เปลี่ยนหนี้บ้านก้อนใหญ่ ให้กลายเป็นหนี้จิ๋ว เพียงแค่รีไฟแนนซ์บ้านกับธนาคารออมสิน

ใครที่ผ่อนบ้านครบ 3 ปี แล้วรู้สึกว่าดอกเบี้ยบ้านที่ต้องจ่ายไปในแต่ละเดือนมันเริ่มเพิ่มสูงขึ้นเรื่อยๆ จ่ายไปตั้งเยอะ แต่เข้าเงินต้นเพียงน้อยนิด ต้องฟังทางนี้เลย ธนาคารออมสินกำลังมีโปรรีไฟแนนซ์บ้านสุดเด็ดดวง ที่ใน 3 ปีแรก อัตราดอกเบี้ยเฉลี่ยอยู่ที่ 2.950% เท่านั้น ไม่ถึง 3% เลย จุดเด่นของการรีไฟแนนซ์บ้านกับธนาคารออมสิน - อัตราดอกเบี้ยต่ำ ช่วยลดภาระการผ่อนชำระ ประหยัดค่าใช้จ่าย - ได้วงเงินกู้รวมสูงสุด 110% ของราคาประเมินหลักทรัพย์ - ผ่อนชำระได้นานสูงสุด 40 ปี - สามารถกู้เพิ่มเติมเพื่ออุปโภคบริโภคได้ ซึ่งโปรรีไฟแนนซ์บ้านกับธนาคารออมสิน ก็มีเลือกถึง 3 แบบด้วยกัน โดยอัตราดอกเบี้ยก็จะแตกต่างกันไป 1.ผ่อนบ้านในราคา 1-5 ล้าน แบบไม่รับการสนับสนุนค่าจดจำนอง - จะได้อัตราดอกเบี้ยถูกที่สุด เฉลี่ย 3 ปีแค่ 2.950% เท่านั้น 2.ผ่อนบ้านในราคา 1-5 ล้าน แบบรับการสนับสนุนค่าจดจำนอง - จะได้อัตราดอกเบี้ยเฉลี่ย 3 ปีที่ 3.280% 3.แต่ถ้าขอกู้เพิ่มเติมด้วย จะโดนดอกเบี้ยที่สูงกว่า - จะได้อัตราดอกเบี้ยอยู่ที่ 4.490% ซึ่งถ้าเน้นประหยัดจริงๆ ก็ให้เลือกในรูปแบบที่ 1 เพราะจะได้รับอัตราดอกเบี้ยที่ถูกที่สุด และผ่อนเข้าไปตัดเงินต้นมากที่สุด คุณสมบัติของผู้ที่จะรีไฟแนนซ์บ้านกับธนาคารออมสิน 1.เป็นลูกค้าที่มีสัญญากู้เงินเพื่อที่อยู่อาศัยกับสถาบันการเงินอื่น 2.มีประวัติการชำระหนี้ดี ปัจจุบันไม่มีหนี้ค้างชำระ 3.มีอาชีพและรายได้แน่นอน ค่าธรรมเนียมในการรีไฟแนนซ์บ้านกับธนาคารออมสิน 1.ค่าประเมินราคาหลักทรัพย์ประเภทสินเชื่อเคหะ และสินเชื่อบุคคล -วงเงินขอกู้ไม่เกิน 1,000,000 บาท จะได้เสียค่าธรรมเนียมอยู่ที่ 2,000 บาท -วงเงินขอกู้ตั้งแต่ 1,000,001 – 3,000,000 บาท จะได้เสียค่าธรรมเนียมอยู่ที่ 2,800 บาท -วงเงินขอกู้ตั้งแต่ 3,000,001 บาทขึ้นไป จะได้เสียค่าธรรมเนียมอยู่ที่ 3,700 บาท 2.ค่าตรวจสอบสภาพที่ดิน และหรืออาคาร ครั้งละ 800 บาท 3.ค่าตรวจสอบผลการปลูกสร้างหรือต่อเติมซ่อมแซมอาคาร ครั้งละ 800 บาท สรุปรายละเอียดเกี่ยวกับการรีไฟแนนซ์บ้านของธนาคารออมสิน ข้อดีหลักๆ ของการมารีไฟแนนซ์บ้านกับธนาคารออมสินคือได้อัตราดอกเบี้ยที่ถูกมาก เฉลี่ย 3 ปีดอกเบี้ยต่ำสุดอยู่ที่ 2.950% และสามารถขอกู้เพิ่มได้ด้วย สำหรับใครที่ต้องการจะนำเงินมาตกแต่งบ้านเพิ่ม หรือใช้ในการอุปโภคบริโภคได้ด้วย มีโปรโมชั่นให้เลือกหลากหลาย เช็กดอกเบี้ยของธนาคารอื่นๆได้ทีนี่ >> ดอกเบี้ยรีไฟแนนซ์บ้านเดือนพฤษาคม 2567 สนใจรับคำปรึกษารีไฟแนนซ์บ้าน คอนโดฯ สอบถามเข้ามาได้ที่นี่ คลิกเลย หรือ แอด Line

  ธนากร นวมรัตน์


  20 พฤษภาคม 2567

เรื่องควรรู้ ก่อนกู้ซื้อบ้าน

ช่วงนี้คนรอบตัวมีแพลนจะซื้อบ้านกันหลายคนแฮะ เป็นเรื่องที่ดีนะกับการวางแผนตั้งใจลงหลักปักฐาน แต่สิ่งที่ผมค่อนข้างตะขิดตะขวงใจนิดหน่อยคือ... เกินครึ่งไม่ได้วางแผนแบบละเอียดกันสักเท่าไหร่ หมายถึง "จะซื้ออะ ตรงนั้นตรงนี้ ราคาเท่านั้นเท่านี้" และที่หนักใจแทนคือ ... "เงินเดือนกู้ได้สูงสุดเท่าไหร่ ก็จะซื้อบ้านราคาแพงตามศักยภาพการกู้" ไม่แคร์ว่าผ่อนต่อเดือนเท่าไหร่ เอาบ้านเจ๋ง ๆ ไว้ก่อน เฮ้ย !! ผมว่ามันแปลก ๆ นา... เพราะยิ่งกู้มาก ภาระต่อเดือนก็ยิ่งมากตาม เกิดมีอะไรมากระทบต่อรายได้ สภาพคล่องอาจจะพังได้เลยนะ เชื่อแมะ ? ทุกคนฟังคำแนะนำผมนะ แต่น้อยคนมากที่จะไตร่ตรองตาม !! วันนี้เลยอยากจะมาบอกกล่าวทีเดียวเลย ว่าก่อนกู้เงินซื้อบ้านเนี่ย ต้องพิจารณาอะไรบ้าง ! 1. ความสามารถในการผ่อนชำระ อันนี้สำคัญมาก ต้องประเมินตนเองก่อน ว่ามีศักยภาพแค่ไหน.... สูตรคำนวณก็เกลื่อน Google เลือกมาเปรียบเทียบหรือวิเคราะห์ให้รอบคอบก่อน ผมชอบสูตร DSR (Debt Service Ratio) ซึ่งแบงก์มักใช้ประเมินศักยภาพผู้กู้ โดยปกติจะกำหนดให้ผู้กู้มีภาระหนี้ได้ 30-40% ของรายได้ ผมเลือกคำนวณหนี้ต่อรายได้ 30% พอ เพราะไม่อยากให้เป็นหนี้เยอะ สูตรจะเป็น รายได้ต่อเดือน x 30% = นั่นคือความสามารการผ่อน เช่น รายได้ 30,000 บาท ก็ 30,000 x 30% = 9,000 บาท ภาระหนี้ 30% ต่อรายได้หมายถึงหนี้ทั้งหมดเด้อ ถ้าคุณผ่อน รถ มือถือ ตู้เย็น ทีวี ต้องหักออกจาก 9,000 ด้วย ยาวไปเนอะ...ขอจุดขั้นหน่อยละกัน ได้อ่านง่าย ๆ ^^ ต่อ ๆ .... ปกติแบงก์มักจะรับภาระหนี้ของผู้กู้ไม่เกิน 70% ของรายได้ บางแบงก์อาจะให้มากหรือน้อยกว่า ขึ้นอยู่กับนโยบายแต่ละแห่ง ทีนี้ก็ให้ใช้สูตร ยอดศักยภาพการผ่อน x 1,000,000 หารด้วย 7,000 กรณีนี้เราผ่อนได้ 9,000 ต่อเดือนก็ 9,000 x 1,000,000 / 7000 จะได้วงเงินกู้ราว 1,285,714 บาท นั่นคือมูลค่าบ้านที่เราควรไปหา เพราะเรามีศักยภาพประมาณนี้ ซึ่งหากทำตามนี้ก็จะผ่อนจ่ายแบบคล่องตัวหน่อย ไม่ควรโกงตัวเองด้วยการซื้อบ้านที่มูลค่าเกินกำลัง เช่น เงินเดือน 30,000 บาท แต่ไปเวอร์ปล่อยให้มีภาระหนี้เกิน 50% ของรายได้ต่อเดือน ซึ่งในทางเทคนิคมันกู้ได้ แต่ไม่ควร เพราะเวลามีปัญหาการเงิน จะกระทบกับสภาพคล่อง ชักหน้าไม่ถึงหลัง ผิดนัดชำระ โดนค่าปรับ ดอกเบี้ยเพิ่ม เสียประวัติ ปลายบานแน่คุณ 2. เปรียบเทียบดอกเบี้ยให้ครบทุกธนาคาร อันนี้ก็สำคัญเพราะดอกเบี้่ยสินเชื่อบ้านของแต่ละแบงก์ไม่เท่ากัน ต้องทำการบ้านด้วยการเปรียบเทียบ หาเงื่อนไขที่ดีที่สุด ดอกเบี้่ยต่ำที่สุด ไม่ใช่เขาบอกว่าแบงก์ไหนปล่อยกู้ง่าย ก็แห่ไปที่นั่นโดยไม่สนใจดอกเบี้ย เพราะดอกเบี้ยนี้สำคัญมาก ยิ่งสูง ยิ่งทำให้เงินที่จ่ายไป มากกว่ามูลค่าบ้านที่แท้จริง 3. ทำประมาณการรายรับ-จ่ายล่วงหน้า เพื่อให้รู้ว่าเราจะมีศักยภาพเพียงพอต่อการผ่อนได้นานแค่ไหน ทำไปเลย 1-3 ปีจากนี้เราจะมีรายได้จากอะไร ประเมินกรณีเลวร้ายตกงาน ขาดรายได้ จะเอาเงินที่ไหนจ่าย ไม่ใช่กู้ไปก่อน แล้วค่อยว่ากัน อันนี้ผิดหลัก 4. เคลียร์หนี้ไม่จำเป็นให้หมด ไม่ว่าจะเป็น รถ ทีวี ตู้เย็น มือถือ บัตรเครดิต สินเชื่อต่าง ๆ หากยังมีหนี้เหล่านี้ ก็ยังไม่ควรกู้ซื้อบ้านเพิ่ม เพราะมันเป็นการเพิ่มภาระก้อนใหญ่ 5. ไม่ต้องรีบ !!! เมื่อได้วงเงินตามศักยภาพแล้ว ก็หาบ้านที่ราคาใกล้เคียงกัน ไม่ต้องรีบร้อน ประเมินทำเลที่เหมาะสม สภาพแวดล้อมของบ้านที่จะซื้อ (สำคัญมาก) ต่อรองราคาให้เราได้เปรียบที่สุด พวกค่าโอน ภาษี ต่าง ๆ ต้องตกลงให้ดี ไม่ต้องเกรงใจคนขาย ไม่เหมาะสม ก็ไม่ต้องซื้อ สุดท้ายขอย้ำ หากศักยภาพการสร้างหนี้ไม่เพียงพอ ไม่ต้องพยายาม...คำนึงถึงสภาพคล่องไว้ก่อน ที่อยู่อาศัย หากไม่พร้อม ก็ไม่ต้องรีบซื้อ เช่าไปก่อนก็ได้ อย่างน้อยก็ไม่ต้องเสียดอกเบี้ย เบื่อก็ย้าย...แต่หากซื้อแล้วคุณต้องอยู่ไปอีกนาน อย่างน้อย 20-30 ปี คิดให้ดี เพราะหากเปลี่ยนใจ ตอนขาย มันยากกว่าตอนซื้อนะจ๊ะ ^^ ////////////// ค้นหาโปรโมชั่น "รีไฟแนนซ์บ้าน"

  หนึ่ง ศราพงค์


  13 พฤศจิกายน 2563

จะเป็นอย่างไรหากผิดนัด...ชำระค่าบ้าน

เมื่อช่วงเดือนมกราคม ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ออกมาตรการใหม่ สั่งให้สถาบันการเงินปรับเปลี่ยน วิธีการคิดดอกเบี้ย และ การเรียกเก็บ ค่าธรรมเนียม เพื่อช่วยลดภาระให้กับประชาชน ผู้ประกอบการ SMEs และเพิ่มความเป็นธรรมให้กับลูกค้ามากขึ้น โดยปรับเปลี่ยนทั้งหมด 3 เรื่องด้วยกัน คือ 1. ค่าปรับการไถ่ถอนสินเชื่อก่อนกำหนด ให้คิดค่าปรับจากเงินต้นคงเหลือ (เดิมคิดจากเงินต้นทั้งก้อน) 2. ค่าธรรมเนียมบัตร ATM หรือบัตรเดบิต ให้คืนค่าธรรมเนียมตามสัดส่วนเมื่อลูกค้ายกเลิกบัตร (เดิมไม่คืนหรือคืนเมื่อลูกค้าขอ) 3. ดอกเบี้ยผิดนัดชำระหนี้ ให้คิดดอกเบี้ยจากเงินต้นงวดที่ผิดนัดชำระ (เดิมคิดจากเงินต้นคงเหลือทั้งหมด) ประเด็นที่เราจะพูดถึงในวันนี้คือ ดอกเบี้ยผิดนัดชำระหนี้ ให้คิดดอกเบี้ยจากเงินต้นงวดที่ผิดนัดชำระ (เดิมคิดจากเงินต้นคงเหลือทั้งหมด) ที่จะเริ่มดำเนินการตั้งแต่วันที่ 1 พฤษภาคม 2563 นี้ เริ่มต้นเราต้องรู้จักกับวิธีการคำนวณเงินต้นและดอกเบี้ยบ้านก่อนนะคะ โดยมีการคำนวณดังนี้ เงินต้นคงเหลือ X อัตราดอกเบี้ย X จำนวนวันของเดือนนั้น ÷ 365 ตัวอย่างการกู้ซื้อบ้าน • กู้ซื้อบ้าน 3,000,000 บาท • อัตราดอกเบี้ย 5% ต่อปี • จ่ายค่างวดรายเดือน 20,000 บาท นำตัวเลขทั้งหมดเข้าตามสูตร เราจะเห็นว่าในแต่ละงวด ที่เราจ่ายไป 20,000 บาทนั้น มีการหักดอกเบี้ย และเงินต้นไป เมื่อจ่ายงวดที่ 1 หักลบทุกอย่างแล้วจะเหลือเงินต้นที่กู้ซื้อบ้าน 2,992,328.77 บาท . จากการคำนวณในงวดที่ 1 เราจะเห็นว่าในงวดแรกนั้นเราจ่าย 20,000 บาท ตัดดอกเบี้ยไปถึง 12,328.77 บาท และตัดต้นไปแค่ 7,671.23 บาท ธนาคารจะให้เราชำระเงินต้นพร้อมดอกเบี้ย โดยจะคิดดอกเบี้ยเงินกู้ แบบลดต้นลดดอก และคิดดอกเบี้ยเงินกู้ทุกวัน หมายความว่า จำนวนเงินที่ต้องจ่ายในแต่ละงวด ประกอบไปด้วย ดอกเบี้ยตามอัตราที่ธนาคารกำหนด รวมกับจำนวนเงินต้นที่คงเหลือ ซึ่งธนาคารจะนำเงินต้นที่เหลืออยู่มาเป็นฐานเพื่อคำนวณดอกเบี้ย ดังนั้น ยิ่งเงินต้นเหลือมากเท่าไหร่ ดอกเบี้ยในงวดถัดไปก็จะยิ่งสูงขึ้นมากเท่านั้น จากงวดที่ 2 เราจะเห็นว่า เราจ่ายดอกเบี้ย น้อยลงคือ 12,297.24 บาท และตัดเงินต้นมากขึ้นคือ 7,702.76 บาท เมื่อจ่ายงวดที่ 2 หักลบทุกอย่างแล้วจะเหลือเงินต้นที่กู้ซื้อบ้าน 2,984,626 บาท หากผิดนัดชำระค่าบ้านในงวดที่ 3 ในงวดที่ 3 จะถูกแบ่งเงินงวด เป็น 2 ส่วนเช่นเดิม คือ ดอกเบี้ย 12,265.60 บาท และเงินต้น 7,734.40 บาท หากเราผิดนัดไม่ชำระค่าบ้านในงวดที่ 3 จะมีดอกเบี้ยปรับเพิ่มเติม คิดตามจำนวนวันที่ผิดนัดชำระ การคิดคำนวณแบบเดิม จะคิดจากยอด เงินต้นคงเหลือทั้งหมด การคิดคำนวณแบบใหม่ จะคิดจากยอด เงินต้นในงวดที่ผิดนัด มาตรการใหม่ ที่แบงก์ชาติสั่งให้คำนวณดอกเบี้ยจาก “เงินต้นงวดที่ผิดนัดชำระ” เท่านั้น นั่นคือเงินต้นงวดที่ 3 (ในเคสนี้) จะได้เป็น 7,734.40 x ดอกเบี้ย 5% x จำนวนวันที่จ่ายล่าช้าตามตัวอย่าง 30 วัน เราจะเสียดอกเบี้ยปรับเพียงแค่ 31.78 บาท เท่านั้น จากเดิมต้องเสียดอกเบี้ยปรับจำนวน 12,265.60 บาท ต่างกันถึง 12,233.82 บาท และธนาคารจะต้องกำหนดระยะเวลา “ผ่อนผัน” ไม่คิดดอกเบี้ยผิดนัดชำระหนี้ให้กับลูกหนี้ด้วย เช่น ชำระหนี้ล่าช้าไม่เกิน 3 วัน หรือ 5 วัน ไม่ต้องเสียดอกเบี้ยในส่วนนี้ เป็นต้น /////////////////////// ตอนนี้หลายๆแบงก์ได้ออกโปรโมชั่น "รีไฟแนนซ์" มาแข่งกันมากมาย หากต้องการเช็คโปรโมชั่นล่าสุดของแต่แบงก์ว่าให้ดอกเบี้ยเท่าไหร่

  รินทร์ รัสรินทร์


  28 เมษายน 2563

Loading...

ยังไม่มีข้อมูลเพิ่มเติม