ต้องหาเงินให้ได้เท่าไหร่ ถึงจะพอ

ต้องหาเงินให้ได้เท่าไหร่ ถึงจะพอ.. ปฏิเสธไม่ได้ว่าเงินเป็นองค์ประกอบหลักในการดำเนินชีวิตของเราในปัจจุบัน ซึ่งแน่นอนว่า ยิ่งหาได้เยอะ มีเยอะมันก็น่าจะดี ทั้งได้มีอิสระในทางเลือก ได้ใช้ชีวิตดีๆในแบบที่ต้องการ แต่ถ้าเราลองถอยออกมาสักนิดแล้วลองพิจารณาดูหน่อย หลายครั้ง หลายคน กลับไม่สามารถตอบตัวเองไม่ได้ว่า…ที่จริงแล้วเท่าไหร่ที่เรียกว่าเยอะสำหรับเรา ? เท่าไหร่ที่ช่วยให้คุณได้เลือกใช้ชีวิตที่ต้องการ ? แบบไหนที่เราเรียกว่าพอ ? สุดท้ายกลับทำให้เราตั้งหน้าตั้งตาหาเงินอย่างเดียวโดยหลงลืมเป้าหมายเล็กๆระหว่างทาง หลงลืมความสุข สุขสภาพของตัวเอง หรือแม้แต่ลืมความสัมพันธ์กับคนรอบข้าง เราใช้เวลาหลายๆปี หรือบางคนอาจจะตลอดชีวิต เพื่อเดินหน้าหาเงินให้ได้เยอะที่สุดเท่าที่ทำได้ หนักกว่านั้น เลือกที่ใช้วิธีแบบผิดๆ หรือวิธีที่เสี่ยงสูงเกินไป เพื่อเดินไปข้างหน้าอย่างเดียว แบบไร้จุดหมาย แบบไร้ทิศทางโดยไม่รู้ด้วยซ้ำว่าจุดหมายเราอยู่ตรงกันแน่ บทความนี้ผมเลยอยากชวนให้คุณหยุด !! และ ถอย !! ออกมาหาคำตอบกันครับว่า หากคุณเป็นคนนึงที่มีเป้าหมายแบบเดียวกันกับผมที่อยากหาเงินให้ได้เยอะๆ มีเงินมากๆ หรืออยากมีชีวิตดีๆแบบที่ต้องการ เราต้องหาเงินให้ได้เท่าไหร่…ต้องมีขนาดไหน…ถึงจะพอ ? 1.พอกิน ผมว่าเป้าหมายแรกยังไม่ต้องไปไกลครับ จุดเริ่มต้นของจำนวนเงินที่เราควรต้องประมาณการให้ได้ก่อนเลย คือ วันนี้มีกินมีใช้เพียงพอ !! ซึ่งหมายถึงออกมาจากลูปเงินเดือนชนเดือนให้ได้ก่อน ไม่ใช้เยอะเกินรายได้ ไม่เก็บเยอะจนไม่มีความสุขในชีวิต ผมเชื่อว่าหลายคนจะมีความสามารถอย่างนึงติดตัวเหมือนกับผม คือ เมื่อรายได้เพิ่ม เราก็มักจะหาค่าใช้จ่ายให้พอดีกับรายได้ตามไปด้วย ซึ่งจริงๆผมว่ามันก็ไม่ได้ผิดนะครับ เพราะเราพยายามหารายได้เยอะ ก็เพื่อที่จะมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นนี่นา แต่มันจะเริ่มไม่ดีเท่าไหร่หากเพิ่มรายจ่ายอย่างเดียว โดยที่ไม่รู้ว่าเราหมดไปกับอะไรบ้างและเราไม่แผนสำหรับค่าใช้จ่ายเหล่านี้ แม้จะมีรายได้มากขึ้น ก็ไม่มีอะไรการันตีว่าคุณจะมีการเงินที่ดีและมีชีวิตที่ดีขึ้นได้ในระยาว หรืออีกกรณีที่พยายามเก็บออมให้ได้เยอะที่สุด มากที่สุด ซึ่งผมเองก็เคยตกอยู่ในวิธีนี้เช่นกัน เราบีบจนหลงลืมที่จะมีความสุขไปกับระหว่างทางไม่กล้าใช้ไม่กล้าจ่าย แม้แต่เรื่องของสุขภาพของตัวเอง แต่ตอนนี้ผมคิดว่านั่นอาจไม่ใช่วิธีที่เหมาะเท่าไหร่ เพราะสุดท้ายเราก็แค่อยากมีชีวิตที่ดี ซึ่งทำไมเราต้องรออีก 5 ปี 10 ปี ทั้งๆที่เราเลือกมีวันนี้ ตอนนี้ได้เลย ดังนั้นการวางแผนจัดการเงินให้พอกินพอใช้นั้น คือ การแบ่งจัดการค่าใช้จ่ายทุกส่วน ตั้งแต่ค่าใช้จ่ายจำเป็น ที่มีผลต่อการดำเนินชีวิตของเรา ค่าใช้จ่ายไม่จำเป็นแต่ช่วยให้เรามีความสุขเล็กๆระหว่างทาง ค่าใช้จ่ายสำหรับเป้าหมายที่ตั้งใจไว้ รวมไปถึงค่าใช้จ่ายจำเป็นที่ไม่ประจำ อย่างค่าเบี้ยประกันต่างๆด้วย ที่เป็นค่าใช้จ่ายจุดเล็กๆ แต่ทำให้หลายคนตกม้าตายจัดการเงินไม่ทันได้เหมือนกัน ซึ่งจุดเริ่มต้นเล็กๆแบบนี้ มันดูเหมือนไม่สำคัญอะไร แต่ลองจัดการให้ได้จริงๆดูครับ แม้มันจะยังไม่ทำให้คุณรู้สึกมั่งคั่ง แต่ผมเชื่อเหลือเกินว่ามันจะทำให้คุณรู้สึกมั่นคงทางการเงิน และการไปขั้นต่อไปมันจะง่ายกว่าที่คุณคิด 2.พอมีทำตามความฝัน เป้าหมาย สิ่งที่เราอยากทำ หนึ่งเหตุผลลำดับต้นๆ ที่หลายคนพยายามพุ่งไปข้างหน้า เพื่อที่จะหาเงินให้ได้มากๆ หารายได้ให้ได้สูงๆ ก็เพียงเพื่อให้เราได้ซื้อ ได้ทำ ได้ไปถึงเป้าหมายแบบที่ตั้งใจเอาไว้ แต่ผมก็ได้พบความน่าประหลาดใจจากหลายๆคนที่ผมได้เจอ คือ เขารู้แค่ว่า อยากไปข้างหน้า อยากมีเงินเยอะๆ ซึ่งพอลองลงลึกเข้าไป..กลับตอบไม่ได้ว่าเป้าหมายที่จะไป คือ ที่ไหน เมื่อไหร่ ใช้เงินเท่าใด ? …เมื่ออ่านถึงตรงนี้… ผมอยากให้คุณลองหยุด!! แล้วเอากระดาษลองมาเขียนดูครับ ว่าคุณตอบคำถามนี้ได้ไหม ? วิธีหนึ่งที่ผมคิดว่าจะช่วยให้คุณสามารถหาจำนวนเงินที่พอดีกับตัวเองได้ คือ คุณต้องรู้สถานที่ที่จะไปก่อน เพื่อให้คุณหาเส้นทาง วิธีการเดินทาง ที่เหมาะกับเป้าหมายของคุณ คุณอยากทำอะไร… เมื่อไหร่… ใช้เงินเท่าไหร่… หลายครั้งที่ผมได้พบว่า บางเป้าหมายของหลายคนเริ่มทำได้เลย บางเป้าหมายต้องใช้เงินใช้เวลาเยอะ แต่พอภาพเราไม่ชัด เราก็เลยคิดว่ายังไม่จำเป็นต้องเริ่มตอนนี้ ซึ่งมันจะยิ่งน่ากลัวหากเป้าหมายเป็นเป้าหมายนั้นสำคัญ แต่คุณเหลือเวลาน้อย แล้วลือกใช้วิธีที่เสี่ยงเกินไป ดังนั้น ผมว่ายังไม่ต้องไปไกล ลองหยุดและถอยออกมา และเขียนภาพนี้ออกมาให้ชัดก่อน บางทีคุณอาจจะพบว่า เป้าหมายของคุณอาจจะใกล้ถึงแล้วก็ได้ หรือบางเป้าหมายของคุณเป็นไปได้โดยที่ไม่ต้องเหนื่อยขนาดนั้นหรอก… 3.พอจัดการความเสี่ยงที่จะเกิดขึ้น “ ความเสี่ยงบางอย่างเราขจัดออกไปไม่ได้ แต่เราจำกัดและจัดการความเสี่ยงได้ ” หลายๆความเสี่ยงคุณอาจจะสามารถควบคุมได้ด้วยตัวเอง อย่างฝนตกถนนลื่น คุณอาจเลือกที่จะไม่ขับรถออกไป ปิดไฟถอดปลั๊กก่อนออกจากบ้านทุกครั้ง ไม่ทำกิจกรรมที่เสี่ยงต่อชีวิต แต่ก็ต้องยอมรับว่า เราก็ยังไม่สามารถขจัดมันออกไปได้ 100% อยู่ดี บางครั้งความเสี่ยงไม่เกิดกับเรา แต่ไปเกิดกับคนรอบตัวครอบครัวเรา และหลายครั้งเราก็ปฏิเสธความรับผิดชอบเหล่านั้นไม่ได้ซะด้วย เมื่อเราไม่สามารถขจัดมันออกไปได้ แต่สิ่งที่เราทุกคนพอที่จะทำได้ คือ การจำกัดและจัดการความเสี่ยงของคุณซะ !!! อย่าให้ตัวเองต้องสูญเสียความมั่งคั่งทั้งหมดจากความเสี่ยงที่คาดไม่ถึง ความเสี่ยงทางการเงิน เมื่อรายได้ขาดหาย ภาระค่าใช้จ่ายที่ไม่คาดคิด มีการเปลี่ยนแปลงในชีวิต เวลาเราพูดถึงขาดรายได้ ตกงาน ถูกลดเงินเดือน หลายๆคนอาจจะปฏิเสธขึ้นมาทันทีว่า มันมีโอกาสเกิดขึ้นกับเขาน้อย ยิ่งถ้าคุณเป็นคนที่ทำงานในสายงานที่รายได้ดีๆ เป็นที่ต้องการของตลาดสูงๆ มันก็ดูแทบจะไม่มีความเสี่ยงในเรื่องนี้เลย แต่หากเราลองมองลึกลงไปจะพบมิติที่มากกว่านั้น ความเสี่ยงทางการเงินอาจไม่ใช่แค่คุณโดนไล่ออก บริษัทผลประกอบการไม่ดี แต่มันครอบคลุมถึงทุกการเปลี่ยนแปลงของชีวิตคุณ “ที่มีเงินเป็นส่วนประกอบ” นั่นหมายความว่า บางคนอาจจะต้องกลับไปดูแลคนในครอบครัวที่ป่วยในต่างจังหวัดกระทันหัน บางคนต้องเจอกับค่าใช้จ่ายบ้าน รถ คนในครอบครัวแบบที่ไม่คาดฝัน ดังนั้น การเผื่อเงินเผื่อใจเตรียมแผนรับมือสิ่งเหล่านี้บ้าง ผมว่ามันไม่ใช่เรื่องไกลตัวเราเลย แต่มันจะยิ่งช่วยให้คุณประเมินจำนวนเงินที่ต้องได้ชัดเจนขึ้น ความเสี่ยงด้านชีวิต สุขภาพร่างกาย (ตัวเองและคนที่ต้องดูแล) “ประสบการณ์ช่วยให้เราตระหนักและเรียนรู้” เรื่องบางเรื่องเมื่อมันยังไม่เกิด ยังไม่ถึงเวลา มันก็ดูไม่สำคัญ ความเสี่ยงด้านชีวิต สุขภาพร่างกาย เป็นหนึ่งเรื่องที่ผมเชื่อว่าหลายๆคนรู้สึกว่ามันไกลตัวมากๆ และแน่นอนว่าผมก็เคยเป็นหนึ่งในนั้นครับ แต่ผมว่ามันก็ไม่แปลกเพราะเรานึกภาพไม่ค่อยออกเท่าไหร่ ว่าถ้าเกิดแล้วจะรุนแรงแค่ไหน จะจำเป็นและสำคัญยังไงจนกว่าเราจะผ่านประสบการณ์ของตัวเอง แต่ถึงจะเป็นแบบนั้นผมก็ไม่อยากให้เกิดขึ้นกับทุกคนนะครับ เพราะการแก้ปัญหาคุณอาจจะต้องจ่ายราคาแพงมากกว่าการป้อง ดังนั้น ผมอยากชวนให้ลองคิดลองพิจาณาหน่อยครับว่า อันไหนเราจะพอที่จะประมาณการได้ว่าตัวเราเสี่ยงเรื่องอะไรและจะเลือกจัดการกับความเสี่ยงนี้ยังไง ลองเขียนออกมาดูครับ ความเสี่ยงบางอย่างคุณก็สามารถป้องกันเองได้ อย่างเริ่มจากง่ายๆ ตั้งแต่ดูแลตัวเอง ออกกำลังกาย กินอาหารที่ดี เพื่อลดความเสี่ยงที่จะเจ็บป่วยรวมไปถึงเกิดโรคต่างๆ หรือเราจะเลือกแบกรับความเสี่ยงนี้ไว้เอง โดยใช้ชีวิตแบบสุดเหวี่ยง คุณก็สามารถเลือกได้ ส่วนความเสี่ยงที่เลี่ยงไม่ได้คุณก็สามารถจำกัดได้ อย่างค่ารักษาพยาบาลต่างๆ ที่คุณสามารถเลือกได้ว่าจะแบกรับเองหรือจะโอนออก เพราะก็ต้องยอมรับครับ ว่าเมื่อเราโอนออก นั่นหมายความว่าเราอาจจะต้องจ่ายเงินให้บริษัทประกันภัย มันอาจจะทำให้ความมั่งคั่งในระยะสั้นเราลดลง แต่นั่นก็เท่ากับว่ามันก็การันตีได้ส่วนนึงว่าหากเกิดอะไร เงินในกระเป๋าเราจะไม่หายวาบไปชั่วข้ามคืน อย่าลืมว่าความเสี่ยงเป็นสิ่งที่ขจัดไม่ได้ แต่คุณสามารถเลือกจำกัดมันได้ อย่างกรณีนี้ค่าเบี้ยประกันที่เราสามารถวางแผนไว้ในค่าใช้จ่ายล่วงหน้าได้ 4.พอจ่ายให้ตัวเราเองในอนาคต ไม่ต้องเยอะ แต่ให้นานและสม่ำเสมอ … อนาคต… ดูเหมือนจะเป็นคำที่ห่างไกลจริงๆ และเราก็ไม่รู้ว่ามันจะเป็นยังไงด้วยซ้ำ ชีวิต ความต้องการ เป้าหมายมันก็น่าจะเปลี่ยนไปเรื่อยๆ ตามโลกที่พัฒนา ตามกาลเวลาที่เราเติบโต แต่สิ่งนึงที่ผมคิดว่า มันช่วยให้คุณสามารถเห็นภาพได้ชัดขึ้น คือ ไม่รู้อนาคตจะเป็นยังไง แต่อย่างน้อยให้มันไม่แย่กว่าปัจจุบันก็พอ ซึ่งการประเมินเทียบเคียงจากปัจจุบันจะช่วยให้คุณสามารถแพลนการเงินตัวเองได้ชัดขึ้น นั่นหมายความว่า ถ้าวันนั้นเรามีกิน มีใช้ มีทำตามเป้าหมายต่างๆ แบบวันนี้!! นั้นมันก็น่าจะพอ มันอาจจะไม่จำเป็นต้องสวยหรู มั่งคั่งมากๆ แต่มันก็การันตีได้ว่าวันนั้นคุณจะไม่ลำบากแน่นอน คุณอาจจะไม่จำเป็นต้องอัดทำงานวันนี้หนักๆเก็บเงินเยอะๆ ไว้เพื่ออนาคตอย่างเดียว แต่เราอยากให้คุณค่อยๆทำ ทำสม่ำเสมอ มีความถี่ที่มากพอ และที่สำคัญเริ่มทำทันที เพราะยิ่งคุณมีเวลาเตรียมตัวเยอะเท่าไหร่ คุณก็จะมีเวลาได้วางแผนได้ลองทำเยอะ เสี่ยงสูงขึ้นได้ มีเวลารับมือ และที่สำคัญมันจะใช้เงินน้อยลง ถึงตอนนี้…ผมตอบให้ไม่ได้ครับว่าคุณต้องมีเงินเท่าไหร่ถึงจะพอ… บางคน 1 ล้าน ก็โอเค บางคน 2 ล้าน โอ้โหวโคตรเยอะเลย แต่บางคน 5 ล้านก็อาจจะบอกว่าห่างไกลจากเป้าหมายเขามากๆ สุดท้ายมันไม่มีตัวเลขไหนที่จะเป็นไม้บรรทัดมาบอกคุณว่ามันใช่ มันถูกต้อง มันจะมีแต่จำนวนที่พอดีที่เหมาะกับเป้าหมายคุณ ดังนั้น ลองถอยออกมาสักก้าว แล้วลองพิจารณาจากที่ 4 ข้อที่ผมได้เล่าไป…ซึ่งผมว่าหวังว่าคุณจะเจอคำตอบที่ใช่ ว่าคุณ ต้องหาเงินให้ได้เท่าไหร่ ถึงจะพอ หากต้องการปรึกษาวางแผนการเงินส่วนตัวโดยมีผู้เชี่ยวชาญให้คำแนะนำอย่างครอบคลุม คลิกที่นี่ได้เลย #TESTTHANASIT

  เทส ธนสิทธิ์


  29 สิงหาคม 2566

เมื่อไหร่ฉันจะรวยนะ?... เรารวยรึยังนะ?

เมื่อไหร่ฉันจะรวยนะ…. เรารวยรึยังนะ…. อยากรวย ทำยังไงถึงจะรวย …ประโยคติดปากของหลายๆคน ที่ผมมักได้ยินอยู่เสมอ..แน่นอนว่าผมก็เป็น 1 ใน 100 คนนั้นแหละ ที่อยากรวยซึ่งหลายปีที่ผ่านมาผมพยายามแกะความหมายหาคำตอบของคำๆนี้ เพื่อให้ผมได้วางแผนได้ชัดขึ้นแต่เหนื่อยน้อยลง… รวย … คำสั้นๆแต่ความหมายลึกซึ้งเราอยากรวย แต่ไอรวยเนี่ย มันเป็นยังไงนะ ? หน้าตาเป็นแบบไหน ? เท่าไหร่ที่เรียกว่ารวย ?ที่สำคัญทำไมเราหลายๆคนถึงพยายามไขว่คว้าต้องการเป็นแบบนั้น …. …อ่านถึงตรงนี้… ผมอยากให้คุณ หยุด!! และลองนั่งคิดสัก 30 วิสิ้ ว่าคำตอบของคุณคืออะไร ? วันนี้ผมอยากมาชวนอ่านเรื่องนี้ด้วยกันครับ…เผื่อคุณจะเข้าใจ เห็นมุมต่าง และเจอความรวยในแบบของตัวคุณเองมากขึ้น 1.รวย = มั่งคั่ง รวย ที่เรารู้สึกว่า เอ๊ะ ฉันอยากรวย ฉันอยากมีเงินเยอะๆ แต่นั้นเพราะคุณอยากที่จะมั่งคั่งมากขึ้นจริงๆ หรือ ลึกๆแล้วเพราะฉันอยากจ่าย อยากซื้อในสิ่งที่อยากได้ หรือซื้อสิ่งที่ทำให้คนอื่นรู้สึกว่าฉันรวยกันนะ ถ้าความรวยคือ ความมั่งคั่งขึ้น การที่เห็นตัวเลขในบัญชีเพิ่มขึ้นจากการสะสมความมั่งคั่งไว้ นั่นรึเปล่าที่เรียกว่า รวย แต่หากเราอยากซื้อทุกอย่างที่อยากได้ ใช้จ่ายเกินความจำเป็นมากไป เท่ากับเรากำลังทำให้ความรวยของเราลดลงสินะ หรือจริงๆ เราไม่ได้อยากรวยกันนะ แต่เราแค่อยากใช้เงินเพื่อให้เราดูรวยกันแน่ 2.รายได้เพิ่มขึ้น ≠ รวยขึ้น ในประเด็นนี้ผมว่าหลายๆคนอาจจะเคยเจอคล้ายๆผม คือ เมื่อรายได้เพิ่ม แต่ความรวยเรากลับไม่เพิ่มขึ้น ทำไมถึงเป็นแบบนั้นละ… ก็ถ้าคุณเป็นคนนึงที่ รายสูงขึ้น รสนิยมสูงขึ้น ความต้องการสูงขึ้น มันก็ไม่แปลกที่ความรวยในทางบัญชีจะไม่ได้เพิ่มขึ้นตามไปด้วย แต่ผมเข้าใจได้ครับว่า ทำงานเหนื่อยมา หามาก็ต้องใช้มันก็ถูกต้องแล้ว ซึ่งผมไม่แนะนำ!!! ให้คุณเก็บๆเงินอย่างเดียวด้วย...แต่การใช้ที่อาจเกินความจำเป็นไปนิด ใช้จ่ายเพิ่มขึ้นตามการเพิ่มของรายได้ตลอด คุณก็ต้องยอมรับนะครับว่า มันอาจทำลายความฝันที่อยากรวยของคุณไป ดังนั้น ผมคิดว่าการใช้ไม่ผิด การซื้อของที่ต้องการไม่แปลก แต่ผมอยากให้คุณลองหยุดสักนิด ลองเขียนค่าใช้จ่ายจริงๆออกมาดู และกำหนดค่าใช้จ่ายแต่ละส่วน ซึ่งไม่จำเป็นต้องตั้งแบบบีบตัวเองนะครับ เชื่อเถอะครับ คุณจะเห็นทางรวยชัดขึ้น 3.ความกังวลเรื่องเงิน ≠ รวย ความกังวลเรื่องเงินที่ไม่ได้อยู่ที่จำนวนเงิน… ถ้าคุณเงินน้อย.. คุณก็อาจจะกังวลว่าจะจัดการยังไงให้เงินพอใช้ทั้งเดือนถ้าคุณเริ่มเก็บออมเงินได้ก้อนนึง คุณก็อาจจะกังวลว่าเงินเก็บที่มีจะทำยังไงให้งอกเงยถ้าคุณเริ่มมีเงินเยอะขึ้นก็อยากเอาไปลงทุนอะไรสักอย่าง คุณก็อาจจะกังวลว่า เงินต้นจะหายไหม กำไรจะเยอะรึเปล่า ขาดทุนขึ้นมาจะทำยังไง เอ๊ะ!! ทำไมเราถึงกังวลเรื่องเงินตลอดเวลาเลยนะ น่าแปลกไหมครับ...ที่ความกังวลเรื่องเงินกลับไม่ได้อยู่ที่จำนวนเงิน แต่กลับขึ้นอยู่ที่วิธีจัดการและแผนการเงินของคุณ ถ้าคุณเงินน้อย.. คุณจำเป็นต้องลองทำบัญชีรายรับ รายจ่ายดูว่าตรงไหนเป็นจุดบอดที่ดูดเงินคุณออกไปเยอะที่สุด …ถ้าเป็นหนี้ คุณสามารถจัดการให้การผ่อนต่ำลงได้ไหม อย่างการเปลี่ยนรูปแบบสินเชื่อ การยืดเวลาผ่อนออกไป การลดดอกเบี้ยลง…ถ้าค่าใช้จ่ายเยอะ ตรงไหนพอสามารถปรับลดได้ไหม หรือคุณพอทำอะไรที่เพิ่มรายได้ได้บ้างถ้าคุณจัดการค่าใช้จ่ายได้มีเงินพอใช้ กังวลเรื่องเงินน้อยลง ผมว่าคุณเริ่มมาถูกทางที่จะเจอกับความรวยแล้ว ถ้าคุณเริ่มเก็บออมเงินได้ก้อนนึง…คุณจำเป็นที่จะต้องวางแผนเผื่อค่าใช้จ่ายที่ไม่คาดคิด ก่อนที่จะกังวลว่าจะทำยังไงให้เงินงอกเงย เพราะ ถ้าเกิดวันดีคืนดี มีค่าใช้จ่ายไม่คาดคิดโผล่ขึ้นมา เงินเก็บก้อนเดียวที่มีถอนก็ไม่ได้ ก็ต้องหากู้หายืมเพิ่ม นั่นอาจเป็นจุดเริ่มต้นที่คุณจะวนกลับไปเจอปัญหาเงินไม่พอใช้อีกครั้ง และยิ่งห่างไกลจากความรวยมากขึ้น ถ้าคุณเริ่มมีเงินเยอะขึ้นก่อนจะลงทุนทำอะไรสักอย่าง…คุณจำเป็นต้องวางแผนก่อน ว่าสิ่งที่จะลงทุนมีความเสี่ยงมากน้อยแค่ไหน แน่นอนว่าเสี่ยงสูง ผลตอบแทนก็สูงตามไปด้วย แต่คุณก็จำเป็นต้องเตรียมใจเรื่องการขาดทุนอยู่บ้าง และคุณอาจจะต้องให้เวลาเขามากพอ เพื่อให้เขาสามารถผลิดอกออกผลได้ในเวลาที่เหมาะสม นั่นหมายความว่า คุณจะต้องรู้ว่าเป้าหมายของเงินก้อนนี้คุณจะใช้มันเมื่อไหร่… ไม่ว่าคุณจะเจอกับการลงทุนที่ดีแค่ไหน ผลตอบแทนจะสูงเท่าไหร่ แต่ถ้าคุณยังกังวลใจนั่นอาจจะไม่ใช่ตัวเลือกที่ดีในตอนนี้ เพราะมันใช่ในเวลาที่ไม่ใช่ และจะทำให้การตัดสินใจคุณยิ่งห่างไกลจากความรวย 4.ความรวยของเราไม่เท่ากัน … เมื่อเป้าหมาย ความฝัน ความพอใจของเราต่างกัน ความรวยจึงไม่มีบรรทัดฐานที่แน่นอน… ถ้าเป้าหมายของคุณ คือ ต้องมีเงินมากมาย เพื่อซื้อทุกสิ่งที่จำเป็นและใช้จ่ายทุกอย่างที่ต้องการ คุณอาจจะต้องเหนื่อยหน่อย…ผมเป็นกำลังใจให้ครับ แต่ถ้าเป้าหมายของคุณ คือ มีเงินกินใช้ มีเงินเกษียณ มีเงินปกป้องความเสี่ยงสุขภาพร่างกายของตัวเองและครอบครัว มีเงินเพียงพอต่อเป้าหมายการเงินที่สำคัญของคุณ และตอนนี้คุณก็กำลังเดินตามเป้าหมายของคุณในทุกวัน โดยการแบ่งใช้ให้พอ แบ่งเก็บให้ได้ กำหนดเป้าหมายให้เป็น ลงทุนให้ถูกเวลา นั่นผมว่าคุณก็เริ่มเห็นทางรวยในแบบของคุณแล้ว…ผมยินดีด้วยครับ ไม่ว่าคุณจะเลือกเส้นทางแบบไหนก็ถูกทั้งนั้น คุณไม่ต้องไปตัดสินว่านิยามความรวยของใครถูกของใครผิด คุณไม่ต้องมาเปรียบเทียบว่าคุณรวยกว่าผมหรือคุณรวยกว่าเพื่อน สำคัญที่วันนี้คุณมีความสุขไหม ถ้าเหนื่อยไหมได้พักบ้างรึยัง ใจดีกับตัวเองบ้างรึเปล่า…ตรงนี้สิที่ผมอยากให้คุณเจอความรวยในนิยามของตัวเอง…หากคุณเจอแล้วผมยินดีและดีใจด้วยครับ แต่ถ้ายัง…ไม่เป็นอะไรเลย ค่อยๆหาไปครับ แต่ผมหวังว่าบทความนี้จะพอช่วยให้คุณเจอเส้นทางความรวยในแบบของคุณและเราจะมีชีวิตการเงินที่ดีขึ้นไปพร้อมๆกัน ถ้ามีเรื่องอะไรสงสัย อยากมาพูดคุยปรึกษาเรื่องการเงิน คลิก เข้ามาคุยกันได้ครับ #TESTTHANASIT

  เทส ธนสิทธิ์


  30 มิถุนายน 2566

"เวลา" สิ่งมีค่าในเส้นทางสู่อิสรภาพทางการเงิน

" เวลา กับ เงิน " ถ้ามีคนขอซื้อเวลาคุณ 1 ปี ต้องจ่ายเงินให้คุณเท่าไหร่ ? 1 แสน พอไหม 1 ล้าน ได้หรือเปล่า หรือต้องสัก 10 ล้าน ถึงจะกำลังดีเงินเท่าไหร่กันนะที่จะเพียงพอและสมเหตุสมผลสำหรับเวลา 1 ปี ของคุณ ลองหยุด..แล้วคิดสัก 30 วิ ดูครับ… บางคนก็อาจจะยอมขายตั้งแต่ 1 แสนแรก บางคนอาจจะบอกว่าขอ 1 ล้านก็แล้วกันและผมเชื่อว่าหลายคนก็คงรู้สึกว่า 10 ล้านฉันก็ไม่ขายให้คุณ!!! เอ๊ะ!! เงินก็สำคัญ เวลาก็มีค่า แล้วเราควรจัดการ 2 สิ่งนี้ยังไงดี ? 1. เวลามีค่าแค่ไหนกัน ในยุคที่ค่าครองชีพขึ้นสูงลิบ การที่หลาย ๆ คนจะเก็บเงินสักก้อนไม่ใช่เรื่องง่ายแต่ผมว่าก็อาจจะไม่ใช่เรื่องยากเกินไป ถ้าเราใส่สิ่งหนึ่งที่เรามีเหมือนกันเข้าไป นั่นคือ “เวลา” สมมติ…คุณมีเป้าหมายเก็บเงินเกษียณตอนอายุ 60 ปีเก็บจำนวนเท่าเดิมไม่เพิ่มขึ้นเลย และคาดหวังผลตอบแทนเท่าเดิมที่ 5 % ถ้าคุณเริ่มตอนอายุ 22 ปี เก็บด้วยเงิน 1,500 บาท/เดือน ตอนอายุ 60 ปี คุณจะมีเงิน1,938,772 บาท แต่ถ้าเรารู้สึกว่ารอเงินเดือนเยอะก่อนค่อยเก็บเยอะ ๆ ก็ได้… จะเป็นยังไง? เริ่มตอนอายุ 35 ปี เก็บเงิน 3,000 บาท/เดือน ตอนอายุ 60 ปี คุณจะมีเงิน 1,718,176 บาท แล้วถ้าเริ่มตอนอายุ 45 ปี เก็บเงิน 6,000 บาท/เดือน คุณจะมีเงิน 1,553,657 บาท ซึ่งเราคงปฏิเสธไม่ได้ว่าการที่เรามีเงินเยอะขึ้น หาได้เก่งขึ้น ก็เป็นสิ่งที่ดีแต่ผมว่าสิ่งที่สำคัญไม่แพ้กันคือการที่เราใส่เวลาเข้าไป เพราะ ยิ่งคุณเริ่มได้เร็วเท่าไหร่ ก็มีโอกาสให้คุณสามารถไปถึงเป้าหมายทางการเงินได้เช่นเดียวกัน 2. เพิ่มตัวช่วยให้เงิน + เวลา มีค่าทวีคูณ ต้นไม้รดน้ำเฉย ๆ ก็เติบโตได้ แต่ถ้าอยากให้เติบโตได้ไว เติบโตได้ใหญ่ ก็ต้องใส่ปุ๋ย เงินก็เหมือนกัน… 2.1 ใส่เงิน + เวลา ก็เติบโตได้ เงิน 1,000 บาท/เดือน + เวลา 10 ปี = 120,000 บาทหรือ 12,000 บาท/ปี แต่จะเติบโตดีกว่า ถ้า…เงิน + เวลา + ผลตอบแทน 2.2 เงิน x (1+ผลตอบแทน) เวลา 12,000 บาท/ปี x (1+8%) 10 = 144,866 บาทสิ่งมหัศจรรย์หนึ่งที่เรียกว่า พลังดอกเบี้ยทบต้น หากคุณใช้ให้ถูกจะยิ่งช่วยให้เกิดพลังทวีคูณของเงินมากขึ้น 3. ให้เวลาเงินได้ผลิบานดูบ้าง ในยุคที่ทุกอย่างเร็วขึ้น ทำปุ๊บก็อยากได้ผลปั๊บแต่ก็ยังมีอีกหลายอย่างที่ยังต้องการเวลาเพื่อให้ดอกผลนั้นผลิบานในเรื่องผลตอบแทนก็คล้ายกัน อาจจะมีหลายเทคนิค มีหลาย ๆ สินทรัพย์ ที่ทำให้คุณหวังจะเติบโตได้เร็ว แต่แน่นอนไม่มีอะไรได้มาฟรี คุณจำเป็นต้องมีเทคนิคที่ดี วางแผนให้คม เพื่อจัดการกับความเสี่ยงที่ต้องแลกกัน แต่ถ้าคุณยังมีเวลามากพอและอยากยืนระยะให้ได้ยาว ผมว่าบางทีลองปล่อยให้เวลาเป็นตัวช่วยให้เงินได้ผลิบานดูบ้างก็ดีนะครับ คุณอาจจะเจอดอกผลที่สวยงามกว่าก็ได้ 4. สม่ำเสมอยังใช้ได้ดีเสมอ แม้ว่าอาจจะวิธีที่ช่วยให้คุณมีเงินเยอะได้ในช่วงข้ามคืนแต่การหมั่นเติมและคอยรักษาความมั่งคั่งอย่างสม่ำเสมอผมว่าก็ยังคงเป็นวิธีที่ดีเสมอ ที่ช่วยให้คุณไปถึงทุกเป้าหมายทางการเงินของคุณ… อ่านมาถึงตรงนี้แล้าหากต้องการปรึกษาวางแผนการเงินแบบส่วนตัวง่ายๆเพียง คลิกที่นี่ ไม่ว่าตอนนี้คุณจะอยู่ตรงจุดไหนของเส้นทางการเงินของคุณ แต่ผมเชื่อว่าถ้าคุณ หยุด!! และลองพิจารณาให้ค่ากับเวลามากขึ้น คุณก็มีโอกาสเข้าสู่เส้นทางอิสรภาพการเงินในแบบของคุณแน่นอน เป็นกำลังใจให้ครับ … :-)

  เทส ธนสิทธิ์


  17 พฤษภาคม 2566

เก็บเงิน 1 ล้านบาท ภายใน 1 ปี จะมีทางเป็นไปได้ไหม

ช่วงต้นปีแบบนี้ เรามักจะวางแผนเริ่มปีใหม่ด้วยการอยากเป็นคนที่ดีขึ้นกว่าเดิม ทั้งวิถีชีวิต การงาน รวมถึงเรื่องที่คงปฏิเสธไม่ได้ว่าเป็นส่วนสำคัญในชีวิตนั่นคือเรื่อง "การเงิน" ผมว่าตอนนี้เป็นช่วงเวลาที่น่าจะเหมาะสำหรับการเอาเป้าหมายการเงินยอดฮิตลำดับต้นๆ ของใครหลายคนมาพูดคุยกัน"อย่างการเก็บเงินให้ได้ 1,000,000 บาท" ซึ่งการมีเป้าหมายการเงินนั้นเป็นสิ่งที่ดีมาก ๆ ไม่ว่าคุณจะมีเป้าหมายที่จำนวนเงินเท่าไหร่ก็ตาม ผมว่าคุณมาถูกทางแล้ว คือ รู้เป้าหมายของตัวเอง แต่มันมีความน่าสนใจอยู่ที่เป้าหมายที่เราตั้งกันไว้ในทุก ๆ ปี มันกลายเป็นเพียงเป้าหมายที่ตั้งไว้ลอย ๆ พอเวลาผ่านไป 2 3 เดือน เราก็ลืมไปซะแล้ว หรือทำช่วงที่มีไฟตอนแรก ๆ แล้วก็ล้มเลิกก่อน ยังไม่เคยทำสำเร็จสักที ถ้าคุณเป็นคนหนึ่งที่เป็นแบบนั้นผมบอกเลยว่าเป็นปกติ คุณยังมีเพื่อนอีกเยอะ ซึ่งผมก็เคยเป็นหนึ่งในนั้นเช่นเดียวกัน แต่สำหรับปีนี้เราจะต่างออกไปเมื่อคุณได้ลองทำสิ่งเหล่านี้อย่างจริงจัง!!! 1. เขียนเป้าหมายการเงินออกมาให้ชัด เมื่อสิ่งที่เราคิดมันถูกแปลออกมาเป็นคำพูดหรือตัวอักษรความตั้งใจมันจะต่างออกไป ไม่เชื่อก็ลองดู!!! ลองเขียนเป้าหมายการเงินที่เป็นตัวเลขออกมาดูครับ ว่าปีนี้คุณมีแพลนอยากจะมีเงินเก็บเท่าไหร่ การที่คุณคิดเฉย ๆ มันสามารถเปลี่ยนแปลงได้ตลอดเวลา ไม่ทำก็ไม่มีใครว่า แต่เมื่อคุณลองลงมือเขียนตัวเลขนั้นลงไป สมองจะเริ่มโฟกัสมากขึ้น จริงจังมากขึ้น แล้วคุณจะรู้สึกได้ว่าเป้าหมายที่เขียนลงไปมีค่ามากขึ้น คุณจะเริ่มคิดถึงความเป็นไปได้ คิดหาแนวทางที่จะนำพาไปถึงเป้า รวมถึงเจอตัวเลขที่เป็นเป้าหมายการเงินจริง ๆ ของคุณมากกว่าการคิดสนุก ๆ ในหัว 2. จัดการสิ่งที่มีก่อนทำสิ่งที่ฝัน (เริ่มให้ง่าย) หลายครั้งที่เป้าหมายเราไม่สำเร็จเพราะมันยากเกินไป ต้องออกแรงเยอะ ถ้าแรงใจคุณไม่แข็งแกร่งพอสุดท้ายจะกลายเป็นล้มเลิกเหมือนที่ผ่าน ๆ มา ผมคิดว่าเป็นปกติของมนุษย์ที่เราอยากจะคิดใหญ่ ๆ ทำเร็ว ๆ เช่น อยากมีเงิน 1,000,000 บาทใน 1 ปี ก็ทำธุรกิจอะไรสักอย่างแล้วเก็บเงินเดือนละ 83,333 บาท ไม่ก็มีเงินต้น 100,000 บาท หาหุ้น 10 เด้ง ก็ถึงเป้าหมายแล้ว แต่ความเป็นจริงมันแตกต่างออกไป เราไม่อยากทำอะไรยาก ๆ เรากลัวการล้มเหลว และที่สำคัญกลัวการเริ่มต้น ซึ่งผมว่านั่นแหละเป็นจุดเริ่มต้นในการไปไม่ถึงเป้าหมายดังนั้น ผมว่าสิ่งที่คุณควรเริ่มจัดการทำคือทำในสิ่งที่มี สิ่งที่คุณรู้คำถามอาจจะไม่ใช่ว่า “คุณต้องทำอะไร” ให้ไปถึงเป้าหมาย แต่คำถามที่คุณต้องถามตัวเองอาจจะเปลี่ยนไปเป็น “อะไรที่คุณทำได้บ้าง เพื่อช่วยให้คุณไปถึงเป้าหมายนั้น” 3. ตั้งเป้าหมายย่อย ผมเรียกมันว่าแผนสำรองใจ เพราะหลายครั้งที่เราไม่สามารถทำเป้าหมายได้สำเร็จ มันเกิดจากโฟกัสเป้าหมายปลายทางเพียงอย่างเดียว ซึ่งการโฟกัสเป้าหมายเป็นสิ่งที่ดีนะครับ แต่ถ้าเส้นทางมันไกลมาก สิ่งที่จะช่วยให้คุณทำสิ่งที่ควรทำ มีวินัยเพื่อสิ่งที่ต้องการ คือการตั้งเป้าหมายย่อย เพื่อให้อย่างน้อยทำให้คุณเห็นว่าเราขยับมาอีกสเต็ปแล้วนะ เราดีขึ้นกว่าเดิมแล้วนะ นั่นจะช่วยเป็นกำลังใจเป็นแรงผลักดันที่ดี และที่สำคัญจะช่วยให้คุณไม่ล้มเลิกจากเป้าหมายง่ายๆ เช่น อยากมีเงิน 1,000,000 บาท เป้าหมายย่อยคุณอาจจะเป็น 100,000 บาท 10 ครั้ง สมมติ 100,000 แรกทำได้ใน 3 เดือนแรก พอเดือนที่4 มีเรื่องจำเป็นต้องใช้เงินจริง ๆ ยังเก็บต่อไม่ได้ มันจะทำให้มุมมองคุณเปลี่ยนไป คือ ฉันทำ 10% แรกได้แล้ว เมื่อฉันพร้อมจะไปในสเต็ปที่ 2 คือ 100,000 ถัดมา นั่นก็จะทำให้คุณไม่หลุดโฟกัสจากเป้าหมายใหญ่แต่ถ้าคุณมอง 1,000,000 เลย พอเก็บได้ 100,000 แล้วมีเรื่องต้องใช้เงิน นั่นอาจจะทำให้คุณรู้สึกว่า คุณล้มเหลว เพราะไม่เคยทำตามเป้าหมายได้เลยสักครั้ง และอาจเป็นจุดสำคัญที่ทำให้คุณล้มเลิก 4. ปิดจุดบอดของความล้มเหลว สร้างโอกาสเพื่อความสำเร็จ ผมว่าหลาย ๆ คนอาจจะเป็นคล้าย ๆ ผม เมื่อเรามีไฟเราพร้อมจะทำทุกอย่าง เราอยากใส่พลังให้เต็มที่แต่จุดนึงเมื่อไฟเริ่มเบา เราเริ่มเหนื่อย ใจเริ่มไม่นิ่ง ความตั้งใจความอยากก็เริ่มลดลง ซึ่งนั่นกลายเป็นจุดบอดเล็กๆ ที่ทำให้เราล้มเลิกระหว่างทางไปไม่เคยถึงเป้าหมายสักที ดังนั้นเราจึงต้องเข้าใจตัวเองและหาตัวช่วยซะ เช่น เป้าหมายอยากมีเงินเก็บ 1,000,000 บาทแล้วอะไรละ? ที่จะเป็นตัวขัดขวางเป้าหมายนี้สมมติ คุณตอบว่า ตัวฉันนี่แหละ!!! เก็บเงินยาก มีเรื่องต้องใช้เยอะงั้นลองเขียนมันออกมาครับ ว่าคุณเก็บเงินยาก มีเท่าไหร่ก็ใช้หมด มีวิธีอะไรช่วยปิดจุดบอดนี้?ฝากแม่ ฝากแฟน หักเข้ากองทุนสำรองเลี้ยงชีพเยอะ ๆ ตัดเข้ากองทุนรวม ทำบัญชีรายรับรายจ่ายเพื่อแจงรายการโอนไปบัญชีเก็บต่าง ๆ ตัวช่วยอะไรก็ได้ที่ทำให้เงินไม่ต้องมาอยู่ในมือคุณ!!! แต่ถ้าบอกว่า เพราะฉันมีค่าใช้จ่ายของครอบครัวเยอะ ประกันชีวิต ประกันรถ ค่าบำรุงรักษาค่าซ่อมต่าง ๆ ค่าใช้จ่ายพิเศษของคนในครอบครัว คุณก็ปิดจุดบอดนี้ด้วยการแบ่งเงินให้ชัดเจน สมมติปกติเก็บเดือนละ 10,000 โดยไม่ได้คิดถึงค่าใช้จ่ายเหล่านี้ เมื่อค่าใช้จ่ายเหล่านี้เกิดขึ้น ก็ต้องไปดึงเงินเก็บออกมา แผนก็เสียคุณจึงจำเป็นจะต้องมานั่งดูแล้วแหละว่า เงิน 10,000 นี้อาจไม่ใช่เงินเก็บของคุณ เงินเก็บจริง ๆ หลังจากจัดการค่าใช้จ่ายที่เราลืมไประหว่างทางเป็นเท่าไหร่ นั่นแหละเงินของคุณที่สามารถเอาไปจัดเก็บตามแผนได้แบบไม่มีปัญหาตามมา ซึ่งถ้าคุณลองทำแล้วมันอาจจะเหลือน้อยนิด ยังไม่ต้องกังวลนะครับ ผมอยากให้คุณได้ระบบเป็นแบบแผนก่อน แล้วเชื่อเถอะครับว่าคุณจะหาแนวทางปรับลด หาเพิ่ม ทำมันให้ดีขึ้นได้แน่นอน 5. เมื่อไม่พร้อมยิ่งควรเริ่มทำ ผมว่าหลาย ๆ คนอาจจะเป็นคล้าย ๆ ผม คือ แผนเยอะแยะไปหมด อยากทำหลายอย่าง แต่หลายครั้งมันไม่สำเร็จ ไม่ใช่เพราะผิดแผนนะ แต่…เพราะมันยังไม่ได้ทำ!!! การวางแผนที่ดี การประเมินความเสี่ยง ความเตรียมพร้อม นั่นเป็นสิ่งที่ดีครับ ผมไม่เถียงเลยว่า 3 สิ่งนี้เราควรมีและควรทำ แต่หลาย ๆ ครั้งมันก็เป็นดาบ 2 คม ที่ทำให้เราได้แค่คิด…แล้วก็คิด… แล้วมันก็จบไปซึ่งสิ่งที่จะช่วยให้คุณสามารถแก้ปัญหานี้ได้ คือ ทำมันซะ!!! เริ่มให้ง่าย ทำสิ่งที่ทำได้ก่อน เริ่มในความเสี่ยงที่ยอมเสียหายได้แน่นอนครับว่ามันไม่มีทางสมบูรณ์แบบในทันที แต่นั่นจะทำให้คุณเริ่มเห็นแนวทางที่จะเติบโต เห็นปัญหาจริงๆ หน้างาน และนั่นจะพาคุณขยับไปสู่เป้าหมายอีกขั้น ผมว่ามันคล้าย ๆ กับคำที่พูดว่า “หาเงินล้านแรกนั่นยาก ล้านต่อไปจะง่ายขึ้น” คำกล่าวนี้ไม่ได้บอกว่าโลกจะใจดีกับคุณมากขึ้น ชีวิตคุณจะง่ายขึ้น แต่นั่นมันบอกว่าคุณควรก้าวออกไปเริ่มหาวิธีหาแผนการในแบบของคุณซะ!!! ลองเอาทั้ง 5 แนวคิดนี้ไปลองปรับให้เข้ากับเป้าหมายปีนี้ของคุณดูนะครับ ไม่ต้องกังวลว่าแผนจะไม่ดี ไม่ต้องเครียดถ้ามันจะไม่สมบูรณ์แบบ แต่ผมเชื่อว่าคุณจะเจอแผนที่เหมาะสำหรับคุณ หรือใครที่เริ่มวางแผนการเงินแล้วแต่ยังไม่มั่นใจในแผนการเงินของตัวเองขณะนี้ Lumpsum มีโครงการที่สามารถปรึกษาวางแผนการเงิน แบบตัวต่อตัว กับผม หากสนใจสามารถ คลิกที่นี่ ได้เลยครับ และหวังว่าจะทำให้ปีนี้เป็นปีที่ดีกว่าเดิม เข้าใกล้ความสำเร็จของตัวเองไปอีกขั้น เป็นกำลังใจให้ครับ…^^ #testthanasit

  เทส ธนสิทธิ์


  12 มกราคม 2566

การเงินสะดุด จะเลือกหยุดหรือว่าไปต่อ

หนึ่งสาเหตุสำคัญที่หลาย ๆ คนไม่กล้าวางแผนการเงิน เพราะกลัวเห็นการใช้เงินตัวเองและอาจจะต้องลดค่าใช้จ่าย ลดคุณภาพชีวิตตอนนี้ลง แต่นั่นกลับเป็นสาเหตุสำคัญทำให้หลาย ๆ คนเกิดปัญหาการเงินตามมา ถ้าคุณรู้ว่าทางข้างหน้าอาจมีหินร่วงลงมาก่อนที่คุณจะถึงเป้าหมายปลายทางคุณจะทำยังไงดี ? 1. ไม่เดินทางไปที่ปลายทางนั้นเลย 2. ไปให้ถึงเป้าหมายที่ต้องการ แต่ไปแบบระมัดระวังขึ้น หรือเปลี่ยนเส้นทางเพื่อให้ไปถึงเป้าหมายนั้นเช่นกัน หากมองเรื่องนี้เป็นเรื่องของการเงิน คำตอบของหลายๆ คนที่กลัวการรู้การเงินตัวเอง กลัวการวางแผนการเงิน เพราะคุณกำลังเลือกวิธีที่ 1กลัวที่จะไม่ได้ในสิ่งที่ต้องการ กลัวต้องลดคุณภาพชีวิตลง กลัวที่จะไม่ได้ไปถึงเป้าหมายก็เลยเลือกใช้วิธีลุยเลย เดี๋ยวเราก็แก้ปัญหาหน้างานได้ "ซื้อก่อนเดี๋ยวก็จ่ายไหวเอง"ซึ่งแนวคิดนี้ผมคิดว่าก็ไม่ได้ผิด หลาย ๆ ครั้งที่ผมก็เคยทำ หลายๆ ครั้งที่เห็นหลาย ๆ คนทำแบบนี้ก็สำเร็จ และไปถึงเป้าหมายได้ แต่ประเด็นสำคัญคือ ปัจจัยรอบข้างของแต่ละคนไม่เหมือนกัน ภาระหน้าที่ค่าใช้จ่ายต่างกัน จึงไม่ใช่ว่าวิธีเดียวกันจะทำให้ทุกคนถึงเป้าหมายได้เหมือนกัน และ แม้ว่าคุณจะเป็นคนหนึ่งที่มีโอกาสทำสำเร็จ แต่คุณอาจจะต้องละทิ้งเป้าหมายเล็ก ๆ หรือความสุขระหว่างทาง เพื่อให้ไปถึงเป้าหมายปลายทางนั้นอย่างเดียว สมมติว่า คุณอยากมีบ้านสักหลัง คุณอาจจะเลือกใช้วิธีเช็กค่าใช้จ่ายในชีวิตประจำวันคร่าว ๆ แล้วรู้สึกว่าผ่อนไหวก็ลุยเลย มันก็ดูไม่น่าจะมีปัญหาอะไร… แต่เราอาจจะหลงอะไรบางอย่างรึเปล่า….ลืมค่าใช้จ่ายแฝงอื่น ๆ …ค่าส่วนกลาง / ค่าประกัน / ค่าบำรุงรักษา…ค่าใช้จ่ายส่วนตัวบางอย่าง …ค่าประกันชีวิตสิ้นปี / ค่าภาษีปีหน้ารวมถึงเป้าหมายเล็ก ๆ และความสุขระหว่างทาง … ซื้อมือถือเครื่องใหม่ใน 2 ปีข้างหน้า / พาคุณแม่ไปเที่ยวบ้าง / จ่ายค่าเรียนพัฒนาตัวเองแน่นอนครับ มันทำให้คุณไปถึงเป้าหมายได้แต่อาจจะต้องลองถามตัวเองว่า คุ้มไหม ? แล้วถ้าเราเลือกใช้วิธีที่ 2 ล่ะ วางแผนการเงินล่วงหน้า …ค่าใช้จ่ายส่วนตัวที่ไม่ได้มาบ่อย ๆ …เบี้ยประกันชีวิต ประกันรถ ค่าบำรุงรักษารถคันเก่า อย่างค่าแบต เปลี่ยนยาง ถ่ายน้ำมันเครื่องน้ำมันเกียร์เป้าหมายย่อยระหว่างทาง… อยากเรียนต่อในอีก 2 ปี / อยากเริ่มทำธุรกิจของตัวเองในปีหน้า / อยากพาคุณแม่ไปเที่ยวทุกไตรมาสแล้วถ้าจะซื้อบ้าน!!!คุณจะเห็นภาพชัดขึ้นว่า…เราต้องกันเงินบางส่วนไว้จ่ายค่าใช้จ่ายและเป้าหมายอื่น ๆ ด้วยนะ การซื้อบ้านมีค่าใช้จ่ายแฝงทีนี้เราจะสามารถจัดการได้แล้วว่า ถ้าเรามีเงินก้อนหนึ่งจะดาวน์บ้าน อาจจะต้องตัดไปดาวน์แค่บางส่วน ที่เหลือกันไว้ใช้จ่ายส่วนอื่น ๆ / เงินเดือนออกมาในแต่ละเดือนเราไม่สามารถเอาไปจ่ายค่าบ้านได้ทั้งหมด เช่น เป้าหมายเดิม คุณอยากดาวน์บ้าน 300,000 บาท ผ่อน 20,000 บาท อาจจะต้องปรับเป็น ดาวน์ 150,000 บาท ผ่อน 12,000 บาท หรือแม้แต่ยืดระยะเวลาออกไปอีก 1 ปี แล้วค่อยซื้อแต่แลกกับการที่คุณสามารถพาคุณแม่ไปเที่ยวได้ คุณได้เรียนและพัฒนาตัวเเองในสิ่งที่ชอบ คุณมีเงินใช้และได้ลองทำในสิ่งที่ต้องการระหว่างทาง หากมองเรื่องตัวเลขอาจจะดูไม่คุ้มค่าสักเท่าไหร่ ไปถึงเป้าหมายช้าหน่อย…แต่ถ้าการวางแผนล่วงหน้า แลกมากับการที่คุณสามารถไปถึงได้ทุกเป้าหมายแบบปลอดภัยขึ้น คุณมีความสุข ความสบายใจ …. เชื่อเถอะครับ คุ้มกว่าแน่นอน อ่านมาถึงตรงนี้กันแล้ว ต้องการวางแผนการเงินแล้วหรือยัง สามารถปรึกษา Lumpsum ได้ที่นี่เลย

  เทส ธนสิทธิ์


  08 ธันวาคม 2565

วางแผนการเงินเหมือนกัน ทำไมบางคนปัง บางคนพัง

เงินจำนวนเท่ากัน แต่การจัดลำดับความสำคัญต่างกัน...การวางแผนการเงินจึงเป็นเรื่องของทุกคน เงินจำนวน 10,000 / 100,000 / 1,000,000 บาทถ้ามองที่จำนวนของเงินก็ดูคล้ายกัน ไม่ว่าเงินจำนวนนี้จะอยู่กับผมหรือคุณ มันก็สามารถทำให้เราเอาไปใช้ตามเป้าหมายต่างๆที่เราต้องการได้ แต่นั่นมันเป็นแบบนั้นจริงๆ ใช่ไหม ?จำนวนเงินเท่ากันของเราสามารถจัดการคล้ายกันได้จริงๆใช่ไหม ? หลากหลายคำถามที่หลายๆคนส่งข้อมูลมาให้เราร่วมวางแผนการเงินLumpsum มีโครงการรับวางแผนการเงิน ฟรี ไม่มีค่าใช้จ่าย คลิกเลย! เป้าหมายพื้นฐานคล้ายกัน… อยากซื้อบ้าน / อยากซื้อรถ / อยากลงทุน ตอนนี้มีเงินเก็บอยู่ก้อนนึงเอาไปทำอะไรดี ? แต่หากมองลึกลงไปเมื่อบริบทเราต่างกัน จำนวนเงินเท่ากัน แม้เป้าหมายคล้ายกัน แต่การวางแผนจัดลำดับความสำคัญของเงินอาจไม่เท่ากัน สมมติ มีนาย A กับนาย B นาย A มีเงินเก็บ 300,000 บาท มีค่าใช้จ่าย เดือนละ 50,000 บาท มีเป้าหมายอยากดาวน์รถสักคัน นาย A อาจจะต้องพิจารณาบริบทตัวเอง ว่าถ้านำเงินเก็บก้อนนี้ไปดาวน์รถทั้งหมด หากมีค่าใช้จ่ายเพิ่มเติมในขณะผ่อนรถจะจัดการยังไง หรือแม้แต่หากมีเรื่องฉุกเฉินที่ต้องใช้เงินจะทำยังไง ? เงินเก็บ 300,000 บาท ที่มีตอนนี้อาจจะเหมาะแก่การเป็นเงินสำรอง 6 เดือน ซึ่งหากนาย A ต้องการใช้รถจริงๆ อาจจะต้องวางแผนเก็บเงินดาวน์ใหม่ หรือกู้ 100เพื่อให้สามารถไปถึงเป้าหมายที่วางไว้ได้ ขณะเดียวกันการเงินเราก็ยังปลอดภัยด้วยเพราะ ราคาที่ต้องจ่ายในการป้องกันปัญหา ถูกกว่า ราคาที่ต้องจ่ายในการแก้ปัญหาแน่นอน ทีนี้เรามาดูฝั่งนาย B กันบ้าง… นาย B มีเงินเก็บ 300,000 บาท เท่ากับนาย Aมีค่าใช้จ่าย เดือนละ 20,000 บาท มีเป้าหมายอยากดาวน์รถเหมือนกับนาย Aถ้าเรามาพิจาณานาย B หากมีค่าใช้จ่ายเพิ่มเติมในขณะผ่อนรถจะจัดการยังไงหรือแม้แต่หากมีเรื่องฉุกเฉินที่ต้องใช้เงินจะทำยังไง ? ถ้าดูจากค่าใช้จ่าย นาย B ก็ควรสำรองเงินไว้ 6 เดือนเหมือนกันเท่ากับ 120,000 บาท เงินก้อนนี้ก็น่าจะเพียงพอให้นาย B ขยับตัวได้หากมีเหตุต้องใช้เงินและถึงแม้ว่านาย B จะเก็บเงินสำรองแล้ว ก็ยังเหลือเงินให้เอาไปดาวน์รถอีก 180,000 บาทตอนนี้ไม่ว่าคุณจะเป็นนาย A หรือ นาย Bการที่คุณมีค่าใช้จ่ายจำเป็นมากกว่าคนอื่น…มีเป้าหมายอยากได้ในสิ่งที่ต้องการ…นั่นไม่ผิดอะไรเลย แต่สิ่งที่คุณควรรู้คือบริบทตัวเอง เพราะเมื่อเรามีบริบทต่างกัน…. แม้เราจะมีเงินจำนวนเท่ากัน เป้าหมายคล้ายกัน แต่แผนการเงินของเราต่างกัน การจัดลำดับความสำคัญต่างกัน...การวางแผนการเงินจึงเป็นเรื่องของทุกคน #TESTTHANASIT

  เทส ธนสิทธิ์


  17 พฤศจิกายน 2565

Loading...

ยังไม่มีข้อมูลเพิ่มเติม