รายจ่ายสุขภาพเพิ่มขึ้น คุณพร้อมรับมือแล้วหรือยัง?

เหตุการณ์ต่าง ๆ ทั่วโลกในเดือนแรกของปี!!! 1. ไฟป่าออสเตรเลีย 2. ฝุ่น PM 2.5 ในไทย 3. เชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ระบาด 4. ความตึงเครียดระหว่างอิหร่าน - อเมริกา (อย่ากลายเป็นสงครามเลย) 5. ภูเขาไฟปะทุที่ฟิลิปปินส์ 6. แผ่นดินไหวตุรกีขนาด6.8 ตามมาตราริกเตอร์ 7. น้ำท่วมบราซิล ตาย 270 ศพ 8. โคตรฝูงตั๊กแตนถล่มแอฟริกาตะวันออก 9. ไข้ลาซาสที่ไนจีเรีย 10. เครื่องบินยูเครนตก (อิหร่านยิงผิด) ปี 2020 ผ่านไปแค่เดือนเดียว แต่หลากเหตุการณ์ร้ายถาโถม ทั้งหนักและเบา ซึ่งหลายเหตุการณ์การณ์กระทบกับสุขภาพอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ โดยเฉพาะปัญหาฝุ่น PM 2.5 อากาศบริสุทธิ์เป็นปัจจัยพื้นฐานที่ทุกคนพึงมี และควรได้รับโดยไม่ต้องเรียกร้อง แต่วันนี้อากาศบริสุทธิ์กลับเปลี่ยนไป จากอากาศบริสุทธิ์ที่ไม่มีต้นทุน ไม่มีค่าใช้จ่าย ไม่มีต้นทุน กลายเป็นสิ่งที่ต้องจ่าย ต้องเรียกร้องให้ได้มา หน้ากากอนามัยก็ต้องใส่ เครื่องฟอกอากาศก็ต้องซื้อ คนที่เป็นโรคภูมิแพ้ยิ่งแล้วใหญ่ เสี่ยงเจ็บป่วยจากปัญหาฝุ่นหนักไปกว่าเดิม บางคนต้องเข้าไปหาหมอ เสียค่ารักษาพยาบาล ปัญหาฝุ่นยังไม่หมด ยังถูกซ้ำเติมด้วยเชื้อไวรัสโคโรน่าระบาดอีก!! เคราะห์ซ้ำกรรมซัดจริง ๆ ในวันที่สุขภาพมีความเสี่ยงเพิ่มขึ้น จากปัจจัยที่เราไม่สามารถเลี่ยงได้ ฝุ่น PM2.5 ตามติด จะออกกำลังกายกลางแจ้งเพื่อดูแลสุขภาพก็ลำบาก เดินทางออกนอกบ้านก็ต้องสวมหน้ากากอนามัย ซึ่งหน้ากากนี้ก็ต้องซื้อ อยู่ในบ้านก็ใช่ว่าอากาศจะดี ซื้อเครื่องฟอกอากาศมาช่วย อ้าว! เสียเงินอีกแล้ว ทางไหนก็มีแต่จ่าย!!! นอกเหนือจากรายจ่ายสุขภาพข้างต้น “ประกันสุขภาพ” จึงเป็นอีกหนึ่งสิ่งจำเป็น ที่ตอนนี้แทบจะขาดไม่ได้ ประกันสุขภาพแบ่งตามลักษณะความคุ้มครองออกเป็น 5 ประเภท ได้แก่ 1. ประกันสุขภาพผู้ป่วยใน (IPD) ผู้เอาประกันต้องนอนในโรงพยาบาลอย่างน้อย 6 ชั่วโมง เนื่องจากเจ็บป่วยหรืออุบัติเหตุ 2. ประกันสุขภาพผู้ป่วยนอก (OPD) ผู้เอาประกันเจ็บป่วยต้องเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาล แต่ไม่ต้องแอดมิด พวกจำป่วยเล็กน้อย 3. ประกันสุขภาพร้ายแรง (ECIR) เป็นประกันสุขภาพที่ให้ความคุ้มรองโรคร้ายแรงที่ต้องได้รับการรักษาเฉพาะทาง หรือมีความซ้ำซ้อน เช่น มะเร็ง หัวใจ เป็นต้น 4. ประกันอุบัติเหตุ (PA) เกี่ยวข้องกับเหตุการณ์อุบัติเหตุ ทั้งค่ารักษาพยาบาล และค่าสินไหม ในกรณีสูญเสียอวัยวะ ทุพพลภาพ หรือเสียชีวิต 5. ประกันชดเชยรายได้ ให้ความคุ้มครองรายได้ระหว่างพักรักษาตัว โดยจะชดเชยเฉพาะรายได้เท่านั้น ไม่ครอบคุลมถึงค่ารักษาพยาบาล จะเห็นว่า 4 ประเภทแรก จะให้ความคุ้มครองเกี่ยวกับการรักษาพยาบาล ส่วนประเภทสุดท้ายชดเชยรายได้ ซึ่งเป็นส่วนที่เพิ่มเติมเข้ามา ดังนั้น นอกจากประกันสุขภาพ 4 ประเภทแรกแล้ว หากทำประกันชดเชยรายได้ควบคู่ไปด้วย นอกจากจะช่วยลดภาระค่ารักษาพยาบาล ก็ยังได้รับการชดเชยรายได้ระหว่างรักษาตัวไปด้วย ทั้งหมดที่กล่าวข้างต้นล้วนใช้เงิน จึงนับเป็นอีกหนึ่งในค่าใช้จ่ายจำเป็นที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ (เว้นแต่ว่าได้รับสวัสดิการส่วนนี้จากที่ทำงาน ก็พอจะช่วยแบ่งเบาภาระต้องนี้ไปได้บ้าง) รายได้ - เงินออม = รายจ่าย สมการนี้ที่ดูเหมือนง่าย แต่บางทีมันก็ไม่ได้ง่ายเลย ได้เงินมาแล้วให้รีบเก็บก่อน (เก็บโดยนำไปลงทุนต่อด้วยนะ) ว่ายากแล้ว ด้วยบ่อยครั้งที่เผลอใช้เงินเกินตัว ก็ต้องไปใช้หนี้จนมันไม่เหลือเก็บ สมการจึงเปลี่ยนเป็น รายได้ - รายจ่าย = เงินออม ซึ่งมันมักจะไม่เหลือเก็บ บางครั้งติดลบด้วยซ้ำ แถมปัจจัยข้างนอกที่เปลี่ยนไปในทางที่แย่ลง ทำให้ในส่วนของรายจ่ายก็ต้องคำนึงถึงรายจ่ายสุขภาพเพิ่มขึ้นอีก เพราะในวันที่สุขภาพมีต้นทุนสูงขึ้น ในวันที่การกินอาหารที่มีประโยชน์และตรงต่อเวลา พักผ่อนให้เพียงพอ และออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ เป็นสิ่งที่ไม่เพียงพอสำหรับสุขภาพที่ดีเหมือนแต่ก่อนแล้ว ด้วยความเสี่ยงข้างนอกกระทบ ที่ทุกคนหลีกเลี่ยงไม่ได้ รายจ่ายสุขภาพก็ย่อมเพิ่มขึ้นตามไปด้วย คุณพร้อมรับมือกับรายจ่ายที่เพิ่มขึ้นเหล่านี้แล้วหรือยัง? อ้างอิง1. oic.or.th2. itax.in.th3. krungsri.com เลือกแบบประกันฯด้วย​แอปฯ Lumpsum​ ฟรี ได้ที่ลิ้งค์ด้านล่างนี้iOSAndroid

  ณัฐเศรษฐ ตุ้ยดา


  05 กุมภาพันธ์ 2563

ประกันชีวิตลดหย่อนภาษีได้เท่าไหร่ แบบไหนใช้ได้บ้าง

งวดเข้ามาแล้วสำหรับเทศกาลยื่นภาษีเงินได้ประจำปี ที่จะเริ่มต้นขึ้นตั้งแต่ เดือนมกราคม-มีนาคมของปีถัดไป ซึ่งรายการลดหย่อนภาษีมีมากมาย แถมบางปีก็จะมีพิเศษเพิ่มเติมที่รัฐบาลเขาจัดให้ แต่สำหรับบทความนี้ ดิฉันจะพูดถึงเฉพาะ “ประกันชีวิต” เราจะมาทำความเข้าใจกันว่า ประกันชีวิตแบบไหนบ้างที่ใช้ลดหย่อนภาษี และเราใช้เบี้ยประกันชีวิตลดหย่อนภาษีได้เท่าไหร่ แต่ก่อนอื่นเลยอยากจะชี้ให้เห็นถึงประโยชน์ของประกันชีวิตว่ามีด้วยกันในหลายมิติ ส่วนการลดหย่อนภาษี อยากให้มองว่าเป็นแค่ผลพลอยได้ในทางอ้อมน่าจะเหมาะกว่า ประโยชน์ของประกันชีวิต คุ้มครองอนาคต วินัยการออม มั่งคั่ง • สร้างความมั่นคงการซื้อประกันชีวิตเปรียบเทียบได้กับการซื้ออะไหล่สำรองไว้ใช้ ในยามที่เกิดสถานการณ์ไม่คาดคิด เช่น อุบัติเหตุ อันอาจทำให้ไม่สามารถทำงานได้เหมือนเคย เราจะได้เงินทดแทนไว้ใช้เลี้ยงชีพในกรณีทุพพลภาพ ในทางกลับกันถ้าไม่ได้ซื้อประกันชีวิตไว้ ลองคิดดูว่ามันจะเกิดอะไรขึ้นตามมาบ้างกับตัวเองและคนที่อยู่เบื้องหลังที่ต้องดูแล • บรรเทาความเดือนร้อน ให้กับผู้ที่อยู่เบื้องหลังเมื่อเกิดเหตุไม่คาดคิดจนถึงขึ้นถึงแก่ชีวิตหากเราทำประกันชีวิตไว้ อย่างน้อยก็ยังมีค่ใช้จ่ายไว้ทำศพ และมีเงินก้อนทิ้งไว้ให้คนที่อยู่ข้างหลังที่เราเคยค้ำจุนและดูแลความเป็นอยู่ตอนยังมีชีวิต ไม่ว่าจะพ่อ แม่ ญาติ ลูก หลาน ยิ่งคนคนนั้นเป็นเสาหลักของครอบครัวด้วยแล้วประกันชีวิตจึงน่าจะเป็นมรดกก้อนสุดท้าย ที่ช่วยบรรเทาค่าใช้จ่ายต่างๆ ไปอีกสักระยะ โดยที่ไม่ทำให้คนข้างหลังเดือดร้อน • สร้างวินัยการออมแม้ว่าการซื้อประกันชีวิตจะไม่ได้เหมือนกับการฝากเงินในธนาคาร แต่รูปแบบการออมของประกันแบบสะสมทรัพย์ก็ช่วยฝึกวินัยการออมให้คุณได้ควบคู่กับการคุ้มครองชีวิต ดังนั้น ใครที่อยากจะเริ่มต้นออมแต่ยังขาดวินัย เก็บเงินไปแล้วก็อดที่จะถอนออกมาใช้ไม่ได้นี่อาจจะเป็นอีกทางเลือกได้ เนื่องจากเมื่อซื้อประกันแล้ว ก็คล้ายๆ กับบังคับตัวเองไปในตัวให้เก็บออมเพราะเราต้องจ่ายเบี้ยประกันอย่างสม่ำเสมอตามกำหนดของกรมธรรม์นั่นเอง • เป็นแหล่งเงินกู้ยามฉุกเฉินหลายท่านอาจไม่เคยทราบมาก่อนหรือเคยได้ยินแต่ไม่แน่ใจว่าเราสามารถกู้เงินจากกรมธรรม์ประกันชีวิตของตัวเองได้ด้วยหรือ ข่าวดีคือ สามารถกู้ได้ ดังนั้น หากเมื่อใดขัดสนเงินทองแทนที่จะไปใช้บริการสินเชื่อส่วนบุคคล กดเงินสดจากบัตรเครดิต หรือไปรบกวนหยิบยืมจากญาติๆ ลองติดต่อไปที่บริษัทประกันชีวิตเพื่อขอกู้เงิน เค้าเรียกว่าเป็น บริการเงินกู้ตามกรมธรรม์ ส่วนตัวผู้เขียนยังไม่เคยกู้ แต่ว่าเท่าที่อ่านและค้นข้อมูลมาพบว่าดอกเบี้ยจะต่ำกว่าการกู้แบบปกติทั่วไปอยู่มากโข เพราะมันคือการกู้เงินของเราเองที่สะสมไว้จากการจ่ายค่าเบี้ยประกันในแต่ละปี ยังไงหากสนใจก็ลองสอบถามจากบริษัทประกันที่เราเป็นลูกค้าอยู่ ว่าเขามีหลักเกณฑ์ และเงื่อนไขในการกู้อย่างไรค่ะ • ประกันชีวิต ลดหย่อนภาษีได้ไม่เพียงแค่การซื้อกองทุนรวมเพื่อการออม (SSF),กองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพ (RMF) หรือ กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ (PVD) เท่านั้น ที่ได้สิทธิประโยชน์ทางภาษี แต่ยังรวมถึง “ประกันชีวิต” ด้วยเพราะรัฐบาลอยากให้คนไทยสามารถพึ่งพาตัวเองได้ในบั้นปลายชีวิต หรือมีความมั่นคงในระดับหนึ่ง ไม่เป็นภาระของสังคม ซึ่งในการซื้อประกันชีวิต แน่นอนเราก็ต้องจ่ายค่าเบี้ยทุกๆ ปี ไม่ต่างอะไรกับการออมเงินเพื่อซื้อประกันความเสี่ยงในอนาคต ยามที่ไม่สามารถทำงานได้ เราจะยังมีเงินชดเชย หรืออื่นๆ ที่จะบรรเทาทุกข์ได้ รัฐบาลจึงสร้างแรงจูงใจด้านภาษีเพื่อให้คนไทยหันมาสนใจการทำประกันชีวิตมากขึ้น ดังนั้น ประกันชีวิตที่เราซื้อไว้และจ่ายเบี้ยในแต่ละปีอย่าลืมใช้สิทธิ์นำเบี้ยมาเป็นค่าลดหย่อนในการคำนวณภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาของปีนั้นๆ ตามที่จ่ายจริง แต่ไม่เกิน 100,000 บาทสำหรับประกันชีวิตแบบทั่วไป และ 200,000 บาทสำหรับประกันชีวิตแบบบำนาญ สรุป ประกันชีวิตแบบไหน ใช้ลดหย่อนภาษีได้บ้าง? อย่างที่ได้เล่าไปข้างต้นว่า ประโยชน์ของ ประกันชีวิตลดหย่อนภาษีได้ด้วย ถามว่าประกันชีวิตมีตั้งหลายแบบ แล้วแบบไหนล่ะที่ใช้ลดหย่อนได้ คำตอบคือ 1.ประกันชีวิตแบบทั่วไป และ 2. ประกันชีวิตแบบบำนาญ 1.ประกันชีวิตแบบทั่วไป เราสามารถนำ เบี้ยประกันชีวิตที่จ่ายจริงแต่ไม่เกิน 100,000 บาทไปใช้สิทธิ์ลดหย่อนภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาได้ โดยกรมธรรม์จะต้องมีระยะเวลา คุ้มครอง 10 ปีขึ้นไป, ต้องทำกับบริษัทประกันชีวิตที่อยู่ในไทย และหากกรมธรรม์นั้นมีการจ่ายเงินคืนในทุกปีจะต้องได้คืนไม่เกิน 20% ของเบี้ยรายปี หรือหากจ่ายเงินคืนตามช่วงระยะเวลาเงินที่ได้คืน เช่น 3 ปี 5 ปี จะต้องไม่เกิน 20% ของเบี้ยสะสมของแต่ละช่วงเวลา หน้าตาของประกันชีวิตแบบทั่วไป จะแบ่งเป็น 4 แบบย่อยๆ ดังนี้ (1) ประกันชีวิตแบบตลอดชีพ : ให้ความคุ้มครองตลอดชีพ ถ้าผู้เอาประกันภัยเสียชีวิตขณะที่กรมธรรม์มีผลบังคับ บริษัทประกันชีวิตจะจ่ายเงินเอาประกันภัยให้แก่ผู้รับประโยชน์ (2) ประกันชีวิตแบบชั่วระยะเวลา : บริษัทประกันชีวิตจะจ่ายเงินให้แก่ผู้รับประโยชน์เมื่อผู้เอาประกันภัยเสียชีวิตในระยะเวลาประกันภัย (3) ประกันชีวิตแบบสะสมทรัพย์ : บริษัทประกันชีวิตจะจ่ายเงินเอาประกันภัยให้แก่ผู้เอาประกันภัยเมื่อมีชีวิตอยู่ครบกำหนดสัญญาหรือจ่ายให้แก่ผู้รับประโยชน์เมื่อผู้เอาประกันภัยเสียชีวิตลงภายในระยะเวลาประกันภัย (4) ประกันชีวิตควบการลงทุน : เป็นการประกันชีวิตที่ให้ทั้งความคุ้มครองชีวิตและการลงทุนในกองทุนรวม ซึ่งไม่มีการรับประกันมูลค่ากรมธรรม์ เนื่องจากมูลค่ากรมธรรม์ขึ้นอยู่กับมูลค่าหน่วยลงทุน โดยอาจสูงขึ้นหรือต่ำลงตามผลประกอบการของกองทุนรวม นอกจากนี้ หากเรามีการทำ “ประกันสุขภาพ” เงินที่เราจ่ายค่าเบี้ย “ประกันสุขภาพ” ของตัวเอง ยังสามารถนำมาลดหย่อนได้ตามที่จ่ายจริงแต่ไม่เกิน 15,000 บาท และเมื่อรวมกับเบี้ยประกันชีวิตกับเงินฝากแบบมีประกันชีวิต แล้วต้องไม่เกิน 100,000 บาท นอกจากประกันชีวิตของเราเองแล้ว "ประกันชีวิตของคู่สมรส" (ที่ไม่มีเงินได้) ก็สามารถนำมาลดหย่อนภาษีได้ตามที่จ่ายจริง แต่ต้องไม่เกิน 10,000 บาท แต่จะต้องเป็นคู่สมรสของเราตลอดทั้งปีภาษี ไม่ใช่เพิ่งมาแต่งงานกันในระหว่างปีภาษี 2.ประกันชีวิตแบบบำนาญ เรียกอีกชื่อว่าแบบเงินได้ประจำ บริษัทประกันจะจ่ายเงินจำนวนหนึ่งเท่ากันอย่างสม่ำเสมอให้แก่ผู้เอาประกันภัยทุกเดือนนับแต่วันเกษียณอายุหรือครบ 55 หรือ 60 ปีเป็นต้นไป เบี้ยประกันแบบำนาญ นำไปใช้ลดหย่อนภาษีได้ไม่เกิน 15% ของเงินได้พึงประเมิน หรือสูงสุดไม่เกิน 200,000 บาท มากกว่าประกันชีวิตแบบทั่วไป เพราะเป็นการออมเพื่อการเกษียณอย่างแท้จริง พูดง่ายๆ ก็คือ แก่มาแล้วมีเงินบำนาญใช้รายเดือนไปเรื่อยๆ แต่ทั้งนี้ เมื่อนำเบี้ยประกันชีวิตแบบบำนาญ ไปรวมกับวงของการลงทุนเพื่อการเกษียณ ทั้งกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ (PVD), กองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพ (RMF),กองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ(กบข.), กองทุนสงเคราะห์ครูโรงเรียนเอกชน ,กองทุนการออมแห่งชาติ (กอช.)และตัวใหม่ล่าสุดกองทุนรวมเพื่อการออม (SSF) จะต้องไม่เกิน 500,000 บาท เงื่อนไขที่ต้องพิจารณาก่อนใช้สิทธิ์ คือกรมธรรม์นั้นจะต้องมีระยะเวลาคุ้มครองตั้งแต่ 10 ปีขึ้นไป ต้องทำกับบริษัทประกันชีวิตในไทย ต้องจ่ายผลประโยชน์อย่างสม่ำเสมอ กำหนดช่วงอายุการจ่ายเงินเมื่อมีอายุ 55-85 ปีหรือมากกว่านั้น และจะต้องจ่ายเบี้ยครบก่อนได้รับผลประโยชน์ *สรุปแล้ว ประกันชีวิตลดหย่อนภาษี ได้สูงสุดถึง 300,000 บาท แบ่งเป็นประกันแบบทั่วไป 100,000 บาท และแบบบำนาญ 200,000 บาท แต่ส่วนตัวเชื่อว่ามนุษย์เงินเดือนทั่วไปน่าจะใช้สิทธิ์แบบบำนาญกันน้อย เพราะคนยังไม่นิยมซื้อประกันแบบบำนาญสักเท่าไหร่ เมื่อเทียบกับประกันชีวิตแบบทั่วไป ตารางสรุปแบบประกันชีวิตและสิทธิลดหย่อนภาษี นอกจาก ประกันชีวิตลดหย่อนภาษี ที่ได้กล่าวไปแล้ว “เบี้ยประกันสุขภาพ ที่ทำให้พ่อแม่” ก็นำมาลดหย่อนภาษีได้ด้วยนะคะ มีด้วยกัน 2 แบบ 1. ประกันสุขภาพของพ่อแม่เรา ลดหย่อนได้สูงสุดรวมกันไม่เกิน 15,000 บาทต่อปี (พ่อแม่ต้องมีรายได้ต่อปีไม่เกิน 30,000 บาท) 2. ประกันสุขภาพของพ่อแม่คู่สมรส (คู่สมรสเราไม่มีรายได้) นำเบี้ยไปลดหย่อนได้สูงสุดรวมกันไม่เกิน 15,000 บาทต่อปีเช่นกัน “ประกันชีวิต” เป็นเครื่องมือหนึ่ง ในการวางแผนการเงิน ซื้ออย่างมีสติ! อย่าลืมว่า “ประกันชีวิต” เป็นเพียง “เครื่องมือหนึ่ง” ที่ใช้ในการวางแผนการเงิน ดังนั้น จึงต้องจัดสัดส่วนที่พอดีกับความต้องการ ซึ่งแต่ละคนก็จะมีไลฟ์สไตล์ที่ต่างกัน และนั่นคือเหตุผลในการเลือกซื้อประกันในแบบที่เหมาะสมกับตนเอง "เพื่อที่ว่าเราจะได้ไม่ต้องจ่ายเบี้ยมากเสียจนเกินกำลัง จนในที่สุดต้องยอมทิ้งไปกลางทางเพราะมันกลายเป็นภาระ หรือไม่ก็จ่ายน้อยเกินไปเสียจนไม่คุ้มความเสี่ยง และทำให้ต้องมาลำบากในยามฉุกเฉินของชีวิต" ฝากถึงมนุษย์เงินเดือนผู้มั่งคั่งทุกท่าน..ไม่ดีหรอก “เกรงใจ” ไม่เอานะ “เกรงใจ” และท้ายนี้ ดิฉันขอฝากข้อคิดไว้สำหรับท่านผู้อ่านที่ทำงานประจำอยู่แล้วว่า เป็นเรื่องน่ายินดีที่ท่านมีรายรับเข้ามาสม่ำเสมอทุกเดือน มันน่าจะเอื้อต่อการวางแผนทางการเงินได้ไม่ยาก หากว่าท่านมุ่งมั่นที่จะบริหารเงินทองของตัวเองจริงๆ ไม่ว่าจะเป็นเงินเก็บ เงินลงทุน เงินฉุกเฉิน เงินซื้อประกัน หรืออื่นๆ เพราะส่วนตัวดิฉันเองมีอยู่ช่วงหนึ่งของชีวิตซึ่งไม่ได้ทำอาชีพเป็นพนักงานประจำ ไม่ได้มีรายได้เข้ามาอย่างสม่ำเสมอ ตอนนั้นได้เคยมีโอกาสได้ซื้อประกันชีวิต (ที่เกินกำลัง) ส่วนหนึ่งเพราะเกรงใจเพื่อน และอยากช่วยเพื่อน คาดการณ์เพียงแค่ว่า “เราน่าจะจ่ายไหวน่ะ” และก็ไม่คิดไปถึงว่าจะได้ลดหย่อนภาษีหรืออะไร แต่สุดท้ายแล้ว “เราจ่ายไม่ไหว” เพราะรายได้มันขึ้นๆ ลงๆ ไม่แน่นอน จึงตัดสินใจยอมทิ้งไปกลางทาง “ตอนนั้นทั้งเสียดายและเสียใจ…แต่จากนั้นมา ดิฉันจึงบอกกับตัวเองว่าอย่าทำอะไรที่เกินกำลัง อย่ามัวแต่เกรงใจเพื่อน เอาที่เหมาะสมและพอดีกับฐานะตนจะดีกว่า” ////////////////// หากคุณกำลังมองหาแบบประกันที่เหมาะกับตัวคุณ หรือเหมาะกับงบที่คุณมี สามารถเช็คและเปรียบเทียบประกันทั้งหมดที่นี่ คลิก หรือเช็คผ่านช่องทางแอปพลิเคชั่น Lumpsum ตามลิ้งค์ด้านล่างนี้ ระบบ iOS ดาวน์โหลดได้ที่นี่ : https://apple.co/2S8n6r8 ระบบ Android ดาวน์โหลดได้ที่นี่ : http://bit.ly/2MbwPcb ------------------------------------ขอบคุณข้อมูลจาก : -https://bit.ly/2rg1ga7-https://www.finnomena.com/yournicefriend/insurance-tax/-https://www.rd.go.th/publish/60058.0.html-https://www.posttoday.com/finance-stock/money/494276-http://www.oic.or.th/th/node/7482

  ชัชชญา ฮาเกิน


  12 ธันวาคม 2562

ประกันชีวิตคิดสักนิดก่อนตัดสินใจซื้อ

การเลือกซื้อประกันในยุคปัจจุบัน เป็นอีกช่องทางหนึ่งสำหรับมนุษย์เงินเดือนที่ต้องการวางแผนอนาคตในระยะยาว ซึ่งทุกวันนี้มีประกันหลากหลายรูปแบบให้คุณได้เลือกสรร ทั้งประกันชีวิต สุขภาพ ออมทรัพย์ หรือการเลือกสัดส่วนและรูปแบบเป็นของตัวเอง แต่สำหรับมนุษย์เงินเดือนที่เพิ่งเริ่มต้นทำงาน อาจต้องลองมาทบทวนแผนการใช้เงินดูให้ดีสักนิดก่อนคิดทำประกัน เพราะเบี้ยประกันที่คุณต้องจ่ายทุกปีในระยะยาวอาจกระทบการดำเนินชีวิตประจำวันของคุณได้ จากประสบการณ์ของพี่ชายข้างบ้านของผู้เขียน ย้อนวัยไปหลายปีก่อนเมื่อตอนทำงานใหม่ๆ ในสายงานวิศวกรรมศาสตร์ พื้นฐานทางบ้านเป็นคนฐานะปานกลาง อาศัยอยู่กับพ่อและแม่ มีหนี้ก้อนเดียวคือหนี้จากกองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา (กยศ.) ประมาณ 200,000 บาทเพื่อเล่าเรียน เงินเดือนเริ่มต้นประมาณ 18,000 บาท อยากจะมีชีวิตที่ดีในอนาคต และไม่อยากยุ่งยากศึกษาหาข้อมูลการลงทุนเยอะ ประจวบเหมาะกับตอนนั้นพี่ของแฟนสาวเป็นตัวแทนขายประกัน มานำเสนอข้อมูลประกันแบบสะสมทรัพย์ ซึ่งประกันประเภทนี้จะให้ผู้ถือกรมธรรม์สามารถออมเงินและมีความคุ้มครองพ่วงมาด้วย โดยระหว่างที่เรายังคงจ่ายประกัน หากเกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝันเสียชีวิตก่อนวัยอันควร ผู้ที่อยู่เบื้องหลังจะได้รับเงินเอาประกัน แต่ประกันประเภทดังกล่าวลูกค้าต้องจ่ายเบี้ยกรมธรรม์กันอย่างยาว นานหลัก 10-30 ปีถึงจะเห็นผลลัพธ์ของการออมที่คุ้มค่า รายละเอียดในกรมธรรม์ค่อนข้างดีสำหรับผู้ไม่ชอบลงทุนเอง และที่สำคัญเป็นการชักชวนการทำประกันจากพี่แฟน ซึ่งคำว่าเกรงใจและการเอนเอียงไปกับข้อมูลด้านดีๆ ที่ได้รับฟังมา ทำให้พี่ชายตัดสินใจได้ไม่ยากเลยว่าจะซื้อกรมธรรม์แน่นอน พี่ชายตัดสินใจที่จะทำประกันในรูปแบบดังกล่าว ผลตอบแทนค่อนข้างดีเมื่อถือกรมธรรม์ระยะยาว 30 ปี แต่หากจะปิดการส่งประกันในช่วงเวลาที่เร็วกว่านั้นหรืออยากได้เงินออมที่เร็วกว่าก็ได้ แต่ขั้นต่ำต้องจ่ายเบี้ยต่อเนื่องเป็นเวลา 10 ปี รวมถึงพี่ชายได้ซื้อประกันคุ้มครองโรคภัยเพิ่มเติมเข้าไปด้วย เบ็ดเสร็จสำหรับการทำประกันในครั้งนี้ยอดรวมที่ต้องจ่ายประมาณ 16,000 บาทต่อปี หรือเฉลี่ย 1,300 กว่าบาทต่อเดือน เมื่อหักค่าใช้จ่ายในชีวิตประจำวัน,เงินเดือนที่ต้องให้พ่อแม่และค่าใช้จ่ายฟุ่มเฟือยอื่นๆ ออกไปแล้ว พี่ชายคิดว่าตัวเลขหลักพันต่อเดือนที่ต้องจ่ายไม่แพงอาจจะเหนื่อยและหนักหน่อย แต่สำหรับฐานเงินเดือนวิศวะฯ และคนที่ไม่มีหนี้สินอะไรเลยนอกเหนือจากหนี้กยศ.ซึ่งหนี้ก้อนนี้ก็มีอัตราดอกเบี้ยถูกแสนถูกเพียง 1% และการจ่ายหนี้จะเพิ่มเป็นขั้นบันไดต่อปีให้หมดในเวลา 15 ปี ประกอบกับในอนาคตฐานเงินเดือนจะต้องขยับขึ้นต่อเนื่องเฉลี่ยปีละ 2-3%ขั้นต่ำ แถมมีโบนัสที่ดีทุกปีสำหรับบริษัทเอกชนที่พี่ชายทำงานอยู่ ซึ่งในตอนนั้นพี่ชายอายุประมาณ 24 ปี และคิดว่าการจ่ายเงินทำประกัน 30 ปีเมื่อครบกำหนดสัญญา จนถึงอายุ 54 ปี ยังไงก็คุ้มสำหรับผลตอบแทนที่จะได้รับมา แต่...ผ่านไปเพียงแค่ 2 ปี พี่ชายกลับประสบปัญหาด้านการเงิน แม้ฐานเงินเดือนจะสูงขึ้น ส่วนโบนัสยังดีมีให้ทุกปี เพราะระหว่างทางพี่ชายได้ “เพิ่มหนี้สินอย่างอื่น” เพื่อวางรากฐานในอนาคตเพิ่ม ทั้งซื้อรถยนต์ เพื่อใช้ในการทำงานโดยเป็นการซื้อแบบเงินผ่อนเฉลี่ยประมาณ 15,000 บาทต่อเดือน ระหว่างนั้นยังมีค่าใช้จ่ายจิปาถะมากมายสำหรับรถยนต์ ทั้งค่า พ.ร.บ.รายปี,ค่าต่อทะเบียน ,ค่าประกันภัยรถ ,ค่ายางรถยนต์,ค่าบำรุงรักษา ส่วนค่าน้ำมัน ทางด่วนหรือที่จอดรถ แม้เบิกได้ตามนโยบายของบริษัท แต่โดยรวมแล้วค่าใช้จ่ายเหล่านี้เฉลี่ยขั้นต่ำประมาณกว่า 20,000 บาทต่อปี ที่ต้องจ่ายเพิ่มไป ยังไม่นับรวมกับค่าผ่อนรถที่ต้องจ่ายกันทุกเดือนเป็นเวลาประมาณ 5 ปี แค่หนี้สินเรื่องรถเพียงอย่างเดียวยังไม่พอ พี่ชายยังมีค่าใช้จ่ายสำหรับวางแผนอนาคตสำหรับการใช้ชีวิตคู่อีก! แม้พี่ชายจะเก็บเงินบางส่วนไว้บ้างแล้ว แต่ก็ยังไม่เพียงพอสำหรับค่างานแต่งและบ้านหลังใหม่ที่ต้องซื้อในอนาคต เพราะเป็นเงื่อนไขจากฝั่งว่าที่เจ้าสาวที่อยากให้ลูกมีบ้านเป็นของตัวเองก่อนแต่งงานและเป็นบ้านใหม่ไม่ใช่บ้านมือสอง (เป็นเงื่อนไขที่ไม่สามารถควบคุมหรือวางแผนได้มาก่อน) ฝั่งว่าที่เจ้าสาวแม้จะช่วยเหลือการเงินเรื่องบ้านในบางส่วน แต่โดยรวมแล้วฝั่งพี่ชายเองก็ยังต้องใช้เงินอีกหลายล้านบาทสำหรับวางอนาคตส่วนนี้อยู่ดี ทำให้พี่ชายต้องมานั่งพิจารณาค่าใช้จ่ายที่ต้องจ่ายในทุกปีกันใหม่ เพราะแบกรับหนี้สิ้นทั้งหมดที่เกิดขึ้นไม่ไหว ทั้งค่าประกัน (จ่ายยาว 30 ปีหรือขั้นต่ำเลือก 10 ปี) ,ค่าผ่อนและจิปาถะของรถ (จ่ายยาว 5 ปี), ค่าหนี้กยศ. (จ่ายยาว 15ปี) และเงินเก็บค่าซื้อบ้านพร้อมงานแต่ง (ต้องซื้อและจะแต่งงานในอีก 5-6 ปีข้างหน้า) ซึ่งสิ่งจำเป็นน้อยที่สุดของพี่ชายในตอนนั้นคือการทำประกันชีวิต สุดท้าย..พี่ชายตัดสินใจยกเลิกการต่อกรรมธรรม์ในปีที่ 3 ยังโชคดีที่ได้เงินคืนบ้างแต่เงินคืนที่ว่ายังไม่ถึง 1 ใน 3 ที่จ่ายไป จากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจะเห็นได้ว่าการวางแผนการเงินสำคัญมาก แม้เราคิดว่าสิ่งที่ทำจะเป็นการลงทุนเพื่อต่อยอดอนาคตที่ดี และได้วางแผนค่าใช้จ่ายที่จะเกิดขึ้นในอนาคตบางส่วนไว้แล้วอย่างการแต่งงานในอนาคต แต่เมื่อเจาะรายละเอียดลึกลงไปว่าจะต้องเก็บเงินเท่าไหร่สำหรับค่าใช้จ่ายงานแต่งที่จะเกิดขึ้น พี่ชายก็ไม่สามารถตอบได้ว่าจะต้องเก็บเงินอีกจำนวนเท่าไหร่เพื่อให้งานแต่งงานเกิดขึ้นใน 5-6 ปี ที่สำคัญในระหว่างทางอย่าลืมว่า “คุณอาจยังมีค่าใช้จ่ายที่ไม่คาดฝันเพิ่มขึ้นอีก” โดยกรณีนี้คือบ้านหลังใหม่ซึ่งหนักเกินไปสำหรับคุณ เพราะระยะทางที่คุณต้องจ่ายเบี้ยเงินประกันเป็นเวลายาวนานหลัก 10 ปี เพราะฉะนั้นการซื้อประกันเราซื้อได้ ไม่ใช่เป็นเรื่องที่ไม่ดี แต่ก่อนซื้อให้คิดสักนิดว่าค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นในระยะยาว เราจะสามารถจ่ายไหวหรือไม่ เพราะในกรณีนี้พี่ชายรู้สึกในตอนแรกว่า "หนักหน่อยแต่น่าจะไหว" รวมถึงใจอ่อนยอมซื้อ เพราะคนขายประกันเป็นคนใกล้ตัว แต่ทว่า..ไม่ได้วางแผนค่าใช้จ่ายในอนาคตให้ดีว่า จะมีอะไรตามมาบ้าง คิดแค่ค่าใช้จ่ายการใช้เงินในขณะนั้น อย่างกรณีนี้จะเห็นได้ว่าเป็นหนุ่มวัยรุ่นที่กำลังก่อร่างสร้างตัว ซึ่งอนาคตอยากมีงานที่มั่นคง มีบ้าน รถ มีครอบครัว รวมถึงมีลูก นอกจากนี้พ่อแม่แก่เฒ่าขึ้นทุกวันอาจมีค่าใช้จ่ายในยามเจ็บป่วยตามมาอีก หากพื้นฐานมีฐานะปานกลางพ่อแม่ไม่ได้มีสมบัติมากมายแม้ไม่มีหนี้สิน แต่ลูกก็ต้องขวนขวายหาเงินด้วยตัวเองเพื่ออนาคตที่คาดฝันไว้ ซึ่งการวางแผนทางการเงินถือว่าเป็นเรื่องที่สำคัญมาก นี่แค่เพียง 1 ตัวอย่าง ซึ่งพี่ชายยังโชคดีที่ไม่เจอภาวะตกงาน หรือต้องเปลี่ยนงานใหม่กะทันหัน และยังใช้เงินอย่างประหยัดรู้จักคุณค่าของเงิน แต่ยังพลาดท่ากับการวางแผนทางการเงิน เพราะลืมคำนึงในหลายๆ สิ่งที่จะเกิดขึ้น จนสุดท้ายประกันต้องหลุดมือไป แต่สำหรับใครหลายๆ คน ผู้เขียนคิดว่าอาจจะยังไม่เคยวางเป้าหมายทางการเงินอย่างจริงจัง อาจแค่จินตนาการลอยๆ ว่าอยากมีบ้าน มีรถ หรือแต่งงาน แต่ยังไม่เคยคำนวนหรือตั้งเป้าหมายเรื่องเงินว่าควรจะเก็บหรือใช้เท่าไหร่ยังไง และหลายๆ คนยังคงใช้เงินกันอย่างมือเติบเพราะคิดว่ายังมีแรงกายหาใหม่ได้ แต่เชื่อเถอะการวางแผนเรื่องการเงินอย่างจริงจังตั้งแต่เริ่มทำงานใหม่ๆ ย่อมเป็นผลดีในระยะยาวอย่างแน่นอน ////////////////// หากคุณกำลังมองหาแบบประกันที่เหมาะกับตัวคุณ หรือเหมาะกับงบที่คุณมี สามารถเช็คและเปรียบเทียบประกันทั้งหมดที่นี่ คลิก หรือเช็คผ่านช่องทางแอปพลิเคชั่น Lumpsum ตามลิ้งค์ด้านล่างนี้ ระบบ iOS ดาวน์โหลดได้ที่นี่ : https://apple.co/2EyAEE4 ระบบ Android ดาวน์โหลดได้ที่นี่ : http://bit.ly/2sKSsJm

  แตง ชุติมา


  30 พฤษภาคม 2562

Loading...

ยังไม่มีข้อมูลเพิ่มเติม