ไม่มีรายการ

เทคนิค DCA กองทุนรวม ให้มีโอกาสกำไรมากขึ้น

17 มีนาคม 2564


"DCA จะทำให้เราสามารถซื้อหน่วยลงทุน ได้จำนวนมากขึ้นหากราคา NAV ปรับตัวลง และจะซื้อได้น้อยลงหากราคา NAV ปรับตัวสูงขึ้น"

แต่!! การลงทุนแบบ DCA (dollar-cost averaging) คือการลงทุนแบบถัวเฉลี่ยต้นทุน ด้วยการกำหนดการลงทุนเป็นงวด ๆ งวดละเท่า ๆ กัน อาจลงทุนเป็นรายเดือน รายไตรมาส โดยไม่สนใจว่าราคาหน่วยลงทุนที่เราจะซื้อตอนนั้นราคาเท่าไหร่ จะขึ้นหรือจะลง ก็ไม่สนใจ การลงทุนแบบนี้จะเป็นระบบตัดเอาอารมณ์ความรู้สึกออกไป เป็นการลงทุนแบบอัตโนมัติไปเรื่อย ๆ โดยตั้งเป้าหมายเป็นจำนวนเงินที่ต้องการลงทุนเป็นหลัก

ดังนั้น เราจึงสามารถนำการลงทุนแบบ DCA มาประยุกต์ เพื่อทำให้มีโอกาสที่จะได้กำไรมากขึ้น ซึ่งมีอยู่ 2 เทคนิคด้วยกัน ดังนี้

1. ซื้อเพิ่มเมื่อราคาลดลง

    ในจังหวะขาลงอย่างวิกฤติ COVID-19 ยิ่งซื้อพอร์ตก็ยิ่งแดง จนอาจหมดกำลังใจ แต่อย่าลืมนะครับว่า DCA คือการลงทุนระยะยาว และ DCA ยังมีข้อดีในช่วงตลาดขาลง เพราะจำนวนเงินเท่าเดิม แต่เราจะได้จำนวนหุ้นมากขึ้นกว่าเดิม และในจังหวะขาลงแบบนี้ เรายังสามารถนำ DCA มาประยุกต์ คือ เพิ่มจำนวนเงินมากขึ้น ซึ่งเรียกว่าการนำการลงทุนแบบ DCA มาผสมผสานกับการลงทุนแบบบริหารต้นทุน ซึ่งจะทำให้ได้ต้นทุนถูกลงกว่าเดิม

    ตัวอย่างจำลองพอร์ต DCA ย้อนหลัง 9 ปี กับกองทุน SCBSET50
DCA ปีละ 60,000 บาท (เดือนละ 5,000 บาท นั่นเอง แต่เพื่อให้ง่ายต่อการคำนวณ) ตั้งแต่ปี 2555 - 2563 จะได้ผลดังนี้

ตัวอย่างจำลองพอร์ต DCA ย้อนหลัง 9 ปี

 

9 ปีผ่านไป จากการ DCA ปีละ 60,000 บาท รวมเป็นเงินต้นทั้งหมด 540,000 บาท ได้กำไรมาราว86,900 บาท หรือคิดเป็นกำไรปีละประมาณ 9,655 บาท เท่ากับว่าได้ผลตอบแทนเฉลี่ยถึง 16% ต่อปี
แต่ปี 63 เป็นปีที่เผชิญวิกฤติ COVID-19 จะเห็นว่าดัชนี SET50 ให้ผลตอบแทน -13.30% ซึ่งในวิกฤติย่อมมีโอกาส ซึ่งโอกาสที่พูดถึงคือ หากเราลงทุนเพิ่มขึ้น เราก็จะได้จำนวนหน่วยลงทุนเพิ่มขึ้นนั่นเอง


เช่น ถ้าเราเพิ่มการลงทุนในปี 63 เป็น 2 เท่า โดยสมมติว่าปี 64 เศรษฐกิจฟื้นตัว จะได้ผลตอบแทน10% เมื่อเปรียบเทียบกับการ DCA แบบเดิม ก็จะได้ผลดังนี้
DCA ประยุกต์ - เพิ่มการลงทุนในปี 63 เป็น 2 เท่า

DCA ประยุกต์ - เพิ่มการลงทุนในปี 63 เป็น 2 เท่า

 

DCA แบบเดิม

DCA แบบเดิม

 

จะเห็นว่าเมื่อสมมติให้ปี 64 กองทุนนี้ให้ผลตอบแทน 10% ต่อ ในปี 63 ที่เราลงทุนเพิ่มเป็น 2 เท่าในจังหวะที่ตลาดเป็นขาลงจากวิกฤติ ในปี 64 มูลค่าพอร์ตเราจะเพิ่มขึ้นอย่างชัดเจน 

แต่! อย่าลืมนะครับว่าปี 63 ที่ใช้ DCA ประยุกต์ เราใส่เงินเพิ่ม 2 เท่า ต่างจาก DCA ปกติ ที่ยังลงทุนเท่าเดิม ดังนั้นต้นทุนย่อมต่างกัน แบบประยุกต์ย่อมมีเงินต้นเยอะกว่าแน่นอน อย่างในตัวอย่างเยอะกว่า 60,000 บาท หากหักลบที่ตัวเลขปลายงวดระหว่างทั้ง 2 แบบ พบว่าต่างกัน 812,811.8 - 755,589.8 = 57,222 บาท กล่าวคือ ยังขาดทุนอีก เกือบ 3,000 บาท แต่อย่าลืมนะครับว่าในปี 63 ผลตอบแทนติดลบ 13.30% แต่เราสมมติให้ปี 64 ได้ผลตอบแทน 10% หากปี 64 ได้ผลตอบแทนมากกว่านี้ หรือให้เวลาเงินทำงานไปอีก 1-2 ปี ก็ย่อมมีโอกาสเห็นผลในทางบวกอย่างแน่นอน

2. Value averaging (VA)
Value averaging ถูกคิดค้นและพัฒนามาจาก Michael E. Edleson. อดีตศาสตราจารย์แห่ง Harvard University หลักการคือการควบคุมมูลค่าพอร์ตการลงทุน เป็นกลยุทธ์การลงทุนอีกรูปแบบหนึ่งที่ต่อยอดมาจาก Dollar-Cost Averaging (DCA) ซึ่งเพิ่มเติมในส่วนของการควบคุมปริมาณการซื้อ เพื่อให้มูลค่าพอร์ตเป็นไปตามเป้าหมายที่กำหนดไว้ในแต่ละเดือน ในกรณีที่ราคาหย่วยลงทุนปรับตัวเพิ่มขึ้นและส่งผลให้มูลค่าพอร์ตเพิ่มสูงขึ้นจนถึงเป้าหมายที่กำหนดไว้แล้ว กลยุทธ์ VA จะไม่ซื้อหลักทรัพย์เพิ่ม ซึ่งจะส่งผลให้พอร์ตมีเงินสดคงเหลือสะสมไว้ และสามารถนำไปซื้อหลักทรัพย์ได้ในภายหลังเมื่อราคาปรับตัวลง

ตัวอย่างการลงทุนแบบ VA

ตัวอย่างการลงทุนแบบ VA

 

    จากตารางข้างต้นจะเห็นว่า การลงทุนแบบ VA จะใช้เงินลงทุนแต่ละเดือนไม่เท่ากัน โดยเงินที่จะลงทุนในแต่ละเดือนจะคำนวณมาจากมูลค่าของพอร์ตที่ต้องการเพิ่ม โดยดูว่าขาดเท่าไหร่แล้วเพิ่มเข้าไป ตัวอย่างเช่น ในเดือน ก.พ. เราต้องการให้มูลค่าพอร์ตเป็น 20,000 บาท ซึ่งในเดือนแรกเงินที่เราลงทุนไปแล้ว 10,000 บาท แต่เนื่องจากกองทุน A ราคาลดลง ทำให้มูลค่าของเงินเดือนแรกลดน้อยลงเหลือ 9,500 ดังนั้นเดือนที่สอง เราจึงต้องลงทุนเป็นเงิน 20,000-9,500 = 10,500 บาท

    หากกองทุน A มีราคาลดลง ปริมาณเงินที่ใช้ลงทุนในกลยุทธ์แบบ VA จะมากกว่ากลยุทธ์ DCA แต่หากกองทุน A มีราคาเพิ่มขึ้น ปริมาณเงินที่ใช้จะน้อยกว่าแบบ DCA ซึ่งการที่กลยุทธ์แบบ VA ลงทุนในช่วงราคาต่ำกว่ามากกว่าและลงทุนช่วงราคาสูงน้อยกว่าจึงทำให้ระยะยาวแล้วต้นทุนเฉลี่ยราคาหุ้นของกลยุทธ์ VA จะต่ำกว่า DCA และเมื่อราคากองทุน A พุ่งสูงขึ้นไป การที่กลยุทธ์ VA มีต้นทุนที่ถูกกว่าก็ย่อมที่จะสร้างอัตราผลตอบแทนได้มากกว่า DCA นั่นเอง

    ข้อดีของ Value Average คือให้อัตราผลตอบแทนที่ดีกว่ากลยุทธ์ Dollar Cost Average เหมาะกับคนที่ไม่ชอบคาดเดาทิศทางของตลาด มีวินัยในการลงทุน แต่ข้อเสียของวิธีนี้คือ จะมีความยุ่งยากในการคำนวณเงินที่ต้องลงทุนในแต่ละเดือนที่ไม่เท่ากัน และในบางครั้งเงินที่ต้องใช้ลงทุนอาจจะมากเกินกว่าที่รับไว้ได้ อย่างไรก็ตามหากนักลงทุนมีวินัยการลงทุนที่ดีก็สามารถเก็บสะสมเงินลงทุนที่เหลือในแต่ละเดือนในช่วงราคากองทุนพุ่งสูงขึ้น เพื่อนำมาเติมในเดือนที่ราคาปรับตัวลง

    นอกจากนี้ การทำกลยุทธ์ VA ยังสามารถ Rebalance Portfolio โดยการขายทำกำไรออกมา ในช่วงที่มูลค่าพอร์ตเกินกว่าที่กำหนดไว้ จากการพุ่งขึ้นของราคาด้วย เพื่อลดความเสี่ยงในช่วงที่ราคาปรับขึ้นแรงจนเกินไป ซึ่งเงินส่วนที่ได้มาจากการขายออกไปบางส่วนนั้นสามารถสะสมเงินส่วนดังกล่าวไว้เพื่อเติมในช่วงที่ราคาปรับลงได้เช่นกัน

    ลองนำวิธีการประยุกต์ DCA ไปปรับใช้กันดูนะครับ ค่อย ๆ ฝึกฝนให้เกิดความชำนวญ แล้วเราจะทำกำไรการการลงทุนในกองทุนรวมได้มากขึ้นอย่างแน่นอนครับ

ด้วยรัก ^^

บทความแนะนำล่าสุด

บทความอื่นๆที่น่าสนใจ