คุณมีคะแนนเครดิตเท่าไหร่? ตรวจสอบได้ผ่านเครดิตบูโร

รู้ป่ะ ? เรามีคะแนนเครดิตนะ... ใช่ครับ !!! พวกเรามี "Credit Score" หรือ "คะแนนเครดิต" จัดทำและเก็บข้อมูลโดย บริษัท ข้อมูลเครดิตแห่งชาติ จำกัด ที่มักเรียกกันว่า "เครดิตบูโร" นั่นแหล่ะ "คะแนนเครดิต" เป็นตัวเลขชี้วัดความน่าจะเป็นจากการประเมินข้อมูลทางสถิติของลูกค้ารายใดรายหนึ่ง ว่ามีโอกาสที่จะไม่ผิดนัดชำระหนี้ที่ก่อไว้ โดยคำนวณจากประวัติการก่อหนี้ และพฤติกรรมการชำระหนี้ในอดีตของคน ๆ นั้น ประโยนชน์ของ "คะแนนเครดิต" คือ... 1.จะได้รู้สถานภาพเครดิตของตัวเองดีขึ้น เพิ่มโอกาสที่จะได้สินเชื่อ หรือช่วยให้สามารถเลือกขอสินเชื่อให้เข้ากับเครดิตของตัวเองได้ 2.รู้ทันสุขภาพทางการเงินของตัวเอง ป้องกันการก่อหนี้เพิ่ม กระตุ้นวินัยการบริหารหนี้สินเป็นไปในทางที่ดีขึ้น ปัจจัยที่ใช้ประเมิน "คะแนนเครดิต" ประกอบด้วย... 1.ยอดหนี้คงเหลือ/ยอดวงเงินที่ใช้ เทียบกับวงเงินสินเชื่อ 2.ยอดหนี้คงเหลือ/ยอดวงเงินที่ใช้ รวมแต่ละประเภทสินเชื่อ 3.จำนวนบัญชีสินเชื่อที่เพิ่งเปิด 4.จำนวนเงินคงค้างล่าสุด 5.ความยาวของประวัติสินเชื่อ 6.จำนวนบัญชีที่มีประวัติชำระหนี้ที่ดี 7.ความยาวของบัญชีสินเชื่อที่มี 8.ความถี่ในการสมัครสินเชื่อใหม่ ส่วนระดับคะแนนจะแบ่งเป็น 8 ระดับ 1.) 753 - 900 คะแนน = AA 2.) 725 - 752 คะแนน = BB 3.) 699 - 724 คะแนน = CC 4.) 681 - 698 คะแนน = DD 5.) 666 - 680 คะแนน = EE 6.) 646 - 665 คะแนน = FF 7.) 616 - 645 คะแนน = GG 8.) 300 - 615 คะแนน= HH แน่นอนว่าคะแนนยิ่งสูงแปลว่ายิ่งดี เหมือนทำข้อสอบ ได้เกรด A นั่นแหล่ะ ส่วนคะแนนน้อย ก็เแปลว่ามีความเสี่ยงผิดชำระหนี้สูง ทำไมเราต้องตรวจสอบ "คะแนนเครดิต" ? ก็เพราะคนเราทั่ว ๆ ไป หากไม่ได้เกิดมาบนกองเงินกองทองหรือถูกหวยรางวัลใหญ่ เราอาจจะต้องพึ่งพาสินเชื่อ เพื่อซื้อสินทรัพย์ขนาดใหญ่ หรือทำธุรกิจ ดังนั้น "คะแนนเครดิต" จึงสำคัญ เพราะทำให้รู้สถานะและประเมินสถานการณ์ได้อย่างรอบคอบ สินเชื่อส่วนบุคคลหรือสินเชื่อเงินสด หากสนใจสามารถสมครสินเชื่อส่วนบุคคลได้ คลิกที่นี่ แล้วเราจะตรวจสอบ "คะแนนเครดิต" ได้ที่ ไหน ? ก็ที่เดียวกับที่ตรวจเครดิตบูโรนั่นแหล่ะครับ ดูจากภาพได้เลย ใครกำลังวางแผนจะขอสินเชื่อ หรือใครที่มีสินเชื่ออยู่ ไปขอตรวจสอบได้เลย จะได้รู้สถานะของตัวเอง หนึ่งเอง หนึ่งไง จะใครล่ะ ^^ อ่านมาถึงตรงนี้ เพื่อนๆ ที่ผ่อนบ้านใกล้จะครบ 3 ปี หรือผ่อนบ้านครบ 3 ปี แล้ว ควรที่จะวางแผนรีไฟแนนซ์บ้าน ด้วยการหาข้อมูลดอกเบี้ยรีไฟแนนซ์บ้านแต่ละธนาคารได้รอได้แล้ว เพื่อลดภาระค่าใช้จ่ายในการผ่อนบ้านในปีถัดๆไป สนใจอยากรีไฟแนนซ์บ้านหรือเช็กดอกเบี้ย สามารถดูรายละเอียด พร้อมยื่นสมัครรับข้อเสนอพิเศษ คลิกได้ที่นี่

  หนึ่ง ศราพงค์


  17 กันยายน 2564

ติดเครดิตบูโร ขอสินเชื่อ "รถแลกเงิน" ได้นะจ๊ะ

ใช่ครับ! สินเชื่อจำนำทะเบียนรถ เช่น "รถแลกเงิน" และ "Car for cash" มักไม่ตรวจประวัติเครดิต ทีแรกผมก็ไม่เชื่อ ก็เลยไปตรวจสอบดู พบว่า มีการระบุไว้ในหน้าเว็บของผู้ให้บริการสินเชื่อประเภทนี้เลย แทบทุกเจ้า ไม่ว่าจะรายเล็ก รายใหญ่ ปล่อยสินเชื่อ ไม่เช็กเครดิตบูโร อย่าว่าแต่สินเชื่อจำนำทะเบียนรถเลย... พวก ซื้อรถมือ 1 หรือ รถมือ 2 ก็เลี่ยงไม่ตรวจสอบได้ เพราะเคยเจอมากับตัวตอนซื้อรถใช้เอง เพราะผมมีประวัติผิดชำระหนี้ แต่ผ่านเฉย จึงลองถามเจ้าหน้าที่ดูว่าเพราะอะไร? เขาให้ข้อมูลว่า รถยนต์เป็นสินทรัพย์ที่ค่อนข้างมีสภาพคล่องกว่าสินเชื่อประเภทอื่น ติดตามง่าย วันไหนเราเบี้ยวจ่ายเกินกำหนด เขาก็แค่ยึดรถไปขายทอดตลาด ซึ่งขายได้ไม่ยากเลย หากได้ราคาต่ำกว่าหนี้ที่ติดไว้ ก็มาไล่เบี้ยเอาส่วนต่างจากผู้กู้อยู่ดี ดังนั้นเพื่อยอดขาย จึงสามารถมองข้ามการตรวจสอบเครดิตได้ กลับมาเข้าเรื่องสินเชื่อจำนำทะเบียนรถ ที่นำมาเล่าวันนี้ไม่ใช่ชี้ช่องสร้างหนี้เพิ่ม เพราะบอกเสมอว่าไม่จำเป็นอย่าสร้างหนี้ แต่หากขัดสนจริง ๆ ถือเป็นอีกทางเลือก เพื่อช่วยเพิ่มสภาพคล่องฉุกเฉินได้ แต่การที่จะขอสินเชื่อโดยที่มีประวัติเสียด้านเครดิต คุณต้องรับให้ได้ว่าจะเจอเงื่อนเขี้ยวเงื่อนไขดังนี้ 1.ได้วงเงินต่ำกว่าปกติอย่างน้อย 10-30% 2.อัตราดอกเบี้ยจะสูงกว่าปกติ เฉลี่ยเพิ่มขึ้น 3 - 4% เพราะการปล่อยสินเชื่อให้กับผู้ที่มีปัญหาด้านเครดิต ถือเป็นความเสี่ยง ดังนั้นผู้ให้บริการต้องป้องกันตัวเองไว้ก่อน ผู้กู้เองก็ต้องศึกษารายละเอียดตรงนี้ให้รอบคอบว่าคุ้มหรือไม่อย่าคิดเพียง เอาเงินมาก่อน ที่เหลือค่อยว่ากัน แบบนั้นมักง่ายเกินไป และหากไม่มีกำลังชำระคืนรถก็จะถูกยึด และ หนี้จะเพิ่มขึ้น เพราะหากรถถูกยึดแล้วขายทอดตลาดได้เงินต่ำกว่ามูลหนี้ คุณจะโดนฟ้องให้ชำระส่วนต่างที่เหลือ สุดท้ายประวัติด้านเครดิตของคุณจะพังเข้าไปอีก ---------------------------------- ดังนั้นหากไม่จำเป็นมาก ๆ จริง ๆ อย่าหาทำเลย ด้วยความห่วงใย จากหนึ่งไง หนึ่งเอง จะใครล่ะ ^^ ================ สมัครสินเชื่อรถแลกเงิน คลิก

  หนึ่ง ศราพงค์


  07 พฤษภาคม 2564

เรื่องติดเครดิตบูโรที่หลายคนมโนกันไปเอง

ณ ร้านลาบแห่งหนึ่ง ประหยุด : เซ็งว่ะกู้ซื้อบ้านไม่ผ่าน...น่าจะติดเครดิตบูโร ประหวิด : เออ...พอกัน มีคนบอกว่าน่าจะติดแบล็กลิสต์จากเครดิตบูโร สมขิด : พวกแกเคยเบี้ยวหนี้กันมาสินะ ประหยุด : อื้ออออออออ ประหวิด : จ้า... สมขิด : นั่นไง ! มันก็ต้องติดอยู่แล้ว เพราะข้อมูลมันจะไปขึ้นที่เครดิตบูโร พวกแบงก์หรือบริษัทสินเชื่อต่าง ๆ มันไปขอดูได้หมดเลย ประหยุด : รู้ได้ไง ? สมขิด : พี่เชี่ยวชาญด้านนี้ไม่รู้รึ เรื่องการเงิน เรื่องเศรษฐกิจ เรื่องหนี้ เรื่องลงทุน พี่รู้หมด อนุทาน : เฮ้ย ! งั้นถามหน่อย เคยเบี้ยวจ่ายเบอร์มือถือมา 2 ค่ายละ แถมค่าไฟจ่ายช้าจนโดนตัดบ่อยมาก ติดเครดิตบูโรไหมวะ ? สมขิด : จะเหลือรึ ติดหมด ญาติพี่ย้ายคอนโด ชิ่งค่าจานดาวเทียม UBC ทุกวันนี้ไม่เห็นกู้อะไรเลย อนุทาน : ถึงว่า...เมื่อต้นเดือนยื่นทำบัตรเครดิตไปป่านนี้ยังเงียบ สงสัยไม่ผ่านแน่ ๆ ธรรมนุส : โห เครดิตพังทุกคนเลย นี่ถ้ามาขายแป้งมันด้วยกันก็ไม่ต้องมีปัญหาละ รายได้ดี เงินสดทั้งนั้น ประหวิด : แหม...พูดดี ขายแป้งมันอย่างเดียวรึป่าวพ่อคุณ ? สมขิด : ใช่ ๆ ล่าสัส...เอ้ย ! ล่าสุด เห็นไอ่บ๋อยลูกน้องแก โดนแฉกักตุนหน้ากากหนิ ประหยุด : เออ...นิสัย ของยิ่งขาดตลาดอยู่ ธรรมนุส : ไอ่บ๋อยไหน ใคร ? ไม่รู้จัก ไม่มี๊ ! อย่าพูดไปเรื่อยเด้อ ฟ้องเด้อ... ทันใดนั้นมีเพื่อนอีก 2 คนเข้ามาหา สำลีพี่สุด : เฮ้ยเรื่องไอ่บ๋อยนี้นะโคตรเฟี้ยเลย พอโดนจับได้มันบอก "ไม่รู้ ไม่มี๊ !" เหมือนแกเลย ธนากร : แถมแม่มหงายการ์ด "รู้เท่าไม่ถึงการณ์", "ของใครไม่รู้", "ถ่ายเล่นอิงกระแส" บลา ๆ ๆ ๆ สมขิด : เฮ้อ...สังคมเรา เห็นการ์ตูนหน้ากากเสือฮิต ก็แห่กักตุน โก่งราคา เราว่าต้องมีคนใหญ่คนโตเกี่ยวข้อง แต่คงทำอะไรไม่ได้... สำลีพี่สุด : พักก่อนเลยสมขิด ! ก่อนจะว่าคนอื่นน่ะ มาเรื่องแกก่อนเลย สมขิด : อิหยังว่ะ ? สำลีพี่สุด : ก็เรื่องเครดิตบูโรเมื่อกี้โคตรมั่วเลย สมขิด : มั่วยังไง ? สำลีพี่สุด : แกลืมรึว่า "ธนากร" ทำงานอยู่เครดิตบูโร สมขิด : ใช่รึ ? ธนากร : สงสัยไม่เจอกันนาน... สำลีพี่สุด : ก็ลุง "ตั๊กกี้" พ่อมันเป็นผู้บริหารอยู่ที่นั่น ประหยุด : เออใช่ ลืมไปเลย เฮ้ย "ประหวิด" ตื่น ๆ ผู้รู้ตัวจริงมาแล้ว ประหวิด : หาววววววววววววววววววววววว หลังจากนั้นทุกคนก็ตั้งใจฟัง ธนากร : ผิดทุกข้อเลยแก เริ่มจาก...ไม่มีคำว่า "ติดเครดิตบูโร" เพราะหน่วยงานนี้่ไม่มีหน้าที่ไปติดตราใคร เป็นเพียงตัวกลางเก็บข้อมูลระหว่างผู้ให้กู้กับผู้กู้เท่านั้น วัตถุประสงค์เริ่มต้นคือปกป้องเงินฝากประชาชน สมขิด : ยังไง ? ธนากร : ก่อนปี 2540 ดอกเบี้ยมันสูงใช่แมะ คนแห่ฝากเงินกันเยอะ แบงก์ก็เลยเอาเงินฝากไปปล่อยกู้ต่อเพื่อหากำไร โดยตอนนั้นไม่มีหน่วยงานนี้ ปล่อยกันเพลินเลยล่ะ ใครใคร่กู้...มากู้ ไม่มีข้อมูลด้านเครดิตอะไรเลย พอเกิด "วิกฤติต้มยำกุ้ง" บูมมมม !!! เละสิท่าน... หนี้เสียบานตะไท กระทบเงินฝากประชาชน จนต้องเอาภาษีไปเติมให้สถาบันการเงิน ในชื่อเก๋ ๆ ว่า "กองทุนฟื้นฟูฯ" ซึ่งก็ไม่พอต้องไปกู้ IMF มาเพิ่ม IMF จึงสั่งให้ไปตั้งหน่วยงานนี้ขึ้่นมาซะ เพื่อหลังจากนี้จะได้มีข้อมูลด้านเครดิต คนปล่อยกู้จะได้คิดหน้าคิดหลังก่อนให้กู้ สมขิด : นั่นง่ะ ! ก็มีมาเพื่อบอกว่ากู้ได้หรือไม่ได้อยู่ดี สำลีพี่สุด : ยัง ยัง ยังจะเถียงอีก ธนากร : ไม่ใช่ว้อยยยย คืองี้ "เครดิตบูโร" มีหน้าที่เก็บข้อมูลเฉย ๆ ใครไปเป็นหนี้ (ในระบบเท่านั้นนะ) เช่น แบงก์, บริษัทสินเชื่อ, เช่าซื้อรถ เป็นต้น เหมือนเป็นตัวกลางเก็บข้อมูล เหมือน "สมุดพก" ของคนเป็นหนี้อะ ทีนี้เวลาแกไปทำบัตรเครดิตหรือขอสินเชื่ออะไรก็ตาม มันจะมีใบคำร้องให้ยินยอมตรวจสอบข้อมูลเครดิต ซึ่งแกก็จะเซ็นส่ง ๆ ไปอะเนอะ เพราะอยากได้เงินเขา ทีนี้แบงก์ก็จะไปขอข้อมูลจาก "เครดิตบูโร" ถ้าประวัติไม่ดี เขาก็ไม่ให้ผ่าน คนตัดสินเรื่องนี้คือแบงก์ไม่ใช่ "เครดิตบูโร" โว้ยยยย สมขิด : งืมมมม อะ...แต่ถ้าเครดิตไม่ดีก็คือติดแบล็กลิสต์ป่ะ ? ธนากร : ก็ไม่ใช่อยู่ดี เพราะคำนี้ไม่มีจริง คนเอาใช้ผิดกันเอง คำว่า "แบล็กลิสต์" ตามพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน มันใช้กับคนที่ก่อคดีอาชญากรรมค้ามนุษย์ "เครดิตบูโร" ไม่มีหน้าที่ไปติดแบล็กลิสต์ให้ใคร ข้อมูลเครดิตมีแค่ "ไม่ค้างชำระ" กับ "ค้างชำระ" เท่านั้น แต่ถ้าแกเครดิตไม่ดี เคยค้างชำระ ใครจะให้กู้วะ ซึ่งคนให้กู้โน่นเป็นคนตัดสินใจ อนุทาน : เฮ้ยแล้วแบบนี้ค่าโทรศัพท์กับค่าไฟล่ะ ? ธนากร : พวกสาธารณูปโภคแกไม่จ่ายก็โดนตัดอยู่แล้วป่ะ เจ้าหนี้ฟ้องขอเงินคืนก็ฟ้องกันไป แต่ไม่มีข้อมูลใน "เครดิตบูโร" ประหยุด : อ้าวแล้วใครอยู่ในระบบ "เครดิตบูโร” บ้างล่ะ ? ธนากร : หลัก ๆ ก็ หนี้บ้าน, รถยนต์-มอเตอร์ไซด์, บัตรเครดิต, สินเชื่อบุคคล และ สินเชื่อเกษตร ตอนนี้พิจารณา กยศ. กับ สหกรณ์ออมทรัพย์ อยู่ สำลีพี่สุด : เห้ย ! ประหวิด ตื่น ๆ ได้ฟังมั่งป่ะเนี่ยะ ประหวิด : หาวววววววว ธนากร : อีกอย่างนะ ข้อมูลเครดิตดูได้แค่ 2 คนนะ คือเรา กับ ผู้ให้กู้เท่านั้น ไม่ใช่เปิดเผยมั่วซั่วให้ใครดูก็ได้ เมียยังขอดูไม่ได้เลยแก ถ้าไม่ใช่ผู้กู้ เพราะข้อมูลทางการเงินมีค่าเท่ากับข้อมูลด้านสุขภาพ มีกฎหมายคุ้มครอง ไปมั่วขอดูหรือเผยแพร่ คุกนะเว้ยยย เพราะฉะนั้นเวลาจะกู้จึงมีใบขอเปิดเผยข้อมูลเครดิตไงเล่า แต่ก็นะ อยากได้เงินเขา เลยไม่ค่อยอ่านกันหรอกตอนแรกน่ะ ประหวิด : เฮ้ย ๆ แต่เราเคลียร์หนี้เก่าไปหมดแล้วนะ มันต้องล้างข้อมูลสิ สำลีพี่สุด : ตื่นสักทีสินะ ! ธนากร : ข้อมูลเครดิตจะยังอยู่ในระบบไปอีก 36 เดือนนับจากวันเคลียร์เสร็จ ประหวิด : โห แย่เลย นานจังตั้ง 3 ปี ธนากร : นั่นแหล่ะมันสะท้อนวินัยทางการเงิน แบงก์จะได้ไม่ปล่อยสินเชื่อเผละผละเหมือนตอน "ต้มยำกุ้งไง" ประหวิด : เฮ้ย ๆ แต่เราเคลียร์เกิน 3 ปีแล้วนะ ธนากร : กู้แบงก์ไหน ประหวิด : แบงก์เดิมที่เคยมีบัตรเครดิต ธนากร : อ่อ ข้อมูลมันหายจากระบบ "เครดิตบูโร" แต่กับแบงก์ที่เราเคยผิดชำระน่าจะยังอยู่ แล้วแต่นโยบายการเก็บข้อมูลของแบงก์ ก็ไปกู้แบงก์อื่นสิ อันนี้เขาจะไม่รู้ละ เพราะจะไม่มีข้อมูลใน "เครดิตบูโร" หลังพ้น 36 เดือน ธรรมนุส : ถามเพิ่มหน่อยจิ แล้วถ้าเคยค้ำประกัน แต่คนกู้เบี้ยวเราจะติดเครดิตบูโรไหม สำลีพี่สุด : อะ...ไอ่นี่ ยังอยู่หรอ ? ธนากร : ข้อมูลเครดิตจะมีเพียงผู้กู้และผู้ให้กู้เท่านั้น คนค้ำประกันไม่เกี่ยว ไม่นับ เว้นแต่จะเป็นคนกู้ร่วม ธรรมนุส : อ๋ออออออ สำลีพี่สุด : ชัดนะทุกคน ประหวิด : หาวววววว เฮ้ยจะเช้าแล้วกลับกันเถอะ สมขิด : เออใช่ ไปเถอะ ธนากร : วันหลังอย่ามโนอีกนะ "สมขิด" อนุทาน : จริง แกนี่ชอบมโน สมขิด : แหะ ๆ ประหวิด : ไป ๆ ต้องไปเคลียร์เรื่องหน้ากากให้ไอ่ "ธรรมนุส" ก่อน สำลีพี่สุด : อ้าว เมิงเกี่ยวด้วยรึ ? หลังจากนั้น ประหยุด, ประหวิด และ ธรรมนุส พร้อมใจกันวิ่งขึ้นแทกซี่ ปล่อยให้ประชากรที่เหลือ รับผิดชอบค่าใช้จ่ายทุกสิ่งอย่าง งง งง ................ THE END

  หนึ่ง ศราพงค์


  13 มีนาคม 2563

Loading...

ยังไม่มีข้อมูลเพิ่มเติม