แบงก์ชาติเปิดโปรกู้บ้านได้เต็ม 100%

ใครมีแผนจะซื้อบ้านช่วงนี้มีเฮแน่นอน เพราะล่าสุด ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ประกาศผ่อนคลายมาตรการ LTV (loan to value) สำหรับสินเชื่อที่อยู่อาศัยมาเป็น 100% ถึง สิ้นปี 2565 จากเดิมมีข้อกำหนดให้ธนาคารปล่อยกู้เพียง 70-90% เท่านั้น อธิบายง่าย ๆ คือ ตั้งแต่มีมาตรการ LVT เมื่อปี 62 เวลาเราไปขอสินเชื่อซื้อบ้าน ท่านจะกู้ได้ไม่เต็มมูลค่า เช่น บ้านราคา 1,000,000 บาท อาจจะกู้ได้ 700,000 - 900,000 บาท เท่านั้น ที่เหลือต้องวางเงินดาวน์ เกณฑ์นี้มีเพื่อควบคุมหนี้เสีย เท่ากับว่าตอนนี้จะกู้ซื้อบ้านไม่ต้องวางเงินดาวน์แล้ว หากธนาคารอนุมัติก็ได้วงเงินไปเต็ม ๆ 100% การผ่อนคลายมาตรการครั้งนี้ เพื่อให้สอดคล้องกับช่วงที่เศรษฐกิจได้รับผลกระทบจากโควิด และต้องการแรงกระตุ้นให้ฟื้นตัว โดยปัญหาหนี้ครัวเรือนที่สูงในปัจจุบัน ไม่ได้มาจากสินเชื่อที่อยู่อาศัย แต่เป็นหนี้บัตรเครดิตและสินเชื่อส่วนบุคคลมากกว่า การผ่อนคลายเกณฑ์นี้มีผลตั้งแต่ 20 ต.ค.-31 ธ.ค.65 โดยใช้ได้กับผู้กู้ที่ทำสัญญากู้สินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัย, สินเชื่อ Top-up และสินเชื่อรีไฟแนนซ์ ทั้งสถาบันการเงินและสถาบันการเงินเฉพาะกิจ เอาล่ะ...ท่านไหนที่มีแผนจะซื้อบ้าน ถือเป็นโอกาสที่ดี ที่จะได้วงเงินง่ายขึ้น แต่ย้ำนะครับ ต้องซื้อเมื่อพร้อมและจำเป็นเท่านั้น อย่าซื้อเพราะเห็นว่าปล่อยวงเงินง่าย แล้วค่อยว่ากัน แบบนี้ใช้ไม่ได้นา อาจจะเป็นภาระอันหนักหนาในอนาคตได้ สำหรับการเตรียมตัวและวางแผนการซื้อบ้าน รวมถึงทริกต่าง ๆ ในการผ่อนบ้านให้หมดเร็วขึ้น สามารถหาอ่านย้อนหลังได้ที่ www.lumpsum.in.th มีข้อมูลดี ๆ เพียบ !!! หนึ่งเอง หนึ่งไง จะใครล่ะ ^^

  หนึ่ง ศราพงค์


  29 ตุลาคม 2564

เรื่องควรรู้ ก่อนกู้ซื้อบ้าน

ช่วงนี้คนรอบตัวมีแพลนจะซื้อบ้านกันหลายคนแฮะ เป็นเรื่องที่ดีนะกับการวางแผนตั้งใจลงหลักปักฐาน แต่สิ่งที่ผมค่อนข้างตะขิดตะขวงใจนิดหน่อยคือ... เกินครึ่งไม่ได้วางแผนแบบละเอียดกันสักเท่าไหร่ หมายถึง "จะซื้ออะ ตรงนั้นตรงนี้ ราคาเท่านั้นเท่านี้" และที่หนักใจแทนคือ ... "เงินเดือนกู้ได้สูงสุดเท่าไหร่ ก็จะซื้อบ้านราคาแพงตามศักยภาพการกู้" ไม่แคร์ว่าผ่อนต่อเดือนเท่าไหร่ เอาบ้านเจ๋ง ๆ ไว้ก่อน เฮ้ย !! ผมว่ามันแปลก ๆ นา... เพราะยิ่งกู้มาก ภาระต่อเดือนก็ยิ่งมากตาม เกิดมีอะไรมากระทบต่อรายได้ สภาพคล่องอาจจะพังได้เลยนะ เชื่อแมะ ? ทุกคนฟังคำแนะนำผมนะ แต่น้อยคนมากที่จะไตร่ตรองตาม !! วันนี้เลยอยากจะมาบอกกล่าวทีเดียวเลย ว่าก่อนกู้เงินซื้อบ้านเนี่ย ต้องพิจารณาอะไรบ้าง ! 1. ความสามารถในการผ่อนชำระ อันนี้สำคัญมาก ต้องประเมินตนเองก่อน ว่ามีศักยภาพแค่ไหน.... สูตรคำนวณก็เกลื่อน Google เลือกมาเปรียบเทียบหรือวิเคราะห์ให้รอบคอบก่อน ผมชอบสูตร DSR (Debt Service Ratio) ซึ่งแบงก์มักใช้ประเมินศักยภาพผู้กู้ โดยปกติจะกำหนดให้ผู้กู้มีภาระหนี้ได้ 30-40% ของรายได้ ผมเลือกคำนวณหนี้ต่อรายได้ 30% พอ เพราะไม่อยากให้เป็นหนี้เยอะ สูตรจะเป็น รายได้ต่อเดือน x 30% = นั่นคือความสามารการผ่อน เช่น รายได้ 30,000 บาท ก็ 30,000 x 30% = 9,000 บาท ภาระหนี้ 30% ต่อรายได้หมายถึงหนี้ทั้งหมดเด้อ ถ้าคุณผ่อน รถ มือถือ ตู้เย็น ทีวี ต้องหักออกจาก 9,000 ด้วย ยาวไปเนอะ...ขอจุดขั้นหน่อยละกัน ได้อ่านง่าย ๆ ^^ ต่อ ๆ .... ปกติแบงก์มักจะรับภาระหนี้ของผู้กู้ไม่เกิน 70% ของรายได้ บางแบงก์อาจะให้มากหรือน้อยกว่า ขึ้นอยู่กับนโยบายแต่ละแห่ง ทีนี้ก็ให้ใช้สูตร ยอดศักยภาพการผ่อน x 1,000,000 หารด้วย 7,000 กรณีนี้เราผ่อนได้ 9,000 ต่อเดือนก็ 9,000 x 1,000,000 / 7000 จะได้วงเงินกู้ราว 1,285,714 บาท นั่นคือมูลค่าบ้านที่เราควรไปหา เพราะเรามีศักยภาพประมาณนี้ ซึ่งหากทำตามนี้ก็จะผ่อนจ่ายแบบคล่องตัวหน่อย ไม่ควรโกงตัวเองด้วยการซื้อบ้านที่มูลค่าเกินกำลัง เช่น เงินเดือน 30,000 บาท แต่ไปเวอร์ปล่อยให้มีภาระหนี้เกิน 50% ของรายได้ต่อเดือน ซึ่งในทางเทคนิคมันกู้ได้ แต่ไม่ควร เพราะเวลามีปัญหาการเงิน จะกระทบกับสภาพคล่อง ชักหน้าไม่ถึงหลัง ผิดนัดชำระ โดนค่าปรับ ดอกเบี้ยเพิ่ม เสียประวัติ ปลายบานแน่คุณ 2. เปรียบเทียบดอกเบี้ยให้ครบทุกธนาคาร อันนี้ก็สำคัญเพราะดอกเบี้่ยสินเชื่อบ้านของแต่ละแบงก์ไม่เท่ากัน ต้องทำการบ้านด้วยการเปรียบเทียบ หาเงื่อนไขที่ดีที่สุด ดอกเบี้่ยต่ำที่สุด ไม่ใช่เขาบอกว่าแบงก์ไหนปล่อยกู้ง่าย ก็แห่ไปที่นั่นโดยไม่สนใจดอกเบี้ย เพราะดอกเบี้ยนี้สำคัญมาก ยิ่งสูง ยิ่งทำให้เงินที่จ่ายไป มากกว่ามูลค่าบ้านที่แท้จริง 3. ทำประมาณการรายรับ-จ่ายล่วงหน้า เพื่อให้รู้ว่าเราจะมีศักยภาพเพียงพอต่อการผ่อนได้นานแค่ไหน ทำไปเลย 1-3 ปีจากนี้เราจะมีรายได้จากอะไร ประเมินกรณีเลวร้ายตกงาน ขาดรายได้ จะเอาเงินที่ไหนจ่าย ไม่ใช่กู้ไปก่อน แล้วค่อยว่ากัน อันนี้ผิดหลัก 4. เคลียร์หนี้ไม่จำเป็นให้หมด ไม่ว่าจะเป็น รถ ทีวี ตู้เย็น มือถือ บัตรเครดิต สินเชื่อต่าง ๆ หากยังมีหนี้เหล่านี้ ก็ยังไม่ควรกู้ซื้อบ้านเพิ่ม เพราะมันเป็นการเพิ่มภาระก้อนใหญ่ 5. ไม่ต้องรีบ !!! เมื่อได้วงเงินตามศักยภาพแล้ว ก็หาบ้านที่ราคาใกล้เคียงกัน ไม่ต้องรีบร้อน ประเมินทำเลที่เหมาะสม สภาพแวดล้อมของบ้านที่จะซื้อ (สำคัญมาก) ต่อรองราคาให้เราได้เปรียบที่สุด พวกค่าโอน ภาษี ต่าง ๆ ต้องตกลงให้ดี ไม่ต้องเกรงใจคนขาย ไม่เหมาะสม ก็ไม่ต้องซื้อ สุดท้ายขอย้ำ หากศักยภาพการสร้างหนี้ไม่เพียงพอ ไม่ต้องพยายาม...คำนึงถึงสภาพคล่องไว้ก่อน ที่อยู่อาศัย หากไม่พร้อม ก็ไม่ต้องรีบซื้อ เช่าไปก่อนก็ได้ อย่างน้อยก็ไม่ต้องเสียดอกเบี้ย เบื่อก็ย้าย...แต่หากซื้อแล้วคุณต้องอยู่ไปอีกนาน อย่างน้อย 20-30 ปี คิดให้ดี เพราะหากเปลี่ยนใจ ตอนขาย มันยากกว่าตอนซื้อนะจ๊ะ ^^ ////////////// ค้นหาโปรโมชั่น "รีไฟแนนซ์บ้าน"

  หนึ่ง ศราพงค์


  13 พฤศจิกายน 2563

Loading...

ยังไม่มีข้อมูลเพิ่มเติม