ลงทุนวันละร้อย นานแค่ไหนจะมีเงิน ล้าน? ?

ลงทุนวันละ “ร้อย” นานแค่ไหนจะมีเงิน “ล้าน” ? อย่าอายทำกิน อย่าหมิ่นเงินน้อยอย่าคอยวาสนาไม่ว่าจะผ่านไปนานแค่ไหน 3 ข้อความข้างต้นก็ยังทรงคุณค่าเสมอ เงินน้อย ลงทุนวันละ "ร้อย" ก็โตเป็นเงิน "ล้าน" ได้แต่จะต้องลงทุนอย่างไร และใช้เวลานานแค่ไหนเราไปหาคำตอบพร้อมกันเลยดีกว่าครับ เงิน “ร้อย” ลงทุนอะไรได้บ้าง? 3 รูปแบบการลงทุนที่เงินร้อยเดียวก็สามารถลงทุนได้ 1. เงินฝาก ที่ทุกคนรู้จักกันดีอยู่แล้ว จริง ๆ แล้วเงินฝากคือการลงทุนรูปแบบหนึ่ง เพียงแต่ว่ามีความเสี่ยงต่ำมาก ซึ่งนั่นแลกมากับผลต่ำแทนที่ต่ำเช่นกัน (ปัจจุบันเงินฝากออมทรัพย์ให้อัตราดอกเบี้ยเพียง 0.25% ต่อปี) แต่ก็มีข้อดีอีกอย่างที่มีสภาพคล่องสูงมาก (เทียบเท่าเงินสด) 2. กองทุนรวมหุ้น ปัจจุบันหลายกองทุนรวมขยับเพดานขั้นต่ำในการซื้อขายกองทุนรวมเหลือแค่ 1 บาท เท่านั้น ต่างจากอดีตที่ขั้นต่ำมักจะอยู่ที่ 500 หรือ 1,000 บาท จึงทำให้เข้าถึงการลงทุนในกองทุนรวมหุ้นง่ายยิ่งขึ้น 3. ออมทอง ทองคำถือเป็นสินทรัพย์ที่จับต้องได้ สำหรับหลายคนนอกจากจะมีมูลค่าทางการเงินแล้ง ยังมีมุลค่าทางจิตใจอีกด้วย แต่การจะซื้อทองคำจริงแน่นอนว่าเงินร้อยใช้ซื้อทองคำไม่ได้ จึงมีรูปแบบการลงทุนที่เรียกว่า “ออมทอง” เพื่อตอบโจทย์การลงทุนทองคำในลัษณะของการเก็บเล็กผสมน้อยเพื่อให้ได้ทองคำจริง ซึ่งล่าสุดแค่ร้อยเดียวก็เริ่มออมทองได้แล้ว ลงทุนวันละร้อย นานแค่ไหนจะมีเงินล้าน? 1. เงินฝาก ด้วยผลตอบแทนที่ต่ำมาก (0.25% ต่อปี) จึงใช้เวลานานถึง 26 ปีครึ่ง จึงจะมีเงินครบล้าน 2. กองทุนรวมหุ้น หากจัดพอร์ตการลงทุนให้ดี การลงทุนในกองทุนรวมหุ้นมีโอกาสให้ผลตอบแทน 10% ต่อ ปี ถ้าลงทุนวันละร้อย จะใช้เวลา 13 ปี 2 เดือน เงินจะครบล้าน (น้อยกว่าฝากออมทรัพย์ถึงครึ่งหนึ่งเลยทีเดียว) 3. ออมทอง หากอิงผลตอบแทนโดยระยะยาวโดยเฉลี่ยจากราคาทองคำโลก การลงทุนทองคำให้ผลตอบแทนโดยเฉลี่ย 3.2% ต่อปี* ถ้าออมทองวันละร้อย จะใช้เวลาเกือบ 20 ปี จึงจะครบล้าน (*ข้อมูลจาก https://www.visualcapitalist.com/historical-returns-by.../) ดังนั้น พอจะได้คำตอบกันแล้วนะครับ ว่าควรเลือกการลงทุนรูปแบบไหนดี แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นต้องมีความรู้ก่อนลงทุน พึงระลึกไว้เสมอว่า “ไม่รู้ ไม่ลงทุน” ลงทุนวันละร้อย ควรมีรายได้เท่าไหร่?มาตรฐานทั่วไป ควรนำเงิน 20% ของรายได้ไปลงทุนดังนั้น จะลงทุนวันละร้อย ควรมีรายได้ขั้นต่ำวันละ 500 บาทขึ้นไปครับ คนที่มีรายได้ต่อวันมากหรือน้อยกว่า 500 บาท ต้องทำอย่างไร? กลุ่มที่มีรายได้น้อยกว่าวันละ 500 บาท แน่นอนว่าเราจะสามารถแบ่งเงินมาลงทุนได้น้อยกว่าวันละ 100 บาท ดังนั้น แบ่งมาลงทุนได้วันละเท่าไหร่ ให้เก็บสะสมเป็นรายสัปดาห์หรือรายเดือน แล้วค่อยนำไปลงทุนก็ได้ครับ ส่วนคนที่รายได้มากกว่าวันละ 500 บาทคนกลุ่มนี้ยิ่งดี ยิ่งได้เปรียบ เพราะจะสามารถลงทุนได้มากกว่าวันละ 100 บาท จึงมีโอกาสที่จะบรรลุเป้าหมายเงินล้านได้เร็วอยิ่งขึ้น “อย่าอายทำกิน อย่าหมิ่นเงินน้อย อย่าคอยวาสนา” ไม่ว่าจะยุคไหนหรือปีไหนก็ใช้ได้เสมอครับเงินน้อย ลงทุนวันละร้อยก็มีเงินล้านได้ เพราะเวลานอกจากจะช่วยสะสมความมั่งคั่ง ยังช่วยลดความเสี่ยงอีกด้วย เพียงแต่ต้องศึกษา รู้และเข้าใจวิธีการลงทุนลงทุนด้วยสัดส่วนที่เหมาะสมกับรายได้ (20% ของรายได้) หรือปรับเปลี่ยนให้เหมาะสมกับฐานรายได้หรือฐานะการเงินส่วนบุคค เพียงเท่านี้ สุขภาพการเงินของคุณจะดีขึ้นแน่นอน และเป็นจุดเริ่มต้นสำคัญของ “อิสรภาพทางการเงิน” =============================== สนใจโฆษณาติดต่อ : Tel: 081-773-6258 (จอย) Email: [email protected]

  ณัฐเศรษฐ ตุ้ยดา


  16 ธันวาคม 2564

ประกันชีวิต มีกี่ประเภท และประเภทที่ใช่คุณ

ประกันชีวิต มีกี่ประเภท และประเภทที่ใช่คุณ ประเภทที่ 1 ประกันชีวิตแบบสะสมทรัพย์ (Endowment/Saving Insurance) คือประกันชีวิตที่มีวัตถุประสงค์เพื่อคุ้มครองชีวิตควบคู่ไปกับบริหารเงินออม ซึ่งเราสามารถเลือกระยะชำระเบี้ยประกันได้ว่าจะชำระแบบสั้น กลาง หรือยาว โดยมีให้เลือกชำระตั้งแต่ 3 ปี ไปจนถึง 30 ปี ถึงแม้ว่าเบี้ยของประกันประเภทนี้ จะค่อนข้างมีมูลค่าที่สูง แต่ก็คุ้ม เพราะได้ทั้งการคุ้มครองชีวิต และช่วยเสริมสร้างวินัยการออมเงินให้แก่ผู้ทำประกันชีวิตแบบสะสมทรัพย์ แถมยังมีเงินคือให้แน่นอนเสี่ยงน้อยกว่าการลงทุนประเภทอื่นอีก โดยรูปแบบของเงินคืนมีทั้งในลักษณะของคืนทีเดียวเป็น หรือจะเลือกรับเป็นรายงวดก็ได้แล้วแต่ความสะดวกของผู้ทำประกัน เหมาะกับใคร? คนที่เน้นเรื่องความคุ้มค่า(เงินคืน)มากกว่าความคุ้มครอง คำนิยามประกัน “เบี้ยสูง สร้างวินัยการออม การันตีเงินคืน” ประเภทที่ 2 ประกันชีวิตแบบบํานาญ (Annuity Insurance) คือประกันที่มีวัตถุประสงค์เพื่อบริหารการเงินไว้ใช้ยามเกษียณ ซึ่งผู้ทำประกันชีวิตแบบบำนาญจะยังคงได้รับคุ้มครองชีวิตเช่นเดิม และจะมีเพิ่มในส่วนของเงินออมไว้ใช้ยามเกษียณ สำหรับเบี้ยประกันที่ต้องชำระก็จะสูงเหมือนกับประกันแบบสะสมทรัพย์ และรูปแบบการชำระเบี้ยประกันของประกันชีวิตแบบสะสมทรัพย์จะมีอยู่ 2 ลักษณะ คือชำระเบี้ยครั้งเดียวจบ เหมาะสำหรับคนที่เพิ่งได้รับเงินมรดกมา หรือมีเงินก้อนใหญ่แต่ไม่รู้จะเอาไปลงทุนที่ไหน ที่เหลือก็แค่นั่งสบายๆ ชิลๆ รอรับเงินบำนาญตอนเกษียณได้เลย หรือถ้าใครสะดวกชำระเป็นรายงวดเรื่อยๆจนถึงอายุเกษียณ หรือเลือกชำระตามแบบที่ประกันกำหนดก็สามารถทำได้เช่นกัน การจ่ายเงินคืนให้แก่ผู้ทำประกัน บริษัทจะจ่ายคืนเป็นงวดให้ทุกๆ ปี (บางแบบประกันก็จะมีการจ่ายเงินคือเป็นรายเดือน) โดยเริ่มจ่ายคืนตั้งแต่อายุ 50 ปี 55 ปี หรือ 60 ปี ไปจนถึงเราอายุ 85 ปี หรือ 90 ปี ซึ่งระยะเวลาการจ่ายคืนนั้นก็ขึ้นอยู่กับแบบประกันที่เราเลือก เหมาะกับใคร? คนที่ต้องการวางแผนเกษียณแบบเน้นเงินคืนที่แน่นอน คำนิยามประกัน “เบี้ยสูง ช่วยวางแผนเกษียณ การันตีเงินคืน” ประเภทที่ 3 ประกันแบบระยะยาว (Whole life) คือเราสามารถต้องชำระเบี้ยประกันไปซักระยะหนึ่ง อาทิเช่น 5 ปี 10 ปี 15 ปี หรือ 20 ปี เป็นต้น แต่จะได้รับความคุ้มครองชีวิตแบบตลอดชีพ พูดง่ายๆ ก็คือ ชำระเบี้ยเพียงชั่วเวลาหนึ่ง แต่ได้รับความคุ้มครองตลอดชีพ (ขึ้นอยู่กับเงื่อนไขของแบบประกัน) สำหรับเบี้ยประกันนั้นก็ไม่ได้สูงมากจนจับต้องไม่ได้ และหากผู้เอาประกันเสียชีวิตในขณะที่กรมธรรม์ยังคุ้มครองอยู่ ทางบริษัทประกันก็จะจ่ายเงินเอาประกันให้กับผู้รับประโยชน์เพื่อนำไปใช้เป็นมรดก หรือนำไปใช้ชำระหนี้สินต่างๆ ของ เหมาะกับใคร? คนที่มีงบประมาณขึ้นมานิดนึง มองหาประกันชีวิตที่เน้นความคุ้มครองในระยะยาว คำนิยามประกัน “เบี้ยจับต้องได้ คุ้มครองยาว” ประเภทที่ 4 ประกันชีวิตแบบชั่วระยะเวลา (Term Life Insurance) คือประกันชีวิตที่มีวัตถุประสงค์เพื่อคุ้มครองชีวิตภายในระยะเวลาที่กำหนด อาทิเช่น 1 ปี 5ปี 10ปี 20 ปี หรือตุ้มครองจนกว่าผู้เอาประกันจะอายุครบตามที่สัญญากำหนด เช่น คุ้มครองจนถึงอายุ 55 ปี เป็นต้น การชำระเบี้ยประกันสามารถเราเลือกจ่ายแบบครั้งเดียวจบ หรือจ่ายเป็นรายปีเท่ากับระยะเวลาคุ้มครองได้ เช่นกรมธรรม์คุ้มครอง 5 ปี เราก็ชำระเบี้ยประกัน 5 ปี ที่สำคัญเหนือสิ่งอื่นใดคือเบี้ยประกันชีวิตแบบชั่วระยะเวลา มีราคาที่ถูกกว่าเบี้ยประกันชีวิตประเภทอื่นๆ แต่ว่าประกันแบบชั่วระยะเวลานั้นจะไม่มีเงินคืนให้กับผู้เอาประกัน เมื่อครบระยะสัญญาคุ้มครอง พูดง่ายๆ ก็คือเป็นแบบจ่ายทิ้งปีต่อปี ยกเว้นในกรณีที่ผู้เอาประกันเสียชีวิต ระหว่างที่ประกันยังคุ้มครองอยู่ บริษัทประกันก็จะจ่ายเงินเอาประกันให้กับผู้รับผลประโยชน์เพื่อเยียวยาความสูญเสียที่เกิดขึ้น เหมาะกับใคร? คนที่ต้องการเน้นสร้างความคุ้มครอง และมีงบไม่มาก คำนิยามประกัน “เบี้ยไม่แพง คุ้มครองสั้น” ประเภทที่ 5 ประกันชีวิตแบบควบการลงทุน (Investment linked life insurance) ประกันชีวิตอีกทางเลือกหนึ่งสำหรับผู้ที่ต้องการความคุ้มครองชีวิตและเพิ่มโอกาส ในการได้รับผลตอบแทนจากการลงทุนซึ่งสูงกว่าแบบประกันชีวิตทั่วไป โดยประกันชีวิตแบบควบการลงทุนสามารถเป็น 2 แบบได้ ดังนี้ 5.1แบบยูนิตลิงค์ (Unit Linked) แบบประกันชีวิตที่ให้ความคุ้มครองชีวิต และสามารถเลือกลงทุนในกองทุนรวม ที่บริหารโดยบริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน (บลจ.) เพื่อเพิ่มโอกาสได้รับผลตอบแทนที่สูงขึ้น 5.2แบบยูนิเวอร์แซลไลฟ์ (Universal Life) แบบประกันชีวิตที่แยกส่วนความคุ้มครองชีวิต และส่วนการลงทุนอย่างชัดเจน โดยผู้เอาประกันภัยจะได้รับผลตอบแทนจากการลงทุนไม่น้อยกว่าผลตอบแทนขั้นต่ำที่บริษัทได้รับรองไว้ เหมาะกับใคร? คนที่ต้องการสร้างความคุ้มครองชีวิต ไปพร้อมกับการลงทุนในกองทุนรวม คำนิยามประกัน “สร้างความมั่งคั่ง พร้อมดูแลคนที่รัก” ประเภทที่ 6 ประกันชีวิตแบบผู้สูงอายุ ประกันชีวิตที่ให้คุ้มครองการเสียชีวิตจากอุบัติเหตุและโรคภัยไข้เจ็บ ให้กับบุคคลที่มีอายุระหว่าง 50-70 ปี ซึ่งไม่จำเป็นต้องตรวจสุขภาพ และไม่ต้องตอบคำถามสุขภาพนับว่าเป็นเรื่องที่ดีมากเพราะอย่างที่ทราบกันดีว่า ประกันชีวิตประเภทอื่นๆ มักไม่ค่อยรับประกันผู้ที่มีปัญหาสุขภาพ ดังนั้นประกันชีวิตแบบผู้สูงอายุ จึงตอบโจทย์บรรดาปู่ ย่า ตา ยาย อย่างแน่นอน เงื่อนไขความคุ้มครอง 1.จ่ายเฉพาะกรณีเสียชีวิตเท่านั้น (กรณีพิการหรือเจ็บป่วยเข้าโรงพยาบาล จะไม่สามารถเบิกค่ารักษาได้ ยกเว้นแต่ซื้อสัญญาเพิ่มเติมพ่วงท้ายไว้ด้วย) 2.ถ้าเสียชีวิตจากอุบัติเหตุภายในช่วง 2 ปีแรก บริษัทประกันจะจ่ายจำนวนเงินเอาประกันภัยเต็มจำนวน พร้อมเบี้ยประกันที่ชำระแล้ว บวกด้วยผลตอบแทนเพิ่มเติม 3.ถ้าเสียชีวิตตั้งแต่ปีที่ 3 เป็นต้นไป บริษัทประกันจะจ่ายจำนวนเงินเอาประกันภัยเต็มจำนวนในทุกกรณี ไม่ว่าจะเสียชีวิตจากอุบัติเหตุหรือจากโรคภัยไข้เจ็บก็ตาม เหมาะกับใคร? ผู้สูงอายุที่มีปัญหาสุขภาพ และต้องการสร้างมรดกไว้ให้ลูกหลาน คำนิยามประกัน “สร้างมรดกให้ลูกหลานได้ตั้งตัว” บอกเลยว่าประกันทั้ง 6 ประเภทคือดีมากจริงๆ แต่หลักการซื้อประกันชีวิตที่ดีนอกจากการทำความประเภทประกันแล้ว เงื่อนไข และรายละเอียดต่างๆ ของประกันชีวิตก็สำคัญไม่แพ้กัน ก่อนตัดสินใจทำประกันชีวิตทุกครั้ง คิดให้ดี คิดให้ลึก ศึกษาให้มั่นใจ ก่อนจ่ายเงินนะคะ ด้วยรัก จาก Lumpsum สนใจวางแผนซื้อประกันกับLumpsum ขอบคุณแหล่งข้อมูล : oic.or.th/th, oic.or.th/th/consumer/insurance, oic.or.th/th/education/insurance

  Lumpsum วางแผนการเงิน


  19 ตุลาคม 2564

ปั้นเงินร้อยเป็นเงินล้านกับ กองทุนรวม

อย่าอายทำกินอย่าหมิ่นเงินน้อยอย่าคอยวาสนาไม่ว่าจะผ่านไปนานแค่ไหน3 ข้อความนี้ก็ทรงพลังและทรงคุณค่าเสมอ กับเป้าหมายการเงินก็เช่นกันเราไม่ต้องรอให้มีเงินถุงเงินถังแล้วค่อยลงทุนแต่เราสามารถเริ่มได้เลยจากเงินหลักร้อยเพราะเงินร้อยก็ปั้นให้เป็นเงินล้านได้ จะปั้นเงินร้อยให้เป็นเงินล้านได้อย่างไร แล้ววิธีสร้างเงินล้าน หน้าตามันเป็นยังไงไปลุยได้กับ #LUMPSUM กันเลยครับ เก็บเงินวันละร้อย กว่าจะได้เงินล้านต้องใช้เวลาถึง 10,000 วัน (27 ปี 5 เดือน)แต่ถ้านำเงินเก็บวันละร้อยนี้ ไปลงทุนได้ผลตอบแทน 10% ต่อปี จะใช้เวลา 4,815 วัน (13 ปี 2เดือน) ก็ได้เงินล้านแล้ว (เร็วขึ้นกว่าเท่าตัว) ทั้ง 2 วิธี ใช้เงินเท่ากันคือวันละ 100 บาทแต่ทำไมใช้เวลาต่างกัน? “ผลตอบแทน” คือสิ่งที่ทำให้เวลาที่ใช้ในการเก็บเงินล้านของ 2 วิธีข้างต้นต่างกันวิธีแรก เก็บเงินหยอดกระปุกเฉย ๆ ผลตอบแทน = 0 ส่วนวิธีที่ 2 ลงทุนต่อได้ผลตอบแทน 10% นั่นคือ เป้าหมายการเงินมี 3 ปัจจัยที่จะทำให้เราสำเร็จ คือ เงินต้น ผลตอบแทน และเวลา เงินต้น ผลตอบแทน และเวลา ใน 3 สิ่งนี้ อะไรสำคัญที่สุด? "เวลา" ทุกคนมีเท่ากัน แต่คนอายุน้อยจะได้เปรียบกว่าในแง่ที่มีเวลาลงทุนมากกว่า มีโอกาสแก้ตัวมากกว่าหากผิดพลาด และมีโอกาสทำกำไรนานกว่าหากถูกทาง "เงินต้น" แน่นอนว่าเงินเยอะย่อมได้เปรียบเงินน้อย แต่ถ้าเงินเยอะกลับเฉื่อย ไม่ลงทุน หรือลงทุนปลอดภัยได้ผลตอบแทนต่ำ ๆ เงินน้อยที่กระตือรือร้น กล้าลงทุนอย่างเข้าใจ ก็ชนะคนเงินเยอะได้นะ "ผลตอบแทน" มีพลังมหาศาลจนถูกขนานนามว่า สิ่งมหัศจรรย์อันดับที่ 8 ของโลก “ผลตอบแทน” นี่แหละสำคัญที่สุด แต่ก็ยากที่สุดเช่นกัน ผลตอบแทนระดับ 10% ต่อปี ต้องลงทุนอะไร? การลงทุนใน “หุ้น” คือคำตอบนะครับ สำหรับคำถามต้องลงทุนอะไร ถึงจะมีโอกาสได้ผลตอบแทนในระดับ 10% ต่อปี ตามข้อมูลสถิติผลตอบแทนในช่วง 10 ปี (ปี 2554-2563) - หุ้นไทย (SET Index) ให้ผลตอบแทนเฉลี่ย 7.94% ต่อปี - ดัชนี S&P500 ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ที่ให้ผลตอบแทนเฉลี่ย 14.49% ต่อปี - ดัชนี MSCI China ที่เป็นตัวแทนตลาดหุ้นจีน ให้ผลตอบแทนเฉลี่ย 9.95% ต่อปี ไม่อยากลงทุนหุ้นเอง ใครช่วยได้บ้าง? การลงทุน “หุ้น” โดยตรงสำหรับหลายคนก็มีอุปสรรค โดยเฉพาะ 3 ปัญหาหลัก ที่ทำให้ไม่กล้าลงทุน หรือเริ่มลงทุนไปแล้วไม่ประสบความสำเร็จ 1. มีทุนจำกัด ไม่สามารถกระจายการลงทุนเพื่อลดความเสี่ยงได้อย่างดีพอ 2. ไม่มีความรู้ ความชำนาญ และประสบการณ์ในการลงทุน 3. ไม่มีเวลามากพอที่จะศึกษา ค้นหา และติดตามข้อมูลเพื่อใช้ในการตัดสินใจการลงทุน “กองทุนรวม” สามารถแก้ 3 ปัญหาหลักนี้ได้ เพราะกองทุนรวมช่วยลดข้อจำกัด - อยากซื้อหุ้นหลายตัว แต่มีงบจำกัด - ไม่ต้องเลือกหุ้นรายตัวด้วยตนเอง - มีผู้เชี่ยวชาญคอยดูแลและบริหารจัดการให้ - ไม่ค่อยมีเวลาติดตามการลงทุน ที่สำคัญ...หลาย บลจ. ทำให้รายย่อยเข้าถึงการลงทุนได้ง่ายขึ้น ด้วยการขยับเพดานขั้นต่ำเงินที่ต้องใช้ลงทุนเหลือเพียงแค่ 1 บาทเท่านั้น เลือกกองทุนรวมหุ้นแบบไหนดี? Warren Buffet นำเสนอไอเดียไว้น่าสนใจว่า “ไม่มีนักลงทุนคนไหนที่สามารถเอาชนะตลาดได้ในระยะยาว” และสิ่งที่เป็นศัตรูของนักลงทุนมากที่สุดก็คือ “ค่าใช้จ่าย” และ “อารมณ์” อีกทั้งผลงานวิจัยของ Harry Markowitz พบว่า “การจัดสรรสินทรัพย์ลงทุน” เป็นส่วนสำคัญที่มีผลต่อการกระจายความเสี่ยงในการลงทุน ด้วยสัดส่วนสูงถึง 94% ขณะที่การคัดเลือกสินทรัพย์ลงทุน และการจับจังหวะตลาด ช่วงสร้างผลตอบแทนสูงเป็นครั้งคราวในระยะสั้น แต่ในระยะยาวไม่สามารถสร้างผลตอบแทนได้อย่างมีประสิทธิภาพ กองทุนรวมดัชนี (Index Fund) จึงเป็นคำตอบสำหรับคำถามที่ว่าเลือกกองทุนรวมหุ้นแบบไหนดี กองทุนรวมดัชนี (Index Fund) เป็นกองทุนรวมที่ใช้กลยุทธ์บริหารการลงทุนในลักษณะเชิงรับ (Passive Management) โดยพยายามให้ได้ผลตอบแทนใกล้เคียงหรือล้อไปกับดัชนีอ้างอิง (Benchmark) และการที่ไม่พยายามเอาชนะตลาดเหมือน Active Fund จึงมีความเสี่ยงโดยรวมต่ำกว่า และมีค่าธรรมเนียมในการบริหารจัดการต่ำกว่า Active Fund อีกด้วย ดังนั้น กองทุนรวมดัชนี (Index Fund) จึงเหมาะกับมือใหม่ที่เริ่มต้นลงทุนกองทุนรวมหุ้น และยังเหมาะกับเป้าหมายการลงทุนระยะยาว โดยเฉพาะการวางแผนเพื่อเกษียณ ด้วยวิธีการลงทุนแบบ DCA อย่างสม่ำเสมอ เนื่องจาก Index Fund เหมาะกับการลงทุนระยะยาว (10 ปีขึ้นไป) เพราะยิ่งลงทุนนานเท่าไหร่ เวลาก็จะช่วยลดความเสี่ยงลง เก็บเงินวันละ 100 นานแค่ไหนจะครบล้าน? - เก็บในเงินฝากออมทรัพย์ ได้ผลตอบแทน 0.5% ต่อปี ใช้เวลา 25 ปี 8 เดือน - ลงทุนในกองทุนรวมผสม ได้ผลตอบแทน 7.5% ต่อปี ใช้เวลา 14 ปี 11 เดือน - ลงทุนในกองทุนรวมหุ้น ได้ผลตอบแทน 10% ต่อปี ใช้เวลา 13 ปี 2 เดือนจะเห็นว่าใช้เวลามากกว่า 10 ปี อยากให้ไวขึ้น ใช้เวลาน้อยกว่า 10 ปี ทำได้มั้ย? ในทางทฤษฎีทำได้ 2 ทาง คือ เพิ่มเงินต้น กับเพิ่มผลตอบแทน หรือจะเพิ่มทั้ง 2 อย่างพร้อมกันยิ่งดีแต่ในความเป็นจริง การเพิ่มผลตอบทนเป็นเรื่องที่ยากมาก ฉะนั้น การเพิ่มเงินต้นจึงเป็นวิธีการที่ง่ายกว่า เพิ่มเงินเป็นวันละ 200 บาท!! - เก็บในเงินฝากออมทรัพย์ ได้ผลตอบแทน 0.5% ต่อปี ใช้เวลา 13 ปี 3 เดือน - ลงทุนในกองทุนรวมผสม ได้ผลตอบแทน 7.5% ต่อปี ใช้เวลา 9 ปี 5 เดือน - ลงทุนในกองทุนรวมหุ้น ได้ผลตอบแทน 10% ต่อปี ใช้เวลา 8 ปี 8 เดือน จะเห็นว่า หากเพิ่มเงินเป็นวันละ 200 บาท สำหรับการลงทุนในกองทุนรวมผสมและกองทุนรวมหุ้น จะใช้เวลาน้อยกว่า 10 ปี เพื่อเป้าหมายเงินล้านแรก เห็นแล้วใช่มั้ยครับ ว่าเงินร้อยก็สามารถปั้นให้เป็นเงินล้านได้ เพียงแต่ต้องรู้จักลงทุน ไม่จำเป็นต้องให้มีเงินถุงเงินถังก่อนแล้วค่อยลงทุน ยิ่งเริ่มไวยิ่งได้เปรียบ เพราะ “พลังของดอกเบี้ยทบต้น” จะยิ่งเห็นผลมากยิ่งขึ้น

  ณัฐเศรษฐ ตุ้ยดา


  01 กันยายน 2564

ออมเงินผ่านแบงก์ VS ประกันออมทรัพย์

บทความนี้สนองความใคร่รู้ของตัวผมเอง เพราะกำลังชั่งน้ำหนักว่าแบบไหนแจ๋วกว่า เพื่อนำเงินสดที่มีไปกระจายความเสี่ยง นอกจากพอร์ตการออม-ลงทุนอื่น ๆ เมื่อได้คำตอบจึงอยากนำมาแชร์กัน โดยได้คำตอบตามความเข้าใจดังนี้่ 1. ผลตอบเเทนและสภาพคล่อง ทั้งการออมเงินผ่านแบงก์เเละประกันออมทรัพย์ ได้ผลตอบเเทนระหว่างทางเหมือนกัน โดยเงินฝากธนาคารจะได้ดอกเบี้ย เฉลี่ยที่เจอตอนนี้เงินฝากดิจิทัลราว 1.5% ต่อปี ส่วนประกันออมทรัพย์จะได้เงินจ่ายคืนตามกรมธรรม์ ซึ่งหากคิดเป็นผลตอบแทนต่อปี จะมากกกว่าออมเงินปกติ ขึ้นอยู่กับแบบประกันที่เลือก แต่หากเทียบสภาพคล่อง เงินฝากจะดีกว่าแน่นอน เพราะถอนตอนไหนก็ได้ เหมาะกับช่วงวิกฤติแบบนี้ เพราะหากฉุกเฉินสามารถถอนได้ทันท่วงที แต่ประกันออมทรัพย์ ไม่สามารถถอนได้ จนกว่าจะครบกำหนดตามสัญญาประกันชีวิต 2. ระยะเวลาฝาก เงินฝากปกติจะฝากนานแค่ไหนก็ได้ หรือถอนตอนไหนก็ได้แล้วแต่ประเภทบัญชี ซึ่งอัตราดอกเบี้ยก็ขึ้นลงตามนโยบายแต่ละช่วง แต่ประกันออมทรัพย์มีเป้าหมายชัดเจน คุณต้องจ่ายเบี้ยประกันทุกเดือนหรือทุกปี ขึ้นอยู่กับเงื่อนไขตามเวลาที่กำหนดไว้ ไม่สามารถถอนก่อนกำหนดได้ ที่ศึกษามาขึ้นต่ำอยู่ที่เฉลี่ย 3 ปีขึ้นไป 3. ภาษี เงินที่ได้จากประกันออมทรัพย์จะไม่เสียภาษีใดๆ ซึ่งจะได้รับเงินเต็มจำนวนเมื่อครบกำหนด แถมยังสามารถใช้ลดหย่อนภาษีได้อีกด้วย (ประกันออมทรัพย์ที่มีอายุกรมธรรม์ มากกว่า 10 ปีขึ้นไป นำไปลดหย่อนภาษีได้ สูงสุดไม่เกิน 100,000 บาท) เเต่หากฝากเงินกับธนาคารต้องเสียภาษีนะจ๊ะ คือเงินฝากออมทรัพย์หากได้ดอกเบี้ยเกิน 20,000 บาทต่อปี จะต้องเสียภาษี ณ ที่จ่าย 15% เอิ่ม...ซึ่งจะว่าไปต้องฝากเงินเยอะพอควร ถึงจะได้ดอกเบี้ยระดับ 20,000 ต่อปี ดังนั้นหากไม่ได้ฝากมากมายระดับนั้น ก็ไม่ต้องกังวลอะไรไป แต่...เงินฝากทั่วไป ลดหย่อนภาษีไม่ได้เด้อ 4. ความคุ้มครองชีวิต อันนี้ถือเป็นไม้ได้สำคัญของประกันออมทรัพย์ เพราะได้รับการคุ้มครองอันนี้ด้วย มากน้อยก็ขึ้นอยู่กับรูปแบบประกันที่เลือก แต่เงินฝากธนาคารนั้นไม่มี เต็มที่ ที่เคยเจอ คือบัตรเอทีเอ็มพ่วงประกัน แต่นั้นก็ไม่เทียบเท่ากับประกันออมทรัพย์ ที่จริงจังด้านนี้โดยตรง ตามชื่ออยู่แล้ว สุดท้ายผมเลือกอะไร ? ผมเลือกทั้งคู่ครับ โดยแบ่งเงินออมเป็น 2 ก้อน เพราะยังไงก็ต้องมีเงินสดไว้สำรองสภาพคล่อง เผื่อมีอะไรฉุกเฉิน แต่ก็เลือกที่จะออมผ่านประกันออมทรัพย์ด้วย เพราะมีสิทธิประโยชน์หลายอย่าง แถมผลตอบแทนน่าสนใจมาก คุณผู้อ่านก็ลองพิจารณาเงื่อนไขต่าง ๆ ดูนะครับ ขอให้รอดปลอดภัยจากโควิด-19 หนึ่งเอง หนึ่งไง จะใครล่ะ ^^ หากเพื่อนๆอ่านมาถึงจุดนี้แล้ว สนใจอยากมีประกันฯติดไว้สักตัว เลือกแบบประกันฯได้ที่นี่...คลิกเพื่อค้นหาแบบประกันฯ

  หนึ่ง ศราพงค์


  30 สิงหาคม 2564

Loading...

ยังไม่มีข้อมูลเพิ่มเติม