ศัพท์ประกันชีวิตพื้นฐานที่คนทำประกันต้องรู้

ศัพท์ประกันชีวิต เป็นอีกหนึ่งประเด็นสำคัญที่คนส่วนใหญ่มักมองข้าม เพราะคิดว่าไม่สำคัญ แต่รู้หรือไม่ว่าศัพท์ประกันชีวิตยิ่งรู้มากเท่าไหร่ก็ยิ่งช่วยให้เราเข้าใจรายละเอียด และสิทธิประโยชน์ของ “ประกันชีวิต” มากขึ้นเท่านั้น วันนี้ ทาง Lumpsum จะพาทุกคนไปเติมคลังความรู้เกี่ยวกับศัพท์ประกันชีวิตที่จำเป็นต่อการทำประกันให้มากขึ้น ศัพท์ประกันคำไหนที่ยังงงๆ หรืออ่านเจอในกรมธรรม์ทีไรก็ยังไม่เคลียร์ บทความนี้อาจเป็นคำตอบที่ผู้ทำประกันแล้ว หรืออยู่ระหว่างตัดสินกำลังมองหาอยู่ 1.กรมธรรม์ (Policy) หมายถึง หนังสือสัญญาข้อตกลงระหว่างบริษัทประกันกับผู้ทำประกัน เปรียบเสมือนเป็นเครื่องมือช่วยยืนยันว่าเราจะได้รับสิทธิประโยชน์ หรือความคุ้มครองจากบริษัทประกัน โดยภายในกรมธรรม์จะมีเนื้อหาที่อธิบายถึงรายละเอียดของประกันที่เราทำ เช่น ประเภทของประกัน ทุนประกัน และตารางการจ่ายเบี้ยประกัน เป็นต้น 2.ตารางกรมธรรม์ (Policy schedule) หมายถึง ตารางแสดงรายละเอียดสำคัญเกี่ยวกับกรมธรรม์ประกันชีวิตที่ออกโดยบริษัท อาทิเช่น ชื่อผู้เอาประกัน วันที่เริ่มคุ้มครอง และแบบประกันภัย เพื่อเป็นเอกสารประกอบกรมธรรม์ ซึ่งตารางกรมธรรม์สามารถดูได้จากหน้าแรกของเล่มกรมธรรม์ประกันชีวิตที่ทำไว้ 3.ทุนประกันหรือ จำนวนเงินเอาประกัน ( Sum insured ) หมายถึง จำนวนเงินที่ตกลงกันว่า ผู้รับประกันภัยจะต้องจ่ายให้ผู้เอาประกันภัยหรือผู้รับประโยชน์ ตามที่ระบุไว้ในกรมธรรม์ประกันภัย เมื่อเกิดภัยหรือความเสียหายเกิดขึ้นแก่ผู้เอาประกันตามเงื่อนไขในสัญญาหรือกรมธรรม์ 4.เบี้ยประกันภัย (PREMIUM) หมายถึง ​จำนวนเงินที่ผู้เอาประกันภัยจะต้องชำระให้แก่ผู้รับประกันภัยตามสัญญา เพื่อที่จะได้รับเงินผลประโยชน์หรือค่าสินไหมทดแทน เมื่อตนเสียชีวิตหรือได้รับความเสียหายตามชนิดของภัยที่ได้เอาประกันภัยไว้ 5.ผู้เอาประกัน หมายถึง คู่สัญญาซึ่งตกลงจะแถลงความจริง และส่งเบี้ยประกันภัยจำนวนหนึ่งให้ผู้รับประกันภัย หากเกิดภัยที่เป็นไปตามเงื่อนไขของกรมธรรม์ ผู้รับประกันภัยจึงจะต้องจ่ายค่าสินไหมทดแทนให้แก่ผู้เอาประกันภัย ตัวอย่างเพื่อความกระจ่าง หากนาย Lumpsum ขับรถชน และเสียชีวิต ผู้รับประกัน หรือในที่นี้คือบริษัทประกันที่นาย Lumpsum ทำไว้จะต้องจ่ายเงินชดเชยกรณีเสียชีวิตให้แก่ผู้รับผลปรโยชน์ 6.ผู้รับผลประโยชน์ (BENEFICIARY) ความหมาย ผู้มีสิทธิ์ได้รับผลประโยชน์ตามที่ระบุไว้ในกรมธรรม์ประกันภัย ตัวอย่างเพื่อความกระจ่าง นาย Lumpsum ตัดสินใจทำประกันชีวิตไว้เพื่อสร้างเกราะป้องกันภาระที่อาจจะตกถึงครอบครัวเมื่อยามที่ตนต้องจากไป โดยในกรมธรรม์จะต้องระบุชื่อผู้รับผลประโยชน์ไว้ เพื่อเป็นการแจ้งให้ทางบริษัททราบว่า หากผู้เอาประกันเสียชีวิต ใครจะเป็นผู้ได้รับเงินชดเชยค่าสินไหม ซึ่งตามปกติแล้วผู้รับผลประโยชน์จะเป็นใครก็ได้ แต่ทางบริษัทประกันก็จะพิจารณาดูอีกทีว่าบุคคลที่ถูกเสนอชื่อมานั้นมีความสัมพันธ์อย่างไรกับผู้เอาประกัน เพื่อเป็นการรักษาผลประโยชน์ของผู้เอาประกัน 7.ระยะเวลาเอาประกันภัย (Policy Period หรือ Period of Insurance หรือ Insured Period) หมายถึง ระยะเวลาตั้งแต่เริ่มต้นหรือวันที่มีผลบังคับใช้ จนถึงวันที่หมดอายุของกรมธรรม์ประกันภัยในการให้ความคุ้มครองตามที่ผู้รับประกันภัยกับผู้เอาประกันภัยตกลงกันในสัญญาประกันภัย 8.ระยะเวลาชำระเบี้ยประกัน (Insurance premium payment period) หมายถึง ระยะเวลาที่ผู้เอาประกันภัยตกลงชำระเบี้ยประกันภัยให้แก่ผู้รับประกันภัยตามที่ตกลงกันในสัญญาประกันภัย 9.ปีกรมธรรม์ (Policy Year) หมายถึง ระยะเวลาหนึ่งปีนับตั้งแต่วันที่กรมธรรม์มีผลบังคับ หรือนับแต่วันครบรอบปีกรมธรรม์ปีต่อๆ ไป 10.อัตราผลตอบแทน (Internal Rate of Return : IRR) หมายถึง อัตราผลตอบแทนที่ได้รับจากการทำประกันชีวิตแบบสะสมทรัพย์ 11.เงินค่าเวนคืนกรมธรรม์ (cash surrender value หรือ surrender value) หมายถึง เงินที่ผู้รับประกันภัยจะจ่ายตามมูลค่าเงินสดที่มีอยู่ในกรมธรรม์*คืนให้แก่ผู้เอาประกันภัยเมื่อบอกยกเลิกกรมธรรม์ หมายเหตุ *มูลค่าเงินสด จะเกิดขึ้นเมื่อผู้เอาประกันภัยได้ส่งเบี้ยประกันภัยเป็นระยะเวลาหนึ่ง โดยทั่วไปตั้งแต่ 2 หรือ 3 ปี ขึ้นไป กรมธรรม์ประกันชีวิตฉบับนั้นจะเกิดมูลค่าขึ้นมูลค่านี้เรียกว่า มูลค่าเงินสด 12.การปกปิดข้อความจริง (CONCEALMENT) หมายถึง ​การไม่บอกกล่าวให้ผู้รับประกันภัยทราบถึงข้อความจริงที่ผู้เสนอขอเอาประกันภัยได้รับรู้มา ถ้าข้อความจริงที่ไม่บอกกล่าวนั้นเป็นสาระสำคัญสัญญาประกันภัยเป็นโมฆียะ หรือถูกยกเลิกไป ศัพท์ประกันชีวิตที่เรานำมาแชร์กันในบทความนี้เป็นเพียงศัพท์พื้นฐาน ซึ่งยังมีศัพท์ประกันชีวิตอีกมากกว่า 100 คำ ที่รอเราไปทำความรู้จักอยู่ ดังนั้นอย่ามัวแต่รีรอ เพราะยิ่งรู้ศัพท์ประกันชีวิตมากเท่าไหร่ ยิ่งลดโอกาสในการเกิดความผิดพลาดมากขึ้นเท่านั้น แหล่งที่มา: https://noon.in.th/blog/basic-life-insurance-vocabulary/

  Lumpsum วางแผนการเงิน


  15 พฤศจิกายน 2564

3 ทางรอด หากจ่ายเบี้ยประกันชีวิตไม่ไหว

เมื่อคุณหลังชนฝาค่าเบี้ยประกันช่วยคุณได้ รู้หรือไม่ เราสามารถขอรับคืนมูลค่ากรมธรรม์ได้ โควิด-19 ระลอกสามนี้ ดูท่าทางจะยังอยู่กับเราไปอีกหลายเดือน ดังนั้น ไม่ว่าใครก็ต้องรักษาสภาพคล่องทางการเงินไว้ให้ดีที่สุด ค่าใช้จ่ายต่างๆ ก็ต้องประหยัดมากขึ้น ทั้งค่าอยู่ ค่ากิน บางทีกระทบเงินออม รวมถึงเงินที่เคยลงทุนไว้อีกต่างหาก มันทำให้นึกไปถึง “ประกันชีวิต” เสียไม่ได้ เพราะมันเป็นอีกหนึ่งค่าใช้จ่ายที่เราทุกคนซื้อเพื่อหวังความคุ้มครองในชีวิต อย่างไรก็ตาม ในกรณีที่เราไม่ไหวที่จะจ่ายค่าเบี้ยแล้ว มันยังมี ‘ทางเลือก’ ทางรอดให้เราอยู่ค่ะ ทราบหรือไม่ว่า เงินที่เราจ่ายค่าเบี้ยประกันชีวิตไปนั้นเมื่อเราชำระเบี้ยมาแล้วประมาณ 2 ปีขึ้นไป กรมธรรม์ของเรามันจะมี “มูลค่าของกรมธรรม์” ขึ้นมา ด้วยมูลค่าที่เกิดขึ้นมาตรงนี้นี่เอง ทำให้เรามีทางเลือกที่จะจัดการกับกรมธรรม์ของเราได้ หากว่าเราตัดสินใจแน่วแน่แล้วว่าจะ “หยุดชำระเบี้ย” เราสามารถขอรับคืนมูลค่ากรมธรรม์ได้ทั้งหมด 3 วิธี มาดูกันค่ะ 1. แปลงกรมธรรม์เป็นแบบ มูลค่าเงินสำเร็จ วิธีนี้เราจะยังได้ระยะเวลาคุ้มครองเท่าเดิม แต่วงเงินคุ้มครองจะลดลง ยกตัวอย่างเช่น เราขอหยุดชำระเบี้ยในปีที่ 10 (จากแผนคือต้องจ่ายเบี้ยประกัน 20 ปี คุ้มครองถึงอายุ 99 ปีจะได้ความคุ้มครอง 300,000 บาท) เมื่อแปลงเป็นกรมธรรม์แบบมูลค่าเงินสำเร็จ เราจะยังคงได้ระยะเวลาความคุ้มครองเท่าเดิมคือจนอายุครบ 99 ปีแต่ความคุ้มครองจะลดเหลือ 166,200 บาทเท่านั้น เพราะเรามาหยุดจ่ายเอาในปีที่ 10 เป็นต้น 2. แปลงกรมธรรม์เป็นแบบ ขยายระยะเวลา วิธีนี้เราจะได้ระยะเวลาการคุ้มครองที่สั้นลง แต่วงเงินคุ้มครองยังเท่าเดิม ยกตัวอย่างเช่น เดิมกรมธรรม์คุ้มครอง 20 ปี ทุนประกัน 300,000 บาท เราขอหยุดชำระเบี้ยในปีที่ 5 แล้วแปลงกรมธรรม์เป็นแบบขยายระยะเวลา ระยะเวลาคุ้มครองจะลดเหลือแค่ 10 ปี เป็นต้น ซึ่งหากเสียชีวิตในระยะเวลาการคุ้มครองก็จะได้รับวงเงินคุ้มครอง 300,000 บาท 3. เวนคืนกรมธรรม์ วิธีนี้คือการปิดกรมธรรม์ นั่นเอง ซึ่งเราจะได้เงินก้อนออกมาใช้ แต่ก็ต้องทำใจเพราะมูลค่าเวนคืนเงินสดจากรมธรรม์มันมักจะน้อยกว่าเบี้ยประกันสะสมที่เราจ่ายไป อาจจะไม่คุ้มเพราะนอกจากจะได้เงินน้อยแล้ว การคุ้มครองก็จบสิ้นลงด้วย สำหรับใครที่จะเลือกวิธีนี้ ก็อาจจะมองเป็นทางเลือกสุดท้ายดีกว่านะคะ ดังนั้น เมื่อเราทราบว่ามีด้วยกันทั้งหมด 3 วิธี อย่างน้อยก็เป็นทางออกให้เราลองคุย หรือสอบถามปรึกษากับทางตัวแทนของบริษัทประกันชีวิต เพื่อที่จะหาทางออกที่เหมาะสมกับ ความต้องการของเรามากที่สุด อย่ายอมจำนนเพียงเพราะเราคิดว่าเราจ่ายไม่ไหวแล้ว อย่างน้อยให้เราทราบว่ามันมี 3 วิธีนะเป็นเครื่องมือติดตัวเราไว้ และวันนี้ลองกลับบ้านไปหยิบเล่มกรมธรรม์ขึ้นมาดู เปิดไปหน้าท้ายๆ ทุกกรมธรรม์จะมีบอกไว้ท้ายเล่มเป็นตารางมูลค่ากรมธรรม์ แต่ก่อนก็ไม่เคยสนใจว่ามันคือตัวเลขอะไรยังไง และจริงๆ แล้วมันจะมีสูตรในการคำนวณอยู่ว่าถ้ากรณีที่ 1, 2 หรือ 3 เงินที่ได้จะเป็นเท่าไหร่ แต่ตรงนี้ไม่ต้องกังวลไปนะคะ เราสามารถสอบถามรายละเอียดโดยตรงกับตัวแทนประกันชีวิตของเราได้เลย เพื่อขอคำปรึกษาและหาทางออกที่เหมาะสมกับเราที่สุด โดยสรุปทั้ง 3 วิธีที่กล่าวไป คือ กรณีที่เราคิดว่า “เราจะหยุดจ่ายเบี้ย” แต่ถ้าเรายังอยากจะ “จ่ายเบี้ยตามปกติ” เพื่อให้กรมธรรม์ทำหน้าที่ในการคุ้มครองเหมือนกับที่ทำสัญญาไว้แต่แรก โดยที่เราจะขอใช้ประโยชน์จาก “มูลค่ากรมธรรม์” เราก็ยังสามารถ “กู้เงินจากกรมธรรม์” เพื่อมาชำระเบี้ยได้ด้วย ตรงนี้จะมี ดอกเบี้ยอยู่เล็กน้อย แต่ต้องบอกว่าเป็นทางออกในยามที่เราอาจจะสะดุดเรื่องเงินได้ดีเลยค่ะ ส่วนถ้าใครที่ไม่ต้องการกู้เงินจากกรมธรรม์ แต่อยากจะใช้เงินเราเอง เพียงแต่อยากขอผ่อนผันระยะเวลาการจ่าย จริงๆ แล้วโดยปกติกรมธรรม์จะผ่อนผันให้ 30 หรือ 31 วันอยู่แล้วนับจากวันที่ครบกำหนดชำระเบี้ย ดังนั้น เราก็ยังมีเวลาหาเงินอีก 30 หรือ 31 วัน หรืออีกวิธีคือการขอแบ่งจ่าย เช่น จากเดิมเราจ่ายปีละ 1 ครั้ง อาจขอผ่อนเป็นจ่าย 4 ครั้งเพื่อจะได้ไม่ต้องควักเงินก้อน เป็นต้น หากคุณกำลังมองหาแบบประกันที่เหมาะกับตัวคุณ หรือเหมาะกับงบที่คุณมี สามารถเช็คและเปรียบเทียบประกันทั้งหมดที่นี่ คลิก

  ชัชชญา ฮาเกิน


  11 พฤษภาคม 2564

Loading...

ยังไม่มีข้อมูลเพิ่มเติม