เริ่มเก็บเงินก้อนแรกได้ จัดการยังไงต่อดี ?

"เงินเก็บก้อนแรก” อุตส่าเก็บมาได้ หลายๆคนก็คงอยากได้ผลตอบแทนดีๆ เอาไว้ที่มันงอกเงยที่สุด ยิ่งถ้าคุณเชื่อในพลัง ผลตอบแทนต้น ก็จะยิ่งเห็นว่า พลังของมันมหาศาลแค่ไหน... แต่ถ้าผมบอกว่า.. “เงินเก็บก้อนแรก ควรใส่ไว้ในบัญชีเงินฝาก” ละ หลายคนก็คงเกิดคำถามว่า บัญชีเงินฝากผลตอบแทนน้อยนิด ยังไม่ต้องพูดถึงผลตอบแทน แม้แต่เงินเฟ้อยังแพ้เลย ทำไมผมถึงเลือกแบบนี้… วันนี้จะมาเล่าให้ฟังครับ ย้อนไปเมื่อ 10 ปีก่อน ผมก็เป็นคนนึงครับที่อยากได้ผลตอบแทนดีๆ อยากได้กำไรมากๆ เหมือนหลายๆคนนั่นแหละ ก็เงินแต่ละบาทเราอุตส่าห์หามาและกั้นใจที่จะไม่ใช้ มันก็ควรได้ผลตอบแทนสมน้ำสมเนื้อสิ แต่ว่าสิ่งที่เราเรียนรู้มาหรือเราพยายามทำความเข้าใจ มันมักจะเป็นด้านเดียวของผลตอบแทน คือ กำไร และแน่นอนว่าเหรียญมันก็ยังมีสองด้านเสมอ ซึ่งการลงทุนก็คงไม่ต่างกัน เมื่อเราต้องการผลตอบแทนสูง ก็แลกมาด้วยความเสี่ยงที่สูง แล้วก็นั่นละ ไม่รู้ว่าด้วยความโลภของผม หรือความซวยของตัวเอง มันก็เลยนำพาให้เงินที่อุดส่าห์หามา ขาดทุน!!! และเวลานั้น อย่าว่าได้ผลตอบแทนสูงๆเลย ได้เงินต้นกลับมาก็ดีเท่าไหร่แล้ว ถึงตรงนี้… หลายคนอาจจะเกิดคำถามว่า ทำไมไม่ตัดขาดทุนตอนยังขาดทุนน้อยๆละ ? ใช่ครับ นั่นคือสิ่งที่ควรจะเป็นสำหรับการลงทุน แต่มันก็ขัดกับสัญชาตญาณมนุษย์ ว่าไหม… เราลงทุนเพื่อหวังผลตอบแทน แต่จะมาขาดทุน ? ผมเชื่อว่าหลายๆคนทำได้ครับ แต่มันมีเงื่อนไขว่า คุณต้องเตรียมระบบมาดี มีจริตเป็นนักลงทุน หรือ มีความรู้มากพอ พูดง่าย แต่ทำจริงมันก็คงไม่ง่ายเท่าไหร่ สำหรับหลายๆคน รวมถึงผมด้วยในตอนนั้น และผมก็นึกถึงคำปลอบใจที่ติดตลก “ไม่ขาย ไม่ขาดทุน” ซึ่งนั่นก็จริงครับ แต่มันก็มีเงื่อนไขอยู่ ว่า มันจะใช้ได้กับสินทรัพย์การลงทุนที่พื้นฐานดี ยังมีอนาคต ที่ตลกร้ายกว่า มันทำได้ แต่ไม่ใช่สำหรับทุกๆคน “ เพราะเวลาของเราไม่เท่ากัน ” ถ้าคุณอ่านถึงตรงนี้ คงน่าจะพอเห็นภาพเรื่องตลกๆของผม หรือหลายคนก็คงกำลังยิ้มมุมปาก…ว่าเราเป็นเพื่อนกัน ซึ่งนี่ก็เลยวนมาตอบประโยคที่ผมบอกไปข้างต้นว่า “เงินเก็บก้อนแรก ควรใส่ไว้ในบัญชีเงินฝากก่อน” แล้วให้คุณตอนคำถามนี้ครับ 1.ถ้าเงินก้อนนี้ลงทุนที่เสี่ยงสูง หากขาดทุนอยู่ มีเงินใช้ในเวลาฉุกเฉินหรือเปล่า ? มันมีโอกาสที่หลายๆคน พอเริ่มเก็บเงินได้ เราก็อยากเอาเงินเก็บเกือบทั้งหมดไปเสี่ยงลงทุน เพื่อชนะเงินเฟ้อ เพื่อคาดหวังผลตอบแทน 10%-15% แต่พอมีเรื่องฉุกเฉินเข้ามา กลับต้องไปใช้สินเชื่อบุคคล 20% 2.ใช้เงินก้อนนี้เมื่อไหร่ ? เงินเก็บก้อนแรก มันมีแนวโน้มที่คุณจะใช้ไว เพราะเรามีเงินเก็บก้อนเดียว มันมีโอกาสว่ามันจะถูกใช้ไปกับเป้าหมายระยะสั้น ซึ่งมันก็ไม่ผิดนะครับ แต่ถ้าคุณรู้ว่ามันจะใช้เมื่อไหร่ คุณจะเอาเงินก้อนนี้ไปเก็บไว้ถูกที่ ถ้าบอกเงินก้อนนี้ ใช้ส่งลูกเรียน อีก 3 ปี แบบนี้ มันก็ไม่ควรเสี่ยง แต่ถ้าบอกว่าตั้งใจแล้ว แบ่งส่วนนี้เพื่อเกษียณ แบบนี้ คุณก็เสี่ยงสูงขึ้นได้ หรือ สามารถเลือกใช้สิทธิลดหย่อนภาษีได้อีกด้วย หวังว่า เรื่องตลกปนน้ำตาของผม น่าจะทำให้หลายๆคนเห็นภาพมากขึ้น ใครที่ยังไม่โดน ก็ปรับแผนรับมือทัน ใครที่ยังไม่เริ่ม ก็น่าจะเห็นมุมมองอีกมุมครับ เริ่มต้นวางแผนวันนี้เพื่อสุขภาพการเงินที่ดี คลิกเลย -->https://bit.ly/3nwPHbL หรือ line: @lumpsumofficial #วางแผนการเงิน#รายได้#ออมเงิน#เก็บเงิน#การเงิน#เป้าหมายการเงิน#Lumpsum#ที่ปรึกษาทางการเงิน

  เทส ธนสิทธิ์


  20 กุมภาพันธ์ 2567

เทคนิคบริหารเงินสดอย่างมีคุณภาพ

เทคนิคบริหารเงินสดอย่างมีคุณภาพ"เงินสด" หรือ "สินทรัพย์สภาพคล่อง"ควรมีไม่น้อยจนขาดแคลน และไม่มากจนเสียโอกาสลงทุนหากเราบริหารเงินสดให้มีกินมีใช้ได้อย่างเพียงพอ นำส่วนที่เหลือไปต่อยอดให้เติบโตปลายทางจะนำเราไปสู่การใช้ชีวิตที่ "เงิน" ไม่ใช่เงื่อนไขอีกต่อไป ทำไมเราถึงต้องบริหารเงินสด ทำไมเราถึงต้องบริหารเงินสด เราต้องบริหารเงินสดด้วยเหตุผลหลัก 3 ข้อ ดังต่อไปนี้ 1. เพื่อให้ใช้จ่ายในชีวิตประจำวันได้อย่างเพียงพอ อย่างน้อย 1-2 สัปดาห์ หรือถ้าเป็นมนุษย์เดือนก็ควรจะให้อยู่ได้ครบ 1 เดือน 2. ไว้สำหรับใช้จ่ายยามฉุกเฉิน อย่างน้อย 3-6 เดือน เหตุการณ์ฉุกเฉินเป็นสิ่งที่ไม่บอกล่วงหน้า บ่อยครั้งที่เหตุการณ์ฉุกเฉินต่าง ๆ จำเป็นต้องใช้เงินก้อนใหญ่ (ด้านสุขภาพ การเจ็บไข้ได้ป่วยเป็นตัวอย่างที่เห็นภาพชัดเจน) 3. เพื่อสะสมไว้ซื้อสินค้ามูลค่าสูงในอนาคต เช่น บ้าน รถยนต์ เป็นต้น หรืออาจเป็นจังหวะการรอลงทุนในเวลาที่เหมาะสม ลักษณะสินทรัพย์ที่ใช้บริหารสภาพคล่อง ลักษณะสินทรัพย์ที่ใช้บริหารสภาพคล่อง เงินสดเป็นสินทรัพย์สภาพคล่องที่เห็นภาพชัดเจนที่สุด แต่ก็มีสินทรัพย์อื่นที่มีสภาพคล่องเทียบเท่าหรือใกล้เคียงกับเงินสด โดยสินทรัพย์ที่สามารถนำมาใช้บริหารสภาพคล่อง ต้องมีลักษณะครบทั้ง 3 ข้อ ต่อไปนี้• แปลงเป็นเงินสดได้ง่าย• อัตราผลตอบแทนต่ำ• ความเสี่ยงต่ำ สินทรัพย์สภาพคล่องสามารถแปลงเป็นเงินสดได้ง่าย และมีอัตราผลตอบแทนต่ำ จึงมีความเสี่ยงที่จะทำให้เราใช้จ่ายในสิ่งที่ไม่จำเป็นง่ายขึ้นอีกด้วย เป็นสิ่งที่ทุกคนต้องระวัง หลักการและทางเลือก การบริหารสภาพคล่อง หลักการและทางเลือก การบริหารสภาพคล่อง (ที่ไม่ใช่แค่เงินสด) หลักการการบริหารสภาพคล่อง• ไม่น้อยจนขาดแคลน และไม่มากจนเสียโอกาสลงทุน• เปลี่ยนเป็นเงินสดได้เร็ว โดยที่มูลค่าเปลี่ยนแปลงไม่มากนัก ทางเลือกการบริหารสภาพคล่อง นอกจากเงินฝาก ไม่ว่าจะเป็นฝากออมทรัพย์หรือฝากประจำแล้ว กองทุนรวมตลาดเงินยังเป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่ดีในการบริหารสภาพคล่อง เพราะแปลงเป็นเงินสดได้ง่าย (T+1) ให้ผลตอบแทนเป็นรายวัน และมีความเสี่ยงต่ำ เทคนิคบริหารเงินสดอย่างมีคุณภาพ

  ณัฐเศรษฐ ตุ้ยดา


  04 เมษายน 2566

รู้หรือไม่ "รีไฟแนนซ์บ้าน" เพิ่มสภาพคล่องให้คุณได้

การรีไฟแนนซ์บ้านจะสามารถเพิ่มสภาพคล่องให้คุณได้ โดยมี 2 สเต็ป ดังนี้ 1. โดยธรรมชาติ การรีไฟแนนซ์บ้าน นอกจากจะทำให้ดอกเบี้ยช่วง 3 ปีแรกถูกลง ยังสามารถเพิ่มระยะเวลาผ่อนชำระได้ด้วย และการที่อัตราดอกเบี้ยต่ำลง ระยะเวลาผ่อนมากขึ้น จะทำให้ยอดชำระต่องวดลดลง ภาระรายเดือนท่านก็จะลดลงตามไปด้วย สภาพคล่องก็จะกลับคืนมาอย่างน้อย 5 - 10% หรือมากกว่านั้น แล้วแต่เงื่อนไขของธนาคารใหม่และการเจรจาของท่าน (บทความที่เกี่ยวข้อง : รีไฟแนนซ์สินเชื่อบ้าน คุ้มจริงหรือจ้อจี้)(แต่สำหรับท่านที่ไม่มีปัญหาสภาพคล่อง อยากจ่ายเท่าเดิม ก็จะทำให้ยอดหนี้เงินต้นของท่านหมดไวขึ้น เพราะการรีไฟแนนซ์ทำให้ดอกเบี้ยต่ำลง) 2. โดยโครงการสนับสนุนของแบงก์ชาติ กล่าวคือ "มาตรการปรับโครงสร้างหนี้ด้วยการรวมหนี้" โปรเจคนี้ออกมาช่วงปีก่อน เพื่อหาทางออกให้ลูกหนี้ที่มีหนี้สินพะรุงพะรังหลากหลายทาง ทั้ง สินเชื่อบ้าน, บัตรเครดิต, บัตรกดเงินสด และสินเชื่อส่วนบุคคลโครงการนี้จะมัดรวมหนี้ทั้งหมดของท่านไปยำรวมกับสินเชื่อบ้าน โดยทำการรีไฟแนนซ์สินเชื่อบ้านเดิม อาจจะธนาคารใหม่หรือธนาคารเดิมก็ได้ ซึ่งจะทำให้ต่อเดือนท่านจะมีภาระที่ต้องชำระเพียงแห่งเดียว คือหนี้ที่ปรับโครงสร้างแล้วอยู่ในสินเชื่อบ้าน จุดเด่นคืออัตราดอกเบี้ยจะลดลงมโหฬาร จากเดิมต้องจ่ายขั้นต่ำสินเชื่อบัตรเครดิต, บัตรกดเงินสด และ สินเชื่อส่วนบุคคล ที่ระดับอัตราดอกเบี้ย 18 - 22% ต่อปี หรือมากกว่านั้น แถมต้องจ่ายสินเชื่อบ้านที่มีอัตราดอกเบี้ยอีก 4 - 6% หรือมากกว่านั้นซึ่งหากเข้าร่วมโครงการนี้ หนี้ทุกอย่างจะรวมไว้กับสินเชื่อบ้าน และจะคิดอัตราดอกเบี้ย คือ ดอกเบี้ยสิ้นเชื่อบ้าน + 2% ต่อปี เท่านั้น หมายความว่าดอกเบี้ยจ่ายของท่านจะหายไปเพียบเลย และสภาพคล่องของท่านจะกลับคืนมาจำนวนมาก การรวมหนี้มี 3 รูปแบบหลัก 1. การรวมหนี้ภายในสถาบันการเงินเดียวกัน 2. การรวมหนี้ระหว่างสถาบันการเงิน โดยโอนหนี้บัตรจากธนาคารแห่งหนึ่งไปรวมกับหนี้บ้านของธนาคารอีกแห่งหนึ่ง หรือจะเป็นการโอนหนี้บ้านไปรวมกับหนี้บัตรก็ได้ 3. การโอนหนี้บ้านและหนี้สินเชื่อรายย่อยประเภทอื่นไปรวมกันที่สถาบันการเงินแห่งใหม่ที่ลูกหนี้ไม่เคยมีหนี้ด้วยมาก่อน ประโยชน์ของการรวมหนี้ 1. อัตราดอกเบี้ยสินเชื่อรายย่อยลดลงเมื่อนำมารวมหนี้ ลูกหนี้จะมีสภาพคล่องเพิ่มขึ้น 2. ชำระหนี้ได้ง่ายขึ้น เพราะเหลือหนี้ก้อนเดียวและอัตราดอกเบี้ยอัตราเดียว 3. ลูกหนี้ไม่เสียประวัติข้อมูลเครดิต หากเจรจารวมหนี้สำเร็จตั้งแต่ก่อนเป็นหนี้เสีย ข้อควรรู้ 1. ลูกหนี้สามารถรวมหนี้ได้ไม่เกินมูลค่าของหลักประกัน ทั้งนี้ หากยอดหนี้ของสินเชื่อรายย่อยสูงกว่ามูลค่าหลักประกันสามารถขอรวมหนี้บางส่วนได้ 2. ลูกหนี้ต้องให้ความยินยอมเปิดเผยข้อมูลที่จำเป็น เช่น ชื่อเจ้าหนี้ ยอดหนี้คงค้าง แก่ธนาคารที่ทำการรวมหนี้ 3. ลูกหนี้อาจถูกพิจารณาปรับลดวงเงินส่วนที่นำไปรวมหนี้ เพื่อให้อยู่ในระดับที่ลูกหนี้สามารถบริหารจัดการได้สำหรับธนาคารที่เข้าร่วมโครงการมีทั้งสิ้น 14 แห่ง ครอบคลุมหมดเลยในบรรดาแบงก์เอกชนที่ให้บริการด้านสินเชื่อของไทย สนใจติดต่อสอบถามได้โดยตรงกับธนาคารที่ท่านสนใจเลยและหากอยากเปรียบเทียบอัตราดอกเบี้ย "รีไฟแนนซ์" ของแต่ละแบงก์ว่าใครให้ต่ำสุด เรามีบริการเปรียบเทียบสินเชื่อ "รีไฟแนนซ์" มาบริการ คลิกได้เลย หนึ่งเอง หนึ่งไง จะใครล่ะ ^^ บทความที่เกี่ยวข้อง รวม สินเชื่อรีไฟแนนซ์บ้าน 8 ธนาคาร ดอกเบี้ยต่ำกว่า 3 % รู้จัก บ้านแลกเงิน สินเชื่อเสริมสภาพคล่องดอกเบี้ยต่ำ

  หนึ่ง ศราพงค์


  19 สิงหาคม 2565

5 วิธีเลี่ยงหนี้บัตรเครดิตช่วงโควิดระบาดหนัก

ภาวะที่โควิดยังระบาดรุนแรงในบ้านเราตอนนี้จนต้องมีการล็อคดาวน์อย่างเข้มข้นแทบจะทุกธุรกิจได้รับผลกระทบทั้งสิ้นปัญหาสภาพคล่องถือว่าน่าเป็นห่วงอย่างมาก และท่านที่มีบัตรเครดิตในมือต้องระมัดระวังยิ่งต้อง Work From Home การช้อปปิ้งออนไลน์น่ากลัวมากหากไม่ยับยั้งชั่งใจ อาจจะบานปลายได้เลย วันนี้ผมมี 5 แนวคิดเกี่ยวกับการใช้บัตรเครดิตเพื่อเลี่ยงการเป็นหนี้ที่ไม่จำเป็น มาแชร์กัน 1.ใช้ที่จำเป็นเท่านั้นใช่ครับ ! อะไรไม่จำเป็นอย่าใจเร็วด่วนรูดแบบซื้อมาก่อนของต้องมี ควรงดก่อนเพราะอาจจะกระทบสภาพคล่องได้ยิ่งภาวะที่เศรษฐกิจขาลง ความมั่นคงการงานต่ำจงระมัดระวังให้มาก ๆ เลย 2.จำกัดงบการใช้บัตรเครดิตวิธีนี้จำเป็นมากคือห้ามใช้จ่ายมากกว่ารายรับเช่นรายรับ 30,000 บาท หลังหักออม-ค่าใช้จ่ายอื่นควรกำหนดไปเลยว่าห้ามรูดเกินเท่าไหร่ไม่ใช่มีวงเงินเท่าไหร่รูดไปก่อนค่อยว่ากันแบบนี้ไม่ดีเลย เสี่ยงติดกับดักหนี้มาก 3.อย่าเอะอะผ่อน 0%แม้ผ่อน 0% จะเห็นว่าไม่มีดอกเบี้ยและจ่ายต่อเดือนน้อย ผ่อนไปได้นานแต่ต้องไม่ลืมสำรวจตัวเองทุกครั้งว่า...ของที่เราจะผ่อน 0% นั้น เรามีเงินเพียงพอแล้วหรือยังไม่ใช่เอะอะรูดก่อนผ่อน 0% หลาย ๆ อย่างเข้ามันจะกลายเป็นภาระก้อนโตแต่ละเดือนและหากผิดนัดชำระ มันจะไม่ 0% อย่างที่คิดนะ4.หยุดจ่ายขั้นต่ำอันนี้ก็สำคัญมาก อย่าคึกคะนองรูดแล้วคิดว่าจ่ายขั้นต่ำได้ เพราะหนี้มันจะไม่หมดสักทีซึ่งการจ่ายขั้นต่ำ เงินต้นแทบจะไม่ลดลงเลยเหมือนต้องคอยจ่ายดอกเบี้ยแทบทุกเดือนหนี้ก็ไม่ลด พอกพูนไปเรื่อย ๆ หากวันนี้มีปัญหาสภาพคล่อง บรรลัยแน่ 5.จงมีวินัยการใช้เครดิตอย่างเคร่งครัดบัตรเครดิตมีข้อดี หากใช้เป็นเพราะเหมือนใช้แทนเงินสดได้แถมยังไม่ส่วนลดต่าง ๆ มากมายซึ่งหากมีวินัย ใช้ไปเท่าไหร่ จ่ายเต็มตรงเวลาอันนี้จะมีประโยชน์มากแต่หากขาดการควบคุมสติในการใช้ระวังสุดท้ายจะฉิบหายกับกองหนี้นะครับ ด้วยรักและเป็นห่วงหนึ่งเอง หนึ่งไง จะใครล่ะ ^^

  หนึ่ง ศราพงค์


  30 กรกฎาคม 2564

เปิด 4 เคล็ดลับ เพิ่มสภาพคล่องช่วงวิกฤติ

ในช่วงที่เราชักหน้าไม่ถึงหลัง เราอาจจะมองหาแต่ช่องทางที่จะ "ลดรายจ่าย" รวมถึงการขอ "พักหนี้" เพื่อทำให้เหลือกระแสเงินสดเพิ่มขึ้นต่อเดือน แต่จริงๆ แล้ว หลายคนอาจลืมไปว่า เรายังสามารถ "พักออม" ของเราได้เช่นกัน โดยที่ไม่เสียหายอะไร แต่จะได้สภาพคล่องเพิ่มขึ้น #1.พักเงินฝากประจำ ใครที่มีบัญชีเงินฝากประจำ เช่น แบบ 12 เดือน 24 เดือน หรือ 36 เดือน เราสามารถขาดฝากได้ โดยที่ยังได้รับดอกเบี้ยตามเงื่อนไขเดิม เพราะโดยทั่วไปของเงินฝากประจำจะผ่อนผันได้ไม่เกิน 2 เดือนตลอดระยะเวลาการฝาก เราจึงไม่ต้องกังวลว่ามันจะผิดกติกาของธนาคาร ใครฝากประเภทไหน ให้สอบถามไปทางธนาคาร หรือเข้าไปอ่านเงื่อนไขของบัญชีเงินฝากประเภทนั้นๆ ในเว็บไซต์ แต่เท่าที่สำรวจดูส่วนใหญ่จะผ่อนผันให้ 2 เดือนค่ะ เช่น ฝากประจำธนาคารกรุงศรี ฝากประจำธนาคารไทยพาณิชย์ เป็นต้น แค่นี้เราก็โล่งไปได้สัก 2 เดือน และนำเงินที่เราจะออมเดือนละ 5,000 บาทไปใช้จ่ายในเรื่องที่เร่งด่วนได้ โดยที่ไม่ต้องไปกู้ยืมก้อนใหม่ให้เสียดอกเบี้ยโดยไม่จำเป็น แถมเมื่อครบกำหนดฝาก เราก็ยังได้ดอกเบี้ยตามเงื่อนไขของสัญญาอีกด้วยค่ะ #2.พักออมหุ้น DCA ใครที่มีบัญชีออมหุ้นแบบอัตโนมัติกับโบรกเกอร์ หรือที่เรียกว่าออมแบบ DCA หากเราเดือดร้อนต้องใช้เงิน เราสามารถพักการลงทุนในเดือนนั้นๆ ได้อัตโนมัติเช่นกัน โดยสามารถแจ้งผ่านแอปพลิเคชันของแต่ละโบรกฯ ที่เราเปิดพอร์ตอยู่ บางที่มีให้เลือกพักนานสุด 6 เดือน หลังจากนั้นเราก็ค่อยมาเริ่มออมต่อเนื่อง ซึ่งเมื่อเราแจ้งไปทางแอปแล้ว เงินในบัญชีของเราก็จะไม่ถูกตัดอัตโนมัติ แค่นี้ก็มีสภาพคล่องเพิ่มขึ้นมาได้แล้วค่ะ ถ้าไม่แน่ใจหรือไม่ทราบขั้นตอนการพักออมหุ้นชั่วคราว ให้ลองสอบถามจากโบรกฯ ที่เราเป็นลูกค้านะคะ #3.กู้เงินจากกรมธรรม์ ใครที่ใกล้จะถึงวันครบกำหนดจ่ายค่ากรมธรรม์รายปีแต่เงินขาดมือ ปกติแล้วเราจะมีเวลาผ่อนผันผันประมาณ 30 หรือ 31 วันนับจากวันที่ครบกำหนดจ่ายเบี้ยประกัน แต่ถ้าประเมินแล้วว่าเกินจากระยะเวลาลาผ่อนผันไปแล้ว เราก็ไม่น่าจะมีจ่ายแน่ๆ ก็ไม่ต้องตกใจว่ากรมธรรม์เราจะขาด เพราะเมื่อเกินกำหนดแล้วยังไม่มีจ่าย โดยทั่วไปทางบริษัทประกันชีวิต จะใช้วิธีการกู้ชำระเบี้ยประกันให้โดยอัตโนมัติ โดยการกู้จากมูลค่ากรมธรรม์ประกันชีวิตของเรานั่นเอง อย่างไรก็ ขอแนะนำให้ท่านที่คิดว่าตนเองไม่น่าจะมีความพร้อมในการจ่ายเบี้ยในรอบถัดไปแน่ๆ สอบถามจากตัวแทน หรือบริษัทประกันชีวิตว่ากรมธรรม์ของท่านมีสิทธิกู้ได้หรือไม่ จากที่ค้นข้อมูลมาพบว่า แบบประกันภัยที่กู้ได้จะเป็นแบบที่มีมูลค่าเงินสด เช่น แบบสะสมทรัพย์รับบำนาญ แบบออมทรัพย์ และแบบคุ้มครองตลอดชีพ เป็นต้น และบางกรมธรรม์เราจะต้องจ่ายเบี้ยมาแล้ว 2 หรือ 3 ปีขึ้นไปถึงจะมีสิทธิกู้ได้ ส่วนอัตราดอกเบี้ยก็จะต่ำราวๆ 6-7% เมื่อเทียบกับที่เราไปกดจากบัตรเครดิต หรือกู้สินเชื่อส่วนบุคคลที่ 18% และ 28% ตามลำดับ หรือหนักสุดไปกู้เงินนอกระบบจะยิ่งเสียดอกเบี้ยสูงกว่านี้อีก ดังนั้น วิธีกู้จากกรมธรรม์ช่วยให้เราหายใจโล่งปอดขึ้นมาได้บ้าง โดยเฉพาะใครที่จ่ายเบี้ยปีหนึ่งหลายหมื่นบาท ก็น่าจะพอทุเลาไปพอสมควรค่ะ อ่านเพิ่มเติม : ร้อนเงิน…กรมธรรม์ประกันชีวิตใช้กู้เงินได้นะอ่านเพิ่มเติม : เพียงรู้สิทธิ ประกันชีวิตช่วยจัดการได้ #4.บัตรเงินสด วิธีนี้ขอแนะนำเป็นทางเลือกสุดท้าย บัตรนี้หากใช้ให้เป็นก็มีประโยชน์ แต่หลายคนใช้อย่างไม่ระมัดระวัง สุดท้ายเป็นหนี้ก้อนโต อย่างไรก็ตาม หากจำเป็นเร่งด่วนจริงๆ ทางเลือกนี้ก็น่าจะดีกว่าไปพึ่งเงินกู้นอกระบบ หรือต้องไปรบกวนเพื่อนฝูง ญาติพี่น้อง เพราะในห้วงเวลานี้ใครๆ ก็คงจะเดือดร้อนไม่ต่างกัน ดังนั้น หากเรายังพอมีเครดิตเราก็หาทางเลือกในการเพิ่มสภาพคล่องด้วยตัวเอง แทนที่จะไปรบกวนผู้อื่น (เพราะเรื่องเงินไม่เข้าใครออกใคร) โดยดอกเบี้ยบัตรกดเงินสดอยู่ที่ 28% ต่อปี แต่ก็มีข้อดีคือหากเราไม่กดเงินออกมาใช้ ก็ยังไม่เสียดอกเบี้ย ซึ่งจะต่างจากสินเชื่อส่วนบุคคล ที่จะได้เป็นก้อนออกมาเลยและดอกเบี้ยจะวิ่งทันทีที่เราได้รับเงินโอนเข้าบัญชี *สุดท้ายนี้ขอฝากไว้อีกเรื่องที่สำคัญค่ะ เดือดร้อนแค่ไหนก็ขอให้รักษาเงินทุนสำรองท้องพระคลังที่เรามีใน "กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ" ที่อุตส่าห์ (อาจไม่เต็มใจ/ฝืนใจ) อดออมมายาวนานหลายปีร่วมกันกับนายจ้าง อย่าด่วนตัดสินใจลาออกจากกองทุนนั้นเด็ดขาด! ขอให้มันยังคงอยู่ไปจนถึงวันเกษียณ เพราะนี่...อาจจะเป็นเงินก้อนใหญ่สุดที่เราเหลืออยู่ในบั้นปลายชีวิต บทความที่เกี่ยวข้อง : กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ..ตู้เติมเงินในบริษัท ที่คุณต้องตักตวง!

  ชัชชญา ฮาเกิน


  13 เมษายน 2563

Loading...

ยังไม่มีข้อมูลเพิ่มเติม