กองทุนรวม Active vs Passive เลือกลงทุนแบบไหนดี

หากแบ่งกองทุนรวมตามความคาดหวังผลตอบแทน จะแบ่งงออกได้เป็น 2 ประเภท คือ Active Fund (เชิงรุก) กับ Passive Fund (ตั้งรับ) Active Fund Active Fund เป็นกองทุนที่มีเป้าหมายสร้างผลตอบแทนสูงกว่าดัชนีอ้างอิง (Benchmark) หรือต้องการเอาชนะตลาด ผู้จัดการกองทุนจะต้องใช้ความสามารถในการเลือกหลักทรัพย์เข้าพอร์ต โดยมีแนวทางการวิเคราะห์ในการเลือกหลักทรัพย์ 2 แบบได้แก่ 1. Top-down Analysis จะวิเคราะห์จากภาพรวมเศรษฐกิจ และลงไปในระดับอุตสาหกรรม ก่อนที่จะเลือกหุ้นแต่ละตัวจากปัจจัยพื้นฐาน 2. Bottom-up Analysis จะตรงกันข้ามจากวิธี Top-down คือเป็นการเลือกตัวหลักทรัพย์ก่อนที่จะพิจารณาปัจจัยด้านอุตสาหกรรมและเศรษฐกิจการลงทุนแบบ Active Fund สามารถปรับเปลี่ยนกลยุทธ์ตามภาวะตลาด ทำให้มีโอกาสสร้างกำไรได้มากกว่าในช่วงที่ตลาดไม่ไปไหน และเหมาะสำหรับการลงทุนที่เน้นโอกาสทำกำไรระยะสั้นด้วยกลุทธ์ที่ต้องการเอาชนะตลาด การลงทุนจึงพึ่งพาความสามารถของผู้จัดการกองทุนเป็นหลัก จึงมีค่าธรรมเนียมแพงกว่า Passive Fund และด้วยเป็นการลงทุนแบบจับจังหวะตลาด จึงมักเกิดการกระจุกตัวของสินทรัพย์ที่ลงทุน ซึ่งตามมาด้วยความเสี่ยงที่สูงขึ้น แต่นั่นก็แลกมากับโอกาสที่จะได้ผลตอบแทนที่สูงกว่า ตามหลัก “High Risk High Return” Passive Fund Passive Fund เป็นกองทุนที่เน้นสร้างผลตอบแทนให้ได้ใกล้เคียงกับดัชนีอ้างอิง (Benchmark) ให้มากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ จึงมีอีกชื่อเรียกว่า “Index Fund” อย่างไรก็ตาม Passive Fund มีโอกาสที่ผลตอบแทนอาจจะสูงหรือต่ำกว่า Benchmark ได้ เนื่องจากสินทรัพย์ที่กองทุนไปลงทุนอาจไม่ได้เหมือนกับดัชนีอ้างอิงแบบ 100%ด้วยกลยุทธ์ที่ต้องการให้ได้ผลตอบแทนใกล้เคียงกับตลาด Passive Fund จึงมีค่าธรรมเนียมและความเสี่ยงต่ำ เนื่องจากเป็นการลงทุนตามดัชนีอ้างอิง ช่วยลดต้นทุนในการบริหารจัดการ และลดความเสี่ยงจากการเลือกหลักทรัพย์ผิดตัวหลายคนอาจมีข้อสงสัยว่าทำไมถึงต้องเลือกลงทุนเพื่อให้ได้ผลตอบแทนตามตลาด แทนที่จะลงทุนเพื่อให้ผลตอบแทนสูงกว่าตลาด คำตอบก็คือในตลาดที่มีประสิทธิภาพ จะไม่มีใครสามารถทำผลตอบแทนได้ดีกว่าตลาดระยะยาวสอดคล้องกับ Warren Buffett ที่เสนอแนวคิดที่น่าสนใจไว้ว่า “ไม่มีนักลงทุนคนไหนที่สามารถเอาชนะตลาดได้ในระยะยาว” และสิ่งที่เป็นศัตรูของนักลงทุนมากที่สุดก็คือ “ค่าใช้จ่าย” และ “อารมณ์”ดังนั้นกลยุทธ์การลงทุนแบบ Passive Fund จึงเหมาะสำหรับการลงทุนระยะยาว หากเปรียบเทียบ Active Fund กับ Passive Fund เป็นการเลือกซื้อผลไม้ Active Fund Active Fund จะเป็นการเลือกซื้อผลไม้ที่มีผู้เชี่ยวชาญมาคัดผลไม้ที่คิดว่าดีแทนเรา โดยคิดว่าจะได้ผลที่สวย และรสชาติดีทั้งหมด แต่ในความเป็นจริงตอนซื้อจะยังไม่เห็นข้างในว่าสวยรึเปล่า สุกหรือยัง แข็งหรือเละเกินไปมั้ย แม้จะพยายามคัดลูกที่สวยและคิดว่าดีที่สุด แต่หากคนซื้อยังไม่เก่งพอ ก็อาจจะเลือกลูกสวยแต่ข้างในยังไม่สุกเป็นส่วนใหญ่ก็เป็นได้ Passive Fund Passive Fund จะเป็นการซื้อเหมาเข่ง ถ้าในเข่งมี 100 ลูก อาจจะได้ทั้งของดีและไม่ดีคละเคล้ากันไป (แต่คาดว่าจะได้ของดีเป็นส่วนใหญ่ จากการซื้อกับร้านที่น่าเชื่อถือ) ข้อเสียของการเลือกซื้อผลไม้แบบ Passive Fund คือ ถ้าหากในเข่งมีซักผลกำลังจะเน่า ก็อาจทำให้ลูกอื่นเน่าตามไปด้วย และเวลาซื้อเหมาเข่งจะซื้อตามฤดูกาล ปกติจะทุกไตรมาส ครึ่งปี หรือปีละครั้ง กว่าจะหยิบลูกที่เน่าเสียออกไป ก็อาจจะทำให้ทั้งเข่งนั้นเน่าไปหมดแล้วก็เป็นได้ สรุป Active Fund เชื่อว่าผู้จัดการกองทุนคัดของดีมาให้ ส่วน Passive Fund เชื่อว่าส่วนใหญ่จะได้ของดี ซึ่งแต่ละแบบมีข้อดีกับข้อด้อยแตกต่างกัน ฉะนั้น จึงไม่มีทางไหนดีกว่า แต่ละแนวทางมีข้อดีและข้อด้อยในตัวเอง ที่เราสามารถนำข้อดีของแต่ละแบบไปวางกลยุทธ์ในการจัดพอร์ต ก็จะทำให้พอร์ตกองทุนของเรามีโอกาสเติบโตได้อย่างมั่นคงนั่นเอง กองทุนรวม Active vs Passive

  ณัฐเศรษฐ ตุ้ยดา


  11 พฤษภาคม 2566

จุดเริ่มต้นการเป็นนักลงทุนที่ดี

ใครก็เป็นนักลงทุนได้ แต่ใช่ว่าทุกคนจะเป็นนักลงทุนที่ดี นักลงทุนที่ดีควรมี 3 ข้อ 1. โฟกัส และรู้จักตนเอง การจะเป็นนักลงทุนที่ดี สิ่งแรกที่เราควรจะโฟกัสและรู้จักให้ดีที่สุดคือ “รู้จักตนเอง” อย่างน้อยต้องรู้ว่าสิ่งที่เราทำได้ดีหรือถนัดคืออะไร ในโลกการลงทุนจะแบ่งนักลงทุนออกเป็น 2 กลุ่มใหญ่ ๆ คือนักลงทุน ที่ถนัดมองภาพปัจจัยพื้นฐานเป็นสำคัญ จึงเหมาะกับการลงทุนระยะยาว กับอีกกลุ่มที่เป็นนักเก็งกำไร ถนัดใช้เครื่องมืออย่างเช่น สัญญาณกราฟทางเทคนิคต่าง ๆ จึงเหมาะกับการเก็งกำไรระยะสั้น 2. รู้ว่าสิ่งที่ควรเพิ่มหรือลดคืออะไร สิ่งที่นักลงทุนทุกคนควรเพิ่ม คือ การเพิ่มความรู้อย่างสม่ำเสมอ ทำตัวเป็นน้ำไม่เต็มแก้ว เพราะโลกการลงทุนหมุนไป เปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา ความรู้หรือทักษะแบบเดิมที่เคยทำ เคยใช้แล้วประสบความสำเร็จ เมื่อเวลาเปลี่ยนไปอาจจะใช้ไม่ได้แล้วก็ได้ ฉะนั้น จำเป็นต้องเรียนรู้อยู่อย่างสม่ำเสมอส่วนสิ่งที่นักลงทุนทุกคนควรลด คือ ความโลภ เพราะหากความโลภเข้าครอบงำ มักจะขาดสติ ออกจากแผนการลงทุน จนนำมาซึ่งหายนะ กล่าวคือ เราควรอยากได้ อยากมี ให้สอดคล้องกับความสามารถในการลงทุนของเรา (มีความรู้เท่าหางอึ่ง แต่ริอาจไปเทรดตราสารอนุพันธ์ หรือกลัวเงินต้นหาย แต่ไปเทรดคริปโท แบบนี้ไม่ทำนะครับ) 3. รู้ว่าสิ่งที่ควรเริ่มหรือเลิกทำคืออะไร ต้อง!! เลิกรอจากเพื่อนหรือคนรู้จัก ถ้าทำแบบนี้เท่ากับว่าเราต้องรออย่างนี้ไปตลอดชีวิต หากเปรียบเทียบให้เห็นภาพก็คือ รอปลาจากเพื่อน แทนที่จะให้เพื่อนสอนวิธีจับปลา นั่นคือ เราควรให้เพื่อนหรือคนรู้จักสอนวิธีการลงทุน เช่น การลงทุนในหุ้นว่าต้องทำอย่างไร ทั้งแนวคิดและวิธีการ ไม่ใช่รอขอแต่หุ้น เป็นต้นหลังจากมีมุมมองการลงทุนที่ถูกต้องแล้ว รู้จักและเข้าใจอย่างถูกต้องทั้งแนวคิดและวิธีการ ต้องลงมือทำ!! (ข้อนี้สำคัญที่สุด) เพราะหากรู้จักทฤษฎีแต่ไม่ปฏิบัติก็คงเปล่าประโยชน์ และในวันที่ลงมือทำแล้ว ต้องทำอย่างสม่ำเสมอจนกลายเป็นวินัยการลงทุนไม่มีวิธีการลงทุนที่ดีที่สุด มีแค่เพียงวิธีการลงทุนที่เหมาะสมที่สุด (กับตัวเรา) วิธีการเป็นนักลงทุนที่ดี

  ณัฐเศรษฐ ตุ้ยดา


  09 กุมภาพันธ์ 2566

Loading...

ยังไม่มีข้อมูลเพิ่มเติม