"สินเชื่อบ้านแลกเงิน" สินเชื่อที่มีแต่ความแจ๋ว

รู้ไหมว่าสินเชื่อบ้านแลกเงิน มีจุดเด่นเพียบเลย เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการหาเงินมาเติมสภาพคล่อง, ลงทุน หรือต่อยอดให้เกิดมูลค่าเพิ่ม เท่าที่หาข้อมูลมาข้อสังเกตเพียงอย่างเดียวของ สินเชื่อบ้านแลกเงิน คือคุณต้องมี "อสังหาริมทรัพย์" (บ้าน, คอนโด, ทาวน์เฮาส์ หรืออาคารพาณิชย์) เป็นของตัวเองเท่านั้นแหละ อ่านไว้เผื่อวันหน้ามีขึ้นมาและต้องการใช้เงินทุน จุดเด่นของบ้านแลกเงิน ที่หลายคนอาจไม่เคยรู้ 1. ดอกเบี้ยถูก โดยทั่วไปบัตรเครดิตและสินเชื่อส่วนบุคคลมักมีอัตราดอกเบี้ยเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 15–25% ต่อปี ซึ่งถือว่าสูงและอาจสร้างภาระทางการเงินได้ หากถือหนี้ไว้นาน ๆ แต่หากเปลี่ยนมาใช้บ้านแลกเงิน อัตราดอกเบี้ยเฉลี่ยจะอยู่เพียงประมาณ 5–7% ต่อปี การเปลี่ยนจากหนี้ดอกเบี้ยสูงมาเป็นหนี้ดอกเบี้ยต่ำ จึงช่วยลดภาระการผ่อนต่อเดือน และทำให้เสียดอกเบี้ยรวมน้อยลง 2. วงเงินอนุมัติยืดหยุ่นตามความต้องการ ธนาคารอาจอนุมัติวงเงินสูงสุดถึง 80–90% ของราคาประเมินบ้าน แต่คุณไม่จำเป็นต้องกู้เต็มจำนวนก็ได้ครับ หากต้องการเพียงบางส่วนก็สามารถเลือกได้ เช่น บ้านประเมินได้ 2 ล้านบาท แต่คุณต้องการใช้เงินเพียง 5 แสนบาท ก็สามารถเลือกกู้เท่าที่จำเป็นได้เลย วิธีนี้ช่วยให้ภาระหนี้ไม่บานปลาย และไม่ต้องแบกรับค่างวดเกินความจำเป็น 3. ใช้ได้หลายวัตถุประสงค์ เงินก้อนจากบ้านแลกเงิน ไม่มีข้อจำกัดตายตัว สามารถนำไปใช้ได้ตามความจำเป็น ไม่ว่าจะเป็นการลงทุนธุรกิจ ปิดหนี้บัตรเครดิตดอกเบี้ยแพง ปรับปรุงซ่อมแซมบ้าน หรือเก็บไว้เป็นเงินสำรองเผื่อฉุกเฉินก็ยังได้ ทั้งหมดนี้ขึ้นอยู่กับเป้าหมายและการวางแผนการเงินของคุณเอง 4. ไม่ต้องขายบ้านก็ได้เงิน หลายคนพอคิดถึงการใช้บ้านแลกเงิน อาจจะกลัวว่าเหมือนขายบ้านทิ้งไป แต่ความจริงแล้ว คุณยังเป็นเจ้าของบ้านเหมือนเดิม แค่ใช้บ้านมาเป็นหลักประกันการกู้เท่านั้น ข้อดีคือบ้านยังเป็นของเราเหมือนเดิม แต่สามารถแปลงบ้านให้เป็นเงินก้อนมาใช้ได้จริง 5. มีโอกาสรีไฟแนนซ์ภายหลัง บ้านแลกเงินก็เหมือนสินเชื่อบ้านทั่วไป คือ รีไฟแนนซ์ได้ ถ้าวันหนึ่งเราเจอธนาคารที่เสนอดอกเบี้ยถูกกว่า หรืออยากลดค่างวดต่อเดือน ก็สามารถย้ายไปธนาคารใหม่ได้ แต่ทั้งนี้ต้องขึ้นอยู่กับเงื่อนไขธนาคารเดิมและใหม่ด้วยนะครับ ส่วนใหญ่ต้องผ่อนครบ 3 ปีก่อนถึงจะย้ายได้ ถ้าวางแผนดีๆจะช่วยให้ประหยัดดอกเบี้ยระยะยาวไปได้อีกเยอะเลย แต่หากอยากได้ผู้ช่วยในการหาข้อมูล Lumpsum เรามีบริการเปรียบเทียบสินเชื่อบ้านแลกเงิน ซึ่งรวบรวมทุกข้อเสนอที่ดีที่สุดของแต่ละธนาคารมาไว้ที่เดียว คลิกได้เลยที่นี่ บทความที่เกี่ยวข้อง สินเชื่อบ้านแลกเงิน ทำยังไง

  หนึ่ง ศราพงค์


  02 กันยายน 2565

บ้านแลกเงิน สินเชื่อเสริมสภาพคล่องดอกเบี้ยต่ำ

สารภาพตรง ๆ เลยว่า เพิ่งเคยเห็นคำว่า "บ้านแลกเงิน" ปกติเจอแต่ "รถแลกเงิน" ฮ่า ๆ จริง ๆ นะ จึงเกิดความสงสัย และหาข้อมูลว่าบ้านแลกเงินคืออะไร บ้านแลกเงินมีประโยชน์อย่างไรบ้าง? จากการรวบรวมเนื้อหาสาระจากหลายแหล่งพบคำตอบของบ้านแลกเงินว่า "บ้านแลกเงิน" คือ สินเชื่อเสริมสภาพคล่องที่ดอกเบี้ยค่อนข้างต่ำเมื่อเทียบกับสินเชื่ออื่น "บ้านแลกเงิน" เป็นสินเชื่ออเนกประสงค์ สำหรับผู้ที่มีบ้าน, ทาวน์เฮาส์, คอนโด หรือ อาคารพาณิชย์ (สำหรับพักอาศัย) ทั้งที่ปลอดภาระและอยู่ระหว่างผ่อน สามารถนำไปจำนองกับธนาคาร แลกกับเงินก้อนออกมาใช้จ่ายหรือเสริมสภาพคล่อง เช่น ต่อเติมบ้าน, ลงทุน หรือ ปิดหนี้บัตรเครดิต ซึ่งเท่าที่หาข้อมูลจากผู้ให้บริการสินเชื่อบ้านแลกเงิน พบว่าสามารถผ่อนจ่ายได้สูงสุดถึง 30 ปี (คล้ายกับสินเชื่อบ้านเลยทีเดียวเชียว) ที่สำคัญสินเชื่อบ้านแลกเงิน อัตราดอกเบี้ยต่ำใกล้เคียงกับสินเชื่อบ้านเลย เฉลี่ย 4 - 8% ต่อปี แล้วแต่ว่าไปขอกู้กับแบงก์ไหน ต่ำกว่าสินเชื่ออื่น เช่น สินเชื่อบุคคล, บัตรเงินสด หรือแม้แต่ "รถแลกเงิน" ก็ตาม และพอเป็นสินเชื่อที่มีบ้านเป็นหลักประกัน วงเงินย่อมได้มากกว่าสินเชื่อข้างต้นอยู่แล้ว โดยพบว่าหลายแห่งให้กู้ได้สูงสุดถึง 20 ล้านบาท ขึ้นอยู่กับว่าหลักประกันท่านมีมูลค่าประเมินเท่าไหร่ สินเชื่อบ้านแลกเงินเหมาะมากเลยสำหรับคนที่ต้องการสภาพคล่อง ไม่ว่าจะนำไป ซ่อมแซมบ้าน, ต่อเติมบ้าน, ทุนการศึกษา, ลงทุน หรือ ปิดหนี้ (ดอกเบี้ยต่ำกว่าจ่ายขั้นต่ำแน่นอน) บ้านที่ผ่อนอยู่ก็ขอได้นะจ๊ะ โดยสามารถรีไฟแนนซ์สินเชื่อบ้านและขอวงเงินกู้บ้านแลกเงินเพิ่มเติม จุดตันอย่างเดียวที่สำคัญของสินเชื่อบ้านแลกเงินคือ คุณต้องมี บ้าน, ทาวน์เฮาส์, คอนโด หรือ อาคารพาณิชย์ (สำหรับพักอาศัย) เพราะชื่อสินเชื่อก็บอกแล้วว่า "บ้านแลกเงิน" ฮ่า ๆ ใครที่ไม่มีสินทรัพย์ดังกล่าว ข้ามไปโลด หลายปีก่อนช่วงที่ผมแบกหนี้บัตรเครดิตและสินเชื่อบุคคลมโหฬาร หากรู้ว่ามี "บ้านแลกเงิน" คงเข้าร่วมโครงการ เพราะประหยัดดอกเบี้ยจ่ายได้โขเลย สำหรับใครที่มีหนี้สุมอยู่แล้วมีสินทรัพย์อย่างบ้านในมือ ลองพิจารณาดูได้ เพราะดอกเบี้ยต่ำกว่าเห็น ๆ สนใจสินเชื่อบ้านแลกเงินหรือเช็กดอกเบี้ย สามารถดูรายละเอียด พร้อมยื่นสมัครรับข้อเสนอพิเศษ คลิกได้ที่นี่... บทความที่เกี่ยวข้อง "รีไฟแนนซ์บ้าน" ก่อนดอกเบี้ยพุ่ง รีไฟแนนซ์บ้านไม่ผ่าน ควรทำยังไงต่อ หนึ่งเอง หนึ่งไง จะใครล่ะ ^^

  หนึ่ง ศราพงค์


  26 กรกฎาคม 2565

Reverse Mortgage สินเชื่อสำหรับผู้สูงอายุ

เมื่อ 9 เม.ย.ที่ผ่านมา เว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษาเผยแพร่ประกาศธนาคารแห่งประเทศไทยที่ สนส.2/2564 เรื่อง "การให้สินเชื่อเพื่อผู้สูงอายุโดยมีที่อยู่อาศัยเป็นหลักประกัน" (Reverse Mortgage) มาตรการนี้เป็นธุรกรรมสินเชื่อสำหรับผู้สูงอายุ โดยนำที่อยู่อาศัยซึ่งเป็นกรรมสิทธิ์ของตนและปลอดภาระหนี้มาเป็นหลักประกัน มีวัตถุประสงค์เพื่อเพิ่มเงินได้ในการดำรงชีพวัยเกษียน ภาษาบ้าน ๆ ก็คือ เอาบ้าน/ที่ดิน ไปจำนองนั่นแหล่ะ แต่ Reverse Mortgage ไม่เหมือนกับการขอสินเชื่อทั่วไป เรียกเป็นภาษาไทยให้ทางการคือ "การจำนองแบบย้อนกลับ" ก็คือปกติเวลาเราขอสินเชื่อบ้าน เราก็จะกู้เงินธนาคารเนอะ เมื่อได้รับอนุมัติ ธนาคารก็จะจ่ายเงินก้อนให้ เรานำไปซื้อบ้านหลังจากนั้นเราก็ผ่อนเงินต้นพร้อมดอกเบี้ยคืนธนาคารเป็นรายเดือนกี่เดือนกี่ปีก็ตามตกลง พอผ่อนครบ บ้านก็เป็นของเรา แต่ Reverse Mortgage มันย้อนทางกัน คล้ายกับเราขายบ้านล่วงหน้าให้กับธนาคารทีนี้จากที่เราต้องผ่อนจ่าย กลายเป็นธนาคารผ่อนให้เราเป็นรายเดือนพอครบสัญญา หากไม่ไถ่ถอนบ้านก็จะเป็นของธนาคารไป "Reverse Mortgage" ออกแบบมาเพื่อผู้สูงอายุ 60-85 ปี ที่มีบ้านซึ่งเป็นกรรมสิทธิ์ของตัวเองและปลอดภาระหนี้ แล้วต้องการเงินได้ประจำไว้ดูแลตัวเอง ไม่ต้องการเป็นภาระใคร สามารถขอสินเชื่อประเภทนี้ได้ โดยที่ยังมีบ้านให้อยู่อาศัยต่อไป กระทั่งผู้กู้เสียชีวิต (เดี๋ยวมาเล่ากรณีนี้ต่อ) วิธีการคือนำบ้านไปเป็นหลักประกันเพื่อขอสินเชื่อโดยธนาคารจะเฉลี่ยวงเงินกู้ที่ได้รับ จ่ายให้กับผู้กู้เป็นรายเดือน ตลอดอายุสัญญา ขั้นต่ำ 6 เดือน ไม่เกิน 25 ปีโดยจะได้วงเงินสูงสุด 60-70% ของราคาประเมิน เช่น มีบ้านราคาประเมิน 3,000,000 บาท ก็จะได้วงเงินกู้ราว 1,800,000 - 2,100,000 บาท (ยังไม่รวมดอกเบี้ย) จากนั้นธนาคารจะนำเงินก้อนดังกล่าวไปเฉลี่ยให้ตามอายุสัญญา หากทำสัญญา 20 ปี ก็จะได้เงิน 7,500 - 8,750 บาท/เดือน หรืออาจจะมีเงื่อนไขต่าง ๆ เพิ่มเติมของแต่ละธนาคาร เช่น 1.เลือกรับเงินก้อนแรก 10% ของวงเงินกู้ทั้งหมดได้ก่อน ที่เหลือเฉลี่ยให้รายเดือน 2.เลือกรับเงินมากขึ้นหรือน้อยลงทุก ๆ ปี 3.เลือกรับเงินเพียงก้อนเดียว ครั้งเดียวไปเลย (ข้อนี้หากผู้กู้เสียชีวิต บ้านจะตกเป้นกรรมสิทธิ์ของธนาคารทันที) การคิดดอกเบี้ยหรือค่าธรรมเนียม สินเชื่อประเภทนี้ จะมีอัตราดอกเบี้ยสูงกว่าสินเชื่ออื่นๆ โดยจะคิดอัตราดอกเบี้ยทั้งหมดตั้งแต่เริ่มต้นและหักออกจากมูลค่าบ้านหรือวงเงินสินเชื่อทั้งหมด เช่น ประเมินมูลค่าบ้านแล้ว ผู้กู้ได้รับเงินทั้งสิ้น 1 ล้านบาท รวมเงินต้นและดอกเบี้ย หากคิดดอกเบี้ย 5% ผู้กู้จะได้รับเงินจริงๆ รวมแล้วประมาณ 8 แสนบาทจุดเด่นคือ 1.มีเงินใช้ในวัยเกษียน โดยไม่ต้องเป็นภาระใคร 2.ยังอยู่บ้านได้จนกว่าจะเสียชีวิต แม้หมดสัญญา 3.หลังผู้กู้เสียชีวิต หากธนาคารนำบ้านไปขายทอดตลาดแต่มูลค่าที่ขายได้ต่ำกว่า เงินกู้ ไม่มีสิทธิไล่เบี้่ยเพิ่มจากทายาท 4.กลับกับหากขายทอดตลาดแล้วได้เงินมากกว่ามูลค่าเงินกู้ จะต้องแบ่งคืนเป็นมรดกให้กับลูกหลานของผู้กู้ต่อไป ข้อเสียคือ 1.อัตราดอกเบี้ยจะสูงกว่าสินเชื่อบ้านปกติ (เพราะธนาคารต้องรับความเสี่ยงมากกว่า) 2.เมื่อผู้กู้เสียชีวิต ทายาทมีสิทธิ์ไถ่ถอนหลักประกัน แต่หากไม่ไถ่ถอน จะตกเป็นของธนาคารทันที 3.หากเสียชีวิตก่อนหมดสัญญา ย้อนกลับไปดูข้อ 2 4.บ้านที่จะนำมาขอสินเชื่อ ต้องเป็นบ้านที่ผู้กู้อาศัยเป็นบ้านหลัก ไม่ใช่บ้านพักต่างจังหวัด หรือบ้านที่ซื้อไว้ลงทุน ปัจจุบันมีธนาคาร 2 แห่งที่ให้บริการ1.ธนาคารออมสิน รายละเอียดเพิ่มเติม https://www.ghbank.co.th/product-detail/reverse-mortgage-loan 2.ธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) รายละเอียดเพิ่มเติม https://www.gsb.or.th/personals/reverse-mortgage/

  หนึ่ง ศราพงค์


  30 เมษายน 2564

ส่องโปร สินเชื่อบ้าน ผ่อนนาน 70 ปี กับ ธอส.

เงินเดือนน้อย แต่อยากมีบ้านเป็นของตัวเอง โอกาสมาถึงท่านแล้ว !!! ธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) "ธนาคารบ้านของคนไทย" เขาว่าซั่น ^^ เตรียมจัดโครงการใหม่ ปล่อยสินเชื่อผ่อนบ้าน ผ่อนน้อย ผ่อนนาน นานถึง 70 ปี ย้ำ 70 ปี ครับ ! ภายใต้ชื่อเรียกเท่ ๆ ว่า มาตรการสินเชื่อเพื่อช่วยเหลือผู้มีรายได้น้อย "ทูเจน" (Two Gens) ซึ่งจะปล่อยกู้อายุสัญญานานสุด 70 ปี เพื่อลดภาระเงินงวดให้กับลูกค้า ขอแค่มีรายได้ต่อเดือนขั้นต่ำ 10,000 บาทเท่านั้น คำว่า Two Gens น่าจะย่อมาจาก Two Generations แปลเป็นภาษาไทยบ้าน ๆ สไตล์ผมคงจะเรียกว่า "สินเชื่อ 2 ชั่วโคตร" จริง ๆ ที่ถูกต้องควรเป็น "สินเชื่อ 2 ชั่วอายุคน" มากกว่า แต่มันไม่เข้าปาก ฮ่า ๆ ก็คือผ่อนกันชั่วลูกชั่วหลานไปเลย โดยมีเงื่อนไขต้องเป็นการกู้ร่วม เช่น พ่อ-แม่-ลูก-หลาน หรือ บุคคลในครอบครัว ตอนยื่นจะพิจารณารายได้จากผู้กู้หลักก่อน หลังจากนั้นก็ให้ลูก-หลานผ่อนต่อ หลังผู้กู้หลักเกษียณ เพดานการปล่อยกู้ของสินเชื่อประเภทนี้ไม่เกิน 5 ล้านบาท อัตราดอกเบี้ย 3 ปีแรกจะต่ำกว่าเจ้าอื่น ๆ ในตลาดฯ แต่ไม่ต่ำกว่าอัตราต่ำสุดของ ธอส. ปัจจุบันอยู่ที่ 1.99% ต่อปี เดี๋ยวคงจะมีรายละเอียดฉบับเต็มอีกครั้ง โดยทาง ธอส.คาดว่าจะเริ่มเปิดให้ยื่นขอได้ปลายปีนี้ เอาล่ะ ทีนี้มาลองคำนวณกันว่าการผ่อน 70 ปี มันผ่อนน้อยมากแค่ไหน สมมตินะ ... บ้านราคา 2 ล้านบาท อัตราดอกเบี้ยต่ำ ๆ เลยเฉลี่ย 3% ต่อปี (ไม่คิดดอกเบี้ยช่วงโปรนะ เพราะมันแค่ 3 ปี และถ้าผ่อนโปรแกรมนี้ ลืมเรื่องย้ายค่ายเพื่อรีไฟแนนซ์ไปเลย) หากผ่อนโปรแกรมเดิมทั่วไป 30 ปี จะผ่อนเดือนละ 8,432 บาท ผ่อนตามโปรแกรมไม่โปะเลย 30 ปีผ่านไปเสียดอกเบี้ยรวม 1,035,549 บาท แต่หากผ่อน 70 ปี จะเหลือผ่อนเพียงเดือนละ 5,699 บาท เท่านั้น แต่ผ่อน 70 ปี จะเสียดอกเบี้ยรวม 2,787,840 บาท มากกว่าราคาบ้านไปกว่าเท่าตัวเลย ก็แหงแหล่ะ ผ่อนน้อยผ่อนนาน ดอกเบี้ยก็จะเยอะเป็นธรรมดา เป็นโครงการที่ดีนะครับ เพราะเปิดโอกาสให้ผู้ที่มีรายได้น้อย แต่...อยากมีบ้านเป็นของตัวเอง (ถ้าไม่ซีเรียสเรื่องดอกเบี้ย) ซึ่งจริง ๆ คนเราคงไม่มีรายได้น้อยไปตลอดหรอกมั้ง เมื่อมีรายได้เพิ่มขึ้นก็ควรโปะเพิ่มเพื่อตัดเงินต้น - ลดดอกเบี้ย พ้นช่วงโปร 3 ปี ก็ควรไปขอเจรจาลดดอกเบี้ย แต่ไม่แนะนำกับผู้ที่มีแนวคิดกู้ซื้อไปก่อนแล้วค่อยว่ากันนะครับ เห็นแก่ว่าผ่อนต่อเดือนถูก ดีกว่าไปเช่าเขา สุดท้ายไม่ไหว ผลักภาระไปให้ลูกหลาน แบบนั้นชุ่ยมาก !!! ต้องศึกษา คิดคำนวณดอกเบี้ยรวมที่ต้องจ่าย วางแผนการผ่อน ตกลงกับลูกหลานที่จะต้องมากู้ร่วมให้เข้าใจ ผู้กู้ร่วมต้องรับรู้นะว่า มีภาระตรงนี้รออยู่ในอนาคต อย่ามักง่ายกับเรื่องหนี้สิน เพราะสุดท้ายแล้วมันจะสร้างความยุ่งยากแบบสุดติ่งเลยล่ะ

  หนึ่ง ศราพงค์


  11 กันยายน 2563

Loading...

ยังไม่มีข้อมูลเพิ่มเติม