5 เหตุผลที่คุณควรออมเงินใน "กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ"


 

ยังไม่ทันจะได้ ออมเงิน ก็ต้องถูกหักออกไปก่อนซะแล้ว ไหนจะถูกหักภาษี ณ ที่จ่าย ถูกหักสมทบประกันสังคม และถูกหักกองทุนสำรองเลี้ยงชีพเข้าไปอีก เหลือเงินเดือนใช้ ไม่เต็มเม็ดเต็มหน่วย!

 

กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ การออมเงินอย่างชาญฉลาด

 

ใจเย็นๆ ก่อน อยากจะบอกว่า เราควรจะภูมิใจและอุ่นใจได้ว่า อย่างน้อยเราก็มีเงินก้อนเป็นหลักประกัน เอาไว้ใช้ตอนลาออกจากงาน หรือตอนเกษียณ

 

เพราะกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ (Provident Fund : PVD) เป็นการ ออมเงิน แบบอัตโนมัติรูปแบบหนึ่ง สำหรับพนักงานกินเงินเดือนอย่างเราๆ โดยเฉพาะคนที่ไม่ค่อยมีวินัยในการออม

 

บทความนี้จะทำให้คุณกระจ่างว่า ทำไมเราถึงต้องอัดเงินสะสมแบบเต็มปอดกันไปเลย ขอบอกว่างานนี้...ในฐานะลูกจ้าง มีแต่ได้กับได้! ขอแค่คุณจะต้องอดเปรี้ยวไว้กินหวาน

 

เหตุผลที่ควร ออมเงิน ใน กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ

 

1. เพราะนายจ้างสมทบเงินให้เราฟรี! จากส่วนที่เราสะสม


เงินที่เราถูกหักเข้ากองทุนทุกเดือนแบบอัตโนมัติอาจจะ 3%, 5%, 7%,10% หรือสูงสุดที่ 15% เรียกว่า “เงินสะสม” ซึ่งเราสะสมเข้าไปเท่าไหร่ บริษัทก็จะจ่าย “เงินสมทบ” ให้เราอีกส่วนหนึ่ง เป็นเงินฟรีๆ เลยนะที่บริษัทควักสมทบให้เพื่อเป็นสวัสดิการให้พนักงาน

 

อัตราการสมทบของบริษัท อาจจะกำหนดเป็นเปอร์เซ็นต์ตายตัว หรือสมทบเป็นเปอร์เซ็นต์ตามอายุงาน หรือตามตำแหน่งงาน ขึ้นอยู่กับนโยบายของแต่ละบริษัท

 

ดังนั้น ยิ่งส่วนนี้เรายอมให้นายจ้าง หักออกไปจากเงินเดือนมากเท่าไหร่ มันก็จะยิ่งเป็นผลดีกับเราในอนาคตมากเท่านั้น อย่าลืมเราไม่ได้ออมอยู่ฝ่ายเดียวนี่บริษัทมาร่วมออมให้เราอีกส่วนหนึ่งด้วย

 

แล้วตอนนี้เรา ออมเงิน เข้ากองทุน PVD เท่าไหร่กัน? ใครอยากจะจัดเต็มสูงสุดตามสิทธิ์ที่ 15% ของเงินเดือน ก็ลุยเลย

 

2. เมื่อออกจากงาน / เกษียณอายุ เราจะมีเงินก้อนใช้


เมื่อเราพ้นจากสภาพการเป็สมาชิกกองทุน คือ ลาออกจากงาน หรือเกษียณ ตอนนี้แหละเงินที่เราสะสมไว้ใน PVD จะได้เป็นกอบเป็นกำออกมาใช้ ไม่เพียงแค่ “เงินสะสม” นะ ยังรวม “เงินสมทบ” จากบริษัทอีกด้วย แถมยังรวม “ดอกผล” ที่งอกเงยขึ้นมาจากเงินสะสมและเงินสมทบ ที่ทางบริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน (บลจ.) นำไปบริหารให้นั่นเอง

 

3. กรณีเราเสียชีวิต เราจะมีเงินก้อนไว้ให้คนข้างหลัง


ถ้าเกิดว่าเราเสียชีวิต ผลประโยชน์จากกองทุนทั้งหมดก็จะตกอยู่กับคนข้างหลังทำให้เป็นเครื่องการันตีว่า แม้เราไม่อยู่แล้ว เราก็ยังมีเงินก้อนไว้ให้กับคนที่เรารัก ในวันที่เราไม่อยู่เสมือนเป็นมรดกทิ้งไว้ ดังนั้น เงินที่สะสมไว้ไม่สูญเปล่าอย่างแน่นอน

 

4. เราไม่ต้องบริหารเอง แต่มีมืออาชีพบริหารให้


เงินสะสมและเงินสมทบจะไม่ได้แช่ไว้เฉยๆ แต่จะถูกนำไปลงทุนเพื่อหาผลตอบแทนเพิ่มขึ้นจากเงินต้นที่เราสะสม และเงินสมทบที่บริษัทใส่เข้ามาให้ โดยบริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน (บลจ.) จะทำหน้าที่ดังกล่าวแทน (เราก็ทำมาหากินไปตามปกติ) เช่น นำไปลงทุนในหุ้น ตราสารหนี้ หุ้นกู้ หรือเงินฝาก ซึ่งเวลาเราเลือกนโยบายการลงทุน เราก็เลือกตามระดับความเสี่ยงที่เรารับได้

 

บางกองทุน เราจะสามารถเปลี่ยนแปลงนโยบายการลงทุนและอัตราเงินสะสมได้ปีละ 2 ครั้ง ทางฝ่ายบุคคลจะแจ้งให้พนักงานทราบ เราก็ต้องติดตามข่าวสารจากทางบริษัทไว้ด้วย แล้วก็พิจารณาดูว่ากองทุนสำรองเลี้ยงชีพนั้น มีกี่แผนให้เลือก เช่น แผน 1 : ผสมหุ้นไม่เกิน 10% หรือ แผน 2: ผสมหุ้นไม่เกิน 25% แบบนี้ เป็นต้น

 

5. ได้รับสิทธิประโยชน์ทางภาษี


เงินสะสมกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ สามารถนำไปหักลดหย่อนในการคำนวณภาษีเงินได้ ไม่เกินปีละ 10,000 บาท และส่วนที่เกินจาก 10,000 บาท แต่ไม่เกินปีละ 490,000 บาท ได้รับการยกเว้นภาษี กล่าวคือ ส่วนเกินมาไม่ต้องนำไปรวมคำนวณกับเงินได้เพื่อเสียภาษี

 

เห็นข้อดีแบบนี้แล้วใครที่คิดว่า ออมเงิน ยังน้อยอยู่ อาจเปลี่ยนอัตราเงินสะสมให้เพิ่มขึ้น หรือใครที่คิดว่าอยากจะเสี่ยงเพิ่มขึ้นอีกสักหน่อย เพื่อโอกาสได้ผลตอบแทนที่เพิ่มขึ้น ก็อาจจะเปลี่ยนนโยบายการลงทุนเป็นแผนที่เสี่ยงขึ้นได้

 

ดังนั้น ใครที่คิดว่า ทำไมบริษัทต้องตัดเงินเราไปด้วยนะ เงินเดือนเหลือใช้ไม่เต็มเม็ดเต็มหน่วย แบบนี้ลดอัตราเงินสะสมเลยดีไหม หรือลาออกเอาเงินก้อนมาใช้ซะเลย อาจจะต้องทบทวนกันให้ดี เพราะเงินที่ถูกตัดไปทุกๆ เดือนนั้น คือการ ออมเงิน แบบอัตโนมัติ ทำให้เรา มีเงินเก็บแบบอัตโนมัติไว้ใช้ตอนเกษียณหรือตอนลาออกจากงาน...อดเปรี้ยวไว้กินหวาน กันดีกว่านะ

 


5 กันยายน 2562

บทความแนะนำล่าสุด