ลงทุนวันละร้อย นานแค่ไหนจะมีเงิน ล้าน? ?

ลงทุนวันละ “ร้อย” นานแค่ไหนจะมีเงิน “ล้าน” ? อย่าอายทำกิน อย่าหมิ่นเงินน้อยอย่าคอยวาสนาไม่ว่าจะผ่านไปนานแค่ไหน 3 ข้อความข้างต้นก็ยังทรงคุณค่าเสมอ เงินน้อย ลงทุนวันละ "ร้อย" ก็โตเป็นเงิน "ล้าน" ได้แต่จะต้องลงทุนอย่างไร และใช้เวลานานแค่ไหนเราไปหาคำตอบพร้อมกันเลยดีกว่าครับ เงิน “ร้อย” ลงทุนอะไรได้บ้าง? 3 รูปแบบการลงทุนที่เงินร้อยเดียวก็สามารถลงทุนได้ 1. เงินฝาก ที่ทุกคนรู้จักกันดีอยู่แล้ว จริง ๆ แล้วเงินฝากคือการลงทุนรูปแบบหนึ่ง เพียงแต่ว่ามีความเสี่ยงต่ำมาก ซึ่งนั่นแลกมากับผลต่ำแทนที่ต่ำเช่นกัน (ปัจจุบันเงินฝากออมทรัพย์ให้อัตราดอกเบี้ยเพียง 0.25% ต่อปี) แต่ก็มีข้อดีอีกอย่างที่มีสภาพคล่องสูงมาก (เทียบเท่าเงินสด) 2. กองทุนรวมหุ้น ปัจจุบันหลายกองทุนรวมขยับเพดานขั้นต่ำในการซื้อขายกองทุนรวมเหลือแค่ 1 บาท เท่านั้น ต่างจากอดีตที่ขั้นต่ำมักจะอยู่ที่ 500 หรือ 1,000 บาท จึงทำให้เข้าถึงการลงทุนในกองทุนรวมหุ้นง่ายยิ่งขึ้น 3. ออมทอง ทองคำถือเป็นสินทรัพย์ที่จับต้องได้ สำหรับหลายคนนอกจากจะมีมูลค่าทางการเงินแล้ง ยังมีมุลค่าทางจิตใจอีกด้วย แต่การจะซื้อทองคำจริงแน่นอนว่าเงินร้อยใช้ซื้อทองคำไม่ได้ จึงมีรูปแบบการลงทุนที่เรียกว่า “ออมทอง” เพื่อตอบโจทย์การลงทุนทองคำในลัษณะของการเก็บเล็กผสมน้อยเพื่อให้ได้ทองคำจริง ซึ่งล่าสุดแค่ร้อยเดียวก็เริ่มออมทองได้แล้ว ลงทุนวันละร้อย นานแค่ไหนจะมีเงินล้าน? 1. เงินฝาก ด้วยผลตอบแทนที่ต่ำมาก (0.25% ต่อปี) จึงใช้เวลานานถึง 26 ปีครึ่ง จึงจะมีเงินครบล้าน 2. กองทุนรวมหุ้น หากจัดพอร์ตการลงทุนให้ดี การลงทุนในกองทุนรวมหุ้นมีโอกาสให้ผลตอบแทน 10% ต่อ ปี ถ้าลงทุนวันละร้อย จะใช้เวลา 13 ปี 2 เดือน เงินจะครบล้าน (น้อยกว่าฝากออมทรัพย์ถึงครึ่งหนึ่งเลยทีเดียว) 3. ออมทอง หากอิงผลตอบแทนโดยระยะยาวโดยเฉลี่ยจากราคาทองคำโลก การลงทุนทองคำให้ผลตอบแทนโดยเฉลี่ย 3.2% ต่อปี* ถ้าออมทองวันละร้อย จะใช้เวลาเกือบ 20 ปี จึงจะครบล้าน (*ข้อมูลจาก https://www.visualcapitalist.com/historical-returns-by.../) ดังนั้น พอจะได้คำตอบกันแล้วนะครับ ว่าควรเลือกการลงทุนรูปแบบไหนดี แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นต้องมีความรู้ก่อนลงทุน พึงระลึกไว้เสมอว่า “ไม่รู้ ไม่ลงทุน” ลงทุนวันละร้อย ควรมีรายได้เท่าไหร่?มาตรฐานทั่วไป ควรนำเงิน 20% ของรายได้ไปลงทุนดังนั้น จะลงทุนวันละร้อย ควรมีรายได้ขั้นต่ำวันละ 500 บาทขึ้นไปครับ คนที่มีรายได้ต่อวันมากหรือน้อยกว่า 500 บาท ต้องทำอย่างไร? กลุ่มที่มีรายได้น้อยกว่าวันละ 500 บาท แน่นอนว่าเราจะสามารถแบ่งเงินมาลงทุนได้น้อยกว่าวันละ 100 บาท ดังนั้น แบ่งมาลงทุนได้วันละเท่าไหร่ ให้เก็บสะสมเป็นรายสัปดาห์หรือรายเดือน แล้วค่อยนำไปลงทุนก็ได้ครับ ส่วนคนที่รายได้มากกว่าวันละ 500 บาทคนกลุ่มนี้ยิ่งดี ยิ่งได้เปรียบ เพราะจะสามารถลงทุนได้มากกว่าวันละ 100 บาท จึงมีโอกาสที่จะบรรลุเป้าหมายเงินล้านได้เร็วอยิ่งขึ้น “อย่าอายทำกิน อย่าหมิ่นเงินน้อย อย่าคอยวาสนา” ไม่ว่าจะยุคไหนหรือปีไหนก็ใช้ได้เสมอครับเงินน้อย ลงทุนวันละร้อยก็มีเงินล้านได้ เพราะเวลานอกจากจะช่วยสะสมความมั่งคั่ง ยังช่วยลดความเสี่ยงอีกด้วย เพียงแต่ต้องศึกษา รู้และเข้าใจวิธีการลงทุนลงทุนด้วยสัดส่วนที่เหมาะสมกับรายได้ (20% ของรายได้) หรือปรับเปลี่ยนให้เหมาะสมกับฐานรายได้หรือฐานะการเงินส่วนบุคค เพียงเท่านี้ สุขภาพการเงินของคุณจะดีขึ้นแน่นอน และเป็นจุดเริ่มต้นสำคัญของ “อิสรภาพทางการเงิน” =============================== สนใจโฆษณาติดต่อ : Tel: 081-773-6258 (จอย) Email: [email protected]

  ณัฐเศรษฐ ตุ้ยดา


  16 ธันวาคม 2564

ประกันชีวิต มีกี่ประเภท และประเภทที่ใช่คุณ

ประกันชีวิต มีกี่ประเภท และประเภทที่ใช่คุณ ประเภทที่ 1 ประกันชีวิตแบบสะสมทรัพย์ (Endowment/Saving Insurance) คือประกันชีวิตที่มีวัตถุประสงค์เพื่อคุ้มครองชีวิตควบคู่ไปกับบริหารเงินออม ซึ่งเราสามารถเลือกระยะชำระเบี้ยประกันได้ว่าจะชำระแบบสั้น กลาง หรือยาว โดยมีให้เลือกชำระตั้งแต่ 3 ปี ไปจนถึง 30 ปี ถึงแม้ว่าเบี้ยของประกันประเภทนี้ จะค่อนข้างมีมูลค่าที่สูง แต่ก็คุ้ม เพราะได้ทั้งการคุ้มครองชีวิต และช่วยเสริมสร้างวินัยการออมเงินให้แก่ผู้ทำประกันชีวิตแบบสะสมทรัพย์ แถมยังมีเงินคือให้แน่นอนเสี่ยงน้อยกว่าการลงทุนประเภทอื่นอีก โดยรูปแบบของเงินคืนมีทั้งในลักษณะของคืนทีเดียวเป็น หรือจะเลือกรับเป็นรายงวดก็ได้แล้วแต่ความสะดวกของผู้ทำประกัน เหมาะกับใคร? คนที่เน้นเรื่องความคุ้มค่า(เงินคืน)มากกว่าความคุ้มครอง คำนิยามประกัน “เบี้ยสูง สร้างวินัยการออม การันตีเงินคืน” ประเภทที่ 2 ประกันชีวิตแบบบํานาญ (Annuity Insurance) คือประกันที่มีวัตถุประสงค์เพื่อบริหารการเงินไว้ใช้ยามเกษียณ ซึ่งผู้ทำประกันชีวิตแบบบำนาญจะยังคงได้รับคุ้มครองชีวิตเช่นเดิม และจะมีเพิ่มในส่วนของเงินออมไว้ใช้ยามเกษียณ สำหรับเบี้ยประกันที่ต้องชำระก็จะสูงเหมือนกับประกันแบบสะสมทรัพย์ และรูปแบบการชำระเบี้ยประกันของประกันชีวิตแบบสะสมทรัพย์จะมีอยู่ 2 ลักษณะ คือชำระเบี้ยครั้งเดียวจบ เหมาะสำหรับคนที่เพิ่งได้รับเงินมรดกมา หรือมีเงินก้อนใหญ่แต่ไม่รู้จะเอาไปลงทุนที่ไหน ที่เหลือก็แค่นั่งสบายๆ ชิลๆ รอรับเงินบำนาญตอนเกษียณได้เลย หรือถ้าใครสะดวกชำระเป็นรายงวดเรื่อยๆจนถึงอายุเกษียณ หรือเลือกชำระตามแบบที่ประกันกำหนดก็สามารถทำได้เช่นกัน การจ่ายเงินคืนให้แก่ผู้ทำประกัน บริษัทจะจ่ายคืนเป็นงวดให้ทุกๆ ปี (บางแบบประกันก็จะมีการจ่ายเงินคือเป็นรายเดือน) โดยเริ่มจ่ายคืนตั้งแต่อายุ 50 ปี 55 ปี หรือ 60 ปี ไปจนถึงเราอายุ 85 ปี หรือ 90 ปี ซึ่งระยะเวลาการจ่ายคืนนั้นก็ขึ้นอยู่กับแบบประกันที่เราเลือก เหมาะกับใคร? คนที่ต้องการวางแผนเกษียณแบบเน้นเงินคืนที่แน่นอน คำนิยามประกัน “เบี้ยสูง ช่วยวางแผนเกษียณ การันตีเงินคืน” ประเภทที่ 3 ประกันแบบระยะยาว (Whole life) คือเราสามารถต้องชำระเบี้ยประกันไปซักระยะหนึ่ง อาทิเช่น 5 ปี 10 ปี 15 ปี หรือ 20 ปี เป็นต้น แต่จะได้รับความคุ้มครองชีวิตแบบตลอดชีพ พูดง่ายๆ ก็คือ ชำระเบี้ยเพียงชั่วเวลาหนึ่ง แต่ได้รับความคุ้มครองตลอดชีพ (ขึ้นอยู่กับเงื่อนไขของแบบประกัน) สำหรับเบี้ยประกันนั้นก็ไม่ได้สูงมากจนจับต้องไม่ได้ และหากผู้เอาประกันเสียชีวิตในขณะที่กรมธรรม์ยังคุ้มครองอยู่ ทางบริษัทประกันก็จะจ่ายเงินเอาประกันให้กับผู้รับประโยชน์เพื่อนำไปใช้เป็นมรดก หรือนำไปใช้ชำระหนี้สินต่างๆ ของ เหมาะกับใคร? คนที่มีงบประมาณขึ้นมานิดนึง มองหาประกันชีวิตที่เน้นความคุ้มครองในระยะยาว คำนิยามประกัน “เบี้ยจับต้องได้ คุ้มครองยาว” ประเภทที่ 4 ประกันชีวิตแบบชั่วระยะเวลา (Term Life Insurance) คือประกันชีวิตที่มีวัตถุประสงค์เพื่อคุ้มครองชีวิตภายในระยะเวลาที่กำหนด อาทิเช่น 1 ปี 5ปี 10ปี 20 ปี หรือตุ้มครองจนกว่าผู้เอาประกันจะอายุครบตามที่สัญญากำหนด เช่น คุ้มครองจนถึงอายุ 55 ปี เป็นต้น การชำระเบี้ยประกันสามารถเราเลือกจ่ายแบบครั้งเดียวจบ หรือจ่ายเป็นรายปีเท่ากับระยะเวลาคุ้มครองได้ เช่นกรมธรรม์คุ้มครอง 5 ปี เราก็ชำระเบี้ยประกัน 5 ปี ที่สำคัญเหนือสิ่งอื่นใดคือเบี้ยประกันชีวิตแบบชั่วระยะเวลา มีราคาที่ถูกกว่าเบี้ยประกันชีวิตประเภทอื่นๆ แต่ว่าประกันแบบชั่วระยะเวลานั้นจะไม่มีเงินคืนให้กับผู้เอาประกัน เมื่อครบระยะสัญญาคุ้มครอง พูดง่ายๆ ก็คือเป็นแบบจ่ายทิ้งปีต่อปี ยกเว้นในกรณีที่ผู้เอาประกันเสียชีวิต ระหว่างที่ประกันยังคุ้มครองอยู่ บริษัทประกันก็จะจ่ายเงินเอาประกันให้กับผู้รับผลประโยชน์เพื่อเยียวยาความสูญเสียที่เกิดขึ้น เหมาะกับใคร? คนที่ต้องการเน้นสร้างความคุ้มครอง และมีงบไม่มาก คำนิยามประกัน “เบี้ยไม่แพง คุ้มครองสั้น” ประเภทที่ 5 ประกันชีวิตแบบควบการลงทุน (Investment linked life insurance) ประกันชีวิตอีกทางเลือกหนึ่งสำหรับผู้ที่ต้องการความคุ้มครองชีวิตและเพิ่มโอกาส ในการได้รับผลตอบแทนจากการลงทุนซึ่งสูงกว่าแบบประกันชีวิตทั่วไป โดยประกันชีวิตแบบควบการลงทุนสามารถเป็น 2 แบบได้ ดังนี้ 5.1แบบยูนิตลิงค์ (Unit Linked) แบบประกันชีวิตที่ให้ความคุ้มครองชีวิต และสามารถเลือกลงทุนในกองทุนรวม ที่บริหารโดยบริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน (บลจ.) เพื่อเพิ่มโอกาสได้รับผลตอบแทนที่สูงขึ้น 5.2แบบยูนิเวอร์แซลไลฟ์ (Universal Life) แบบประกันชีวิตที่แยกส่วนความคุ้มครองชีวิต และส่วนการลงทุนอย่างชัดเจน โดยผู้เอาประกันภัยจะได้รับผลตอบแทนจากการลงทุนไม่น้อยกว่าผลตอบแทนขั้นต่ำที่บริษัทได้รับรองไว้ เหมาะกับใคร? คนที่ต้องการสร้างความคุ้มครองชีวิต ไปพร้อมกับการลงทุนในกองทุนรวม คำนิยามประกัน “สร้างความมั่งคั่ง พร้อมดูแลคนที่รัก” ประเภทที่ 6 ประกันชีวิตแบบผู้สูงอายุ ประกันชีวิตที่ให้คุ้มครองการเสียชีวิตจากอุบัติเหตุและโรคภัยไข้เจ็บ ให้กับบุคคลที่มีอายุระหว่าง 50-70 ปี ซึ่งไม่จำเป็นต้องตรวจสุขภาพ และไม่ต้องตอบคำถามสุขภาพนับว่าเป็นเรื่องที่ดีมากเพราะอย่างที่ทราบกันดีว่า ประกันชีวิตประเภทอื่นๆ มักไม่ค่อยรับประกันผู้ที่มีปัญหาสุขภาพ ดังนั้นประกันชีวิตแบบผู้สูงอายุ จึงตอบโจทย์บรรดาปู่ ย่า ตา ยาย อย่างแน่นอน เงื่อนไขความคุ้มครอง 1.จ่ายเฉพาะกรณีเสียชีวิตเท่านั้น (กรณีพิการหรือเจ็บป่วยเข้าโรงพยาบาล จะไม่สามารถเบิกค่ารักษาได้ ยกเว้นแต่ซื้อสัญญาเพิ่มเติมพ่วงท้ายไว้ด้วย) 2.ถ้าเสียชีวิตจากอุบัติเหตุภายในช่วง 2 ปีแรก บริษัทประกันจะจ่ายจำนวนเงินเอาประกันภัยเต็มจำนวน พร้อมเบี้ยประกันที่ชำระแล้ว บวกด้วยผลตอบแทนเพิ่มเติม 3.ถ้าเสียชีวิตตั้งแต่ปีที่ 3 เป็นต้นไป บริษัทประกันจะจ่ายจำนวนเงินเอาประกันภัยเต็มจำนวนในทุกกรณี ไม่ว่าจะเสียชีวิตจากอุบัติเหตุหรือจากโรคภัยไข้เจ็บก็ตาม เหมาะกับใคร? ผู้สูงอายุที่มีปัญหาสุขภาพ และต้องการสร้างมรดกไว้ให้ลูกหลาน คำนิยามประกัน “สร้างมรดกให้ลูกหลานได้ตั้งตัว” บอกเลยว่าประกันทั้ง 6 ประเภทคือดีมากจริงๆ แต่หลักการซื้อประกันชีวิตที่ดีนอกจากการทำความประเภทประกันแล้ว เงื่อนไข และรายละเอียดต่างๆ ของประกันชีวิตก็สำคัญไม่แพ้กัน ก่อนตัดสินใจทำประกันชีวิตทุกครั้ง คิดให้ดี คิดให้ลึก ศึกษาให้มั่นใจ ก่อนจ่ายเงินนะคะ ด้วยรัก จาก Lumpsum สนใจวางแผนซื้อประกันกับLumpsum ขอบคุณแหล่งข้อมูล : oic.or.th/th, oic.or.th/th/consumer/insurance, oic.or.th/th/education/insurance

  Lumpsum วางแผนการเงิน


  19 ตุลาคม 2564

ออมเงินผ่านแบงก์ VS ประกันออมทรัพย์

บทความนี้สนองความใคร่รู้ของตัวผมเอง เพราะกำลังชั่งน้ำหนักว่าแบบไหนแจ๋วกว่า เพื่อนำเงินสดที่มีไปกระจายความเสี่ยง นอกจากพอร์ตการออม-ลงทุนอื่น ๆ เมื่อได้คำตอบจึงอยากนำมาแชร์กัน โดยได้คำตอบตามความเข้าใจดังนี้่ 1. ผลตอบเเทนและสภาพคล่อง ทั้งการออมเงินผ่านแบงก์เเละประกันออมทรัพย์ ได้ผลตอบเเทนระหว่างทางเหมือนกัน โดยเงินฝากธนาคารจะได้ดอกเบี้ย เฉลี่ยที่เจอตอนนี้เงินฝากดิจิทัลราว 1.5% ต่อปี ส่วนประกันออมทรัพย์จะได้เงินจ่ายคืนตามกรมธรรม์ ซึ่งหากคิดเป็นผลตอบแทนต่อปี จะมากกกว่าออมเงินปกติ ขึ้นอยู่กับแบบประกันที่เลือก แต่หากเทียบสภาพคล่อง เงินฝากจะดีกว่าแน่นอน เพราะถอนตอนไหนก็ได้ เหมาะกับช่วงวิกฤติแบบนี้ เพราะหากฉุกเฉินสามารถถอนได้ทันท่วงที แต่ประกันออมทรัพย์ ไม่สามารถถอนได้ จนกว่าจะครบกำหนดตามสัญญาประกันชีวิต 2. ระยะเวลาฝาก เงินฝากปกติจะฝากนานแค่ไหนก็ได้ หรือถอนตอนไหนก็ได้แล้วแต่ประเภทบัญชี ซึ่งอัตราดอกเบี้ยก็ขึ้นลงตามนโยบายแต่ละช่วง แต่ประกันออมทรัพย์มีเป้าหมายชัดเจน คุณต้องจ่ายเบี้ยประกันทุกเดือนหรือทุกปี ขึ้นอยู่กับเงื่อนไขตามเวลาที่กำหนดไว้ ไม่สามารถถอนก่อนกำหนดได้ ที่ศึกษามาขึ้นต่ำอยู่ที่เฉลี่ย 3 ปีขึ้นไป 3. ภาษี เงินที่ได้จากประกันออมทรัพย์จะไม่เสียภาษีใดๆ ซึ่งจะได้รับเงินเต็มจำนวนเมื่อครบกำหนด แถมยังสามารถใช้ลดหย่อนภาษีได้อีกด้วย (ประกันออมทรัพย์ที่มีอายุกรมธรรม์ มากกว่า 10 ปีขึ้นไป นำไปลดหย่อนภาษีได้ สูงสุดไม่เกิน 100,000 บาท) เเต่หากฝากเงินกับธนาคารต้องเสียภาษีนะจ๊ะ คือเงินฝากออมทรัพย์หากได้ดอกเบี้ยเกิน 20,000 บาทต่อปี จะต้องเสียภาษี ณ ที่จ่าย 15% เอิ่ม...ซึ่งจะว่าไปต้องฝากเงินเยอะพอควร ถึงจะได้ดอกเบี้ยระดับ 20,000 ต่อปี ดังนั้นหากไม่ได้ฝากมากมายระดับนั้น ก็ไม่ต้องกังวลอะไรไป แต่...เงินฝากทั่วไป ลดหย่อนภาษีไม่ได้เด้อ 4. ความคุ้มครองชีวิต อันนี้ถือเป็นไม้ได้สำคัญของประกันออมทรัพย์ เพราะได้รับการคุ้มครองอันนี้ด้วย มากน้อยก็ขึ้นอยู่กับรูปแบบประกันที่เลือก แต่เงินฝากธนาคารนั้นไม่มี เต็มที่ ที่เคยเจอ คือบัตรเอทีเอ็มพ่วงประกัน แต่นั้นก็ไม่เทียบเท่ากับประกันออมทรัพย์ ที่จริงจังด้านนี้โดยตรง ตามชื่ออยู่แล้ว สุดท้ายผมเลือกอะไร ? ผมเลือกทั้งคู่ครับ โดยแบ่งเงินออมเป็น 2 ก้อน เพราะยังไงก็ต้องมีเงินสดไว้สำรองสภาพคล่อง เผื่อมีอะไรฉุกเฉิน แต่ก็เลือกที่จะออมผ่านประกันออมทรัพย์ด้วย เพราะมีสิทธิประโยชน์หลายอย่าง แถมผลตอบแทนน่าสนใจมาก คุณผู้อ่านก็ลองพิจารณาเงื่อนไขต่าง ๆ ดูนะครับ ขอให้รอดปลอดภัยจากโควิด-19 หนึ่งเอง หนึ่งไง จะใครล่ะ ^^ หากเพื่อนๆอ่านมาถึงจุดนี้แล้ว สนใจอยากมีประกันฯติดไว้สักตัว เลือกแบบประกันฯได้ที่นี่...คลิกเพื่อค้นหาแบบประกันฯ

  หนึ่ง ศราพงค์


  30 สิงหาคม 2564

Loading...

ยังไม่มีข้อมูลเพิ่มเติม