ไม่มีรายการ

กองทุนรวม Active vs Passive เลือกลงทุนแบบไหนดี

11 พฤษภาคม 2566


หากแบ่งกองทุนรวมตามความคาดหวังผลตอบแทน จะแบ่งงออกได้เป็น 2 ประเภท คือ Active Fund (เชิงรุก) กับ Passive Fund (ตั้งรับ)

Active Fund

Active Fund เป็นกองทุนที่มีเป้าหมายสร้างผลตอบแทนสูงกว่าดัชนีอ้างอิง (Benchmark) หรือต้องการเอาชนะตลาด ผู้จัดการกองทุนจะต้องใช้ความสามารถในการเลือกหลักทรัพย์เข้าพอร์ต โดยมีแนวทางการวิเคราะห์ในการเลือกหลักทรัพย์ 2 แบบได้แก่

1. Top-down Analysis

จะวิเคราะห์จากภาพรวมเศรษฐกิจ และลงไปในระดับอุตสาหกรรม ก่อนที่จะเลือกหุ้นแต่ละตัวจากปัจจัยพื้นฐาน

2. Bottom-up Analysis

จะตรงกันข้ามจากวิธี Top-down คือเป็นการเลือกตัวหลักทรัพย์ก่อนที่จะพิจารณาปัจจัยด้านอุตสาหกรรมและเศรษฐกิจ

การลงทุนแบบ Active Fund สามารถปรับเปลี่ยนกลยุทธ์ตามภาวะตลาด ทำให้มีโอกาสสร้างกำไรได้มากกว่าในช่วงที่ตลาดไม่ไปไหน และเหมาะสำหรับการลงทุนที่เน้นโอกาสทำกำไรระยะสั้น

ด้วยกลุทธ์ที่ต้องการเอาชนะตลาด การลงทุนจึงพึ่งพาความสามารถของผู้จัดการกองทุนเป็นหลัก จึงมีค่าธรรมเนียมแพงกว่า Passive Fund และด้วยเป็นการลงทุนแบบจับจังหวะตลาด จึงมักเกิดการกระจุกตัวของสินทรัพย์ที่ลงทุน ซึ่งตามมาด้วยความเสี่ยงที่สูงขึ้น แต่นั่นก็แลกมากับโอกาสที่จะได้ผลตอบแทนที่สูงกว่า ตามหลัก “High Risk High Return”

Passive Fund

Passive Fund เป็นกองทุนที่เน้นสร้างผลตอบแทนให้ได้ใกล้เคียงกับดัชนีอ้างอิง (Benchmark) ให้มากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ จึงมีอีกชื่อเรียกว่า “Index Fund” อย่างไรก็ตาม Passive Fund มีโอกาสที่ผลตอบแทนอาจจะสูงหรือต่ำกว่า Benchmark ได้ เนื่องจากสินทรัพย์ที่กองทุนไปลงทุนอาจไม่ได้เหมือนกับดัชนีอ้างอิงแบบ 100%

ด้วยกลยุทธ์ที่ต้องการให้ได้ผลตอบแทนใกล้เคียงกับตลาด Passive Fund จึงมีค่าธรรมเนียมและความเสี่ยงต่ำ เนื่องจากเป็นการลงทุนตามดัชนีอ้างอิง ช่วยลดต้นทุนในการบริหารจัดการ และลดความเสี่ยงจากการเลือกหลักทรัพย์ผิดตัว

หลายคนอาจมีข้อสงสัยว่าทำไมถึงต้องเลือกลงทุนเพื่อให้ได้ผลตอบแทนตามตลาด แทนที่จะลงทุนเพื่อให้ผลตอบแทนสูงกว่าตลาด คำตอบก็คือในตลาดที่มีประสิทธิภาพ จะไม่มีใครสามารถทำผลตอบแทนได้ดีกว่าตลาดระยะยาว

สอดคล้องกับ Warren Buffett ที่เสนอแนวคิดที่น่าสนใจไว้ว่า “ไม่มีนักลงทุนคนไหนที่สามารถเอาชนะตลาดได้ในระยะยาว” และสิ่งที่เป็นศัตรูของนักลงทุนมากที่สุดก็คือ “ค่าใช้จ่าย” และ “อารมณ์”

ดังนั้นกลยุทธ์การลงทุนแบบ Passive Fund จึงเหมาะสำหรับการลงทุนระยะยาว

หากเปรียบเทียบ Active Fund กับ Passive Fund เป็นการเลือกซื้อผลไม้

Active Fund

Active Fund จะเป็นการเลือกซื้อผลไม้ที่มีผู้เชี่ยวชาญมาคัดผลไม้ที่คิดว่าดีแทนเรา โดยคิดว่าจะได้ผลที่สวย และรสชาติดีทั้งหมด แต่ในความเป็นจริงตอนซื้อจะยังไม่เห็นข้างในว่าสวยรึเปล่า สุกหรือยัง แข็งหรือเละเกินไปมั้ย แม้จะพยายามคัดลูกที่สวยและคิดว่าดีที่สุด แต่หากคนซื้อยังไม่เก่งพอ ก็อาจจะเลือกลูกสวยแต่ข้างในยังไม่สุกเป็นส่วนใหญ่ก็เป็นได้

Passive Fund

Passive Fund จะเป็นการซื้อเหมาเข่ง ถ้าในเข่งมี 100 ลูก อาจจะได้ทั้งของดีและไม่ดีคละเคล้ากันไป (แต่คาดว่าจะได้ของดีเป็นส่วนใหญ่ จากการซื้อกับร้านที่น่าเชื่อถือ) ข้อเสียของการเลือกซื้อผลไม้แบบ Passive Fund คือ ถ้าหากในเข่งมีซักผลกำลังจะเน่า ก็อาจทำให้ลูกอื่นเน่าตามไปด้วย และเวลาซื้อเหมาเข่งจะซื้อตามฤดูกาล ปกติจะทุกไตรมาส ครึ่งปี หรือปีละครั้ง กว่าจะหยิบลูกที่เน่าเสียออกไป ก็อาจจะทำให้ทั้งเข่งนั้นเน่าไปหมดแล้วก็เป็นได้

สรุป

Active Fund เชื่อว่าผู้จัดการกองทุนคัดของดีมาให้ ส่วน Passive Fund เชื่อว่าส่วนใหญ่จะได้ของดี ซึ่งแต่ละแบบมีข้อดีกับข้อด้อยแตกต่างกัน ฉะนั้น จึงไม่มีทางไหนดีกว่า แต่ละแนวทางมีข้อดีและข้อด้อยในตัวเอง ที่เราสามารถนำข้อดีของแต่ละแบบไปวางกลยุทธ์ในการจัดพอร์ต ก็จะทำให้พอร์ตกองทุนของเรามีโอกาสเติบโตได้อย่างมั่นคงนั่นเอง

 

กองทุนรวม Active vs Passive

บทความแนะนำล่าสุด


บทความอื่นๆที่น่าสนใจ