ต้องหาเงินให้ได้เท่าไหร่ ถึงจะพอ..
ปฏิเสธไม่ได้ว่าเงินเป็นองค์ประกอบหลักในการดำเนินชีวิตของเราในปัจจุบัน
ซึ่งแน่นอนว่า ยิ่งหาได้เยอะ มีเยอะมันก็น่าจะดี ทั้งได้มีอิสระในทางเลือก ได้ใช้ชีวิตดีๆในแบบที่ต้องการ
แต่ถ้าเราลองถอยออกมาสักนิดแล้วลองพิจารณาดูหน่อย หลายครั้ง หลายคน กลับไม่สามารถตอบตัวเองไม่ได้ว่า…ที่จริงแล้วเท่าไหร่ที่เรียกว่าเยอะสำหรับเรา ? เท่าไหร่ที่ช่วยให้คุณได้เลือกใช้ชีวิตที่ต้องการ ? แบบไหนที่เราเรียกว่าพอ ?
สุดท้ายกลับทำให้เราตั้งหน้าตั้งตาหาเงินอย่างเดียวโดยหลงลืมเป้าหมายเล็กๆระหว่างทาง หลงลืมความสุข สุขสภาพของตัวเอง หรือแม้แต่ลืมความสัมพันธ์กับคนรอบข้าง
เราใช้เวลาหลายๆปี หรือบางคนอาจจะตลอดชีวิต เพื่อเดินหน้าหาเงินให้ได้เยอะที่สุดเท่าที่ทำได้
หนักกว่านั้น เลือกที่ใช้วิธีแบบผิดๆ หรือวิธีที่เสี่ยงสูงเกินไป เพื่อเดินไปข้างหน้าอย่างเดียว แบบไร้จุดหมาย แบบไร้ทิศทางโดยไม่รู้ด้วยซ้ำว่าจุดหมายเราอยู่ตรงกันแน่
บทความนี้ผมเลยอยากชวนให้คุณหยุด !! และ ถอย !! ออกมาหาคำตอบกันครับว่า หากคุณเป็นคนนึงที่มีเป้าหมายแบบเดียวกันกับผมที่อยากหาเงินให้ได้เยอะๆ มีเงินมากๆ หรืออยากมีชีวิตดีๆแบบที่ต้องการ
เราต้องหาเงินให้ได้เท่าไหร่…ต้องมีขนาดไหน…ถึงจะพอ ?
1.พอกิน
ผมว่าเป้าหมายแรกยังไม่ต้องไปไกลครับ จุดเริ่มต้นของจำนวนเงินที่เราควรต้องประมาณการให้ได้ก่อนเลย คือ วันนี้มีกินมีใช้เพียงพอ !! ซึ่งหมายถึงออกมาจากลูปเงินเดือนชนเดือนให้ได้ก่อน ไม่ใช้เยอะเกินรายได้ ไม่เก็บเยอะจนไม่มีความสุขในชีวิต
ผมเชื่อว่าหลายคนจะมีความสามารถอย่างนึงติดตัวเหมือนกับผม คือ เมื่อรายได้เพิ่ม เราก็มักจะหาค่าใช้จ่ายให้พอดีกับรายได้ตามไปด้วย ซึ่งจริงๆผมว่ามันก็ไม่ได้ผิดนะครับ เพราะเราพยายามหารายได้เยอะ ก็เพื่อที่จะมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นนี่นา แต่มันจะเริ่มไม่ดีเท่าไหร่หากเพิ่มรายจ่ายอย่างเดียว โดยที่ไม่รู้ว่าเราหมดไปกับอะไรบ้างและเราไม่แผนสำหรับค่าใช้จ่ายเหล่านี้ แม้จะมีรายได้มากขึ้น ก็ไม่มีอะไรการันตีว่าคุณจะมีการเงินที่ดีและมีชีวิตที่ดีขึ้นได้ในระยาว
หรืออีกกรณีที่พยายามเก็บออมให้ได้เยอะที่สุด มากที่สุด ซึ่งผมเองก็เคยตกอยู่ในวิธีนี้เช่นกัน เราบีบจนหลงลืมที่จะมีความสุขไปกับระหว่างทางไม่กล้าใช้ไม่กล้าจ่าย แม้แต่เรื่องของสุขภาพของตัวเอง แต่ตอนนี้ผมคิดว่านั่นอาจไม่ใช่วิธีที่เหมาะเท่าไหร่ เพราะสุดท้ายเราก็แค่อยากมีชีวิตที่ดี ซึ่งทำไมเราต้องรออีก 5 ปี 10 ปี ทั้งๆที่เราเลือกมีวันนี้ ตอนนี้ได้เลย
ดังนั้นการวางแผนจัดการเงินให้พอกินพอใช้นั้น คือ การแบ่งจัดการค่าใช้จ่ายทุกส่วน ตั้งแต่ค่าใช้จ่ายจำเป็น ที่มีผลต่อการดำเนินชีวิตของเรา ค่าใช้จ่ายไม่จำเป็นแต่ช่วยให้เรามีความสุขเล็กๆระหว่างทาง ค่าใช้จ่ายสำหรับเป้าหมายที่ตั้งใจไว้ รวมไปถึงค่าใช้จ่ายจำเป็นที่ไม่ประจำ อย่างค่าเบี้ยประกันต่างๆด้วย ที่เป็นค่าใช้จ่ายจุดเล็กๆ แต่ทำให้หลายคนตกม้าตายจัดการเงินไม่ทันได้เหมือนกัน
ซึ่งจุดเริ่มต้นเล็กๆแบบนี้ มันดูเหมือนไม่สำคัญอะไร แต่ลองจัดการให้ได้จริงๆดูครับ แม้มันจะยังไม่ทำให้คุณรู้สึกมั่งคั่ง แต่ผมเชื่อเหลือเกินว่ามันจะทำให้คุณรู้สึกมั่นคงทางการเงิน และการไปขั้นต่อไปมันจะง่ายกว่าที่คุณคิด
2.พอมีทำตามความฝัน เป้าหมาย สิ่งที่เราอยากทำ
หนึ่งเหตุผลลำดับต้นๆ ที่หลายคนพยายามพุ่งไปข้างหน้า เพื่อที่จะหาเงินให้ได้มากๆ หารายได้ให้ได้สูงๆ ก็เพียงเพื่อให้เราได้ซื้อ ได้ทำ ได้ไปถึงเป้าหมายแบบที่ตั้งใจเอาไว้
แต่ผมก็ได้พบความน่าประหลาดใจจากหลายๆคนที่ผมได้เจอ คือ เขารู้แค่ว่า อยากไปข้างหน้า อยากมีเงินเยอะๆ
ซึ่งพอลองลงลึกเข้าไป..กลับตอบไม่ได้ว่าเป้าหมายที่จะไป คือ ที่ไหน เมื่อไหร่ ใช้เงินเท่าใด ?
…เมื่ออ่านถึงตรงนี้… ผมอยากให้คุณลองหยุด!! แล้วเอากระดาษลองมาเขียนดูครับ ว่าคุณตอบคำถามนี้ได้ไหม ?
วิธีหนึ่งที่ผมคิดว่าจะช่วยให้คุณสามารถหาจำนวนเงินที่พอดีกับตัวเองได้ คือ คุณต้องรู้สถานที่ที่จะไปก่อน เพื่อให้คุณหาเส้นทาง วิธีการเดินทาง ที่เหมาะกับเป้าหมายของคุณ
คุณอยากทำอะไร…
เมื่อไหร่…
ใช้เงินเท่าไหร่…
หลายครั้งที่ผมได้พบว่า บางเป้าหมายของหลายคนเริ่มทำได้เลย บางเป้าหมายต้องใช้เงินใช้เวลาเยอะ แต่พอภาพเราไม่ชัด เราก็เลยคิดว่ายังไม่จำเป็นต้องเริ่มตอนนี้ ซึ่งมันจะยิ่งน่ากลัวหากเป้าหมายเป็นเป้าหมายนั้นสำคัญ แต่คุณเหลือเวลาน้อย แล้วลือกใช้วิธีที่เสี่ยงเกินไป
ดังนั้น ผมว่ายังไม่ต้องไปไกล ลองหยุดและถอยออกมา และเขียนภาพนี้ออกมาให้ชัดก่อน
บางทีคุณอาจจะพบว่า เป้าหมายของคุณอาจจะใกล้ถึงแล้วก็ได้ หรือบางเป้าหมายของคุณเป็นไปได้โดยที่ไม่ต้องเหนื่อยขนาดนั้นหรอก…
3.พอจัดการความเสี่ยงที่จะเกิดขึ้น
“ ความเสี่ยงบางอย่างเราขจัดออกไปไม่ได้ แต่เราจำกัดและจัดการความเสี่ยงได้ ”
หลายๆความเสี่ยงคุณอาจจะสามารถควบคุมได้ด้วยตัวเอง อย่างฝนตกถนนลื่น คุณอาจเลือกที่จะไม่ขับรถออกไป ปิดไฟถอดปลั๊กก่อนออกจากบ้านทุกครั้ง ไม่ทำกิจกรรมที่เสี่ยงต่อชีวิต
แต่ก็ต้องยอมรับว่า เราก็ยังไม่สามารถขจัดมันออกไปได้ 100% อยู่ดี
บางครั้งความเสี่ยงไม่เกิดกับเรา แต่ไปเกิดกับคนรอบตัวครอบครัวเรา และหลายครั้งเราก็ปฏิเสธความรับผิดชอบเหล่านั้นไม่ได้ซะด้วย
เมื่อเราไม่สามารถขจัดมันออกไปได้ แต่สิ่งที่เราทุกคนพอที่จะทำได้ คือ การจำกัดและจัดการความเสี่ยงของคุณซะ !!! อย่าให้ตัวเองต้องสูญเสียความมั่งคั่งทั้งหมดจากความเสี่ยงที่คาดไม่ถึง
ความเสี่ยงทางการเงิน
เมื่อรายได้ขาดหาย ภาระค่าใช้จ่ายที่ไม่คาดคิด มีการเปลี่ยนแปลงในชีวิต
เวลาเราพูดถึงขาดรายได้ ตกงาน ถูกลดเงินเดือน หลายๆคนอาจจะปฏิเสธขึ้นมาทันทีว่า มันมีโอกาสเกิดขึ้นกับเขาน้อย ยิ่งถ้าคุณเป็นคนที่ทำงานในสายงานที่รายได้ดีๆ เป็นที่ต้องการของตลาดสูงๆ มันก็ดูแทบจะไม่มีความเสี่ยงในเรื่องนี้เลย
แต่หากเราลองมองลึกลงไปจะพบมิติที่มากกว่านั้น ความเสี่ยงทางการเงินอาจไม่ใช่แค่คุณโดนไล่ออก บริษัทผลประกอบการไม่ดี
แต่มันครอบคลุมถึงทุกการเปลี่ยนแปลงของชีวิตคุณ “ที่มีเงินเป็นส่วนประกอบ”
นั่นหมายความว่า บางคนอาจจะต้องกลับไปดูแลคนในครอบครัวที่ป่วยในต่างจังหวัดกระทันหัน
บางคนต้องเจอกับค่าใช้จ่ายบ้าน รถ คนในครอบครัวแบบที่ไม่คาดฝัน
ดังนั้น การเผื่อเงินเผื่อใจเตรียมแผนรับมือสิ่งเหล่านี้บ้าง ผมว่ามันไม่ใช่เรื่องไกลตัวเราเลย แต่มันจะยิ่งช่วยให้คุณประเมินจำนวนเงินที่ต้องได้ชัดเจนขึ้น
ความเสี่ยงด้านชีวิต สุขภาพร่างกาย (ตัวเองและคนที่ต้องดูแล)
“ประสบการณ์ช่วยให้เราตระหนักและเรียนรู้” เรื่องบางเรื่องเมื่อมันยังไม่เกิด ยังไม่ถึงเวลา มันก็ดูไม่สำคัญ
ความเสี่ยงด้านชีวิต สุขภาพร่างกาย เป็นหนึ่งเรื่องที่ผมเชื่อว่าหลายๆคนรู้สึกว่ามันไกลตัวมากๆ และแน่นอนว่าผมก็เคยเป็นหนึ่งในนั้นครับ แต่ผมว่ามันก็ไม่แปลกเพราะเรานึกภาพไม่ค่อยออกเท่าไหร่ ว่าถ้าเกิดแล้วจะรุนแรงแค่ไหน จะจำเป็นและสำคัญยังไงจนกว่าเราจะผ่านประสบการณ์ของตัวเอง
แต่ถึงจะเป็นแบบนั้นผมก็ไม่อยากให้เกิดขึ้นกับทุกคนนะครับ เพราะการแก้ปัญหาคุณอาจจะต้องจ่ายราคาแพงมากกว่าการป้อง
ดังนั้น ผมอยากชวนให้ลองคิดลองพิจาณาหน่อยครับว่า อันไหนเราจะพอที่จะประมาณการได้ว่าตัวเราเสี่ยงเรื่องอะไรและจะเลือกจัดการกับความเสี่ยงนี้ยังไง ลองเขียนออกมาดูครับ
ความเสี่ยงบางอย่างคุณก็สามารถป้องกันเองได้ อย่างเริ่มจากง่ายๆ ตั้งแต่ดูแลตัวเอง ออกกำลังกาย กินอาหารที่ดี เพื่อลดความเสี่ยงที่จะเจ็บป่วยรวมไปถึงเกิดโรคต่างๆ หรือเราจะเลือกแบกรับความเสี่ยงนี้ไว้เอง โดยใช้ชีวิตแบบสุดเหวี่ยง คุณก็สามารถเลือกได้
ส่วนความเสี่ยงที่เลี่ยงไม่ได้คุณก็สามารถจำกัดได้ อย่างค่ารักษาพยาบาลต่างๆ ที่คุณสามารถเลือกได้ว่าจะแบกรับเองหรือจะโอนออก เพราะก็ต้องยอมรับครับ ว่าเมื่อเราโอนออก นั่นหมายความว่าเราอาจจะต้องจ่ายเงินให้บริษัทประกันภัย มันอาจจะทำให้ความมั่งคั่งในระยะสั้นเราลดลง แต่นั่นก็เท่ากับว่ามันก็การันตีได้ส่วนนึงว่าหากเกิดอะไร เงินในกระเป๋าเราจะไม่หายวาบไปชั่วข้ามคืน
อย่าลืมว่าความเสี่ยงเป็นสิ่งที่ขจัดไม่ได้ แต่คุณสามารถเลือกจำกัดมันได้ อย่างกรณีนี้ค่าเบี้ยประกันที่เราสามารถวางแผนไว้ในค่าใช้จ่ายล่วงหน้าได้
4.พอจ่ายให้ตัวเราเองในอนาคต
ไม่ต้องเยอะ แต่ให้นานและสม่ำเสมอ …
อนาคต… ดูเหมือนจะเป็นคำที่ห่างไกลจริงๆ และเราก็ไม่รู้ว่ามันจะเป็นยังไงด้วยซ้ำ
ชีวิต ความต้องการ เป้าหมายมันก็น่าจะเปลี่ยนไปเรื่อยๆ ตามโลกที่พัฒนา ตามกาลเวลาที่เราเติบโต
แต่สิ่งนึงที่ผมคิดว่า มันช่วยให้คุณสามารถเห็นภาพได้ชัดขึ้น คือ ไม่รู้อนาคตจะเป็นยังไง แต่อย่างน้อยให้มันไม่แย่กว่าปัจจุบันก็พอ
ซึ่งการประเมินเทียบเคียงจากปัจจุบันจะช่วยให้คุณสามารถแพลนการเงินตัวเองได้ชัดขึ้น
นั่นหมายความว่า ถ้าวันนั้นเรามีกิน มีใช้ มีทำตามเป้าหมายต่างๆ แบบวันนี้!! นั้นมันก็น่าจะพอ
มันอาจจะไม่จำเป็นต้องสวยหรู มั่งคั่งมากๆ แต่มันก็การันตีได้ว่าวันนั้นคุณจะไม่ลำบากแน่นอน
คุณอาจจะไม่จำเป็นต้องอัดทำงานวันนี้หนักๆเก็บเงินเยอะๆ ไว้เพื่ออนาคตอย่างเดียว
แต่เราอยากให้คุณค่อยๆทำ ทำสม่ำเสมอ มีความถี่ที่มากพอ และที่สำคัญเริ่มทำทันที
เพราะยิ่งคุณมีเวลาเตรียมตัวเยอะเท่าไหร่ คุณก็จะมีเวลาได้วางแผนได้ลองทำเยอะ เสี่ยงสูงขึ้นได้ มีเวลารับมือ และที่สำคัญมันจะใช้เงินน้อยลง
ถึงตอนนี้…ผมตอบให้ไม่ได้ครับว่าคุณต้องมีเงินเท่าไหร่ถึงจะพอ… บางคน 1 ล้าน ก็โอเค บางคน 2 ล้าน โอ้โหวโคตรเยอะเลย แต่บางคน 5 ล้านก็อาจจะบอกว่าห่างไกลจากเป้าหมายเขามากๆ
สุดท้ายมันไม่มีตัวเลขไหนที่จะเป็นไม้บรรทัดมาบอกคุณว่ามันใช่ มันถูกต้อง มันจะมีแต่จำนวนที่พอดีที่เหมาะกับเป้าหมายคุณ
ดังนั้น ลองถอยออกมาสักก้าว แล้วลองพิจารณาจากที่ 4 ข้อที่ผมได้เล่าไป…ซึ่งผมว่าหวังว่าคุณจะเจอคำตอบที่ใช่ ว่าคุณ ต้องหาเงินให้ได้เท่าไหร่ ถึงจะพอ
หากต้องการปรึกษาวางแผนการเงินส่วนตัวโดยมีผู้เชี่ยวชาญให้คำแนะนำอย่างครอบคลุม คลิกที่นี่ได้เลย
#TESTTHANASIT