ช่วงต้นปีแบบนี้ เรามักจะวางแผนเริ่มปีใหม่ด้วยการอยากเป็นคนที่ดีขึ้นกว่าเดิม ทั้งวิถีชีวิต การงาน รวมถึงเรื่องที่คงปฏิเสธไม่ได้ว่าเป็นส่วนสำคัญในชีวิตนั่นคือเรื่อง "การเงิน"
ผมว่าตอนนี้เป็นช่วงเวลาที่น่าจะเหมาะสำหรับการเอาเป้าหมายการเงินยอดฮิตลำดับต้นๆ ของใครหลายคนมาพูดคุยกัน
"อย่างการเก็บเงินให้ได้ 1,000,000 บาท"
ซึ่งการมีเป้าหมายการเงินนั้นเป็นสิ่งที่ดีมาก ๆ ไม่ว่าคุณจะมีเป้าหมายที่จำนวนเงินเท่าไหร่ก็ตาม ผมว่าคุณมาถูกทางแล้ว คือ รู้เป้าหมายของตัวเอง
แต่มันมีความน่าสนใจอยู่ที่เป้าหมายที่เราตั้งกันไว้ในทุก ๆ ปี มันกลายเป็นเพียงเป้าหมายที่ตั้งไว้ลอย ๆ พอเวลาผ่านไป 2 3 เดือน เราก็ลืมไปซะแล้ว หรือทำช่วงที่มีไฟตอนแรก ๆ แล้วก็ล้มเลิกก่อน ยังไม่เคยทำสำเร็จสักที
ถ้าคุณเป็นคนหนึ่งที่เป็นแบบนั้นผมบอกเลยว่าเป็นปกติ คุณยังมีเพื่อนอีกเยอะ ซึ่งผมก็เคยเป็นหนึ่งในนั้นเช่นเดียวกัน แต่สำหรับปีนี้เราจะต่างออกไปเมื่อคุณได้ลองทำสิ่งเหล่านี้อย่างจริงจัง!!!
1. เขียนเป้าหมายการเงินออกมาให้ชัด
เมื่อสิ่งที่เราคิดมันถูกแปลออกมาเป็นคำพูดหรือตัวอักษรความตั้งใจมันจะต่างออกไป
ไม่เชื่อก็ลองดู!!! ลองเขียนเป้าหมายการเงินที่เป็นตัวเลขออกมาดูครับ ว่าปีนี้คุณมีแพลนอยากจะมีเงินเก็บเท่าไหร่
การที่คุณคิดเฉย ๆ มันสามารถเปลี่ยนแปลงได้ตลอดเวลา ไม่ทำก็ไม่มีใครว่า แต่เมื่อคุณลองลงมือเขียนตัวเลขนั้นลงไป สมองจะเริ่มโฟกัสมากขึ้น จริงจังมากขึ้น แล้วคุณจะรู้สึกได้ว่าเป้าหมายที่เขียนลงไปมีค่ามากขึ้น คุณจะเริ่มคิดถึงความเป็นไปได้ คิดหาแนวทางที่จะนำพาไปถึงเป้า รวมถึงเจอตัวเลขที่เป็นเป้าหมายการเงินจริง ๆ ของคุณมากกว่าการคิดสนุก ๆ ในหัว
2. จัดการสิ่งที่มีก่อนทำสิ่งที่ฝัน (เริ่มให้ง่าย)
หลายครั้งที่เป้าหมายเราไม่สำเร็จเพราะมันยากเกินไป ต้องออกแรงเยอะ ถ้าแรงใจคุณไม่แข็งแกร่งพอสุดท้ายจะกลายเป็นล้มเลิกเหมือนที่ผ่าน ๆ มา
ผมคิดว่าเป็นปกติของมนุษย์ที่เราอยากจะคิดใหญ่ ๆ ทำเร็ว ๆ เช่น อยากมีเงิน 1,000,000 บาทใน 1 ปี ก็ทำธุรกิจอะไรสักอย่างแล้วเก็บเงินเดือนละ 83,333 บาท ไม่ก็มีเงินต้น 100,000 บาท หาหุ้น 10 เด้ง ก็ถึงเป้าหมายแล้ว
แต่ความเป็นจริงมันแตกต่างออกไป เราไม่อยากทำอะไรยาก ๆ เรากลัวการล้มเหลว และที่สำคัญกลัวการเริ่มต้น ซึ่งผมว่านั่นแหละเป็นจุดเริ่มต้นในการไปไม่ถึงเป้าหมาย
ดังนั้น ผมว่าสิ่งที่คุณควรเริ่มจัดการทำคือทำในสิ่งที่มี สิ่งที่คุณรู้
คำถามอาจจะไม่ใช่ว่า “คุณต้องทำอะไร” ให้ไปถึงเป้าหมาย แต่คำถามที่คุณต้องถามตัวเองอาจจะเปลี่ยนไปเป็น “อะไรที่คุณทำได้บ้าง เพื่อช่วยให้คุณไปถึงเป้าหมายนั้น”
3. ตั้งเป้าหมายย่อย
ผมเรียกมันว่าแผนสำรองใจ เพราะหลายครั้งที่เราไม่สามารถทำเป้าหมายได้สำเร็จ มันเกิดจากโฟกัสเป้าหมายปลายทางเพียงอย่างเดียว ซึ่งการโฟกัสเป้าหมายเป็นสิ่งที่ดีนะครับ แต่ถ้าเส้นทางมันไกลมาก สิ่งที่จะช่วยให้คุณทำสิ่งที่ควรทำ มีวินัยเพื่อสิ่งที่ต้องการ คือการตั้งเป้าหมายย่อย เพื่อให้อย่างน้อยทำให้คุณเห็นว่าเราขยับมาอีกสเต็ปแล้วนะ เราดีขึ้นกว่าเดิมแล้วนะ นั่นจะช่วยเป็นกำลังใจเป็นแรงผลักดันที่ดี และที่สำคัญจะช่วยให้คุณไม่ล้มเลิกจากเป้าหมายง่ายๆ
เช่น อยากมีเงิน 1,000,000 บาท เป้าหมายย่อยคุณอาจจะเป็น 100,000 บาท 10 ครั้ง
สมมติ 100,000 แรกทำได้ใน 3 เดือนแรก พอเดือนที่4 มีเรื่องจำเป็นต้องใช้เงินจริง ๆ ยังเก็บต่อไม่ได้ มันจะทำให้มุมมองคุณเปลี่ยนไป คือ ฉันทำ 10% แรกได้แล้ว เมื่อฉันพร้อมจะไปในสเต็ปที่ 2 คือ 100,000 ถัดมา นั่นก็จะทำให้คุณไม่หลุดโฟกัสจากเป้าหมายใหญ่
แต่ถ้าคุณมอง 1,000,000 เลย พอเก็บได้ 100,000 แล้วมีเรื่องต้องใช้เงิน นั่นอาจจะทำให้คุณรู้สึกว่า คุณล้มเหลว เพราะไม่เคยทำตามเป้าหมายได้เลยสักครั้ง และอาจเป็นจุดสำคัญที่ทำให้คุณล้มเลิก
4. ปิดจุดบอดของความล้มเหลว สร้างโอกาสเพื่อความสำเร็จ
ผมว่าหลาย ๆ คนอาจจะเป็นคล้าย ๆ ผม เมื่อเรามีไฟเราพร้อมจะทำทุกอย่าง เราอยากใส่พลังให้เต็มที่
แต่จุดนึงเมื่อไฟเริ่มเบา เราเริ่มเหนื่อย ใจเริ่มไม่นิ่ง ความตั้งใจความอยากก็เริ่มลดลง ซึ่งนั่นกลายเป็นจุดบอดเล็กๆ ที่ทำให้เราล้มเลิกระหว่างทางไปไม่เคยถึงเป้าหมายสักที
ดังนั้นเราจึงต้องเข้าใจตัวเองและหาตัวช่วยซะ เช่น เป้าหมายอยากมีเงินเก็บ 1,000,000 บาท
แล้วอะไรละ? ที่จะเป็นตัวขัดขวางเป้าหมายนี้
สมมติ คุณตอบว่า ตัวฉันนี่แหละ!!! เก็บเงินยาก มีเรื่องต้องใช้เยอะ
งั้นลองเขียนมันออกมาครับ ว่าคุณเก็บเงินยาก มีเท่าไหร่ก็ใช้หมด มีวิธีอะไรช่วยปิดจุดบอดนี้?
ฝากแม่ ฝากแฟน หักเข้ากองทุนสำรองเลี้ยงชีพเยอะ ๆ ตัดเข้ากองทุนรวม ทำบัญชีรายรับรายจ่ายเพื่อแจงรายการโอนไปบัญชีเก็บต่าง ๆ ตัวช่วยอะไรก็ได้ที่ทำให้เงินไม่ต้องมาอยู่ในมือคุณ!!!
แต่ถ้าบอกว่า เพราะฉันมีค่าใช้จ่ายของครอบครัวเยอะ ประกันชีวิต ประกันรถ ค่าบำรุงรักษาค่าซ่อมต่าง ๆ ค่าใช้จ่ายพิเศษของคนในครอบครัว คุณก็ปิดจุดบอดนี้ด้วยการแบ่งเงินให้ชัดเจน สมมติปกติเก็บเดือนละ 10,000 โดยไม่ได้คิดถึงค่าใช้จ่ายเหล่านี้ เมื่อค่าใช้จ่ายเหล่านี้เกิดขึ้น ก็ต้องไปดึงเงินเก็บออกมา แผนก็เสีย
คุณจึงจำเป็นจะต้องมานั่งดูแล้วแหละว่า เงิน 10,000 นี้อาจไม่ใช่เงินเก็บของคุณ เงินเก็บจริง ๆ หลังจากจัดการค่าใช้จ่ายที่เราลืมไประหว่างทางเป็นเท่าไหร่ นั่นแหละเงินของคุณที่สามารถเอาไปจัดเก็บตามแผนได้แบบไม่มีปัญหาตามมา ซึ่งถ้าคุณลองทำแล้วมันอาจจะเหลือน้อยนิด ยังไม่ต้องกังวลนะครับ ผมอยากให้คุณได้ระบบเป็นแบบแผนก่อน แล้วเชื่อเถอะครับว่าคุณจะหาแนวทางปรับลด หาเพิ่ม ทำมันให้ดีขึ้นได้แน่นอน
5. เมื่อไม่พร้อมยิ่งควรเริ่มทำ
ผมว่าหลาย ๆ คนอาจจะเป็นคล้าย ๆ ผม คือ แผนเยอะแยะไปหมด อยากทำหลายอย่าง แต่หลายครั้งมันไม่สำเร็จ ไม่ใช่เพราะผิดแผนนะ แต่…เพราะมันยังไม่ได้ทำ!!!
การวางแผนที่ดี การประเมินความเสี่ยง ความเตรียมพร้อม นั่นเป็นสิ่งที่ดีครับ ผมไม่เถียงเลยว่า 3 สิ่งนี้เราควรมีและควรทำ แต่หลาย ๆ ครั้งมันก็เป็นดาบ 2 คม ที่ทำให้เราได้แค่คิด…แล้วก็คิด… แล้วมันก็จบไป
ซึ่งสิ่งที่จะช่วยให้คุณสามารถแก้ปัญหานี้ได้ คือ ทำมันซะ!!!
เริ่มให้ง่าย ทำสิ่งที่ทำได้ก่อน เริ่มในความเสี่ยงที่ยอมเสียหายได้
แน่นอนครับว่ามันไม่มีทางสมบูรณ์แบบในทันที แต่นั่นจะทำให้คุณเริ่มเห็นแนวทางที่จะเติบโต เห็นปัญหาจริงๆ หน้างาน และนั่นจะพาคุณขยับไปสู่เป้าหมายอีกขั้น
ผมว่ามันคล้าย ๆ กับคำที่พูดว่า “หาเงินล้านแรกนั่นยาก ล้านต่อไปจะง่ายขึ้น” คำกล่าวนี้ไม่ได้บอกว่าโลกจะใจดีกับคุณมากขึ้น ชีวิตคุณจะง่ายขึ้น แต่นั่นมันบอกว่าคุณควรก้าวออกไปเริ่มหาวิธีหาแผนการในแบบของคุณซะ!!!
ลองเอาทั้ง 5 แนวคิดนี้ไปลองปรับให้เข้ากับเป้าหมายปีนี้ของคุณดูนะครับ ไม่ต้องกังวลว่าแผนจะไม่ดี ไม่ต้องเครียดถ้ามันจะไม่สมบูรณ์แบบ แต่ผมเชื่อว่าคุณจะเจอแผนที่เหมาะสำหรับคุณ
หรือใครที่เริ่มวางแผนการเงินแล้วแต่ยังไม่มั่นใจในแผนการเงินของตัวเองขณะนี้ Lumpsum มีโครงการที่สามารถปรึกษาวางแผนการเงิน แบบตัวต่อตัว กับผม หากสนใจสามารถ คลิกที่นี่ ได้เลยครับ
และหวังว่าจะทำให้ปีนี้เป็นปีที่ดีกว่าเดิม เข้าใกล้ความสำเร็จของตัวเองไปอีกขั้น
เป็นกำลังใจให้ครับ…^^
#testthanasit