ไม่มีรายการ

อวสานยุคดอกเบี้ยต่ำ

05 กรกฎาคม 2565


ท่ามกลางภาวะอัตราเงินเฟ้อพุ่งสูงระเบิดระเบ้อในรอบ 13 ปี แน่นอนว่าสิ่งที่ตามมาคือการจำเป็นต้องปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายของแบงก์ชาติ เพื่อปรับสมดุลและสกัดเงินเฟ้อ

เอาล่ะสิ ดอกเบี้ยกำลังจะเพิ่มสูงขึ้น ร้อน ๆ หนาว ๆ ต่อกลุ่มผู้เป็นหนี้ทั้งหลายไม่ว่าจะรายบุคคลหรือองค์กรธุรกิจ...จนเกิดการตั้งคำถามว่า หรือนี่จะเข้าสู่

กาลอวสานของยุคดอกเบี้ยต่ำ ???

ปัจจุบันระดับอัตราดอกเบี้ยนโยบายของไทยคือ 0.5% เป็นอัตราที่ต่ำที่สุดเป็นประวัติการณ์ หรือรอบ 22 ปี ตั้งแต่เปลี่ยนมาใช้กรอบนโยบายการเงินที่มีเงินเฟ้อเป็นเป้าหมายในปี 43 ซึ่งก่อนหน้านั้นในปี 41 - 42 แบงก์ชาติใช้นโยบายการเงินโดยมีปริมาณเงินเป็นเป้าหมาย ขณะที่ก่อน ก.ค.40 แบงก์ชาติใช้นโยบายการเงินแบบอัตราแลกเปลี่ยนคงที่ จึงไม่มีความจำเป็นที่ต้องมีอัตราดอกเบี้ยนโยบาย

ซึ่งสถิติอัตราดอกเบี้ยนโยบายของไทยตั้งแต่ปรับใช้นโยบายข้างต้น อยู่ที่ระดับเฉลี่ย 2% โดยเคยขึ้นไปสูงสุดที่ 5% เมื่อปี 49 หลังจากนั้นก็ลดลงมาต่อเนื่องจนมาอยู่ระดับต่ำสุดที่ 0.5% ในปัจจุบัน ซึ่งใช้ระดับนี้มากว่า 2 ปีแล้ว (พ.ค.63 - ปัจจุบัน) หลังเศรษฐกิจไทยได้รับผลกระทบจากโควิด-19

เอาล่ะแม้โควิด-19 จะซาไปพอควรแล้ว แต่เศรษฐกิจก็ยังไม่ได้ดีขึ้นอย่างมีนัย แถมข้าวของแพงบรรลัย โดยเฉพาะราคาพลังงาน ยังจะขึ้นดอกเบี้ยมาซ้ำเติมอีกหรือ ?

เราต้องมาทำความเข้าใจกันใหม่กับเรื่องนี้ !!!





เพราะข้าวของที่แพงขึ้นมโหฬาร สวนทางกับเศรษฐกิจที่ยังไม่ฟื้นตัว ประชาชนมีกำลังซื้อแทบจะเท่าเดิมหรือลดลงด้วยซ้ำ มันเลยเกิดสิ่งที่เรียกว่า "เงินเฟ้อ" นั่นยังไงล่ะ ที่สำคัญเพิ่มขึ้นแบบติดจรวจเลยทีเดียวเชียว

หากแบงก์ชาติไม่ขึ้นดอกเบี้ย ผลกระทบทางเศรษฐกิจจะเกิดขึ้นมากกว่า เพราะธนาคารกลางประเทศอื่น ๆ เขาทยอยขึ้นกันพรึบแล้ว สิ่งที่เกิดขึ้นก่อนเลยคือเม็ดเงินลงทุนจะไหลออกก่อนเลย เพราะออกไปหาผลตอบแทนที่ดีกว่า

สิ่งที่ตามมาเห็น ๆ ก็คือเงินบาทจะอ่อนค่า ไปดูอัตราแลกเปลี่ยนได้เลยตอนนี้ เบาบางเชียวแหล่ะ...

ทางฝั่งประชาชนหรือภาคธุรกิจ แม้ต้นทุนการเงินจะเพิ่มขึ้นตามอัตราดอกเบี้ยก็จริง แต่เมื่อเทียบกับระดับเงินเฟ้อที่พุ่งขึ้นมา มันจะเกิดความเหลื่อมล้ำมากกว่าหากไม่ขึ้นดอกเบี้ย

ยกตัวอย่างเช่น ปัจจุบันที่ระดับอัตราดอกเบี้ย 0.5% หากมีเงิน 100 บาท นำไปฝากธนาคารไว้ ครบปีจะได้ดอกเบี้ย 0.50 บาท รวมมีเงิน 100.50 บาท แต่ถ้านำไปเติมน้ำมันเบนซิน 95 ตีไปกลม ๆ ว่า 50 บาท/ลิตร ก็จะได้ 2 ลิตร

เวลาผ่านไปอัตราเงินเฟ้อยังอยู่ในระดับสูงแบบปัจจุบัน ราคาน้ำมันก็คงจะขึ้นไปเรื่อย ๆ เงินที่เราฝาก ณ อัตราดอกเบี้ย 0.5% ผลตอบแทนที่ได้รวมเงินต้นเป็น 100.50 บาท ก็คงจะเติมน้ำมันได้ไม่ถึง 2 ลิตรอีกแล้ว

นั่นแหล่ะคือสมดุลทางมูลค่าเงินที่จะสูญไป

ดังนั้นต้องมีการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยให้เหมาะสมให้สอดคล้องและสกัดอัตราเงินเฟ้อที่พุ่งอย่างรวดเร็ว

อีกด้านบวกของการขึ้นดอกเบี้ย ประชาชน (ผู้มีเงินพอจะนำไปฝากได้) ก็จะใช้จ่ายน้อยลง นำเงินไปฝากมากขึ้นเพราะผลตอบแทนดอกเบี้ยมันมากขึ้น กลไกตลาดก็จะทำงาน เมื่อดีมานด์ลดลง ราคาสินค้าก็จะปรับลดลงตาม เข้าสู่ภาวะที่สมดุลมากขึ้น

ส่วนฝั่งลูกหนี้ทั้งหลายก็ต้องปรับกลยุทธ์และความเสี่ยงให้เหมาะสมกับยุคดอกเบี้ยขาขึ้น

แต่เอาจริง ๆ นะ การปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายคงเป็นแบบค่อยเป็นค่อยไป เพื่อลดแรงกระแทก ซึ่งก็คงไม่ได้ขึ้นกันแบบผลีผลามพรวดพราดแบบที่กำลังกังวลกันหรอก ยังมีเวลาให้ได้เตรียมตัวเตรียมใจเตรียมแผนการรับมือได้ทัน

แล้วแบงก์ชาติจะขึ้นดอกเบี้ยเท่าไหร่ อันนี้ไม่ทราบได้ ฮ่า ๆ คงต้องมีการพิจารณาอย่างละเอียดรอบคอบแหล่ะ แต่ต่อให้ขึ้นสูงสุดตามที่สำนักวิเคราะห์วิจัยบางแห่งประเมินมาที่ 1.5% เมื่อรวมกับอัตราดอกเบี้ยนโยบายปัจจุบันที่ 0.5% กลายเป็น 2% ก็จะเท่ากับอัตราเฉลี่ยที่เคยเป็นมารอบ 22 ปี

ดังนั้นที่มีการเล่นคำพาดหัวกันให้น่าตื่นเต้นว่า "หมดยุคดอกเบี้ยต่ำ" หรือ "อวสานยุคดอกเบี้ยต่ำ" ถ้าจะเรียกให้ถูกน่าจะเป็น "หมดยุคดอกเบี้ยต่ำพิเศษ" เสียมากกว่า เพราะปัจจุบันเราใช้อัตราดอกเบี้ยนโยบายที่ต่ำเป็นพิเศษตั้งแต่มีโควิด-19

แค่เราชินกับระดับต่ำ ๆ มาเป็นระยะเวลาพอควรแล้วเท่านั้นเอง จนลืมประเมินภาพรวมว่าก่อนหน้านี้มันอยู่ที่เฉลี่ยเท่าไหร่

แต่หากลองไม่ขึ้นดอกเบี้ยสิ อาจจะเจอกับคำว่า "อวสานมูลค่าเงิน" ก็เป็นได้...

ออกตัวไว้ก่อนว่าบทความนี้ผมไม่ได้คิดเองนะครับ เป็นการสรุปใจความสำคัญจากบทความวิชาการ งานวิจัยต่าง ๆ รวมถึงสอบถามความเห็นจากกูรูในแวดวงการเงินการลงทุน ซึ่งคิดว่ามีประโยชน์จึงนำมาแชร์กัน

หนึ่งเอง หนึ่งไง จะใครล่ะ ^^

อ้อ...ส่วนมิตรรักนักกู้ซื้อบ้านทั้งหลาย อาจจะต้องเตรียมตัวรีไฟแนนซ์กันนะจ๊ะ ให้สอดคล้องกับแนวโน้มอัตราดอกเบี้ยขาขึ้น เดี๋ยวสัปดาห์ถัด ๆ ไป จะนำเรื่องเหล่านี้มาเล่าให้ฟัง

 

อวสานยุคดอกเบี้ยต่ำ

บทความแนะนำล่าสุด


บทความอื่นๆที่น่าสนใจ