"ติ่งหนี้" คืออะไร ?

คำว่า "ติ่งหนี้" จัดเป็นศัพท์ใหม่แห่งวงการหนี้สิน เพราะลองค้นหาใน Google จะพบเนื้อหาที่เกี่ยวข้อง เพิ่งเกิดขึ้นช่วง 1 - 2 สัปดาห์ที่ผ่านมา เพราะปรากฏคำนี้พร้อมกับ "มหกรรมไกล่เกลี่ยหนี้" ของแบงก์ชาติ โดยเฉพาะ "หนี้เช่าซื้อรถ" มีคนถามกันมามากว่า "ติ่งหนี้" คืออิหยังกันแน่ จึงไปหาความหมายที่แท้จริงมาเล่าสู่กันให้อ่าน "ติ่งหนี้" คือ ส่วนต่างของหนี้ที่ยังขาดหลังขายทอดตลาด มักจะเกิดกับสินเชื่อเช่าซื้อรถยนต์ คือเวลาเราขาดส่งค่างวดจน "รถถูกยึด" หรือแม้แต่ลูกหนี้ที่ผ่อนต่อไม่ไหวไปขอ "คืนรถ" เจ้าหนี้จะนำรถไปขายทอดตลาด ซึ่งการขายทอดตลาดมักจะไม่ได้ขายราคาที่ดีที่สุด แต่จะขายให้ได้ไวที่สุด เพื่อตัดความเสี่ยงของเจ้าหนี้ ทำให้เจ้าหนี้ได้รับเงินคืนต่ำกว่ายอดหนี้รวมดอกเบี้ยคงค้าง สุดท้ายก็จะมาฟ้องร้องเอาส่วนที่เหลือจากลูกหนี้เพิ่มเติม หมายความว่า รถก็โดนยึดไปแถมยังเป็นหนี้ต่ออยู่ดี ซึ่งเป็นปัญหาอย่างมาก สถิติสิ้นปี 63 มีลูกหนี้เช่าซื้อถูกฟ้องส่วนนี้ถึง 8 หมื่นคดี แบงก์ชาติเลยออกมาตรการมาช่วยเหลือ เพื่อลดปัญหานี้ โดยเปิดให้มีการเจรจาหนี้ส่วนนี้ให้เป็นธรรมมากที่สุด ภายใต้โครงการ "มหกรรมไกล่เกลี่ยหนี้เช่าซื้่อรถยนต์" สูงสุดอาจจะสามารถขอให้ยกติ่งหนี้ไปเลยกรณีคืนรถผ่านโครงการ ที่จริง "ติ่งหนี้" เกิดขึ้นได้กับหนี้ที่มีหลักทรัพย์เป็นหลักประกันเช่น สินเชื่อรถยนต์ และ สินเชื่อบ้าน เป็นต้น เพราะทันทีที่ถูกยึด เจ้าหนี้จะนำทรัพย์นั้นไปขายทอดตลาด ส่วนต่างที่ขาดนั่นแหล่ะเรียกว่า "ติ่งหนี้" เพื่อเรียกเก็บเพิ่มจากลูกหนี้ แต่เพิ่งจะมีการบัญญัติคำศัพท์ขึ้นมาอย่างเป็นทางการ ดังนั้นเวลาผ่อนซื้ออะไรอยู่ อย่าคิดว่าถูกยึดแล้วก็จบ เพราะมันไม่เคยจบ เพราะการขายทอดตลาด มักขายเร็ว มากกว่าขายคุ้ม ซึ่งส่วนต่างที่ขาดเขาจะมาเรียกเก็บจากลูกหนี้อยู่ดี ใครที่มีปัญหาเริ่มผ่อนจ่ายไม่ไหว โดยเฉพาะสินเชื่อเช่าซื้อรถยนต์ รีบไปเข้าร่วมโครงการโลด ดีจริง อย่าละเลยนาน ๆ ที จะมีการช่วยเหลือลูกหนี้อย่างจริงจังขนาดนี้ รักนะ อยากให้ทุกคนหลุดจากวังวนหนี้ หนึ่งเอง หนึ่งไง จะใครล่ะ ^^ --------------------- อ่านบทความอื่นๆที่เกี่ยวข้อง มหกรรมไกล่เกลี่ยหนี้สินเชื่อรถยนต์ โค้งสุดท้าย "มหกรรมไกล่เกลี่ยหนี้" อย่ารอช้าช่วยได้จริงใจแบบในถึงพึ่งได้

  หนึ่ง ศราพงค์


  25 มิถุนายน 2564

มาแล้ว ! "มหกรรมไกล่เกลี่ยหนี้สินเชื่อรถยนต์"

ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) จัดกิจกรรมเจ๋ง ๆ สำหรับลูกหนี้อีกแล้ว รอบนี้เป็นงาน "มหกรรมไกล่เกลี่ยสินเชื่อเช่าซื้อรถยนต์" ที่จัดขึ้นมาเพิ่มเติม หลัง "มหกรรมไกล่เกลี่ยหนี้บัตรเครดิตและสินเชื่อบุคคล" ค่อนข้างเวิร์ค ความจำเป็นของการจัดงานไกล่เกลี่ยสินเชื่อเช่าซื้อ คือ 1.โควิด-19 ยังระบาดต่อเนื่อ ส่งผลต่อภาพรวมเศรษฐกิจ ประชาชนส่วนใหญ่ได้รับผลกระทบ รายได้หาย-รายจ่ายเท่าเดิม 2.ลูกหนี้ที่ผ่อนรถเริ่มขาดส่งและอาจจะนำไปสู่การถูกยึดรถ 3.ไม่มีหน่วยงานดูและเฉพาะ เป็นเหตุให้เกิดการปฏิบัติไม่เหมาะสมบางจุด ดังนั้น ธปท..จึงร่วมมือกับ สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค รวมถึงกระทรวงยุติธรรมและสำนักงานศาลยุติธรรมเพื่อจัดงานนี้ขึ้นมา โดยมีผู้ให้บริการ 12 แห่ง ประกาศตัวเข้าร่วมโครงการแล้ว คือ 1.ธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน) 2.ธนาคารไทยธนชาติ จำกัด (มหาชน) 3.ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) 4.บริษัท ซีไอเอ็มบี ไทย ออโต้ จำกัด 5.บริษัท สีสซิ่งกสิกรไทย จำกัด 6.บริษัท อยุธยา แคปปิตอล ออโต้ ลิส จำกัด (มหาชน) 7.บริษัท กรุงไทยธรกิจลีสซิ่ง จำกัด 8.บริษัท เงินติดล้อ จำกัด (มหาชน) 9.บริษัท ชยภาค จำกัด 10.บริษัท ตะวันออกพาณิชย์ลีสซิ่ง จำกัด (มหาชน) 11.บริษัท อิออน ธนสินทรัพย์ (ไทยแลนด์) จำกัด (มหาชน) 12.บริษัท เฮงลิสซิ่ง แอนด์ แคปปิตอล จำกัด (มหาชนน) ซึ่งทั้ง 12 บริษัทมีมาร์เก็ตแชร์รวมถึง 65% ของสินเชื่อเช่าซื้อทั้งระบบ จุดเด่นของงานนี้คือจะครอบคลุมกลุ่มลูกหนี้เช่าซื้อ 3 กลุ่ม 1.กลุ่มที่ยังไม่เป็นหนี้เสีย (NPL) หรือเป็น NPL แล้ว แต่รถยังไม่ถูกยึด 2.กลุ่มที่รถถูกยึดแล้วแต่ยังไม่ถูกขายทอดตลาด 3.กลุ่มที่ขายทอดตลาดแล้ว แต่ยังมีหนี้ส่วนที่ขาด ซึ่งต้องจ่ายเพิ่ม เป้าหมายของงานนี้คือ ลูกหนี้สามารถเจรจาผ่อนชำระได้ตามความสามารถ เพื่อให้นำรถที่ถูกยึดไปกลับมาใช้งานได้อีกครั้ง เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนจากโควิด-19 โดยจะช่วยเหลือตามความเหมาะสมและความสามารถของลูกหนี้ และจะพิจารณาความช่วยเหลืออย่างเป็นธรรมให้มากที่สุด ลูกหนี้ทั้ง 3 กลุ่มจะได้อะไรจากงานนี้บ้าง ?1.ลูกหนี้ดีแต่เริ่มขาดสภาพคล่อง -สามารถขอปรับโครงสร้างหนี้ได้ -สามารถขอลดค่างวดได้ -สามารถขอขยายเวลาชำระหนี้ได้ -สามารถขอพักชำระนี้ได้ 3 เดือน โดยการคิดดอกเบี้ยจะคิดจากมูลคงค้าง คือ ปกติสินเชื่อเช่าซื้อจะคิดดอกเบี้ยคงที่ (Flat rate) ส่งผลให้ดอกเบี้ยทั้งหมดจะเฉลี่ยอยู่ในค่างวดแต่ละงวดแล้ว แต่หากขอพักชำระหนี้ผ่านมาตรการนี้ จะคิดดอกเบี้ยใหม่จากยอดหนี้ที่พักชำระเท่านั้น เช่น ขอพักชำระ 3 งวด ก็จะคิดดอกเบี้ยเพียง (ค่างวด x ดอกเบี้ย) / จำนวนงวดที่ขอพักชำระ ไม่ใช่คิดดอกเบี้ยจากมูลหนี้ทั้งหมดตามสัญญา(จำไว้ให้ขึ้นใจเลยนะข้อนี้ เวลาเจรจาจะได้ไม่เสียเปรียบ)ขณะเดียวกันลูกที่เคยขอพักชำระหนี้ไปแล้ว หรือปรับปรุงโครงสร้างหนี้่ไปแล้วช่วงก่อนหน้านี้ และได้รับผลกระทบจากโควิดจนไม่สามารถผ่อนต่อได้ก็สามารถขอคืนรถยนต์เพื่อลดภาระได้ โดยสามารถเจรจาขอให้ยกหนี้ส่วนเกินหลังขายทอดตลาดได้อีกด้วย2.ลูกหนี้ที่ถูกยึดรถแล้ว แต่ยังไม่ขายทอดตลาด กลุ่มนี้หากอยากได้รถกลับมาใช้อีกครั้ง สามารถขอเจรจาเพื่อขอรถที่ถูกยึดคืนกลับมาใช้งาน โดยเจ้าหนี้จะชะลอการขายทอดตลาดและปรับโครงสร้างหนี้ใหม่ ซึ่งมีโอกาสสูงที่จะสำเร็จ เพราะก่อนหน้านี้ไม่มีหน่วยงานกำกับ และแนวทางที่ชัดเจน ส่งผลให้เจรจาได้ยาก หากรถถูกยึดไปแล้ว 3.ลูกหนี้่ที่รถยนต์ถูกขายทอดตลาดไปแล้ว และมีส่วนต่างคงค้าง กลุ่มนี้สามารถขอเจรจาเพื่อลดภาระหนี้คงค้างได้ โดยจะคิดตามส่วนต่างคงค้างที่แท้จริงเท่านั้น ไม่ใช่จากมูลค่ารถ ซึ่ง สคบ.และ ศาลยุติธรรม จะช่วยดูแลส่วนนี้ เพื่อให้เกิดความเป็นธรรมและโปร่งใสต่อลูกหนี้มากที่สุด และมีการพัฒนา App เพื่อใช้คำนวณหนี้ส่วนขาดที่แท้จริง สามารถใช้งานได้ที่ https://www.ocpb.go.th/debt/ งานนี้เป็นกิจกรรมผ่านออนไลน์ทั้งหมด ตั้งแต่ 1 มิ.ย.-31 ก.ค.64 ผ่านช่องทางหรือ URL ดังต่อไปนี้ http://mediation.coj.go.th www.ocpb.go.th www.bot.or.th www.egov.go.th ไปครับไปเลย นักผ่อนรถท่านใดเริ่มมีปัญหา ไปขอความช่วยเหลือโลด เชื่อผม โครงการที่ผ่าน ธปท.มา ช่วยได้จริง ผมไปใช้งานมาแล้วก่อนหน้านี้

  หนึ่ง ศราพงค์


  04 มิถุนายน 2564

โค้งสุดท้าย มหกรรมไกล่เกลี่ยหนี้ ช่วยแก้ได้จริง

โค้งสุดท้าย "มหกรรมไกล่เกลี่ยหนี้" อย่ารอช้า ช่วยได้จริงแบบใจถึงพึ่งได้ หลังจากที่ได้รีวิวโครงการ "มหกรรมไกล่เกลี่ยหนี้" ไปครั้งก่อน ย้อนอ่านคลิก ซึ่งตอนนั้นหมดเขต 14 เม.ย.64 แต่ปรากฎว่ามีผู้สนใจเข้าร่วมโครงการกว่า 2 แสนราย 5 แสนกว่าบัญชี ดังนั้นเพื่อให้ความช่วยเหลือแบบต่อเนื่อง ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) จึงขยายเวลาไปถึง 30 มิ.ย.64 เท่ากับเหลือเวลาอีกเดือนกว่า ๆ เพื่อให้ลูกหนี้ทั้งหลายเข้าร่วมโครงการเพื่อปลดหนี้หรือผ่อนหนักให้เป็นเบาข้อมูลสถิติจาก ธปท.ระบุว่า จากจำนวนลูกหนี้ที่เข้าเงื่อนไข สามารถเจรจาหากข้อสรุปและไกล่เกลี่ยได้มากกว่า 60% ถือว่ามีโอกาสจัดการหนี้สินพะรุงพะรังได้สูงมาก จากปกติที่โอกาสการต่อรองแทบจะไม่มี ยิ่งกลุ่มที่ถูกฟ้องร้องแล้ว ผมเองเป็นอีกหนึ่งตัวอย่างที่เข้าร่วมมาแล้ว สำเร็จทุกหนี้ลองย้อนอ่านรีวิวดูนะครับ เพราะมีรายละเอียด เพื่อเป็นตัวอย่าง ปัญหาสำคัญของโครงการนี้คือกลุ่มลูกหนี้ไม่ทราบว่ามีงานแบบนี้ ดังนั้นจึงขอใช้พื้นที่ในการประชาสัมพันธ์โครงการอีกครั้ง เพราะผมคิดว่าสำคัญมากสำหรับผู้ที่เป็นหนี้ทั้งหลาย และต้องการจะผ่อนหลายภาระการเงินทั้งทางกายและทางใจธปท. เผยว่า ผู้ที่เข้าร่วมโครงการนี้ เปิดกว้างให้สามารถเจรจาได้ตามความสามารถโดยสถิติที่ผ่านมาส่วนใหญ่จะออกมาแบบนี้ 1.หนี้บัตรที่ยังไม่ผิดชำระ แต่เริ่มรู้สึกฝืดเคือง สามารถลดภาระดอกเบี้ยได้ โดยหยุดจ่ายขั้นต่ำ แต่เปลี่ยนเป็นวงเงินสินเชื่อแบบมีกำหนดเวลา (คล้ายสินเชื่อบุคคล) ซึ่งจะได้ดอกเบี้ยถูกลงจาก 16% เหลือ 12% ต่อปี แถมมีวงเงินคงเหลือไว้ใช้ และไม่เสียประวัติเครดิตบูโร 2.หนี้บัตรที่เป็นหนี้เสียแล้ว แต่ยังไม่ฟ้อง หรือฟ้องแต่ยังไม่พิพากษา สามารถผ่อนชำระได้นานสูงสุด 10 ปี ดอกเบี้ยต่ำเพียง 4-7% 3.หนี้บัตรที่ถูกบังคับคดีแล้ว กลุ่มนี้เป็นเป้าหมายหลัก เพราะปกติจะเจรจาไม่ได้ โดยครั้งหนี้สามารถปรับโครงสร้างร่วมกันใหม่อีกครั้ง ซึ่งให้ผ่อนชำระแค่เงินต้น นานสูงสุด 5 ปี หากชำระดีตามแผน ยกดอกเบี้ยให้เลย ไม่คิด เห็นไหมว่าโคตรดี มีประโยชน์ ช่วยแบบจัดเต็ม ! ใหม่ล่าสุด อัพเดทกันสด ๆ วันนี้เลย กำลังจะพิจารณาให้ลูกหนี้สินเชื่อเช่าซื้อเข้าร่วมด้วยจากเดิมแค่หนี้บัตรเครดิตกับสินเชื่อส่วนบุคคลนอกจากนี้มีผู้ให้บริการอีก 4 แห่งที่เข้าร่วมโครงการคือ 1.บริษัท บริหารสินทรัพย์ คอลเลคเชียส จำกัด 2.บริษัท บริหารสินทรัพย์ ชโย จำกัด 3.บริษัท บริหารสินทรัพย์ ทวีทรัพย์ จำกัด 4.บริษัท บริหารสินทรัพย์ ฮาร์โมนิช จำกัด ใครเป็นลูกหนี้ของ 4 รายนี้ ไปกดลงทะเบียนโลด นอกจาก 23 รายเดิมก่อนหน้านี้ แบบนี้ต้องเรียกว่าช่วยแบบใจถึงพึ่งได้ของแท้ ช่วยแบบไม่รู้จะช่วยยังไงแล้ว สุด ๆ ไปเลยไปเถอะ ลูกหนี้ทั้งหลาย ไปเข้าร่วมกันได้แล้ว โค้งสุดท้ายละ ไม่รู้จะมีต่อเวลาอีกไหม อย่าลีลา ยืดยาด เพราะหากหมดเวลาโครงการจะมาโอดโอยตอนโดนทวงหนี้-ยึดทรัพย์ ไม่ได้นะ แจกช่องทางลงทะเบียนกันอีกครั้ง สำนักงานยุติธรรม : www.coj.go.th ธนาคารแห่งประเทศไทย : www.bot.or.th รักนะ อยากให้ทุกคน พ้นหนี้ หนึ่งเอง หนึ่งไง จะใครล่ะ ^^

  หนึ่ง ศราพงค์


  14 พฤษภาคม 2564

รีวิว มหกรรมไกล่เกลี่ยหนี้ ลดต้น ไม่คิดดอกเบี้ย

"มีหนี้ต้องแก้ไข เริ่มต้นใหม่อย่างยั่งยืน" ง่อววววว... สโลแกนสุดจ้าบของ "มหกรรมไกล่เกลี่ยหนี้" จากคราวก่อนที่มาแนะนำโครงการ ย้อนอ่านได้ที่นี่ "มหกรรมไกล่เกลี่ยหนี้ จ่ายดียกดอกเบี้ยให้" สรุปให้คร่าว ๆ ก็ได้เผื่อขี้เกียจย้อน คือโครงการนี้... ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.), สำนักงานศาลยุติธรรม, กระทรวงยุติธรรม และกรมบังคับคดี เห็นพ้องต้องกันว่าต้องมีการจัด "มหกรรมไกล่เกลี่ยหนี้" ครั้งใหญ่ เพราะประชาชนได้รับผลกระทบจากโควิด-19 ทั่วหน้า โดยเฉพาะหนี้บัตรเครดิตและสินเชื่อส่วนบุคคล ซึ่งรอบนี้ลูกหนี้ทุกกลุ่มสามารถเข้าร่วมโครงการได้ ทั้งลูกหนี้ยังดีแต่เริ่มไม่ไหว-ลูกหนี้ที่หยุดจ่ายแล้วและกำลังจะโดนฟ้อง และกลุ่มสุดท้ายที่หนักสุดคือ ลูกหนี้ที่ถูกฟ้องจนโดนสั่งบังคับคดีแล้ว โดยชูข้อเสนอสุดเจ๋งคือ "ยกดอกเบี้ยให้ทั้งหมด หากจ่ายตรงตามสัญญา" อันนี้แหล่ะที่ดูดใจผมอย่างแรงงงงงงงงงงงงงงงงงง โครงการนี้เป็นเข้าร่วมแบบออนไลน์ระหว่าง 14 ก.พ.-14 เม.ย.64 ผมไม่รอช้าที่จะเข้าร่วมโครงการตั้งแต่วันแรก เพราะยังมีหนี้เหลืออยู่อีกก้อนหนึ่งรวมดอกเบี้ยก็เฉียด 300,00 บาท จากเงินต้นราว 160,000 บาท เท่าตัวครับท่าน เพราะค้างไว้นาน - -" โดยสถานะผมคือกลุ่มที่ถูก "บังคับคดีแล้ว" รอคิวเชือด อายัดทรัพย์-เงินเดือน ซึ่งปกติจะเจรจาแทบไม่ได้แล้ว แต่เขาบอกโครงการนี้เจรจาได้แน่นอน โครงการนี้ดำเนินการผ่านระบบออนไลน์... ช่องทางเข้าร่วมโครงการคือค้นหา มหกรรมไกล่เกลี่ยหนี้ แล้วเข้าเว็บ จากนั้นจะมีให้เลือกกรอกข้อมูลส่วนตัวและหนี้ที่ค้างอยู่ ผมก็จัดการใส่ไปให้หมด 3 รายการบัตรเครดิตและบัตรกดเงินสด บัตรที่ 1 ยอดคงค้างรวมดอกเบี้ยราว 160,000 บาท บัตรที่ 2 ยอดคงค้างรวมดอกเบี้ยราว 80,000 บาท บัตรที่ 3 ยอดคงค้างรวมดอกเบี้ยราว 60,000 บาท จากยอดเงินต้น... บัตรที่ 1 คงค้าง 88,000 บาท บัตรที่ 2 คงค้าง 44,000 บาท บัตรที่ 3 คงค้าง 33,000 บาท จากนั้นก็รอการติดต่อกลับ......... ประมาณ 5-6 วันเท่านั้น มีเจ้าหน้าที่ติดต่อกลับมา ทั้ง 3 ใบ มีลักษณะการแนะนำตัวและเจรจาคล้ายกัน คือ... 1. แจ้งเงินต้นคงค้างและดอกเบี้ยค้างจ่าย (มหาศาลมาก) 2. สอบถามความสามารถในการชำระหนี้ ต้องการผ่อนจ่ายอย่างไร มีตั้งแต่ 3 เดือน 6 เดือน ยัน 5 ปี โดยชำระเพียงเงินต้นก่อน และหากชำระตรงตามกำหนด จะยกดอกเบี้ยให้ทั้งหมด ตามคอนเซปต์ของโครงการ 3. จะนำเสนอหากสามารถปิดบัญชีได้เลย ก็จะลดเงินต้นให้ด้วย ผมจึงแซะถามไปว่า ลดเงินต้นได้เท่าไหร่ ต่อรองหลายรอบเหมือนกันนะ สรุปคือ... หากผมชำระปิดบัญชีเลย ให้จบ ๆ ไป บัตรที่ 1 เงินต้น 88,000 บาท ลดเหลือ 80,000 บาท บัตรที่ 2 เงินต้น 44,000 บาท ลดเหลือ 40,000 บาท บัตรที่ 3 เงินต้น 33,000 บาท ลดเหลือ 20,000 บาท และจงลืมเรื่องดอกเบี้ยที่สะสมไปซะ เพราะยกให้หมดเลย อานิสงส์จากการบริหารการเงิน ซึ่งเริ่มมาได้กว่า 2 ปีแล้ว ทำให้ผมมีเงินเก็บออม เงินสำรอง มากพอสมควร ครอบคลุมยอดหนี้ดังกล่าวได้ทั้งหมด โดยไม่เสียสภาพคล่อง ผมยังเหลือเงินสำรองใช้ล่วงหน้า 6 เดือน หน้าที่การงานต่าง ๆ ก็ยังอยู่ครบ แม้บางงานจะโดนโควิด-19 ไปบ้าง ขณะที่เมื่อทำงบการเงินล่วงหน้า 1 ปีไว้แล้ว จึงประมาณการได้ว่ อีก 12 เดือนข้างหน้าจะมีรายรับจากไหนบาง มีรายจ่ายอะไรบ้าง หากเคลียร์หนี้ก้อนนี้ไปจะได้รับผลกระทบอะไรหรือไม่ สรุปว่า...ไม่กระทบ อย่างไรเสียก็ต้องใช้คืนเขาอยู่แล้ว ได้โปรโมชั่นดีแบบนี้...จัดไปครับ ยอมตัดใจ "เจ็บสั้นดีกว่าปวดนาน" ไม่ต้องไปผ่อน เสียเวลา ปิดจบให้หมด คุณครับ โล่ง !!! อย่างบอกไม่ถูก ในที่สุดหนี้ที่ผมสะสมมาร่วม 8-9 ปี ก็หลุดพ้นทั้งสิ้นแล้ว ซึ่งเจ้าหน้าที่บอกว่า หลังจากปิดบัญชีหมดแล้ว จะดำเนินการถอนหมายบังคับคดีให้ภายใน 30 วัน ทีนี้ก็ไม่ต้องกลัวใครจะโทรเข้าที่ทำงานแล้ว... ไม่ต้องกลัวหมายอายัดเงินเดือนอีกต่อไป... ที่เล่ามายืดยาวเพื่อจะบอกว่าโครงการนี้ดีจริ ติดต่อได้จริง เจรจาได้จริง ช่วยได้จริง และปลดหนี้ได้จริง ใครที่เป็นหนี้อยู่ รีบไปเข้าร่วมโครงการให้ไวเลย โอเคอาจจะมีเงินน้อย ก็ขอผ่อนเขาไป... เป็นการผ่อนเฉพาะเงินต้นด้วย แต่ต้องผ่อนชำระให้ตรงตามที่สัญญาไว้นะ ระหว่างนี้ก็อย่าก่อหนี้เพิ่ม ค่อย ๆ จ่ายไป เดี๋ยวก็หมด ปล่อยค้างไว้ก็จะโดนป่วนอยู่ตลอดเวลา หนีไม่พ้นหรอก ยิ่งกลุ่มที่ถูกบังคับคดีแล้วด้วยนะ... ไม่รู้ว่าโครงการดี ๆ แบบนี้จะมาอีกเมื่อไหร่ ตอนนี้ยังมีเวลาถึง 14 เม.ย.นี้ อย่ารอช้า "มีหนี้ต้องแก้ไข เริ่มต้นใหม่อย่างยั่งยืน" เหมือนสโลแกนของโครงการนี้แหล่ะ หนึ่งเอง หนึ่งไง ไม่มีหนี้แล้วล่ะ ^^

  หนึ่ง ศราพงค์


  05 มีนาคม 2564

Loading...

ยังไม่มีข้อมูลเพิ่มเติม