อยากมี Passive Income ต้องลงทุนอย่างไร?

เราต้องการทำงานที่ชอบเราต้องการอาหารที่อร่อยเราต้องการสุขภาพที่ดีเราต้องการครอบครัวที่อบอุ่น‍เราต้องการเที่ยวอย่างมีความสุขและอีกหลายความต้องการ จริง ๆ แล้วเราไม่ได้ต้องการเงินเราเพียงต้องการ "อิสรภาพ" แต่ "อิสรภาพ" ต้องใช้เงิน "การลงทุน" เป็นเส้นทางไปสู่ "อิสรภาพทางการเงิน"เพื่อให้สินทรัพย์หรือเงินทำงานแทนเรานำมาซึ่งรายได้ที่เรียกว่า "Passive Income"แต่จะต้องลงทุนอย่างไรนั้น ไปดูพร้อมกันเลยครับ Active Income VS Passive Income Active Income เป็นรายได้จากการที่เราทำงานเพื่อให้เกิดรายได้ เช่น พนักกงานออฟฟิศมีรายได้เป็นเงินเดือน ค่าคอมมิสชั่น ฟรีแลนซ์ได้ค่าจ้าง เป็นต้น หรือจะเรียกง่าย ๆ ก็คือ การทำงานเพื่อแลกเงินนั่นเอง ส่วน Passive Income เป็นรายได้ที่เกิดจากสินทรัพย์ทำงานแทนเรา เพื่อสร้างรายได้ที่เป็นกระแสเงินสดอย่างสม่ำเสมอ โดยปกติสามารถสร้าง Passive Income ได้ด้วย 2 วิธีการหลัก คือ การลงทุนทางตรง เช่น การลงทุนในอสังหาริมทรัพย์แล้วปล่อยให้เช่า ทำให้มีรายได้จากค่าเช่าเข้ามาทุกเดือน เป็นต้น กับการลงทุนทางอ้อมผ่านตราสารทางการเงิน เช่น พันธบัตรรัฐบาล ตราสารหนี้ หุ้นกู้เอกชน ที่เราจะได้รับกระแสเงินสดในรูปของดอกเบี้ย และการลงทุนในหุ้นและกองทุนรวม ที่จะได้รับกระแสเงินสดในรูปของเงินปันผล เป็นต้น • Active Income เราต้องทำงานเพื่อให้มีรายได้ ส่วน Passive Income ใช้สินทรัพย์ทำงานแทนเรา • Active Income มีเวลาจำกัด กล่าวคือ เราจะมีรายได้ตราบเท่าที่เรายังทำงานได้เท่านั้น แต่ Passive Income แม้เราจะทำงานไม่ได้แล้ว แต่ก็ยังมีรายได้อยู่ และยังสามารถส่งต่อเป็นมรดกได้อีกด้วย • Active Income คือการทำงานที่เราจะได้รับผลตอบแทนเกือบจะทันที เช่น เงินเดือน หรือค่าจ้าง เป็นต้น ส่วน Passive Income ต้องใช้ระยะเวลาเพื่อให้เกิดรายได้ (ช่วงเริ่มต้นลงทุน) แน่นอนว่าทุกคนมี Active Income ต้องทำงานเพื่อเงิน แต่จะดีกว่ามั้ย? ถ้าเรามีรายได้อีกทางจาก Passive Income ที่ใช้เงินทำงานแทนเรา รูปแบบผลตอบแทนจาก Passive Income รายได้จากการลงทุนที่เป็น Passive Income มีอยู่ 3 รูปแบบ คือ 1. ดอกเบี้ย ที่ได้จากการฝากเงิน หรือลงทุนในตราสารหนี้ (พันธบัตรกับหุ้นกู้เอกชน) 2. ปันผล ที่ได้จากการลงทุนในหุ้นและกองทุนรวม 3. ค่าเช่า ที่ได้จากการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์แล้วปล่อยให้เช่า เช่น สร้างอพาร์ตเม้นท์ให้เช่า ซื้อคอนโดมิเนียมแล้วให้เช่า เป็นต้น ตัวอย่าง อยากมี Passive Income เดือนละ 10,000 บาท ต้องลงทุนอย่างไร และใช้เงินทุนเท่าไหร่? 1. เงินฝากออมทรัพย์ นับเป็นการลงทุนรูปแบบหนึ่ง ที่มีความเสี่ยงต่ำมาก ซึ่งนั่นก็แลกมากับผลตอบแทนที่ต่ำมากเช่นกัน ปัจจุบันให้อัตราดอกเบี้ยเพียง 0.25% ฉะนั้น ถ้าอยากมี Passive Income เดือนละ 10,000 บาท ต้องมีเงินในบัญชีเงินฝากออมทรัพย์สูงถึง 48 ล้านบาท 2. ตราสารหนี้ แบ่งเป็น พันธบัตรรัฐบาลกับหุ้นกู้เอกชน เป็นการลงทุนที่มีความเสี่ยงต่ำ จึงให้ผลตอบแทนไม่สูงมากในระดับ 2-5% ต่อปี ฉะนั้น ถ้าอยากมี Passive Income เดือนละ 10,000 บาท ต้องลงทุนในตราสารหนี้ราว 2.4–6.0 ล้านบาท 3. อสังหาริมทรัพย์ เป็นรูปแบบการลงทุนที่ได้รับความนิยมมานาน ไม่ว่าจะเป็นการซื้อบ้าน ทาวเฮ้าส์ คอนโดมิเนียมเพื่อปล่อยเช่า หรือการสร้างหอพัก อพาร์ตเม้นท์เพื่อให้เช่า ซึ่งเป็นการลงทุนอสังหาริมทรัพย์ทางตรง นอกจากนี้ ยังมีการลงทุนลงทุนอสังหาริมทรัพย์ทางอ้อมที่ใช้เงินลงทุนน้อยกว่า ผ่านกองทุนอสังหาริมทรัพย์แทนได้เช่นกัน เช่น Property Fund, Real Estate Investment Trust (REITs) และ Infrastructure Fund (IFF) ที่มีนโยบายลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน บนผลตอบแทน 6%-10% ถ้าอยากมี Passive Income เดือนละ 10,000 บาท ต้องลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ราว 1.2-2.0 ล้านบาท 4. กองทุนรวมหุ้น เหมาะกับคนที่ยอมรับความเสี่ยงได้สูง เพิ่งเริ่มต้นลงทุน มีทุนน้อย และไม่มีเวลาติดตามข่าวสารการลงทุนมากนัก เพราะมีผู้จัดการกองทุนลงทุนแทน เนื่องจากเป็นการลงทุนที่มีความเสี่ยงสูง ทำให้มีโอกาสได้ผลตอบแทนสูงเช่นกันในระดับ 8% - 12% ฉะนั้น ถ้าอยากมี Passive Income เดือนละ 10,000 บาท ต้องลงทุนในกองทุนรวมหุ้น 1.0-1.5 ล้านบาท 5. หุ้น เป็นรูปแบบการลงทุนคล้ายการลงทุนในกองทุนรวมหุ้น เพียงแต่เป็นการลงทุนในหุ้นโดยตรง เหมาะกับคนที่มีความรู้ความเข้าใจการลงทุนในหุ้นพอสมควร เริ่มต้นสร้าง Passive Income การจะมีรายได้ประจำอย่างสม่ำเสมอทุกเดือนจาก Passive Income ต้องใช้เวลาสะสมความมั่งคั่งเพื่อให้บรรลุเป้าหมาย ซึ่งในโลกแห่งความเป็นจริง การลงทุนมีขึ้นและมีลง ไม่มีใครสามารถทำนายภาวะการลงทุนในอนาคตได้อย่างแม่นยำ เทคนิคการลงทุนที่จะช่วยให้มือใหม่อย่างเราลงทุนได้อย่างมีความสุขและบรรลุเป้าหมาย ก็คือ การลงทุนแบบถัวเฉลี่ยต้นทุน หรือ DCA (Dollar Cost Averaging) นั่นเอง การลงทุนแบบถัวเฉลี่ยต้นทุน หรือ DCA มีจุดเด่น 3 ข้อ1. ลดความผิดพลาดจากการจับจังหวะการลงทุน เพราะมีงานวิจัยที่ได้ข้อสรุปว่าในการลงทุนระยะยาวการจัดพอร์ตหรือสินทรัพย์การลงทุนเป็นส่วนสำคัญกว่า 90% ที่ช่วยให้บรรลุเป้าหมายในการลงทุน 2. เพิ่มโอกาสสร้างผลตอบแทนที่ดี โดยเฉพาะสินทรัพย์ที่มีความผันผวนสูงอย่างกองทุนรวมหุ้น เพราะจะทำให้มีโอกาสได้ต้นทุนเฉลี่ยต่อหน่วยที่ต่ำกว่าในระยะยาว 3. สร้างวินัยการลงทุน เพราะเป็นการลงทุนแบบอัตโนมัติ ต่อเนื่องไปเรื่อย ๆ ตามระยะเวลาที่เรากำหนดได้เอง โดยไม่ต้องหวั่นไหวต่อการเปลี่ยนแปลงของสภาวะตลาดที่เกิดขึ้น ตัวอย่างการสร้าง Passive Income ด้วยการลงทุนแบบ DCA ในวันที่มีเงินเดือน 30,000 บาท กงยูเริ่มต้นลงทุนแบบ DCA ในกองทุนรวมหุ้นเดือนละ 20% ของเงินเดือน ซึ่งเท่ากับ 6,000 บาท หากกงยูยังคงลงทุนอย่างสม่ำเสมอด้วยเงินเดือนละ 6,000 บาท กงยูจะใช้เวลาราว 20 ปี ที่จะมีพอร์ตกองทุน 2,400,000 บาท ตามเป้าหมาย หลังจากนั้นจึงจะเก็บกินเงินปันผลได้เดือนละ 10,000 บาท (หากพอร์ตกองทุนรวมของกงยูให้อัตราผลตอบแทนจากเงินปันผล 5% ต่อปี) แต่ในโลกความเป็นจริง ในอนาคตเงินเดือนของกงยูจะไม่ได้อยู่ที่ 30,000 บาท เพราะเมื่อกงยูอายุเพิ่มขึ้น ก็จะมีประสบการณ์ทำงานเพิ่มมากขึ้น จึงมีโอกาสที่เงินเดือนหรือรายได้จะเพิ่มขึ้นตามไปด้วย นั่นหมายความว่าเงินสำหรับการลงทุนต่อเดือนของกงยูก็ควรเพิ่มขึ้นมาด้วยเช่นกัน ซึ่งนั่นจะช่วยให้กงยูบรรลุเป้าหมายพอร์ตกองทุนรวม 2,400,000 บาท ได้เร็วขึ้นกว่าเดิม มือใหม่อยากมี Passive Income ควรลงทุนระยะยาวแบบถัวเฉลี่ยต้นทุน หรือ DCA Passive Income คือการใช้สินทรัพย์หรือเงินทำงาน ซึ่งหากใช้สินทรัพย์ทำงานได้อย่างถูกต้อง คอยดูแลและมอนิเตอร์ให้เท่าทันกับการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น ความมั่งคั่งจาก Passive Income จะสามารถส่งต่อเป็นมรกดกได้ด้วย การลงทุนแบบ DCA เป็นตัวช่วยในการสร้างรายได้แบบ Passive Income ที่ดี เหมาะสำหรับคนที่เริ่มต้นลงทุน โดยเฉพาะคนที่มีทุนน้อยหรือมีทุนจำกัด และเมื่อตั้งใจลงทุนแบบ DCA อย่างมีวินัยในระยะยาว สุดท้ายแล้ววินัยในการลงทุนก็จะสร้างความมั่งคั่งทางการเงินให้เราอย่างแน่นอนครับ อย่างไรก็ตาม การสร้าง Passive Income ด้วยการลงทุนแบบ DCA ต้องใช้เวลาในการสร้างพอสมควร แต่อย่าเพิ่งท้อไปก่อนนะครับ เพราะความสำเร็จจากการมีรายได้แบบ Passive Income จะสวยงาม และเป็นเส้นทางที่จะทำให้เรามี “อิสรภาพทางเงิน” ได้อย่างแท้จริง

  ณัฐเศรษฐ ตุ้ยดา


  24 ธันวาคม 2564

สร้าง Passive Income ด้วยเงินหลักหมื่นกับ WHART

หากพูดถึง Passive Income สิ่งแรกที่หลายคนนึกถึง ก็น่าจะเป็นการมีรายได้จากค่าเช่าอสังหาริมทรัพย์ ไม่ว่าจะเป็นบ้าน คอนโดฯ หรืออสังหาริมทรัพย์ประเภทอื่นๆ แต่ปัญหาก็คือ มันใช้เงินลงทุนเยอะ ต้องไปกู้เงินมาซื้อ เพิ่มภาระหนี้ไปอีก ไหนจะค่าบำรุงรักษา ไหนจะต้องกังวลว่าคนเช่าจะมีตลอดมั้ย ถ้าไม่อยากทำแล้วจะขายต่อ ก็ยากไปอี๊ก ... โอ๊ยยย อีกมากมายสารพันปัญหาให้ปวดหัว วันนี้มีการลงทุนอีกรูปแบบนึงที่ใช้เงินไม่มาก มีเงินหลักหมื่นก็ลงทุนได้ แถมได้ผลตอบแทนในลักษณะเดียวกับการเก็บค่าเช่าเลย ข้อดีคือเราไม่ต้องซื้อทรัพย์สินเอง เพียงแค่เอาเงินไปร่วมลงทุน แล้วรอผลตอบแทนในรูปแบบเงินปันผล 5-7% ต่อปี ตามสัดส่วนที่ลงทุนแบบชิล ๆ นั่นคือ .... การลงทุนใน REIT หรือ ทรัสต์เพื่อการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ นั่นเอง แต่บอกไว้ก่อนว่า ทุกการลงทุนมีความเสี่ยง และความเสี่ยงที่มากที่สุดก็คือ ความไม่รู้ในสินทรัพย์ที่เราจะไปลงทุน ดังนั้นก่อนตัดสินใจปล่อยเงินออมออกไปทำงาน อยากให้เพื่อน ๆ ทำความเข้าใจกับสิ่งที่จะไปลงทุนให้ดีซะก่อน ... ถ้าพร้อมแล้วไปเริ่มกันเลย ก่อนอื่นมาทำความรู้จักกับกอง REIT กันก่อน REIT หรือ ทรัสต์เพื่อการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ เป็นกองทรัพย์สินที่เอาไว้ลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ โดยการเข้าไปซื้อหรือเช่าอสังหาริมทรัพย์ เช่น ที่ดิน อาคาร สำนักงาน โรงงาน โกดัง หรือ คลังสินค้า แล้วเอาไปปล่อยเช่าต่อ จากนั้นก็เอาค่าเช่าภายหลังหักค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวข้องแล้วมาจ่ายผลตอบแทนให้กับเรา ตามสัดส่วนที่ลงทุนไป กลไกการทำงานของ REIT เป็นการระดมทุนผ่านการขายหน่วยทรัสต์ (หน่วยลงทุน) โดย มีผู้จัดการกองทรัสต์ (REIT Manager) ที่ทำหน้าที่บริหารจัดการอสังหาริมทรัพย์ให้เกิดผลตอบแทนในรูปแบบค่าเช่า ภายใต้การตรวจสอบและกำกับดูแลของทรัสตี (Trustee) แล้วนำผลตอบแทนนั้นไปเฉลี่ยให้ผู้ถือหน่วยตามสัดส่วน REITเป็นการลงทุนที่ได้รับความสนใจจากนักลงทุนมากขึ้นในปัจจุบัน เพราะให้ผลตอบแทนต่อปีที่สม่ำเสมอ มีการกระจายการลงทุนไปลงทุนในทรัพย์สินต่างๆ และสามารถซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์ได้ จึงมีสภาพคล่องมากกว่าการลงทุนในอสังหาฯ โดยตรง ที่สำคัญคือสามารถเริ่มลงทุนได้ด้วยเงินไม่มาก มีเงินหลักหมื่นก็สามารถลงทุนได้แล้ว อย่างที่ย้ำเสมอว่า ทุกการลงทุนมีความเสี่ยง ซึ่งการลงทุนใน REIT แม้มีความเสี่ยงในระดับต่ำกว่าหุ้น แต่ก็แน่นอนว่าเสี่ยงสูงกว่าเงินฝากหรือหุ้นกู้ โดยผลตอบแทนก็มีโอกาสได้มากกว่าเช่นเดียวกัน การลงทุนใน REIT มีหลักสำคัญคือ ต้องศึกษาและมีความเข้าใจลักษณะของอสังหาริมทรัพย์แต่ละประเภท ทั้งในแง่ของปัจจัยที่จะส่งผลกระทบต่อทรัพย์สิน ผลการดำเนินงานในอดีต และความสามารถในการเติบโตในอนาคต นอกจากนี้ก่อนการลงทุนใน REIT ควรรู้จักคำศัพท์อีก 2 คำ ซึ่งเป็นประเภทของอสังหาริมทรัพย์ที่ REIT ไปลงทุน คือ 1. Freehold คือ กอง REIT ที่ลงทุนโดยซื้ออสังหาริมทรัพย์นั้นเพื่อเป็นเจ้าของ เมื่อเก็บค่าเช่า ภายหลังจากหักค่าใช้จ่ายต่างๆ ที่เกี่ยวข้องก็จะนำมาจ่ายเป็นเงินปันผลให้กับนักลงทุน 2. Leasehold คือกอง REIT ที่ไปซื้อสิทธิการเช่าจากเจ้าของสิทธิอีกที (การเซ้งนั่นเอง) โดยระหว่างระยะเวลาการเช่า กองก็จะเรียกเก็บค่าเช่าจากผู้เช่าได้ เมื่อระยะเวลาสิทธิการเช่าหมด มูลค่าทรัพยส์สินที่กองถืออยู่จะเหลือศูนย์ ดังนั้นกองประเภทนี้จะมีทั้งการจ่ายเงินปันผล และการจ่ายส่วนลดทุนคืนให้กับนักลงทุนตามเวลาที่ผ่านไปด้วย อีกหนึ่งความเสี่ยงที่ต้องรู้สำหรับการลงทุนใน REIT ก็คือ ความเสี่ยงที่ราคาหน่วยอาจปรับลดลงหลังจากเข้าซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์ แต่หากเราคำนวณผลตอบแทนที่ได้รับแต่ละปีกับต้นทุนค่าซื้อหน่วยลงทุนของเรา แล้วพอใจกับตัวเลขนั้นก็ถือว่าไม่มีปัญหาค่ะ ถือรับปันผลกันยาว ๆ ไป ทำความรู้จักกอง REIT ผลตอบแทน ความเสี่ยง และข้อควรรู้กันไปแล้ว ใครสนใจเริ่มลงทุน เรามีกองที่น่าสนใจมารีวิวค่ะ ดูที่รูปถัดไปได้เลย ธุรกิจ e-Commerce และ Logistics ถือว่ามีแนวโน้มเติบโตสูงมากในบ้านเรา โดยโตแบบก้าวกระโดดสวนทางเศรษฐกิจในปีที่ผ่านมา ยิ่งในช่วงการแพร่ระบาดของโควิด-19 ยิ่งเป็นตัวกระตุ้นให้ธุรกิจนี้เติบโต เนื่องจากผู้บริโภคหันมาสั่งของออนไลน์แทนการออกไปซื้อของในรูปแบบเดิม แม้ปัจจุบันโควิด-19 จะเริ่มคลี่คลาย แต่การช้อปออนไลน์ก็ดูเหมือนจะกลายเป็นพฤติกรรมเคยชินใหม่ของพวกเราไปซะแล้ว ไม่ใช่เฉพาะในประเทศไทย แต่เป็นเมกะเทรนด์ทั่วโลกเลยทีเดียว จึงทำให้ความต้องการพื้นที่เช่า “คลังสินค้า” เพิ่มขึ้นตามไปด้วย เมื่อเห็นเทรนด์แล้วว่า “คลังสินค้า” มาแน่!!! เลยลองสำรวจดูว่าตอนนี้มี REIT กองไหนที่ลงทุนในคลังสินค้าบ้าง ก็ได้มาเจอกับ กองทรัสต์เพื่อการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์และสิทธิการเช่าดับบลิวเอชเอ พรีเมี่ยม โกรท หรือ WHART ที่ถูกใจมาก ๆ ตรงที่ ... 1. ทรัพย์สินส่วนใหญ่ตั้งอยู่ในจุดยุทธศาสตร์ศูนย์กลางโลจิสติกส์ของประเทศไทย มีศูนย์กระจายสินค้า คลังสินค้า และโรงงานอยู่ในทำเลบางนา-ตราด, ชลบุรี – ระยอง (พื้นที่ EEC), อยุธยา-สระบุรี, และสมุทรสาคร ซึ่งครอบคลุมความต้องการของลูกค้าในทุกธุรกิจ 2. ลูกค้าที่มาเช่าคลังสินค้ายังเป็นยักษ์ใหญ่ในทุกวงการ แบบชนิดที่ว่าเห็นแค่โลโก้ทุกคนก็ต้องร้องอ๋อ ไม่ว่าจะเป็น Unilever, Starbucks, Shopee , Kerry , Central JD, Samsung, Mazda, Volvo ฯลฯ 3. การที่มีผู้เช่ากระจายตัวในหลากหลายกลุ่มอุตสาหกรรม ทั้งสินค้าอุปโภคบริโภค, โรงงานผลิต, วัสดุแต่งบ้าน, และ E-Commerce นับเป็นการกระจายความเสี่ยงที่ดีของกองทรัสต์ เพราะเวลาเกิดปัญหาในอุตสาหกรรมใดอุตสาหกรรมหนึ่ง ก็จะไม่กระทบกับภาพรวมของกองมากนัก 4. อัตราการเช่าเฉลี่ยอยู่ในระดับสูง โดยตั้งแต่ก่อตั้งเมื่อปี 2557 เป็นต้นมา WHART มีการลงทุนในทรัพย์สินเพิ่มเติมทุกปี ทำให้ตอนนี้กลายเป็นหนึ่งในกองทรัสต์ที่ใหญ่ที่สุดในตลาด มีพื้นที่อาคารภายใต้การบริหารเกือบ 1.4 ล้านตารางเมตร ใน 31 โครงการ ที่สำคัญอัตราการเช่าเฉลี่ยทั้งปีอยู่ในระดับประมาณ 90% มาโดยตลอด โดย WHART มีสัดส่วนการเป็นเจ้าของ กรรมสิทธิ์ : สิทธิการเช่า (30+30 ปี) : สิทธิการเช่า (ไม่เกิน 30 ปี) อยู่ที่ 63% : 8% : 29% พูดง่าย ๆ ว่ามีสัดส่วนการเป็นเจ้าของมากกว่าสิทธิการเช่านั่นเอง ข่าวดีก็คือ WHART กำลังจะเพิ่มทุนครั้งที่ 6 เพื่อลงทุนเพิ่มใน 3 โครงการ มีพื้นที่เช่าอาคารรวมประมาณ 184,329 ตารางเมตร ประกอบด้วย 1. โครงการ WHA E-Commerce Park ตั้งอยู่ที่อำเภอบางปะกง จังหวัดฉะเชิงเทรา ซึ่งอยู่พื้นที่ EEC และโครงการนี้ได้รับการกำหนดให้เป็นพื้นที่ส่งเสริมเศรษฐกิจพิเศษ กลุ่มพานิชย์อิเล็คทรอนิกส์บางปะกง โดยมีพื้นที่เช่าอาคารรวมประมาณ 130,139 ตารางเมตร 2. โครงการ WHA Mega Logistics Center (ถนนบางนา-ตราด กม. 23 โปรเจค 3) ตั้งอยู่ที่อำเภอบางเสาธง จังหวัดสมุทรปราการ มีพื้นที่เช่าอาคารรวมประมาณ 30,040 ตารางเมตร 3. โครงการ WHA Mega Logistics Center (วังน้อย 62) ตั้งอยู่ที่ อำเภอวังน้อย จังหวัดพระนครศรีอยุธยา มีพื้นที่เช่าอาคารรวมประมาณ 24,150 ตารางเมตร และพื้นที่เช่าหลังคารวมประมาณ 23,205 ตารางเมตร โดยกลุ่มผู้เช่าของทั้ง 3 โครงการ อยู่ในกลุ่มอุตสาหกรรมที่เติบโตอย่าง e-commerce และ FMCG ได้แก่ Alibaba Group Shopee Xpress และทีดี ตะวันแดง มีอายุสัญญาเช่าเฉลี่ยของทรัพย์สินทั้ง 3 โครงการอยู่ที่ประมาณ 10.7 ปี ทำให้ระยะเวลาคงเหลือของสัญญาเช่าเฉลี่ยของ WHART ภายหลังการเข้าลงทุนเพิ่มสูงขึ้นจาก 3.0 ปี เป็น 3.5 ปี ซึ่งเป็นการสนับสนุนความมั่นคงของรายได้ให้กับ WHART ในระยะยาว มาดูผลตอบแทนกันบ้าง อย่างที่บอกว่ากอง REIT มีข้อดีคือ ผลตอบแทนจากปันผลที่ได้จากค่าเช่า ที่ค่อนข้างสม่ำเสมอ ผู้ถือหน่วยรอรับ Passive Income เข้ากระเป๋าทุกปีแบบชิล ๆ โดย WHART จ่ายประโยชน์ผลตอบแทน (เงินปันผล + เงินลดทุน) ทุกปี ดังนี้ ปี 61 จ่าย 0.7585 บาท/หน่วย ปี 62 จ่าย 0.7624 บาท/หน่วย ปี 63 จ่าย 0.7578 บาท/หน่วย 2Q/64 จ่าย 0.3830 บาท/หน่วย **ประมาณการหลังเพิ่มทุนครั้งที่ 6 คาดว่าจะจ่าย 0.80 บาท/หน่วย หมายเหตุ : **เป็นประมาณการผลตอบแทนตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค. 65 ถึง 31 ธ.ค. 65 สอบทานโดยผู้สอบบัญชี WHART กำหนดช่วงระยะเวลาการเสนอขาย และช่องทางการจองซื้อ ดังนี้ 1.ผู้ถือหน่วยเดิมที่มีสิทธิ : 8-12 พ.ย. 2564 2. ประชาชนทั่วไป : 16-19 พ.ย. 2564 ช่องทางการจองซื้อ: K-My Invest (https://www.kasikornbank.com/kmyinvest) และสาขาของธนาคารกสิกรไทย โทร. 0 2888 8888 หรือศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมที่ www.sec.or.th หรือ www.whareit.comหวังว่าคอนเทนต์วันนี้คงถูกใจสาย Passive Income ทุกคนนะคะ ศึกษาข้อมูลและความเสี่ยงดี ๆ ถ้าพร้อมแล้วก็ลุยได้เลย

  เก๋เก๋ ดาริน ปริญญากุล


  25 ตุลาคม 2564

Loading...

ยังไม่มีข้อมูลเพิ่มเติม