ทำไมการทำประกันจึงสำคัญ และเป็นส่วนหนึ่งของการวางแผนการเงิน

ทุกคนรู้หรือไม่ คนที่วางแผนการเงินแทบทุกคน จะต้องมีประกันติดตัวอย่างน้อยคนละ 1 ตัว นั่นเป็นเพราะอะไร แล้วทำไมการป้องกันความเสี่ยงอย่างการทำประกัน ถึงเป็นส่วนหนึ่งของการวางแผนการเงิน วันนี้เราจะมาหาคำตอบไปด้วยกัน ถ้าพูดถึงหลักวางแผนการเงิน ผมขอเอาหลักการวางแผนการเงินตามหลักพีระมิด มาให้เพื่อนๆได้ชมกัน หลักวางแผนการเงินตามหลักพีระมิด 1. มีเงินกินพอใช้ ไม่เดือนชนเดือน 2. สะสมเงินเก็บ 3. ป้องกันความเสี่ยงด้วยการทำประกัน 4. ลงทุนในสินทรัพย์ต่างๆ 5. ส่งต่อความมั่งคั่ง เราจะเห็นได้ว่า การทำประกันนั้นเป็นส่วนสำคัญในการวางแผนการเงินเลย เพราะช่วยในการป้องกันความเสี่ยงที่อาจจะเกิดขึ้นในอนาคต เพื่อไม่ให้เงินที่เราหามานั้นสูญหายไป และพร้อมสำหรับการลงทุนในขั้นต่อไป ถ้าเราปล่อยผ่านการทำประกัน และนำเงินทั้งหมดไปลงทุน แล้วดันเกิดขาดทุน เนื่องจากตลาดอยู่ในช่วงขาลง แถมเคราะห์ซ้ำกรรมซัด เกิดป่วยหนักกระทันหัน ต้องเสียค่ารักษาพยาบาลเพิ่ม สุดท้ายเราก็ต้องจำใจขายหุ้นที่ติดลบมาจ่ายค่ารักษาพยาบาล เสียหาย 2 ต่อ เพราะเราไม่รู้ว่าในอนาคตจะเกิดอะไรขึ้นบ้าง ถ้าวันนึงเราเกิดอุบัติเหตุเจ็บหนักขึ้นมา แล้วไม่ได้ทำประกันเอาไว้ เงินทั้งหมดที่เราเก็บออมมาอาจจะไปหายวับไปกับตาเลยก็เป็นได้ ผมจึงอยากจะแนะนำให้ทุกคนควรมีประกันติดตัวเอาไว้ เกิดอะไรขึ้นมา จะได้เจ็บแค่ตัว ไม่ต้องมาเจ็บใจซ้ำ เพราะเสียเงินไปกับค่ารักษาพยาบาลที่มหาศาล สรุป สรุปแบบเข้าใจง่ายๆ ก็คือ การทำประกันเป็นส่วนสำคัญในการวางแผนการเงิน เพราะช่วยป้องกันความเสี่ยงที่จะเสียเงินก้อนโตที่เราเลี่ยงไม่ได้ จากการเกิดอุบัติเหตุหรือเกิดเจ็บป่วยเข้าโรงพยาบาลนั่นเอง

  ธนากร นวมรัตน์


  05 มิถุนายน 2567

6 ประเภทของประกัน เลือกแบบไหนที่ใช่คุณ

ประกันชีวิต เป็นประกันแรกๆ ที่หลายคนเลือกทำ เพราะในทุกๆครอบครัว มักมีค่าใช้จ่ายต่อเดือนที่สูงมาก ไม่ว่าจะเป็นค่าบ้าน ค่ารถ ค่าเทอมลูก และอีกสารพัดค่าใช้จ่ายที่เราเจอ แล้วถ้าหากหัวหน้าครอบครัวที่รับผิดชอบค่าใช้จ่ายทั้งหมด เกิดเสียชีวิต หรือเป็นอะไรขึ้นมากระทันหัน การมีประกันชีวิต จะสามารถช่วยซัพพอร์ทค่าใช้จ่ายตรงนั้นได้ แต่เพื่อนๆรู้ไหมว่า ประกันชีวิตนั้น ไม่ได้มีแค่แบบเดียว แต่มีแยกย่อยถึง 6 แบบ ซึ่งจะมีความแตกต่างกัน ซึ่งประกันชีวิตทั้ง 6 แบบจะมีอะไรบ้าง ไปดูกันเลย ประเภทที่ 1 ประกันชีวิตแบบสะสมทรัพย์ (Endowment/Saving Insurance) คือประกันชีวิตที่มีวัตถุประสงค์เพื่อคุ้มครองชีวิตควบคู่ไปกับบริหารเงินออม ซึ่งเราสามารถเลือกระยะชำระเบี้ยประกันได้ว่าจะชำระแบบสั้น กลาง หรือยาวโดยมีให้เลือกชำระตั้งแต่ 3 ปี ไปจนถึง 30 ปี ถึงแม้ว่าเบี้ยของประกันประเภทนี้ จะค่อนข้างมีมูลค่าที่สูง แต่ก็คุ้ม เพราะได้ทั้งการคุ้มครองชีวิต และช่วยเสริมสร้างวินัยการออมเงินให้แก่ผู้ทำประกันชีวิตแบบสะสมทรัพย์แถมยังมีเงินคือให้แน่นอนเสี่ยงน้อยกว่าการลงทุนประเภทอื่นอีก โดยรูปแบบของเงินคืนมีทั้งในลักษณะของคืนทีเดียวเป็น หรือจะเลือกรับเป็นรายงวดก็ได้แล้วแต่ความสะดวกของผู้ทำประกันเหมาะกับใคร ? คนที่เน้นเรื่องความคุ้มค่า(เงินคืน)มากกว่าความคุ้มครอง คำนิยามประกัน “เบี้ยสูง สร้างวินัยการออม การันตีเงินคืน” ประเภทที่ 2 ประกันชีวิตแบบบํานาญ (Annuity Insurance) คือประกันที่มีวัตถุประสงค์เพื่อบริหารการเงินไว้ใช้ยามเกษียณ ซึ่งผู้ทำประกันชีวิตแบบบำนาญจะยังคงได้รับคุ้มครองชีวิตเช่นเดิมและจะมีเพิ่มในส่วนของเงินออมไว้ใช้ยามเกษียณ สำหรับเบี้ยประกันที่ต้องชำระก็จะสูงเหมือนกับประกันแบบสะสมทรัพย์และรูปแบบการชำระเบี้ยประกันของประกันชีวิตแบบสะสมทรัพย์จะมีอยู่ 2 ลักษณะ คือชำระเบี้ยครั้งเดียวจบ เหมาะสำหรับคนที่เพิ่งได้รับเงินมรดกมา หรือมีเงินก้อนใหญ่แต่ไม่รู้จะเอาไปลงทุนที่ไหน ที่เหลือก็แค่นั่งสบายๆ ชิลๆ รอรับเงินบำนาญตอนเกษียณได้เลยหรือถ้าใครสะดวกชำระเป็นรายงวดเรื่อยๆจนถึงอายุเกษียณ หรือเลือกชำระตามแบบที่ประกันกำหนดก็สามารถทำได้เช่นกันการจ่ายเงินคืนให้แก่ผู้ทำประกัน บริษัทจะจ่ายคืนเป็นงวดให้ทุกๆ ปี (บางแบบประกันก็จะมีการจ่ายเงินคือเป็นรายเดือน) โดยเริ่มจ่ายคืนตั้งแต่อายุ 50 ปี 55 ปี หรือ 60 ปี ไปจนถึงเราอายุ 85 ปี หรือ 90 ปี ซึ่งระยะเวลาการจ่ายคืนนั้นก็ขึ้นอยู่กับแบบประกันที่เราเลือกเหมาะกับใคร? คนที่ต้องการวางแผนเกษียณแบบเน้นเงินคืนที่แน่นอน คำนิยามประกัน “เบี้ยสูง ช่วยวางแผนเกษียณ การันตีเงินคืน” ประเภทที่ 3 ประกันแบบระยะยาว (Whole life) คือเราสามารถต้องชำระเบี้ยประกันไปซักระยะหนึ่ง อาทิเช่น 5 ปี 10 ปี 15 ปี หรือ 20 ปี เป็นต้น แต่จะได้รับความคุ้มครองชีวิตแบบตลอดชีพ พูดง่ายๆ ก็คือ ชำระเบี้ยเพียงชั่วเวลาหนึ่ง แต่ได้รับความคุ้มครองตลอดชีพ (ขึ้นอยู่กับเงื่อนไขของแบบประกัน)สำหรับเบี้ยประกันนั้นก็ไม่ได้สูงมากจนจับต้องไม่ได้ และหากผู้เอาประกันเสียชีวิตในขณะที่กรมธรรม์ยังคุ้มครองอยู่ ทางบริษัทประกันก็จะจ่ายเงินเอาประกันให้กับผู้รับประโยชน์เพื่อนำไปใช้เป็นมรดก หรือนำไปใช้ชำระหนี้สินต่างๆเหมาะกับใคร? คนที่มีงบประมาณขึ้นมานิดนึง มองหาประกันชีวิตที่เน้นความคุ้มครองในระยะยาว คำนิยามประกัน “เบี้ยจับต้องได้ คุ้มครองยาว” ประเภทที่ 4 ประกันชีวิตแบบชั่วระยะเวลา (Term Life Insurance) คือประกันชีวิตที่มีวัตถุประสงค์เพื่อคุ้มครองชีวิตภายในระยะเวลาที่กำหนด อาทิเช่น 1 ปี 5ปี 10ปี 20 ปีหรือคุ้มครองจนกว่าผู้เอาประกันจะอายุครบตามที่สัญญากำหนด เช่น คุ้มครองจนถึงอายุ 55 ปี เป็นต้นการชำระเบี้ยประกันสามารถเราเลือกจ่ายแบบครั้งเดียวจบ หรือจ่ายเป็นรายปีเท่ากับระยะเวลาคุ้มครองได้เช่นกรมธรรม์คุ้มครอง 5 ปี เราก็ชำระเบี้ยประกัน 5 ปี ที่สำคัญเหนือสิ่งอื่นใดคือเบี้ยประกันชีวิตแบบชั่วระยะเวลามีราคาที่ถูกกว่าเบี้ยประกันชีวิตประเภทอื่นๆ แต่ว่าประกันแบบชั่วระยะเวลานั้นจะไม่มีเงินคืนให้กับผู้เอาประกันเมื่อครบระยะสัญญาคุ้มครอง พูดง่ายๆ ก็คือเป็นแบบจ่ายทิ้งปีต่อปี ยกเว้นในกรณีที่ผู้เอาประกันเสียชีวิตระหว่างที่ประกันยังคุ้มครองอยู่ บริษัทประกันก็จะจ่ายเงินเอาประกันให้กับผู้รับผลประโยชน์เพื่อเยียวยาความสูญเสียที่เกิดขึ้นเหมาะกับใคร? คนที่ต้องการเน้นสร้างความคุ้มครอง และมีงบไม่มาก คำนิยามประกัน “เบี้ยไม่แพง คุ้มครองสั้น” ประเภทที่ 5 ประกันชีวิตแบบควบการลงทุน (Investment linked life insurance) ประกันชีวิตอีกทางเลือกหนึ่งสำหรับผู้ที่ต้องการความคุ้มครองชีวิตและเพิ่มโอกาสในการได้รับผลตอบแทนจากการลงทุนซึ่งสูงกว่าแบบประกันชีวิตทั่วไปโดยประกันชีวิตแบบควบการลงทุนสามารถเป็น 2 แบบได้ ดังนี้ 5.1แบบยูนิตลิงค์ (Unit Linked) แบบประกันชีวิตที่ให้ความคุ้มครองชีวิต และสามารถเลือกลงทุนในกองทุนรวม ที่บริหารโดยบริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน (บลจ.) เพื่อเพิ่มโอกาสได้รับผลตอบแทนที่สูงขึ้น 5.2แบบยูนิเวอร์แซลไลฟ์ (Universal Life) แบบประกันชีวิตที่แยกส่วนความคุ้มครองชีวิต และส่วนการลงทุนอย่างชัดเจนโดยผู้เอาประกันภัยจะได้รับผลตอบแทนจากการลงทุนไม่น้อยกว่าผลตอบแทนขั้นต่ำที่บริษัทได้รับรองไว้เหมาะกับใคร? คนที่ต้องการสร้างความคุ้มครองชีวิต ไปพร้อมกับการลงทุนในกองทุนรวมคำนิยามประกัน “สร้างความมั่งคั่ง พร้อมความคุ้มครอง” ประเภทที่ 6 ประกันชีวิตแบบผู้สูงอายุ ประกันชีวิตที่ให้คุ้มครองการเสียชีวิตจากอุบัติเหตุและโรคภัยไข้เจ็บ ให้กับบุคคลที่มีอายุระหว่าง 50-70 ปี ซึ่งไม่จำเป็นต้องตรวจสุขภาพ และไม่ต้องตอบคำถามสุขภาพนับว่าเป็นเรื่องที่ดีมากเพราะอย่างที่ทราบกันดีว่า ประกันชีวิตประเภทอื่นๆ มักไม่ค่อยรับประกันผู้ที่มีปัญหาสุขภาพ ดังนั้นประกันชีวิตแบบผู้สูงอายุ จึงตอบโจทย์บรรดาปู่ ย่า ตา ยาย อย่างแน่นอน เงื่อนไขความคุ้มครอง1.จ่ายเฉพาะกรณีเสียชีวิตเท่านั้น (กรณีพิการหรือเจ็บป่วยเข้าโรงพยาบาล จะไม่สามารถเบิกค่ารักษาได้ ยกเว้นแต่ซื้อสัญญาเพิ่มเติมพ่วงท้ายไว้ด้วย)2.ถ้าเสียชีวิตจากอุบัติเหตุภายในช่วง 2 ปีแรก บริษัทประกันจะจ่ายจำนวนเงินเอาประกันภัยเต็มจำนวน พร้อมเบี้ยประกันที่ชำระแล้ว บวกด้วยผลตอบแทนเพิ่มเติม3.ถ้าเสียชีวิตตั้งแต่ปีที่ 3 เป็นต้นไป บริษัทประกันจะจ่ายจำนวนเงินเอาประกันภัยเต็มจำนวนในทุกกรณี ไม่ว่าจะเสียชีวิตจากอุบัติเหตุหรือจากโรคภัยไข้เจ็บก็ตามเหมาะกับใคร? ผู้สูงอายุที่มีปัญหาสุขภาพ และต้องการสร้างมรดกไว้ให้ลูกหลานคำนิยามประกัน “สร้างมรดกให้ลูกหลานได้ตั้งตัว” สรุป บอกเลยว่าประกันทั้ง 6 ประเภทคือดีมากจริงๆ แต่หลักการซื้อประกันชีวิตที่ดีนอกจากการทำความประเภทประกันแล้ว เงื่อนไข และรายละเอียดต่างๆ ของประกันชีวิตก็สำคัญไม่แพ้กัน ก่อนตัดสินใจทำประกันชีวิตทุกครั้ง คิดให้ดี คิดให้ลึก ศึกษาให้มั่นใจ และเลือกที่เหมาะสมกับตัวเรา ก่อนจ่ายเงินนะครับ ถ้าเพื่อนๆสนใจการทำประกัน สามารถดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่นี่เลย >> คลิก

  ธนากร นวมรัตน์


  14 พฤษภาคม 2567

จับคู่การใช้ชีวิตประจำวัน กับ ประกันที่ต้องมี

ทุกย่างก้าวในชีวิตของเราในแต่ละวัน ล้วนต้องเจอกับความเสี่ยงมากมาย ตั้งแต่ในเรื่องการเดินทางไปทำงาน ที่ต้องเจอกับฝุ่น PM 2.5 การจราจรที่เสี่ยงให้เกิดอุบัติเหตุ กระบวนการการทำงานที่อาจจะเสี่ยงถึงชีวิต และเหตุการณ์ที่เราไม่คาดฝันต่างๆอีก การมีโล่ป้องกันอย่างการทำประกันติดตัวเอาไว้ จึงเป็นสิ่งสำคัญอย่างมากในการใช้ชีวิตยุคนี้ ประกัน 5 ตัวมาแนะนำ ที่เหมาะกับการใช้ชีวิตประจำวันของแต่ละคน 1.อยากมี Passive Income ตอนเกษียณ > ทำประกันชีวิตแบบบำนาญ เป็นประกันชีวิตที่เน้นออมเงิน โดยที่เราจะต้องจ่ายค่าเบี้ยประกันตามระยะเวลาที่กำหนด จะไม่ได้รับเงินคืนระหว่างทาง แต่จะได้รับเงินในรูปแบบของบำนาญแทนตอนที่เราเกษียณ ไปจนถึงอายุ 90 ปี ข้อดีคือ สามารถวางแผนจำนวนเงินหลังเกษียณได้แน่นอน,ได้รับความคุ้มครอง,ลดหย่อนภาษีได้ 2.เตรียมพร้อมกับเรื่องที่ไม่คาดฝัน > ประกันอุบัติเหตุ ประกันที่คุ้มครองในด้านความเสียหายและบาดเจ็บจากอุบัติเหตุ ถึงแม้จะเจ็บกายแต่ถ้ามีประกันอุบัติเหตุ ก็จะไม่ต้องเจ็บใจในเรื่องค่าใช้จ่ายเพิ่มเติมอีก ผมมีประกันอุบัติเหตุ Pa for All จากกรุงเทพประกันภัยมาแนะนำ เพราะจ่ายค่าเบี้ยเพียงวันละ 3 บาท แต่คุ้มครองสูงสุดครั้งละ 100,000 บาท รายละเอียดเพิ่มเติม >> คลิก 3.เจ็บป่วยบ่อยต้องนอนโรงพยาบาลตลอด > ประกันสุขภาพแผนผู้ป่วยใน ใครที่ไม่สบายบ่อยๆ เข้าออกโรงพยาบาลตลอดเวลา ควรมีประกันสุขภาพแบบ IPD ไว้อย่างยิ่ง เพราะประกัน IPD จะให้ความคุ้มครองการรักษาพยาบาลของผู้ป่วยใน ที่ต้องนอนรักษาตัวอยู่ในโรงพยาบาล ตั้งแต่ค่าห้องพัก ค่าอาหาร ค่าพยาบาล ค่าผ่าตัด ถ้าไม่มีประกัน IPD ติดตัวไว้ ได้นอนในโรงพยาบาลพร้อมกับก่ายหน้าผากกับค่ารักษาพยาบาลแน่ๆ แน่นอนว่าผมก็มีมาแนะนำ 555 กับประกันภัยสุขภาพแผนผู้ป่วยในจากกรุงเทพประกันภัย ที่จ่ายเบี้ยเริ่มต้นเพียงวันละ 25 บาท แต่ได้รับความคุ้มครองสูงถึง 1 ล้านบาท แถมสมัครง่าย ไม่ต้องตรวจสุขภาพ รายละเอียดเพิ่มเติม >> คลิก 4.มีโอกาสเป็นมะเร็งจากพันธุกรรมและพฤติกรรม > ประกันมะเร็ง มะเร็งเป็นโรคที่ไม่มีใครในโลกนี้อยากเจอ แต่บางครั้งเราก็ไม่อาจจะหลีกเลี่ยงโรคร้ายนี้ได้ การมีประกันมะเร็งติดตัวไว้จึงสำคัญ โดยเฉพาะคนที่มีพันธุกรรม พ่อ แม่ เป็นโรคมะเร็ง หรือคนที่มีพฤติกรรมสุ่มเสี่ยง สูบบุหรี่หนัก กินเหล้าเป็นประจำ ประกันมะเร็งที่ผมแนะนำจะเป็นประกันมะเร็งแบบ เจอ จ่าย จบ เพราะได้รับเงินทันที เมื่อตรวจพบว่าเป็นมะเร็ง ทางประกันมะเร็ง เจอ จ่าย จบ ของกรุงเทพประกันภัย จ่ายค่าเบี้ยเริ่มต้นเพียงวันละไม่ถึง 3 บาท ตรวจพบว่าเป็นมะเร็งรับไปเลยสูงสุดถึง 1,500,000 บาท รายละเอียดเพิ่มเติม >> คลิก 5.มีรถยนต์และใช้รถทุกวัน > ประกันภัยรถยนต์ เป็นการประกันที่คุ้มครองทั้งตัวรถยนต์และคนขับ ซึ่งขอบเขตความคุ้มครองก็ขึ้นอยู่กับตัวประกันภัย โดยประกันภัยในประเทศไทยจะมีตั้งแต่ประกันประเภทที่ 1 ถึงประเภทที่ 5 เลย ก็ให้เราเน้นเลือกตามความคุ้มครองที่เราต้องการและกำลังทรัพย์ที่เรามีนะครับ

  ธนากร นวมรัตน์


  28 กุมภาพันธ์ 2567

Loading...

ยังไม่มีข้อมูลเพิ่มเติม