ไม่มีรายการ

7 เรื่องต้องรู้ก่อน "รีไฟแนนซ์รถยนต์"

09 เมษายน 2564


ผมเคยเล่าไปแล้วว่าการ "รีไฟแนนซ์รถยนต์" คล้ายกับ "รีไฟแนนซ์บ้าน"

นั่นคือการย้ายจากผู้ให้บริการสินเชื่อเดิมไปหาผู้ให้บริการสินเชื่อใหม่

แต่จะต่างกันที่วัตถุประสงค์ คือ...

"รีไฟแนนซ์บ้าน" เพื่อลดดอกเบี้ย-ค่างวด

"รีไฟแนนซ์รถยนต์" เพื่อเพิ่มสภาพคล่อง

 

"รีไฟแนนซ์รถยนต์" โดยทั่วไปแล้วดอกเบี้ยจะไม่ลดลง

เพราะใช้รูปแบบการคิดดอกเบี้ยแบบคงที่ (Fixed Rate) ตั้งแต่ตอนซื้อครั้งแรก

ดอกเบี้ยที่ต้องจ่ายทั้งหมดมันรวมอยู่ในค่างวดแล้ว

 

เช่น ซื้อรถ 1,000,000 บาท ดาวน์ 250,000 บาท ดอกเบี้ย 4%

เท่ากับว่า ขอสินเชื่อ 750,000 บาท + ดอกเบี้ย 4% ต่อปี

ดอกเบี้ยมากน้อยขึ้นอยู่กับจำนวนงวดที่ผ่อน

 

เช่น ผ่อน 5 ปี หรือ 60 เดือน จะคำนวณแบบนี้...

ยอดขอสินเชื่อ 750,000 x 4% = 30,000 บาท ต่อปี

ผ่อน 5 ปี ดอกเบี้ยก็เท่ากับ 30,000 x 5 = 150,000 บาท

นำดอกเบี้ย 150,000 รวมกับยอดขอสินเชื่อ 750,000 บาท เท่ากับ 900,000 บาท

ผ่อน 5 ปี หรือ 60 เดือน จะได้ค่างวด 900,000 / 60 = 15,000 บาทต่อเดือน

ดอกเบี้ยจ่ายจริงคือ 150,000 / 60 = 2,500 บาทต่อเดือน

 

ซึ่งการผ่อนแบบ Fixed Rate ดอกเบี้ยกระจายอยู่ในค่างวดแล้ว

ต่อให้คุณโปะ หรือ จ่ายล่วงหน้า ดอกเบี้ยก็จะไม่หายไป

 

เป้าหมายการ "รีไฟแนนซ์รถยนต์" จึงไม่ใช่การลดดอกเบี้ย

แม้ไปขอสินเชื่อจากลิสซิ่งรายใหม่ เพื่อมาปิดลิสซิ่งเดิม ก็ยังต้องจ่ายดอกเบี้ยเก่าทั้งหมดอยู่ดี

 

แม้ลิสซิ่งที่ใหม่จะให้อัตราดอกเบี้ยที่ต่ำกว่า

แต่ก็ยังต้องจ่ายดอกเบี้ยทั้งหมดของลิสซิ่งเดิม

 

ถ้าจะคิดว่า "รีไฟแนนซ์" เพื่อลดดอกเบี้ย อันนี้ไม่ใช่ !

 

การ "รีไฟแนนซ์รถยนต์" เป้าหมายหลักคือการเพิ่มสภาพคล่องมากกว่า

เพราะเรามีเงินดาวน์กับค่างวดที่จ่ายไปบ้างแล้วกับลิสซิ่งที่เดิม

 

เช่น ซื้อรถ 1,000,000 บาท ดาวน์ 250,000 บาท ดอกเบี้ย 4% ต่อปี

ผ่อนไปแล้ว 1 ปี หรือ 12 งวด เท่ากับจ่ายไปแล้ว 250,000 + (15,000 x12) = 430,000 บาท

 

ซึ่งเดิมเราขอสินเชื่อ 750,000 + ดอกเบี้ย 4% + 5 ปี = 900,000 บาท

ดังนั้นเงินต้นรวมดอกเบี้ยกับสินเชื่อเดิมจะเหลือ 900,000 - 430,000 = 470,000 บาท

 

พอเราไปขอ "รีไฟแนนซ์" กับลิสซิ่งแห่งใหม่

รถอายุ 1 ปี ราคาประเมินรถจะอยู่ที่เฉลี่ย 70-80% ขึ้นอยู่กับสภาพ

 

สมมติว่ารถประเมินได้สูงสุด 80% รถราคา 1,000,000 บาท จะได้วงเงิน 800,000 บาท

ซึ่งเมื่อเรา "รีไฟแนนซ์" ผ่าน ก็นำเงิน 800,000 บาทไปปิดยอดค้าง 470,000 บาท

เหลือเงินส่วนต่างถึง 330,000 บาท !!! เพื่อนำมาใช้เพิ่มสภาพคล่องฉุกเฉิน

 

แต่เท่ากับยอดหนี้คงค้างคุณจะเพิ่มขึ้นนะ...

800,000 บาท ข้างต้นยังไม่รวมดอกเบี้ยตามจำนวนงวดที่ผ่อนด้วย

ดังนั้นต้องคิดให้ดีว่าจำเป็นไหมจะนำเงินส่วนต่างนี้มาใช้

 

แต่ที่เกริ่นมายาวก็เพื่อให้เห็นภาพว่า...

นี่แหล่ะคือเป้าหมายของการ "รีไฟแนนซ์รถยนต์"

 

จะได้เข้าเรื่องสักทีว่า 7 สิ่งที่ควรรู้เกี่ยวกับ "รีไฟแนนซ์รถยนต์" มีอะไรบ้าง

1. วงเงินรีไฟแนนซ์ต้องปิดสินเชื่อที่เดิมได้ทั้งหมด

การรีไฟแนนซ์รถยนต์ ไม่ได้มีเกณฑ์ตายตัวว่า

"ต้องซื้อรถมาแล้วกี่ปี" หรือ "ผ่อนไปแล้วกี่งวด" ถึงจะทำได้

 

แต่สิ่งที่ลิสซิ่งแห่งใหม่จะพิจารณาเป็นพิเศษคือ 

การรีไฟแนนซ์ครั้งนี้ "ต้องปิดยอดกับลิสซิ่งเดิมได้ทั้งหมด"

อันนี้ต้องย้อนกลับไปตั้งแต่ตอนแรกที่ได้รถคันนี้มา

เพราะถ้าหากวางเงินดาวน์ตามเกณฑ์มาตรฐาน 25%

ยังไงก็ปิดได้แน่ เพราะเท่ากับคุณจ่ายค่าซื้อรถไปแล้วถึง 25%

 

แต่...หากคุณซื้อมาโดยใช้โปรโมชั่นการตลาดเช่น

"ออกรถ 0 บาท" หรือ "ดาวน์น้อยผ่อนนาน" อันนี้อาจจะลำบาก

ยิ่งผ่อนไปเพียง 1-2 ปี ยอดค้างจะยังสูงอยู่ ซึ่งอาจะ "รีไฟแนนซ์" ไม่ผ่าน

 

เช่น รถ 1,000,000 ดาวน์แค่ 10% หรือ 100,000 บาท

ดอกเบี้ย 4% ต่อปี ผ่อน 5 ปี หรือ 60 งวด

คุณจะต้องกู้ 900,000 บาท

บวกดอกเบี้ย 4% เป็นเวลา 5 ปี = 180,000 บาท

เท่ากับเงินกู้รวมดอกเบี้ย 1,080,000 บาท

ผ่อน 60 งวด ตกงวดละ 18,000 บาท

ผ่อนไปแล้ว 1 ปี = 216,000 บาท รวมเงินดาวน์ 100,000 บาท

เท่ากับจ่ายไปเพียง 316,000 บาท เหลือคงค้าง 764,000 บาท

ต่อให้กู้ได้ 80% หรือ 800,000 บาท แม้จะปิดยอดจากที่เก่าได้ก็จริง

แต่ก็จะเหลือเงินหลังปิดยอดแค่ 36,000 บาท

กับหนี้สินที่เพิ่มขึ้นมาอีก 800,000 บาท ไม่รวมดอกเบี้ยและค่างวด


นี่ไม่ต้องพูดถึงกลุ่มที่ออกรถ 0 บาท เลยนะ


แต่...วิธีนี้อาจจะดีขึ้นมาบ้าง ถ้าหากรีไฟแนนซ์ผ่านนะ

เพราะการขอสินเชื่อใหม่ เท่ากับมีโอกาสได้เพิ่มระยะการผ่อน

ลดค่างวดต่อเดือนลง เพื่อเพิ่มสภาพคล่องรายเดือนได้บ้าง

 

2. รถหรู-จดประกอบทำไม่ได้นะจ๊ะ

รถที่สามารถ "รีไฟแนนซ์ได้" คือรถยนต์ที่ใช้กันอยู่ตามท้องตลาดทั่วไป

เช่น รถยนต์นั่งส่วนบุคคล, รถกระบะ, รถตู้ และรถบรรทุกบางรายการ

แต่พวกรถหรู, รถประกอบ หรือรถนำเข้า ลิสซิ่งมักไม่รับนะครับ

เพราะประเมินราคากลางได้ยาก และป้องกันการย้อมแมวสวมทะเบียนด้วย

 

3. แหล่งเช็คราคากลาง

ส่วนใหญ่จะอยู่ตามเว็บไซต์รถมือสอง

ลอง Google ดูได้เลย เซิร์ทคำว่า "เช็คราคารถมือสอง" เพียบ !!!

ผมลองหามาให้คร่าว ๆ จากเว็บชั้นนำ เช่น ...

www.taladrod.com

www.one2car.com

www.carmana.com

www.kaidee.com

 

4. สามารถ "รีไฟแนนซ์" กับลิสซิ่งเดิมได้

คล้ายกับขอลดดอกเบี้ยบ้านนั่นแหล่ะ

ก็ไปแจ้งความประสงค์เลยว่าต้องการ "รีไฟแนนซ์"

มีออปชั่นอะไรนำเสนอบ้าง

ข้อดีคือมีโอกาสผ่านง่ายกว่า (ต้องผ่อนตรงผ่อนดีด้วยนะ)

รวมถึงประหยัดค่าใช้จ่าย ค่าธรรมเนียม และค่าโอนต่าง ๆ

แต่หากเขาไม่มีหรือไม่ให้หรืออิดออด ก็หาที่ใหม่โลด

 

5. รีไฟแนนซ์ที่ไหนได้บ้าง

หลัก ๆ ก็ธนาคารชั้นนำที่ให้บริการสินเชื่อประเภทนี้ เช่น...

กสิกรไทย

กรุงศรี

เงินติดล้อ

ธนชาต

เกียรตินาคิน

ทิสโก้

หรือลองเซิร์ทคำว่า "รีไฟแนนซ์รถยนต์" ใน Google ดู

จะมีเว็บไซต์สำหรับเปรียบเทียบข้อเสนอหลายแห่ง

หรือลองแอพลิเคชั้น "Lumpsum" ของเราก็ได้

ซึ่งมีบริการเปรียบเทียบข้อเสนอจากผู้ให้บริการหลายราย

 

6. เอกสารที่ต้องเตรียม

- บัตรประชาชนเจ้าของรถ

- ทะเบียนบ้านเจ้าของรถ

- ทะเบียนเล่มรถยนต์

- หลักฐานแสดงรายได้

 

7. ข้อควรรู้

- เจ้าของรถกับผู้รีไฟแนนซ์ต้องเป็นคนเดียวกัน

- สามารถขอรีไฟแนนซ์ได้พร้อมกันหลายที่ เพื่อเลือกข้อเสนอที่ดีที่สุด

- อายุผู้กู้บวกอายุสัญญาสินเชื่อ ต้องไม่เกินที่ลิสซิ่งระบุ

- ลิสซิ่งบางแห่งมักมีเงื่อนไขว่าเล่มทะเบียนต้องอยู่ในพื้นที่ให้บริการเท่านั้น

 

สมัครสินเชื่อรถแลกเงิน  ไม่ต้องง้อคนค้ำ >> กดเลย <<  

 

จบ........................

หนึ่งเอง หนึ่งไง จะใครล่ะ ^^

บทความแนะนำล่าสุด


บทความอื่นๆที่น่าสนใจ