ไม่มีรายการ

หลังเกษียณต้องใช้เงินเดือนละเท่าไหร่ ?

หลังเกษียณต้องใช้เงินเดือนละเท่าไหร่ ?

09 เมษายน 2567


เชื่อว่าหากได้ยินคำถามนี้ หลายๆคนก็คงหยุดคิดสักครู่แล้วก็คงตอบมาด้วยคำตอบที่หลากหลาย 

หนึ่งในวิธีการตอบที่ผมได้เคยฟังจากเคสปรึกษาการเงินหลายๆเคส คือ การตอบแบบมากไว้ก่อน 

หรือไม่ก็น้อยไว้ก่อน

 

บางคนอาจจะบอกว่า 10,000 บาท ก็น่าจะพอ เพราะคงไม่ได้ไปไหน ไม่เจอใคร ภาระน้อยลง หลายคนก็อาจจะบอกว่า ขอสัก 50,000 บาท เผื่อท่องเที่ยว เผื่อค่าหมอ

 

แน่นอนว่าไม่มีตัวเลขที่ตายตัว คนที่อยากเก็บเยอะๆไว้ก่อน ก็อาจจะปลอดภัยจริงหลังเกษียณ แต่ก็ต้องแลกมากับการที่ต้องยอมออมเพิ่มขึ้น เหนื่อยมากขึ้น หรืออาจจะต้องเสี่ยงมากขึ้น 

 

หรือแม้แต่การคิดว่ารายจ่ายเราจะลดลงเยอะมากๆ หลังเกษียณ มันก็มีแนวโน้มว่าเราจะเข้าข้างตัวเองอยู่ไม่น้อยและมันคงเศร้าถ้าแผนเกษียณที่ตั้งใจทำมาหมดความหมายเพราะเงินที่เก็บไว้ไม่พอใช้จริงในวันเกษียณ 

 

แล้วเราจะรู้ได้ยังไง ต้องมีเงินเท่าไหร่ ถึงจะพอใช้จริง วันนี้เราเลยอยากเอาวิธีประเมินเงินที่ต้องใช้หลังเกษียณที่น่าจะช่วยให้คุณได้ตัวเลขใกล้เคียงกับความเป็นจริงมาฝากกันครับ

 

 

โดยวิธีประเมินเงินใช้จ่ายหลังเกษียณหลักๆจะมีด้วยกัน 2 วิธี 

 

ประเมินรายจ่าย (Expense Method)

นี่น่าจะเป็นวิธีที่ได้รับความนิยมที่สุด เพราะ ประเมินได้ง่าย โดยเราสามารถประเมินจากค่าใช้จ่ายที่มีในแต่ละเดือนรวมถึงภาระต่างๆที่ต้องผ่อนอยู่ได้เลย

 

แต่ถ้าอยากได้ตัวเลขที่ต้องใช้จริงชัดขึ้น ผมอยากให้ลองประเมินจากค่าใช้จ่ายอ้างอิงจากปัจจุบัน โดยเขียนแยกออกมา ตั้งแต่ค่าใช้จ่ายในชีวิตประจำวัน ค่ากินค่าใช้ ค่าผ่อนภาระต่างๆ แล้วลองดูว่าค่าใช้จ่ายไหน มีโอกาสเพิ่มขึ้นหลังเกษียณ ค่าใช้จ่ายไหนจะหายไป  และที่สำคัญรายการ ค่าใช้จ่ายหลังเกษียณที่อาจจะงอกขึ้นมา อย่าง ค่าหมอ ค่ายา ค่าใช้จ่ายบำรุงดูแลทั้งตัวเอง สินทรัพย์ต่างๆ ด้วย 

 

โดยสามารถเอาค่าใช้จ่ายต่างๆ รวมๆกันเป็นรายปี แล้วจึงเฉลี่ยออกมาเป็นรายเดือน ก็จะทำให้ได้เห็นตัวเลขง่ายขึ้น (อย่าลืมรวมเงินเฟ้อด้วยนะครับ) 

 

แต่วิธีนี้มันก็มีข้อจำกัดอยู่ คือ เรื่องเวลา

 

เพราะ หากเรายังไงอายุน้อย มีเวลาก่อนเกษียณอีกนาน ค่าใช้จ่ายบางประเภทอย่างเรามองไม่เห็น นึกไม่ออก  ก็จำเป็นต้องคอยมาอัพเดตค่าใช้จ่ายต่างๆและปรับแผนให้สอดคล้องกับค่าใช้จ่ายสม่ำเสมอ 

 

 

ประเมินรายจ่ายจากรายได้  (Replacement Ratio Method)

วิธีนี้จะเหมาะกับคนที่อายุยังน้อย เพราะ ด้วยข้อจำกัดของการประเมินรายจ่ายในปัจจุบัน ที่เราอาจจะลืมค่าใช้จ่ายบางอย่างไป หรือมีค่าใช้จ่ายบางอย่างที่เรายังมองไม่เห็นตอนที่อายุน้อย 

 

ดังนั้น อีกวิธีที่เราแนะนำ คือ การคำนวณจากรายได้เป็นหลัก ซึ่งอาจจะเรียกว่าไม่สนใจรายจ่ายในปัจจุบันเท่าไหร่ เพราะเราเชื่อว่า เราจะไม่ใช้จ่ายเกินจากรายได้ของเรา (ถึงแม้ว่าในความเป็นจริงอาจจะเกินๆไปบ้างบางเดือน 555 )

 

โดยเราจะเอารายได้ปัจจุบัน ไปคิดร่วมกันการเพิ่มขึ้นของรายได้โดยเฉลี่ย 

เช่น ตอนนี้เงินเดือน 20,000 บาท ช่วง 3-5ปีที่ทำงานมา เงินเดือนขึ้นเฉลี่ย 5% 

แบบนี้เราก็จะใช้ 20,000 บาท บวก 5% ไปเรื่อยๆ จนกว่าปีที่เราจะเกษียณ 

(สามารถนำฟังก์ชันคำนวณเงินออมมาใช้คำนวณได้ คลิก

 

เมื่อได้รายได้ในปีที่เกษียณออกมา เราจะคิด 70% เพื่อเป็นค่าใช้จ่ายหลังเกษียณในแต่ละเดือน แต่วิธีนี้มันก็มีข้อจำกัดอยู่เช่นกัน คือ หลายๆสายงาน หลายๆตำแหน่งอาจจะต้องเจอกับกรอบเพดาน เงินเดือนที่มีจำกัด และก็อย่าลืมค่าใช้จ่ายอื่นๆ ที่มีโอกาสเกิดขึ้นอีก อย่างค่าประกันสุขภาพที่สูงขึ้น ค่าท่องเที่ยว ค่าใช้จ่ายคนที่ต้องดูแลเพิ่มเติม ค่าบำรุงรักษาของใช้ รถบ้าน อีกด้วย 

 

ทั้ง 2 วิธีนี้ก็มีข้อดีข้อจำกัดแตกต่างกัน ไม่ว่าคุณจะเลือกวิธีไหนก็น่าจะพอช่วยให้คุณประเมินรายจ่ายเพื่อวางแผนเกษียณได้ชัดขึ้นและเพิ่มโอกาสสำเร็จมากขึ้น

 

ปล.ทำทั้ง 2 วิธีก็ได้นะ คุณอาจจะเลือกใช้วิธี ประเมินรายจ่ายจากรายได้  (Replacement Ratio Method) ช่วงอายุยังน้อย แล้วเปลี่ยนมาใช้ประเมินรายจ่าย (Expense Method) ช่วงใกล้เกษียณก็ได้ 

บทความแนะนำล่าสุด


บทความอื่นๆที่น่าสนใจ