ทุกต้นปีถือเป็นช่วงน่ายินดีของเหล่ามนุษย์เงินเดือนทั้งหลาย
เพราะเข้าสู่ฤดูกาลรับเงินโบนัสประจำปี (หวังว่าจะได้กันทุกคนทุกองค์กร...^^)
แต่เดี๋ยวก่อน !!!
อย่าเพิ่งริอาจวางโปรเจคช้อปปิ้งหรือท่องเที่ยว
หากท่านทั้งหลายยังมีหนี้สินอยู่...
ไม่ว่าจะเป็นหนี้กู้ซื้อบ้าน - รถ - บัตรเครดิต - สินเชื่อส่วนบุคคล
ควรกันเงินโบนัสส่วนหนึ่งหรือส่วนใหญ่ไปจัดการหนี้เหล่านั้นซะ
เข้าใจว่าคงจะจัดการได้ไม่หมดในคราวเดียว (เว้นแต่โบนัสจะอลังการงานสร้าง)
แต่อย่างน้อยช่วยลดมูลค่าหนี้ลง ลดภาระดอกเบี้ยลง และลดระยะเวลาเป็นหนี้ลง
เพื่ออิสระภาพทางการเงิน เพราะการไม่มีหนี้เป็นลาภอันประเสริฐ...
แล้วหนี้ประเภทไหนที่ควรจัดการก่อน ?
สมมติว่าเป็นหนี้ทุกประเภทที่กล่าวไว้ข้างต้น
และมีโบนัสหลังหักโน่นนี่คงเหลือ 100,000 บาท

ว่ากันด้วยเรื่องหนี้แต่ละแบบก่อน
*** อัตราดอกเบี้ยของผู้ให้สินเชื่อไม่เท่ากัน จึงคำนวณเป็นค่าเฉลี่ยจากระดับต่ำสุด-สูงสุด
1. หนี้กู้ซื้อบ้าน อัตราดอกเบี้ยเฉลี่ย 5% ต่อปี
การผ่อนชำระเป็นแบบลดต้นลดดอก
2. หนี้เช่าซื้อรถยนต์ อัตราดอกเบี้ยเฉลี่ย 3% ต่อปี
การผ่อนชำระเป็นแบบ Flat Rate คงที่เท่ากันทุกงวด
3. หนี้บัตรเครดิต อัตราดอกเบี้ย 18% ต่อปี
จ่ายขั้นต่ำจนกว่าจะหมดเงินต้น
4. หนี้สินเชื่อส่วนบุคคลหรือสินเชื่อเงินก้อน
อัตราดอกเบี้ย 20 - 28% ต่อปี ผ่อนแบบลดต้นลดดอก
สมมติว่า...
1. มีหนี้บ้านคงเหลือ 1,000,000 บาท ผ่อนเดือนละ 8,000 บาท
2. มีหนี้รถยุโรปคงเหลือ 1,000,000 บาท ผ่อนอีก 4 ปี เดือนละ 23,333 บาท
3. มีหนี้บัตรเครดิต 100,000 บาท จ่ายขั้นต่ำอยู่
4. มีหนี้เงินก้อน 100,000 บาท ผ่อนอีก 2 ปี เดือนละ 5,489 บาท
ว่ากันที่บ้านก่อน
ตามโครงสร้างการผ่อนบ้านแบบลดต้นลดดอก
ยอดคงค้าง 1,000,000 บาท
ผ่อนเดือนละ 8,000 บาท ดอกเบี้ยกลม ๆ 5% ต่อปี
เท่ากับเหลืออีก 15 ปี 8 เดือนจะผ่อนหมด
และวันที่ผ่อนหมดดอกเบี้ยรวมจะเท่ากับ 415,468 บาท
แต่...หากเดือนนี้เอาโบนัส 100,000 บาทไปโปะ
จะเหลือระยะเวลาผ่อนเพียง 13 ปี 10 เดือน
และลดดอกเบี้ย ณ วันผ่อนหมดเหลือ 324,845 บาท
ต่อกันที่รถยนต์
ถ้าจ่ายไป 100,000 บาท
ไม่มีการลดต้นลดดอก
แต่จะเหมือนการจ่ายล่วงหน้าราว 4 เดือน
เท่ากับอีก 4 เดือนถัดไปไม่มีภาระ 23,333 บาทต่อเดือน
หรือคิดอีกแบบคือจะผ่อนหมดเร็วขึ้น 4 เดือน
ตามด้วยบัตรเครดิต
หนี้ 100,000 บาท
จ่ายหมดก็หมดกัน
แต่ถ้าไม่จ่าย แล้วขั้นต่ำ 10% คือ 10,000 บาท
จะโดนดอกเบี้ย 2 เด้ง !!!
สมมติรอบบิลสรุป 24 ม.ค. และกำหนดชำระ 10 ก.พ.
เด้งแรกจะโดน ยอด x ดอกเบี้ย x จำนวนวัน ( 24 ม.ค. - 9 ก.พ.) / 365
= (100,000 x 18% x 17) / 365 เท่ากับดอกเบี้ย 838 บาท
เด้งสองจะโดน ยอดคงเหลือ x 18% x จำนวนวันถึงรอบบิลถัดไป (10 ก.พ. - 24 ก.พ.) / 365
= (90,000 x 18% x 15) / 365 เท่ากับดอกเบี้ย 666 บาท
ดังนั้นหลังจ่ายขั้นต่ำ เงินต้นจะไม่ได้เหลือแค่ 90,000 บาท
แต่จะต้องรวมดอกเบี้ยเด้งสองไปด้วย
เท่ากับต้องจ่ายทั้งหมด 90,00 + 838 + 666 เท่ากับ 91,504 บาท
และถ้ายังจ่ายขั้นต่ำอีกก็จะวนลูปดอกเบี้ยสองเด้งไปเรื่อย ๆ
ที่สำคัญหลังจ่ายขั้นต่ำ ทุกการใช้จ่ายใหม่ที่เกิดขึ้นจะคิดดอกเบี้ยทุกครั้ง
ดอกเบี้ยจะทวีคูณขึ้นไปอีก ...
ปิดท้ายที่หนี้เงินก้อน
ยอดหนี้ 100,000 บาท ผ่อนอีก 2 ปี เดือนละ 5,489 บาท ดอกเบี้ย 28% ต่อปี
ถ้าโปะก็จบ อาจจะมีเสียดอกเบี้ยนิดหน่อยนับจากวันที่ผ่อนล่าสุดถึงวันโปะ
เช่น ล่าสุดจ่าย 31 ธ.ค. แล้วมาโปะวันที่ 28 ม.ค.
จะคำนวณ (100,00 x 28% x 28) / 365 เท่ากับดอกเบี้ยจ่ายเพิ่มอีก 2,147 บาท
นอกจากจะปลอดหนี้แล้วยังมีเงินเหลือต่อเดือนเพิ่มมาอีก 5,489 บาท นะจ๊ะ
แต่...ถ้ายังผ่อนไปเรื่อย ๆ จนครบสัญญา 2 ปี
คุณจะมีภาระเดือนละ 5,489 บาท
และ ณ วันผ่อนจบจะเสียดอกเบี้ยทั้งสิ้นอีก 31,732 บาท !!!
ผมจะไม่ฟันธงว่าควรจัดการหนี้ก้อนไหนนะ เพราะเป็นเงินของท่าน...
และทุกคนคงเห็นภาพแล้วว่าหนี้อันไหนมันโหดร้ายกว่ากัน
แต่ถ้าเป็นผมนะ...ไอ่บัตรเครดิตกับสินเชื่อส่วนบุคคลนี่ต้องไปก่อนเพื่อนเลย
#ด้วยรักและหวังดีจากคนแบกหนี้ ฮ่า ๆ
#ปลดหนี้ หนีจน
#หน้าบ้าน ๆ แต่หนี้บานตะไท
#วางแผนการเงินต้อง Lumpsum
ดาวน์โหลดติดตั้งแอปฯ Lumpsum ได้แล้ววันนี้ทั้ง 2 ระบบ
iOS
Android