วางแผนการเงินเหมือนกัน ทำไมบางคนปัง บางคนพัง

เงินจำนวนเท่ากัน แต่การจัดลำดับความสำคัญต่างกัน...การวางแผนการเงินจึงเป็นเรื่องของทุกคน เงินจำนวน 10,000 / 100,000 / 1,000,000 บาทถ้ามองที่จำนวนของเงินก็ดูคล้ายกัน ไม่ว่าเงินจำนวนนี้จะอยู่กับผมหรือคุณ มันก็สามารถทำให้เราเอาไปใช้ตามเป้าหมายต่างๆที่เราต้องการได้ แต่นั่นมันเป็นแบบนั้นจริงๆ ใช่ไหม ?จำนวนเงินเท่ากันของเราสามารถจัดการคล้ายกันได้จริงๆใช่ไหม ? หลากหลายคำถามที่หลายๆคนส่งข้อมูลมาให้เราร่วมวางแผนการเงินLumpsum มีโครงการรับวางแผนการเงิน ฟรี ไม่มีค่าใช้จ่าย คลิกเลย! เป้าหมายพื้นฐานคล้ายกัน… อยากซื้อบ้าน / อยากซื้อรถ / อยากลงทุน ตอนนี้มีเงินเก็บอยู่ก้อนนึงเอาไปทำอะไรดี ? แต่หากมองลึกลงไปเมื่อบริบทเราต่างกัน จำนวนเงินเท่ากัน แม้เป้าหมายคล้ายกัน แต่การวางแผนจัดลำดับความสำคัญของเงินอาจไม่เท่ากัน สมมติ มีนาย A กับนาย B นาย A มีเงินเก็บ 300,000 บาท มีค่าใช้จ่าย เดือนละ 50,000 บาท มีเป้าหมายอยากดาวน์รถสักคัน นาย A อาจจะต้องพิจารณาบริบทตัวเอง ว่าถ้านำเงินเก็บก้อนนี้ไปดาวน์รถทั้งหมด หากมีค่าใช้จ่ายเพิ่มเติมในขณะผ่อนรถจะจัดการยังไง หรือแม้แต่หากมีเรื่องฉุกเฉินที่ต้องใช้เงินจะทำยังไง ? เงินเก็บ 300,000 บาท ที่มีตอนนี้อาจจะเหมาะแก่การเป็นเงินสำรอง 6 เดือน ซึ่งหากนาย A ต้องการใช้รถจริงๆ อาจจะต้องวางแผนเก็บเงินดาวน์ใหม่ หรือกู้ 100เพื่อให้สามารถไปถึงเป้าหมายที่วางไว้ได้ ขณะเดียวกันการเงินเราก็ยังปลอดภัยด้วยเพราะ ราคาที่ต้องจ่ายในการป้องกันปัญหา ถูกกว่า ราคาที่ต้องจ่ายในการแก้ปัญหาแน่นอน ทีนี้เรามาดูฝั่งนาย B กันบ้าง… นาย B มีเงินเก็บ 300,000 บาท เท่ากับนาย Aมีค่าใช้จ่าย เดือนละ 20,000 บาท มีเป้าหมายอยากดาวน์รถเหมือนกับนาย Aถ้าเรามาพิจาณานาย B หากมีค่าใช้จ่ายเพิ่มเติมในขณะผ่อนรถจะจัดการยังไงหรือแม้แต่หากมีเรื่องฉุกเฉินที่ต้องใช้เงินจะทำยังไง ? ถ้าดูจากค่าใช้จ่าย นาย B ก็ควรสำรองเงินไว้ 6 เดือนเหมือนกันเท่ากับ 120,000 บาท เงินก้อนนี้ก็น่าจะเพียงพอให้นาย B ขยับตัวได้หากมีเหตุต้องใช้เงินและถึงแม้ว่านาย B จะเก็บเงินสำรองแล้ว ก็ยังเหลือเงินให้เอาไปดาวน์รถอีก 180,000 บาทตอนนี้ไม่ว่าคุณจะเป็นนาย A หรือ นาย Bการที่คุณมีค่าใช้จ่ายจำเป็นมากกว่าคนอื่น…มีเป้าหมายอยากได้ในสิ่งที่ต้องการ…นั่นไม่ผิดอะไรเลย แต่สิ่งที่คุณควรรู้คือบริบทตัวเอง เพราะเมื่อเรามีบริบทต่างกัน…. แม้เราจะมีเงินจำนวนเท่ากัน เป้าหมายคล้ายกัน แต่แผนการเงินของเราต่างกัน การจัดลำดับความสำคัญต่างกัน...การวางแผนการเงินจึงเป็นเรื่องของทุกคน #TESTTHANASIT

  เทส ธนสิทธิ์


  17 พฤศจิกายน 2565

3 การลงทุนที่ไม่มีวันขาดทุน

วันนี้อยากเล่าให้ฟังถึงประสบการณ์การลงทุนของตัวเองค่ะ วันที่แอดมินเริ่มต้นวางแผนการเงินอย่างจริงจังคือเมื่อประมาณ 2 ปีกว่าๆ ที่ผ่านมา ตอนที่มารับผิดชอบเพจ lumpsum นั่นแหละ คำถามแรกที่มีหลังจากคิดจะวางแผนการเงินก็คือ มีเงินเก็บอยู่ประมาณนึง เราจะลงทุนอะไรดีนะ (ใครเป็นแบบนี้ยกมือขึ้น) สิ่งที่แอดมินลงมือทำในช่วงแรกๆ คือ หาว่ามีการลงทุนไหนที่ให้ผลตอบแทนสูงๆ บ้าง ขอแค่ 8 - 10 % ก็พอ เดชะบุญที่พอจะมีความเข้าใจว่าผลตอบแทนสูงมากๆ นั้นไม่มีจริง ไม่อย่างนั้นอาจตกเป็นเหยื่อแชร์ลูกโซ่ไปแล้วเมื่อได้คำตอบว่าการลงทุนที่ได้ผลตอบแทน 8 - 10 % ก็คือ การลงทุนในหุ้น โอเค ความรู้เรื่องหุ้นก็พอมี ก็เลยจัดไป ลงทุนในพอร์ตหุ้นอย่างจริงจัง ผลก็คือ พอร์ตแดงแต่นั่นก็ยังไม่ใช่ประเด็น เพราะการขาดทุนระหว่างทางของการลงทุนในหุ้น ถือเป็นเรื่องปกติ แต่ที่ไม่ปกติคือ แอดมินไม่รู้จักตัวเองว่าเป็นคนทนความผันผวนไม่ได้ พูดง่ายๆ คือ เห็นตัวแดงแล้วเครียด นอนไม่หลับ ยิ่งเงินที่เอาไปลงทุนเป็นเงินที่สู้อุตส่าห์เก็บออมมาอย่างยากลำบาก ก็ยิ่งเครียดเข้าไปใหญ่ก็เลยกลับมาตั้งคำถามกับตัวเองใหม่ ว่าถ้าอยากมีการเงินที่มั่นคง ต้องวางแผนยังไง เลยได้เรียนรู้ว่าที่ผ่านมาเราตั้งคำถามผิด เมื่อเราตั้งคำถามผิด ก็เหมือนติดกระดุมเม็ดแรกผิด มันเลยผิดไปหมดพอตั้งคำถามใหม่ว่าควรวางแผนยังไง ก็เลยไปเจอทางสว่างจากครูบาอาจารย์ ผู้มีประสบการณ์มากมายที่บอกเอาไว้ว่า สิ่งที่ควรลงทุนเป็นอันดับแรก ไม่ใช่สินทรัพย์หรือเครื่องมือทางการเงินใดๆ แต่การลงทุนที่คุ้มค่าที่สุด และไม่มีวันขาดทุน คือ "การลงทุนในตัวเอง" ถามต่อว่า แล้วอะไรล่ะที่เรียกว่า "การลงทุนในตัวเอง"เท่าที่ได้ศึกษาและเอามาลองใช้ พบว่ามี 3 สิ่งที่เราควรลงทุนให้กับตัวเอง 1. การลงทุนในสุขภาพทั้งกายและใจ ข้อนี้ให้เป็นอันดับแรกเลย เพราะอย่าลืมว่าร่างกายของเราจัดเป็นทรัพย์สินที่มีค่าที่สุด ลองคิดดูว่าถ้ามีเงินมากมายแต่สุขภาพไม่ดี ต้องเจ็บป่วย กินอะไรก็ไม่อร่อย เที่ยวก็ไม่สนุก มันคงไม่มีประโยชน์ที่จะหาเงินมามากมาย ส่วนสุขภาพใจก็ยิ่งสำคัญ ในหนังสือ สู่จุดสูงสุดของชีวิตด้วย "พีระมิดสามสุข" ของคุณหมอคาบาซาวะ ชิออน บอกถึงความสุขที่อ้างอิงตามสารเคมีในสมอง อันดับแรกที่เราควรสร้างไว้เป็นพื้นฐานของชีวิต คือความสุขแบบเซโรโทนิน ซึ่งก็คือความสุขจากการมีสุขภาพที่ดีทั้งกายและใจ อันดับ 2 คือ ความสุขแบบออกซิโทซิน หรือ ความสุขจากความรักและความสัมพันธ์ที่ดี และ บนสุดของพีระมิด คือความสุขแบบ โดพามีน ซึ่งหมายถึงความสำเร็จต่างๆ ของชีวิต เช่นการงาน การเงิน ข้อเสียก็คือโดพามีนเหมือนสารเสพติด ที่ได้แล้วก็อยากได้อีก อยากได้มากขึ้น ถ้าได้เท่าเดิมความสุขก็จะลดลงแอดมินมานั่งคิดดูว่า ที่ผ่านมาเรามีความสุขยาก ก็เพราะไปพึ่งพิงความสุขแบบโดพามีนมากเกินไป ไขว่คว้าความสำเร็จด้านการงาน และการเงิน ซึ่งเมื่อเราผิดหวัง ทุกอย่างก็พังลงมา เพราะพื้นฐานด้านล่างเราไม่แข็งแรงพอ ก็เลยเอาใหม่ ใส่ใจกับสุขภาพทั้งกายและใจ รวมไปถึงความสัมพันธ์ที่ดีกับทั้งครอบครัวและคนรอบข้าง พบว่ามันทำให้มีความสุขได้ง่ายขึ้นจริงๆ ด้วย และถึงแม้จะผิดหวัง ไม่ได้ดังใจ ก็เหมือนมีฟูกนิ่มๆ มีบ้านให้เรากลับไปพักก่อนแล้วค่อยมาเริ่มใหม่ ดังนั้นถ้าคิดจะลงทุน ขอให้ลงทุนในสุขภาพก่อนเลย ให้พื้นฐานแแน่นไว้ก่อน แล้วจะต่อยอดขึ้นไปได้ง่ายขึ้น 2. การลงทุนในความคิด ควบคู่ไปกับการดูแลสุขภาพ คือการปรับระบบความคิด หรือ Mindset ค่ะ เพราะถือเป็นสิ่งสำคัญมากๆ ต่อการประสบความสำเร็จ โดยเฉพาะเรื่องของการจัดการเงิน แอดมินชอบเปรียบเทียบเป็นการปลูกต้นไม้ ถ้าอยากกินทุเรียนก็ต้องปลูกต้นทุเรียน ถ้าเราปลูกมะเขือเทศ แต่เฝ้ารอให้มันออกลูกมาเป็นทุเรียน ก็คงไม่มีทางเป็นไปได้ หรือแม้ว่าเราจะปลูกทุเรียนอยู่แล้ว แต่ลูกมันดันไม่ดก รสชาติไม่อร่อย การตัดแต่งกิ่งหรือใบ ก็ไม่ได้ช่วยแก้ปัญหา เพราะต้นเหตุอยู่ที่การบำรุงดินและการใส่ปุ๋ยเช่นกันกับเรื่องเงิน ถ้าเราต้องการเป็นผู้ที่มีความมั่งคั่งมั่นคงทางการเงิน อยากรวย อยากเป็นเศรษฐี แต่ยังมีทัศนคติของคนจน คนขาดแคลน ถึงจะมีความรู้ มีเครื่องมือทางการเงินมากมายแค่ไหน สุดท้ายเราก็จะกลับมาจนแบบเดิม เพราะไม่ได้แก้ไขที่ต้นเหตุ คนเราเหมือนต้นไม้อยู่อย่างนึง คือ โลกภายในสร้างโลกภายนอก ถ้าต้องการเปลี่ยนชีวิตต้องแก้ที่ภายในให้ได้ก่อน พูดแล้วอาจจะดูเหมือนง่ายๆ ก็แค่เปลี่ยนความคิด แต่พอลงมือทำจริงจะบอกว่ามันยากมากและต้องใช้เวลาพอสมควร เพราะความคิดแบบเดิมติดตัวเรามาตั้งหลายสิบปี การจะเปลี่ยนความคิดได้ก็ต้องใช้เวลาเหมือนกัน เอาจริงๆ ตัวแอดมินเองถึงตอนนี้ก็ยังเปลี่ยนความคิดไม่ได้ 100% แค่ดีกว่าแต่ก่อนเท่านั้นเอง ส่วน Mindset ทางการเงินที่ดีมีอะไรบ้าง ขอแนะนำให้อ่านหนังสือเล่มนึงชื่อว่า “ถอดรหัสลับสมองเงินล้าน” ของคุณ T. Harv Eker ที่เป็นหนังสือยอดฮิตและขายดีตลอดกาล แอดมินเคยทำสรุปไว้ที่โพสต์นี้ค่ะ (ถ้าดูแล้วสนใจแนะนำให้หาอ่านฉบับเต็มนะคะ เพราะมีรายละเอียดอีกมากมาย) 3. ลงทุนในความรู้ เมื่อผ่านการลงทุนทั้ง 2 ข้อมาแล้ว แอดมินก็รู้จักตัวเองมากขึ้น เริ่มมีเป้าหมายที่เป็นของตัวเองแบบที่ไม่ได้ลอกคนอื่นมา ถึงตอนนี้ก็ได้เวลางัดความรู้ด้านการเงินที่มีออกมาใช้ หรือตรงไหนที่ยังขาดอยู่ก็ไปเรียนรู้ซะ เราชอบแนวคิดของโค้ชหนุ่ม Money Coach ที่บอกว่า “High Understanding, High Returns หรือ ยิ่งคุณรู้จักและเข้าใจในสิ่งที่คุณลงทุนมากเท่าไหร่ คุณก็ยิ่งมีโอกาสสร้างผลตอบแทนจากการลงทุนได้มากเท่านั้น” การเอาแต่วิ่งตามกระแสแห่กันไป เห็นใครทำอะไรแล้วรวยก็วิ่งตามไปเรื่อย ไม่เคยหยุดคิด หยุดมอง หรือเรียนรู้ว่าแท้ที่จริงแล้วปัจจัยในการประสบความสำเร็จของเครื่องมือลงทุนต่างๆ เป็นยังไง ก็อย่าหวังว่าจะประสบความสำเร็จในการลงทุน ซึ่งมันเป็นคำกล่าวที่โคตรจริงเลย เพราะแอดมินก็ลองมาหลายอย่างในการลงทุนที่เค้าว่าดี ว่ามีกำไร ทั้ง หุ้น กองทุน คริปโทฯ แต่มันไม่ประสบความสำเร็จเพราะไม่ได้รู้จักและเข้าใจสิ่งที่ลงทุนจริงๆ โค้ชหนุ่มเคยบอกว่า ในโลกของการลงทุน ยิ่งเรียนรู้ หรือทำความรู้จักกับเครื่องมือลงทุนได้มากเท่าไหร่ ก็ยิ่งประสบความสำเร็จในการลงทุนเท่านั้น ไม่เชื่อลองดูตัวอย่าง วอร์เรน บัฟเฟตต์(ลงทุนในหุ้น) บิลล์ เกตส์ (ลงทุนในธุรกิจ) หรือ จิม โรเจอร์ส (ลงทุนในสินค้าโภคภัณฑ์และหุ้น) ทั้ง 3 ท่านลงทุนในเครื่องมือทางการเงินเพียงอย่างเดียว แต่ก็ประสบความสำเร็จ และได้รับการยอมรับว่าเป็นกูรูในสิ่งที่พวกเขาทำที่สำคัญที่สุดนอกเหนือไปจากการเรียนรู้และเข้าใจในสิ่งที่ลงทุนแล้ว ก่อนลงทุนในอะไรก็ตาม อย่าลืมดู "จริต" ของตัวเองด้วย ว่าเรามีความสุขกับการลงทุนมั้ย ลงทุนแล้วนอนหลับรึเปล่า โค้ชหนุ่มบอกว่า "การลงทุนที่ดีที่สุด อาจไม่ใช่การลงทุนที่คาดหวังผลตอบแทนได้สูงสุด แต่มันคือการลงทุนที่ทำให้คุณนอนหลับฝันดี"นั่งพิจารณาตัวเองแล้วก็ไม่แปลกใจที่ก่อนหน้านี้การลงทุนไม่ประสบความสำเร็จ ก็เพราะทำกลับด้าน แทนที่จะทำความเข้าใจตัวเองก่อน กลับไปมองหาเครื่องมือการลงทุนที่จะได้กำไรดีๆ ตอนนี้ก็เลยกลับมาเริ่มใหม่ กำไรในตัวเงินยังไม่เห็น แต่ชีวิตมีความสุขขึ้น กินอิ่ม นอนหลับ ก็นับว่าเป็นกำไรชีวิตอย่างนึง ใครที่เคยเป็นแบบแอดมินก็อย่าเพิ่งท้อนะคะ มาเริ่มใหม่ด้วยกัน บอกเลยว่ามันไม่มีคำว่าสายเกินไป เพราะแค่เราตระหนักรู้ถึงความสำคัญของการเงิน ก็เท่ากับกำลังเดินอยู่บนเส้นทางของความสำเร็จแล้ว ไปต่อตามกำลังของตัวเอง ไม่ต้องเปรียบเทียบกับใคร แล้วจะมีความสุขมากขึ้น อยากให้ลองทำดูค่ะเมื่อลงทุนในตัวเองจนพร้อมแล้ว ทั้งสุขภาพกายใจ Mindset และความรู้ ก็อยากชวนมาวางแผนการเงินกันค่ะ ถ้าไม่รู้จะเริ่มต้นยังไง ดาวน์โหลด app lumpsum มาใช้ฟรีได้เลย ios android

  เก๋เก๋ ดาริน ปริญญากุล


  03 พฤศจิกายน 2565

อิสรภาพทางการเงิน 7 ระดับ

คุณอยู่ระดับไหน ของอิสรภาพทางการเงิน เชื่อว่าเป้าหมายสูงสุดของการพัฒนาตัวเองในมิติด้านเงินของทุกคน ก็คือไปให้ถึงคำว่า "อิสรภาพทางการเงิน" ซึ่งอาจจะดูเป็นเป้าหมายที่ไกลมาก แบบที่ไม่สามารถจินตนาการได้เลยว่า เราจะไปถึงได้ยังไง แค่หาเงินใช้ให้พอถึงสิ้นเดือนก็ยากแล้ว แต่ที่จริงแล้วคำว่า "อิสรภาพทางการเงิน" มีหลายระดับ เราจะต้องผ่านขั้นบันไดทางการเงิน ซึ่งบอกเลยว่าเพียงแค่อยู่ในขั้นแรก ก็ถือว่าเราอยู่ในเส้นทางของอิสรภาพทางการเงินแล้ว ส่วนใครที่หาเงินใช้พอถึงสิ้นเดือน คุณอยู่ระดับ 2 แล้วด้วยซ้ำ Grant Sabatier ผู้เขียนหนังสือ "Financial Freedom" ซึ่งเป็นหนึ่งในผู้ประสบความสำเร็จตามแนวคิด FIRE movement -- ซึ่งย่อมาจาก "financial independence, retire early" หรือคนที่มีอิสรภาพทางการเงิน และเกษียณอายุได้เร็ว ได้แบ่งอิสรภาพทางการเงินเป็น 7 ระดับ ดังนี้ อิสรภาพทางการเงิน ขั้นที่ 1 Clarity ชัดเจน หรือ รู้จักสถานการณ์เงินของตัวเอง ขั้นนี้แค่เราเริ่มตระหนักว่าตัวเองอยากมีอิสรภาพทางการเงิน เริ่มมีคำถามและรู้สถานภาพทางการเงินของตัวเอง เช่น ตอนนี้มีรายได้เท่าไหร่ , หนี้สินเท่าไหร่ , เป้าหมายของเราคืออะไร แค่นี้ก็ถือว่าอยู่บนบันไดขั้นแรกของอิสรภาพทางการเงินแล้ว อิสรภาพทางการเงิน ขั้นที่ 2 Self-Sufficiency พึ่งพาตนเองได้ คนที่อยู่ในขั้นนี้ จะมีรายได้เพียงพอครอบคลุมค่าใช้จ่ายของตัวเอง ใช้เงินแบบเดือนชนเดือน และยังมีหนี้สินอยู่ แอดมินคิดว่ามนุษย์เงินเดือนส่วนใหญ่น่าจะอยู่ในระดับนี้แหละ อิสรภาพทางการเงิน ขั้นที่ 3 Breathing room พอมีเหลือ หรือมีช่องให้พักหายใจ ขั้นนี้คือคนที่เริ่มมีเงินเก็บบ้าง เริ่มใช้จ่ายได้สะดวกสบาย ไม่เดือนชนเดือน รายได้หักค่าใช้จ่ายแล้วยังมีเงินเหลือสำหรับเก็บออม ลงทุนในสินทรัพย์ต่างๆ เพื่อสร้างอิสรภาพทางการเงินในอนาคต อิสรภาพทางการเงิน ขั้นที่ 4 Stability มั่นคง ไม่กลัวตกงาน คือคนที่มีเงินออมสำรองเผื่อฉุกเฉินอย่างน้อย 6 เดือน สามารถใช้ชีวิตได้โดยไม่กลัวตกงาน เพราะหากตกงานก็ยังสามารถนำเงินออมฉุกเฉินมาใช้จ่ายในชีวิตได้อยู่ อิสรภาพทางการเงิน ขั้นที่ 5 Flexibility ยืดหยุ่น คือคนที่มีเงินสำรองสำหรับ 2 ปีขึ้นไป สามารถอยู่ได้โดยไม่ทำงานอย่างน้อย 1 ปี ซึ่งจะทำให้สามารถใช้ชีวิตอย่างยืดหยุ่น มีเวลา มีทางเลือกมากขึ้น อิสรภาพทางการเงิน ขั้นที่ 6 Financial Independence มีอิสระทางการเงิน คำว่าอิสรภาพทางการเงินที่ทุกคนใฝ่ฝันอยู่ในขั้นนี้แหละ ก็คือไม่ต้องทำงานแล้ว แต่ใช้ชีวิตได้ด้วย Passive Income หรือผลตอบแทนจากการลงทุน แต่การมี Passave Income ก็ไม่ได้หมายความว่าไม่ต้องทำอะไรเลย เพราะในขั้นนี้ก็ยังต้องใช้เวลาส่วนใหญ่ในชีวิตไปกับการลงทุน เพื่อไม่ให้ความมั่งคั่งหายไป แต่ก็ถือว่าสุขสบายขึ้นเยอะ อิสรภาพทางการเงิน ขั้นที่ 7 Abundant Wealth มั่งคั่งเกินพอ คือคนที่มีเงินมากกว่าที่ตัวเองต้องการ ไม่มีปัญหาทางการเงินอีกต่อไป ไม่กังวลสภาพตลาดที่ผันผวน เพราะเงินที่ลงทุนไม่ได้ส่งผลต่อค่าใช้จ่ายในการดำเนินชีวิต คนที่อยู่ในขั้นนี้ส่วนใหญ่ก็ไม่ได้หยุดทำงาน แต่จะทำงานที่เติมเต็มจิตใจ หรือเพื่อการกุศล เพื่อสังคม อย่างเช่น ปู่วอร์เรน บัฟเฟตต์ เป็นต้น แล้วเพื่อน ๆ ล่ะ อยู่ในขั้นไหนของอิสรภาพทางการเงินบ้างคะ แอดมินเองตอนนี้อยู่ในขั้นที่ 3 กำลังพยายามขึ้นมาขั้นที่ 4 ซึ่งหากมาถามคำถามนี้เมื่อ 2 ปีก่อน แอดมินอยู่ในระดับ 1-2 เท่านั้นเอง ไม่น่าเชื่อว่าหลังจากวางแผนการเงินอย่างจริงจังมาแค่ 2 ปี ทำให้รู้สึกชีวิตมั่นคงขึ้นมากเลย ใครที่รู้สึกว่าตัวเองยังไปไม่ถึงไหน ก็ไม่ต้องกังวลหรือเครียดไปนะคะ เพราะจากสถิติแล้วชาวอเมริกันมากกว่า 50% ก็ยังอยู่ในขั้นที่ 2 เท่านั้น และข่าวดีก็คือ ถ้าใครสามารถเข้ามาอยู่ในขั้นที่ 1 คือ ตระหนักรู้ได้แล้ว การก้าวไปขั้นที่ 2 , 3 มันไม่ยากเลยค่ะ เริ่มเร็ว เริ่มรวย มันเป็นแบบนั้นเลย ใครที่อยากมีความชัดเจน รู้สถานะทางการเงินของตัวเองว่าอยู่ระดับไหน แต่ยังไม่รู้จะเริ่มยังไง แอดมินแนะนำให้เริ่มจากการบันทึกรายรับรายจ่ายเป็นอันดับแรกค่ะ หากอยากได้ตัวช่วยบันทึกแบบฟรีๆ แถมยังมีฟังก์ชันดีๆ น่ารักๆ มากมาย ดาวน์โหลด app Lumpsum ได้ที่นี่เลยนะคะ iosandroid หวังว่าคอนเทนต์นี้จะทำให้เพื่อนๆ ได้รู้ว่าตัวเองอยู่ในขั้นไหนของคำว่าอิสรภาพทางการเงิน และเลือกทำในสิ่งที่ดีต่อการเงินของตัวเองนะคะ อาจจะดูยากดูฝืนในช่วงแรกๆ แต่เชื่อเถอะว่ามันคุ้มค่า ยิ่งถ้าตอนนี้กำลังมีปัญหาการเงิน ต้องยิ่งวางแผน อย่าปล่อยให้บานปลายเพราะจะยิ่งแก้ยากค่ะ เป็นกำลังใจให้ทุกคนนะคะ

  เก๋เก๋ ดาริน ปริญญากุล


  12 ตุลาคม 2565

อยากมี Passive Income ต้องลงทุนอย่างไร?

เราต้องการทำงานที่ชอบเราต้องการอาหารที่อร่อยเราต้องการสุขภาพที่ดีเราต้องการครอบครัวที่อบอุ่น‍เราต้องการเที่ยวอย่างมีความสุขและอีกหลายความต้องการ จริง ๆ แล้วเราไม่ได้ต้องการเงินเราเพียงต้องการ "อิสรภาพ" แต่ "อิสรภาพ" ต้องใช้เงิน "การลงทุน" เป็นเส้นทางไปสู่ "อิสรภาพทางการเงิน"เพื่อให้สินทรัพย์หรือเงินทำงานแทนเรานำมาซึ่งรายได้ที่เรียกว่า "Passive Income"แต่จะต้องลงทุนอย่างไรนั้น ไปดูพร้อมกันเลยครับ Active Income VS Passive Income Active Income เป็นรายได้จากการที่เราทำงานเพื่อให้เกิดรายได้ เช่น พนักกงานออฟฟิศมีรายได้เป็นเงินเดือน ค่าคอมมิสชั่น ฟรีแลนซ์ได้ค่าจ้าง เป็นต้น หรือจะเรียกง่าย ๆ ก็คือ การทำงานเพื่อแลกเงินนั่นเอง ส่วน Passive Income เป็นรายได้ที่เกิดจากสินทรัพย์ทำงานแทนเรา เพื่อสร้างรายได้ที่เป็นกระแสเงินสดอย่างสม่ำเสมอ โดยปกติสามารถสร้าง Passive Income ได้ด้วย 2 วิธีการหลัก คือ การลงทุนทางตรง เช่น การลงทุนในอสังหาริมทรัพย์แล้วปล่อยให้เช่า ทำให้มีรายได้จากค่าเช่าเข้ามาทุกเดือน เป็นต้น กับการลงทุนทางอ้อมผ่านตราสารทางการเงิน เช่น พันธบัตรรัฐบาล ตราสารหนี้ หุ้นกู้เอกชน ที่เราจะได้รับกระแสเงินสดในรูปของดอกเบี้ย และการลงทุนในหุ้นและกองทุนรวม ที่จะได้รับกระแสเงินสดในรูปของเงินปันผล เป็นต้น • Active Income เราต้องทำงานเพื่อให้มีรายได้ ส่วน Passive Income ใช้สินทรัพย์ทำงานแทนเรา • Active Income มีเวลาจำกัด กล่าวคือ เราจะมีรายได้ตราบเท่าที่เรายังทำงานได้เท่านั้น แต่ Passive Income แม้เราจะทำงานไม่ได้แล้ว แต่ก็ยังมีรายได้อยู่ และยังสามารถส่งต่อเป็นมรดกได้อีกด้วย • Active Income คือการทำงานที่เราจะได้รับผลตอบแทนเกือบจะทันที เช่น เงินเดือน หรือค่าจ้าง เป็นต้น ส่วน Passive Income ต้องใช้ระยะเวลาเพื่อให้เกิดรายได้ (ช่วงเริ่มต้นลงทุน) แน่นอนว่าทุกคนมี Active Income ต้องทำงานเพื่อเงิน แต่จะดีกว่ามั้ย? ถ้าเรามีรายได้อีกทางจาก Passive Income ที่ใช้เงินทำงานแทนเรา รูปแบบผลตอบแทนจาก Passive Income รายได้จากการลงทุนที่เป็น Passive Income มีอยู่ 3 รูปแบบ คือ 1. ดอกเบี้ย ที่ได้จากการฝากเงิน หรือลงทุนในตราสารหนี้ (พันธบัตรกับหุ้นกู้เอกชน) 2. ปันผล ที่ได้จากการลงทุนในหุ้นและกองทุนรวม 3. ค่าเช่า ที่ได้จากการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์แล้วปล่อยให้เช่า เช่น สร้างอพาร์ตเม้นท์ให้เช่า ซื้อคอนโดมิเนียมแล้วให้เช่า เป็นต้น ตัวอย่าง อยากมี Passive Income เดือนละ 10,000 บาท ต้องลงทุนอย่างไร และใช้เงินทุนเท่าไหร่? 1. เงินฝากออมทรัพย์ นับเป็นการลงทุนรูปแบบหนึ่ง ที่มีความเสี่ยงต่ำมาก ซึ่งนั่นก็แลกมากับผลตอบแทนที่ต่ำมากเช่นกัน ปัจจุบันให้อัตราดอกเบี้ยเพียง 0.25% ฉะนั้น ถ้าอยากมี Passive Income เดือนละ 10,000 บาท ต้องมีเงินในบัญชีเงินฝากออมทรัพย์สูงถึง 48 ล้านบาท 2. ตราสารหนี้ แบ่งเป็น พันธบัตรรัฐบาลกับหุ้นกู้เอกชน เป็นการลงทุนที่มีความเสี่ยงต่ำ จึงให้ผลตอบแทนไม่สูงมากในระดับ 2-5% ต่อปี ฉะนั้น ถ้าอยากมี Passive Income เดือนละ 10,000 บาท ต้องลงทุนในตราสารหนี้ราว 2.4–6.0 ล้านบาท 3. อสังหาริมทรัพย์ เป็นรูปแบบการลงทุนที่ได้รับความนิยมมานาน ไม่ว่าจะเป็นการซื้อบ้าน ทาวเฮ้าส์ คอนโดมิเนียมเพื่อปล่อยเช่า หรือการสร้างหอพัก อพาร์ตเม้นท์เพื่อให้เช่า ซึ่งเป็นการลงทุนอสังหาริมทรัพย์ทางตรง นอกจากนี้ ยังมีการลงทุนลงทุนอสังหาริมทรัพย์ทางอ้อมที่ใช้เงินลงทุนน้อยกว่า ผ่านกองทุนอสังหาริมทรัพย์แทนได้เช่นกัน เช่น Property Fund, Real Estate Investment Trust (REITs) และ Infrastructure Fund (IFF) ที่มีนโยบายลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน บนผลตอบแทน 6%-10% ถ้าอยากมี Passive Income เดือนละ 10,000 บาท ต้องลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ราว 1.2-2.0 ล้านบาท 4. กองทุนรวมหุ้น เหมาะกับคนที่ยอมรับความเสี่ยงได้สูง เพิ่งเริ่มต้นลงทุน มีทุนน้อย และไม่มีเวลาติดตามข่าวสารการลงทุนมากนัก เพราะมีผู้จัดการกองทุนลงทุนแทน เนื่องจากเป็นการลงทุนที่มีความเสี่ยงสูง ทำให้มีโอกาสได้ผลตอบแทนสูงเช่นกันในระดับ 8% - 12% ฉะนั้น ถ้าอยากมี Passive Income เดือนละ 10,000 บาท ต้องลงทุนในกองทุนรวมหุ้น 1.0-1.5 ล้านบาท 5. หุ้น เป็นรูปแบบการลงทุนคล้ายการลงทุนในกองทุนรวมหุ้น เพียงแต่เป็นการลงทุนในหุ้นโดยตรง เหมาะกับคนที่มีความรู้ความเข้าใจการลงทุนในหุ้นพอสมควร เริ่มต้นสร้าง Passive Income การจะมีรายได้ประจำอย่างสม่ำเสมอทุกเดือนจาก Passive Income ต้องใช้เวลาสะสมความมั่งคั่งเพื่อให้บรรลุเป้าหมาย ซึ่งในโลกแห่งความเป็นจริง การลงทุนมีขึ้นและมีลง ไม่มีใครสามารถทำนายภาวะการลงทุนในอนาคตได้อย่างแม่นยำ เทคนิคการลงทุนที่จะช่วยให้มือใหม่อย่างเราลงทุนได้อย่างมีความสุขและบรรลุเป้าหมาย ก็คือ การลงทุนแบบถัวเฉลี่ยต้นทุน หรือ DCA (Dollar Cost Averaging) นั่นเอง การลงทุนแบบถัวเฉลี่ยต้นทุน หรือ DCA มีจุดเด่น 3 ข้อ1. ลดความผิดพลาดจากการจับจังหวะการลงทุน เพราะมีงานวิจัยที่ได้ข้อสรุปว่าในการลงทุนระยะยาวการจัดพอร์ตหรือสินทรัพย์การลงทุนเป็นส่วนสำคัญกว่า 90% ที่ช่วยให้บรรลุเป้าหมายในการลงทุน 2. เพิ่มโอกาสสร้างผลตอบแทนที่ดี โดยเฉพาะสินทรัพย์ที่มีความผันผวนสูงอย่างกองทุนรวมหุ้น เพราะจะทำให้มีโอกาสได้ต้นทุนเฉลี่ยต่อหน่วยที่ต่ำกว่าในระยะยาว 3. สร้างวินัยการลงทุน เพราะเป็นการลงทุนแบบอัตโนมัติ ต่อเนื่องไปเรื่อย ๆ ตามระยะเวลาที่เรากำหนดได้เอง โดยไม่ต้องหวั่นไหวต่อการเปลี่ยนแปลงของสภาวะตลาดที่เกิดขึ้น ตัวอย่างการสร้าง Passive Income ด้วยการลงทุนแบบ DCA ในวันที่มีเงินเดือน 30,000 บาท กงยูเริ่มต้นลงทุนแบบ DCA ในกองทุนรวมหุ้นเดือนละ 20% ของเงินเดือน ซึ่งเท่ากับ 6,000 บาท หากกงยูยังคงลงทุนอย่างสม่ำเสมอด้วยเงินเดือนละ 6,000 บาท กงยูจะใช้เวลาราว 20 ปี ที่จะมีพอร์ตกองทุน 2,400,000 บาท ตามเป้าหมาย หลังจากนั้นจึงจะเก็บกินเงินปันผลได้เดือนละ 10,000 บาท (หากพอร์ตกองทุนรวมของกงยูให้อัตราผลตอบแทนจากเงินปันผล 5% ต่อปี) แต่ในโลกความเป็นจริง ในอนาคตเงินเดือนของกงยูจะไม่ได้อยู่ที่ 30,000 บาท เพราะเมื่อกงยูอายุเพิ่มขึ้น ก็จะมีประสบการณ์ทำงานเพิ่มมากขึ้น จึงมีโอกาสที่เงินเดือนหรือรายได้จะเพิ่มขึ้นตามไปด้วย นั่นหมายความว่าเงินสำหรับการลงทุนต่อเดือนของกงยูก็ควรเพิ่มขึ้นมาด้วยเช่นกัน ซึ่งนั่นจะช่วยให้กงยูบรรลุเป้าหมายพอร์ตกองทุนรวม 2,400,000 บาท ได้เร็วขึ้นกว่าเดิม มือใหม่อยากมี Passive Income ควรลงทุนระยะยาวแบบถัวเฉลี่ยต้นทุน หรือ DCA Passive Income คือการใช้สินทรัพย์หรือเงินทำงาน ซึ่งหากใช้สินทรัพย์ทำงานได้อย่างถูกต้อง คอยดูแลและมอนิเตอร์ให้เท่าทันกับการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น ความมั่งคั่งจาก Passive Income จะสามารถส่งต่อเป็นมรกดกได้ด้วย การลงทุนแบบ DCA เป็นตัวช่วยในการสร้างรายได้แบบ Passive Income ที่ดี เหมาะสำหรับคนที่เริ่มต้นลงทุน โดยเฉพาะคนที่มีทุนน้อยหรือมีทุนจำกัด และเมื่อตั้งใจลงทุนแบบ DCA อย่างมีวินัยในระยะยาว สุดท้ายแล้ววินัยในการลงทุนก็จะสร้างความมั่งคั่งทางการเงินให้เราอย่างแน่นอนครับ อย่างไรก็ตาม การสร้าง Passive Income ด้วยการลงทุนแบบ DCA ต้องใช้เวลาในการสร้างพอสมควร แต่อย่าเพิ่งท้อไปก่อนนะครับ เพราะความสำเร็จจากการมีรายได้แบบ Passive Income จะสวยงาม และเป็นเส้นทางที่จะทำให้เรามี “อิสรภาพทางเงิน” ได้อย่างแท้จริง

  ณัฐเศรษฐ ตุ้ยดา


  24 ธันวาคม 2564

Loading...

ยังไม่มีข้อมูลเพิ่มเติม