุนประกันหรือ จำนวนเงินเอาประกัน ( Sum insured ) หมายถึง จำนวนเงินที่ตกลงกันว่า ผู้รับประกันภัยจะต้องจ่ายให้ผู้เอาประกันภัยหรือผู้รับประโยชน์ ตามที่ระบุไว้ในกรมธรรม์ประกันภัย เมื่อเกิดภัยหรือความเสียหายเกิดขึ้นแก่ผู้เอาประกันตามเงื่อนไขในสัญญาหรือกรมธรรม์ 4.เบี้ยประกันภัย (PREMIUM) หมายถึง ​จำนวนเงินที่ผู้เอาประกันภัยจะต้องชำระให้แก่ผู้รับประกันภัยตามสัญญา เพื่อที่จะได้รับเงินผลประโยชน์หรือค่าสินไหมทดแทน เมื่อตนเสียชีวิตหรือได้รับความเสียหายตามชนิดของภัยที่ได้เอาประกันภัยไว้ 5.ผู้เอาประกัน หมายถึง คู่สัญญาซึ่งตกลงจะแถลงความจริง และส่งเบี้ยประกันภัยจำนวนหนึ่งให้ผู้รับประกันภัย หากเกิดภัยที่เป็นไปตามเงื่อนไขของกรมธรรม์ ผู้รับประกันภัยจึงจะต้องจ่ายค่าสินไหมทดแทนให้แก่ผู้เอาประกันภัย ตัวอย่างเพื่อความกระจ่าง หากนาย Lumpsum ขับรถชน และเสียชีวิต ผู้รับประกัน หรือในที่นี้คือบริษัทประกันที่นาย Lumpsum ทำไว้จะต้องจ่ายเงินชดเชยกรณีเสียชีวิตให้แก่ผู้รับผลปรโยชน์ 6.ผู้รับผลประโยชน์ (BENEFICIARY) ความหมาย ผู้มีสิทธิ์ได้รับผลประโยชน์ตามที่ระบุไว้ในกรมธรรม์ประกันภัย ตัวอย่างเพื่อความกระจ่าง นาย Lumpsum ตัดสินใจทำประกันชีวิตไว้เพื่อสร้างเกราะป้องกันภาระที่อาจจะตกถึงครอบครัวเมื่อยามที่ตนต้องจากไป โดยในกรมธรรม์จะต้องระบุชื่อผู้รับผลประโยชน์ไว้ เพื่อเป็นการแจ้งให้ทางบริษัททราบว่า หากผู้เอาประกันเสียชีวิต ใครจะเป็นผู้ได้รับเงินชดเชยค่าสินไหม ซึ่งตามปกติแล้วผู้รับผลประโยชน์จะเป็นใครก็ได้ แต่ทางบริษัทประกันก็จะพิจารณาดูอีกทีว่าบุคคลที่ถูกเสนอชื่อมานั้นมีความสัมพันธ์อย่างไรกับผู้เอาประกัน เพื่อเป็นการรักษาผลประโยชน์ของผู้เอาประกัน 7.ระยะเวลาเอาประกันภัย (Policy Period หรือ Period of Insurance หรือ Insured Period) หมายถึง ระยะเวลาตั้งแต่เริ่มต้นหรือวันที่มีผลบังคับใช้ จนถึงวันที่หมดอายุของกรมธรรม์ประกันภัยในการให้ความคุ้มครองตามที่ผู้รับประกันภัยกับผู้เอาประกันภัยตกลงกันในสัญญาประกันภัย 8.ระยะเวลาชำระเบี้ยประกัน (Insurance premium payment period) หมายถึง ระยะเวลาที่ผู้เอาประกันภัยตกลงชำระเบี้ยประกันภัยให้แก่ผู้รับประกันภัยตามที่ตกลงกันในสัญญาประกันภัย 9.ปีกรมธรรม์ (Policy Year) หมายถึง ระยะเวลาหนึ่งปีนับตั้งแต่วันที่กรมธรรม์มีผลบังคับ หรือนับแต่วันครบรอบปีกรมธรรม์ปีต่อๆ ไป 10.อัตราผลตอบแทน (Internal Rate of Return : IRR) หมายถึง อัตราผลตอบแทนที่ได้รับจากการทำประกันชีวิตแบบสะสมทรัพย์ 11.เงินค่าเวนคืนกรมธรรม์ (cash surrender value หรือ surrender value) หมายถึง เงินที่ผู้รับประกันภัยจะจ่ายตามมูลค่าเงินสดที่มีอยู่ในกรมธรรม์*คืนให้แก่ผู้เอาประกันภัยเมื่อบอกยกเลิกกรมธรรม์ หมายเหตุ *มูลค่าเงินสด จะเกิดขึ้นเมื่อผู้เอาประกันภัยได้ส่งเบี้ยประกันภัยเป็นระยะเวลาหนึ่ง โดยทั่วไปตั้งแต่ 2 หรือ 3 ปี ขึ้นไป กรมธรรม์ประกันชีวิตฉบับนั้นจะเกิดมูลค่าขึ้นมูลค่านี้เรียกว่า มูลค่าเงินสด 12.การปกปิดข้อความจริง (CONCEALMENT) หมายถึง ​การไม่บอกกล่าวให้ผู้รับประกันภัยทราบถึงข้อความจริงที่ผู้เสนอขอเอาประกันภัยได้รับรู้มา ถ้าข้อความจริงที่ไม่บอกกล่าวนั้นเป็นสาระสำคัญสัญญาประกันภัยเป็นโมฆียะ หรือถูกยกเลิกไป ศัพท์ประกันชีวิตที่เรานำมาแชร์กันในบทความนี้เป็นเพียงศัพท์พื้นฐาน ซึ่งยังมีศัพท์ประกันชีวิตอีกมากกว่า 100 คำ ที่รอเราไปทำความรู้จักอยู่ ดังนั้นอย่ามัวแต่รีรอ เพราะยิ่งรู้ศัพท์ประกันชีวิตมากเท่าไหร่ ยิ่งลดโอกาสในการเกิดความผิดพลาดมากขึ้นเท่านั้น แหล่งที่มา: https://noon.in.th/blog/basic-life-insurance-vocabulary/

  Lumpsum วางแผนการเงิน


  15 พฤศจิกายน 2564

Loading...

ยังไม่มีข้อมูลเพิ่มเติม