10 กองทุนรวมสหรัฐฯ ติดดาว ควรมีไว้ติดพอร์ต

ทุกคนรู้กันดีอยู่แล้วว่าสหรัฐอเมริกาเป็นมหาอำนาจเศรฐกิจโลก ทั้งจากขนาดเศรษฐกิจที่ใหญ่ที่สุด และอำนาจทางเศรษฐกิจในด้านเทคโนโลยีมากที่สุดในโลก ตลอดจนบริษัทยักษ์ใหญ่อันดับต้น ๆ ของโลก ล้วนอยู่ในสหรัฐฯ สิ่งเหล่านี้นับเป็นโอกาสที่เราจะไปสามารถเข้าไปลงทุนบริษัทยักษ์ใหญ่ของสหรัฐฯ ผ่านกองทุนรวม โดยเฉพาะในจังหวะตลาดขาลง ที่จะทำให้เราเก็บของได้ถูกไว้ขายแพง วันนี้เราจะไปดูกันครับว่า 10 กองทุนหุ้นสหรัฐฯ ติดดาว จะมีกองทุนไหนบ้าง และจะน่าเข้าไปลงทุนจริงหรือไม่ ทำไมต้องโกอินเตอร์ ทำไมต้องโกอินเตอร์ - เพิ่มโอกาสสร้างผลตอบแทนที่มากกว่า เช่น ถ้าเน้นลงทุนในหุ้น ก็มีหลักทรัพย์ชั้นนำทั่วโลกกว่า 10,000 บริษัท เป็นต้น - เพิ่มทางเลือกการลงทุน เพราะมีหลากหลายทางเลือกในการลงทุนในต่างประเทศ ไม่ว่าจะเป็นหุ้น ตราสารหนี้ ETF ฯลฯ - กระจายความเสี่ยงการลงทุนได้ทั่วโลก จากการลงทุนได้หลากหลายภูมิภาค หลากหลายธุรกิจ ภูมิภาคนี้แย่ก็โยกไปภูมิภาคที่แย่น้อยกว่าหรือดีกว่า ธุรกิจนี้ดีก็โยกมา เป็นต้น ทำไมต้องลงทุนในกองทุนหุ้นสหรัฐฯ ทำไมต้องลงทุนในกองทุนหุ้นสหรัฐฯ - สหรัฐฯ มีขนาดเศรษฐกิจใหญ่ที่สุดในโลก ตัวเลข GDP 21.43 ล้านล้าน USD (พ.ศ. 2563) - มีบริษัทจดทะเบียนยักษ์ใหญ่ของสหรัฐฯ ถึง 15 บริษัท ที่ติดอันดับ 20 บริษัทที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในโลก (ข้อมูลณ วันที่ 28 มิ.ย. 2565) ทำความรู้จักและเข้าใจดัชนีหุ้นสหรัฐฯ ทำความรู้จักและเข้าใจดัชนีหุ้นสหรัฐฯ ตลาดหุ้นสหรัฐฯ มี 3 ดัชนีหลัก คือ 1. ดัชนี S&P 500 (SP500) เป็นดัชนีนี้วัดมูลค่าของบริษัทจดทะเบียนที่ใหญ่ที่สุด 500 บริษัทในตลาดหลักทรัพย์นิวยอร์ก ซึ่งถือกันว่าดัชนีที่เป็น "ภาพแทน" ที่ดีที่สุดเวลาประเมินภาพรวมของตลาดหุ้นอเมริกาโดยรวม 2. ดัชนี Nasdaq 100 (NQ100) สหรัฐฯ มีจุดเด่นอย่างหนึ่งคือ เป็นประเทศที่มีบริษัทเทคโนโลยีขนาดใหญ่จำนวนมาก และบริษัทเหล่านี้ล้วนจดทะเบียนในตลาดหุ้น จึงส่งผลต่อการเคลื่อนไหวของดัชนีฯ จนเป็ฯที่มาของการพัฒนาดัชนี NASDAQ 100 ซึ่งวัดเฉพาะมูลค่าของบริษัทจดทะเบียน 100 บริษัท ที่เป็นบริษัทในอุตสาหกรรม "เทคโนโลยี" ที่ใหญ่ที่สุด ดังนั้น หากจะดูหุ้นกลุ่มเทคโนโลยี สามารถดูจากดัชนี NASDAQ 100 ก็เพียงพอแล้ว 3. ดัชนี Dow Jones 30 (DJI30) ดัชนีดาวโจนส์มีแนวคิดคล้ายกับ S&P500 แต่จะวัดมูลค่าเฉพาะ 30 บริษัท ที่ประเมินแล้วว่าเป็น 30 บริษัท ที่สำคัญต่อเศรษฐกิจสหรัฐฯ ถ้า S&P500 สะท้อนภาพรวมของตลาดหุ้นสหรัฐฯ ดัชนีดาวโจนส์ก็เป็นภาพสะท้อน "หัวใจ" ของเศรษฐกิจสหรัฐฯ และอาจจะพูดได้ว่าเป็นภาพสะท้อนเศรษฐกิจโลก เพราะบริษัทส่วนใหญ่ในดัชนีดาวโจนส์มีแหล่งรายได้หรือมีอิทธิพล ไม่ใช่เฉพาะกับคนอเมริกาเท่านั้น แต่ยังเป็นบริษัทข้ามชาติที่รับรู้รายได้จากทั่วโลก ฉะนั้น ยอดขายที่สูงขึ้นหรือลดลงของบริษัทเหล่านี้ ก็ถือเป็นตัวแทนของเศรษฐกิจโลกกลาย ๆ ด้วยเช่นกัน ที่มา : admiralmarkets 10 อันดับกองทุนหุ้นสหรัฐฯ ติดดาว 10 อันดับกองทุนหุ้นสหรัฐฯ ติดดาว จากตารางจะเห็นว่าผลตอบแทนย้อนหลัง 3 ปี ทั้ง 10 กองทุนให้ผลตอบแทนโดยเฉลี่ยต่อปีในระดับ 9% ขึ้นไป และ 5 ปี ให้ตอบแทนเฉลี่ยระดับ 8% ขึ้นไป ฉายภาพว่าการลงทุนระยะยาวในกองทุนหุ้นสหรัฐฯ ให้ผลตอบแทนน่าสนใจ แม้ผลตอบแทนตั้งแต่ต้นปีจะติดลบเป็นส่วนใหญ่ แต่นั่นก็เป็นโอกาสเก็บของถูก ไว้ขายแพง โดยเราสามารถใช้กลยุทธ์ DCA ประยุกต์ ด้วยการซื้อเพิ่มในช่วยตลาดขาลง เพื่อถัวเฉลี่ยต้นทุนให้ต่ำลงกว่าเดิมได้อีกด้วย นอกจากนี้ ยังมี 3 กองทุน ที่สามารถลงทุนขั้นต่ำด้วยเงินเพียง 1 บาท จึงเป็นโอกาสสำหรับมือใหม่ที่ยังทุนน้อย สามารถเริ่มต้นลงทุนได้ง่ายยิ่งขึ้น หมายเหตุ : ผลการดำเนินงานในอดีต มิได้เป็นสิ่งยืนยันถึงผลการดำเนินงานในอนาคต เลือกกองทุนหุ้นสหรัฐฯ กองไหนดี เลือกกองทุนหุ้นสหรัฐฯ กองไหนดี - ให้ Morningstar ช่วย เน้นกองทุนที่ได้ 3 ดาวขึ้นไป - ถ้าตั้งใจให้กองทุนหุ้นเมกาเป็นหนึ่งในกองทุนหลักในส่วน Core Portfolio ควรเลือกกองที่เป็น Passive Fund - ดูผลตอบแทนในอดีต - ดูว่าจ่ายหรือไม่จ่ายปันผล - ดูค่าธรรมเนียม - ดูขั้นต่ำซื้อลงทุน บทสรุป บทสรุป

  ณัฐเศรษฐ ตุ้ยดา


  08 กรกฎาคม 2565

8 กองทุนเด่น SSF RMF ประหยัดภาษี โอกาสผลตอบแทนสูง

8 กองทุนเด่น SSF/RMF หุ้นสหรัฐฯ-จีน ประหยัดภาษี มีโอกาสได้ผลตอบแทนสูง ใครที่ต้องซื้อกองทุน SSF/RMF เพื่อประหยัดภาษี แต่ยังเลือกไม่ได้ว่าจะซื้อกองไหนดี โค้งสุดท้ายของปีแบบนี้ เหลือเวลาให้ตัดสินใจไม่เยอะแล้ว สำหรับคนที่อยากเติบโตไปกับเทรนด์การลงทุนในต่างประเทศ ต้องมีกองทุนสหรัฐฯ กับจีน 2 มหาอำนาจเศรษฐกิจโลก ติดพอร์ตกองทุนลดหย่อนภาษีไว้แล้วละครับ ทำไมต้องมีกองทุนหุ้น 2 ประเทศนี้ติดพอร์ต และมีกองทุน SSF/RMF กองไหนบ้างจาก บลจ.ไทยพาณิชย์ ที่น่าสนใจ ไปหาคำตอบพร้อมกันได้เลยครับ เพิ่มเติม >> https://scbam.info/3GgKQ2U พิเศษ!! รับหน่วยลงทุน SCBSFF มูลค่าสูงสุด 1,000 บาท เมื่อลงทุนในช่วง 18 ต.ค. 64 – 30 ธ.ค. 64 (ยกเว้นกองทุนประเภทตราสารหนี้) เงื่อนไขตามที่บริษัทกำหนด ผลการดำเนินงานในอดีต ไม่ได้ยืนยันผลการดำเนินงานในอนาคต ผู้ลงทุนควรทำความเข้าใจลักษณะสินค้า เงื่อนไข ผลตอบแทน ความเสี่ยง และศึกษาสิทธิประโยชน์ทางภาษีที่ระบุไว้ในคู่มือการลงทุนของกองทุน SSFและ RMF กรณีไม่ได้ปฏิบัติตามเงื่อนไขทางภาษี จะไม่ได้สิทธิประโยชน์ตามเงื่อนไขของกองทุน “สหรัฐฯ” เป็นประเทศที่มีขนาดเศรษฐกิจใหญ่ที่สุดในโลก ด้วยตัวเลข GDP 20.94 ล้านล้าน USD (พ.ศ. 2563) แถมตลาดหุ้นสหรัฐฯ ก็ทำจุดสูงสุดต่อเนื่องสวนวิกฤติ COVID-19 ต่างจากตลาดหุ้นไทยที่แทบจะไม่ไปไหน หลังจากทำจุดสูงสุดราว 1,800 จุด แล้วย่อลงมา ก็แทบจะไม่เคยโงหัวขึ้นไปตรงนั้นอีกเลย “จีน” เป็นประเทศที่มีขนาดเศรษฐกิจใหญ่เป็นอันดับที่ 2 ของโลก และถูกคาดการณ์ว่าจะแซงสหรัฐฯ ขึ้นไปเป็นเบอร์หนึ่งอีกไม่นาน เพราะก่อน COVID-19 เศรษฐกิจจีนโตด้วยตัวเลข GDP ถึงปีละ 7-8% จนก้าวมาเป็นมหาอำนาจเศรษฐกิจโลกอย่างที่เห็น บวกกับการเร่งลงทุนโครงสร้างพื้นฐานต่าง ๆ โดยเฉพาะการขนส่งทางราง จึงทำให้เศรษฐกิจจีนโตอย่างก้าวกระโดด โค้งสุดท้ายของปีแบบนี้ เหลือเวลาให้คิดเยอะไม่ได้แล้ว หากต้องซื้อกองทุน SSF/RMF เพื่อลดหย่อนภาษี เลือกลงทุนในประเทศผู้นำอย่างสหรัฐฯ กับจีนได้เลย สำหรับกองทุน SSF จาก บลจ.ไทยพาณิชย์ (SCBAM) มีอยู่ทั้งหมด 5 กองทุน แบ่งเป็นกองทุน SSF หุ้นสหรัฐฯ 4 กองทุน มีครบทุกดัชนีฯ ได้แก่ SCBDJI (SSF), SCBS&P500-SSF และ SCBNDQ (SSF) หรือใครอยากเติบโตเหนือดัชนี ก็มีกองทุนแบบ active ให้เลือกเช่นกัน นั่นคือ SCBUSA(SSF) และกองทุน SSF หุ้นจีนอีก 1 กองทุน คือ SCBCHA-SSF ที่เน้นลงทุนในหุ้นจีน A-Shares ส่วนกองทุน RMF จาก บลจ.ไทยพาณิชย์ (SCBAM) มีอยู่ทั้งหมด 3 กองทุน แบ่งเป็นกองทุน RMF หุ้นสหรัฐฯ 1 กองทุน และกองทุน RMF หุ้นจีนอีก 2 กองทุน โดยมีกองทุน SCBRMMLCA เสริมเข้ามา ที่ลงทุนหุ้นจีนในทุกตลาด ไม่เฉพาะ A-Shares เท่านั้น จากเงื่อนไขการลงทุน SSF/RMF ที่ต้องถือครองอย่างน้อย 5 ปี (ในการลงทุน RMF สำหรับคนอายุ 50 ปีขึ้นไป) และอย่างน้อย 10 ปี (ในการลงทุน SSF) นั่นหมายความว่าเป็นการลงทุนระยะยาว ดังนั้น เราสามารถประยุกต์ใช้เทคนิคการจัดพอร์ตของผู้จัดการกองทุนที่เรียกว่า Core-Satellite Portfolio โดยเน้นการลงทุนในส่วน Core Portfolio เป็นหลัก อาจจะเพิ่มสัดส่วนเป็น 80-90% หรือลงทุนทั้งหมดใน Core Portfolio ก็ได้ ส่วน Core Portfolio เหมาะสำหรับการลงทุนระยะยาว จึงควรเน้นกองทุนแบบ Passive Fund หรือ Index Fund ที่พยายามให้ได้ผลตอบแทนใกล้เคียงกับดัชนีอ้างอิง (Benchmark) ให้ได้มากที่สุด สำหรับโค้งสุดท้ายของปีแบบนี้ มีกองทุน SSF หุ้นสหรัฐฯ-จีน แบบ Passive Fund จาก บลจ.ไทยพาณิชย์ มีให้เลือกถึง 4 กองทุนด้วยกัน คือ SCBDJI(SSF), SCBS&P500-SSF, SCBNDQ(SSF) และ SCBCHA-SSF ส่วนกองทุน RMF หุ้นสหรัฐฯ-จีน แบบ Passive Fund มีให้เลือก 2 กองทุน คือ SCBRMS&P500 กับ SCBRMCHA แต่ถ้าใครชอบความหวือหวา เห็นโอกาสในการลงทุนในกองทุนแบบ Active Fund หรือเมกะเทรนด์ เช่น ปัจจุบันกลุ่มเทคโนโลยี กลุ่มเฮลแคร์ ที่กำลังมาแรง เป็นต้น หรือการคัดหุ้นพื้นฐานดีที่มีแนวโน้มเติบโตสูง (Growth Stocks) ก็สามารถลงทุนได้เช่นกัน ในส่วน Satellite Portfolio เพียงแต่ต้องพิจารณาให้ดีว่าเทรนด์นั้นมายาวจริงหรือไม่ เพราะการลงทุนกองทุน SSF/RMF เป็นการลงทุนระยะยาว อย่างน้อย 5 ปีขึ้นไป บลจ.ไทยพาณิชย์ ก็มีกองทุน SSF/RMF หุ้นสหรัฐฯ-จีน แบบ Active Fund ให้เลือกลงทุนเช่นกัน คือ SCBUSA(SSF) กับ SCBRMMLCA พิเศษ!! รับหน่วยลงทุน SCBSFF มูลค่าสูงสุด 1,000 บาท เมื่อลงทุนในช่วง 18 ต.ค. 64 – 30 ธ.ค. 64 (ยกเว้นกองทุนประเภทตราสารหนี้)

  ณัฐเศรษฐ ตุ้ยดา


  07 ธันวาคม 2564

Loading...

ยังไม่มีข้อมูลเพิ่มเติม