ผ่อนบ้านยังไง เลี่ยงปัญหา แถมมีเงินเก็บเพิ่ม

บ้านหลายหลังกำลังเสี่ยงจะถูกยึด หลายคนกำลังเกิดปัญหาผ่อนไม่ไหว… ผมนึกถึงหนึ่งความเชื่อที่เราหลายๆคน ถูกปลูกฝังกันมากันตั้งแต่เด็กๆ “ไม่มีหนี้ดีที่สุด” ซึ่งมันก็ดูเป็นความจริงที่ เมื่อคุณไม่มีภาระ มันก็ง่ายต่อการใช้ชีวิต แต่ก็ต้องยอมรับว่า เราคงเอาคำนี้ไปตัดสินทุกคนไม่ได้ เพราะเราต่างมีเป้าหมาย มีความจำเป็นของแต่ละคนก็ต่างกัน และแน่นอนว่า หนึ่งเป้าหมายลำดับต้นๆของหลายคน ก็ยังคงเป็นเรื่องบ้าน จะให้เก็บเงินซื้อสด เพื่อหวังว่าจะไม่เป็นหนี้ ก็คงไม่ใช่เรื่องง่าย หรือจะอยากจะทำจริงๆ หลายคนก็คงเก็บกันจนเกือบเกษียณถึงจะได้สักหลัง เมื่อถึงจุดนี้ ก็คงเลี่ยงไม่ได้ ที่จะต้องใช้สินเชื่อ แต่จะให้ผ่อนๆ ไปเรื่อยๆ ยาวๆ 20-30 ปี พอมาคำนวณดูแล้ว แทบจะได้บ้านอีกหนึ่งหลังหรือสำหรับคนเลือกผ่อนต่ำ ดอกเบี้ยจ่ายอาจจะแทบได้บ้านเพิ่มเกินหนึ่งหลังเลยด้วยซ้ำ ประกอบกับด้วยความเชื่อ “ไม่มีหนี้ดีที่สุด” ทั้งหมดนี้เลยส่งต่อวิธีคิดและนำไปสู่วิธีการจัดการที่ทำให้หลายๆคนเกิดปัญหาเรื่องเงินตามมา แต่เมื่อเลี่ยงไม่ได้ เมื่อมีความจำเป็น มีความฝันที่อยากมีบ้านสักหลัง เราจะสามารถทำยังไงได้บ้าง เพื่อให้สามารถผ่อนไหว ทำได้ตามแผนและก็ยังประหยัดดอกเบี้ยให้ได้เยอะที่สุด ที่สำคัญไม่เกิดปัญหาเรื่องเงินตามมา ไปหาคำตอบนี้กันดีกว่าครับ… “ประหยัดง่าย ทำได้เลย” เริ่มจากสิ่งที่เราสามารถลงมือทำได้เลยและไม่กระทบการเงินมากนัก ซึ่งมันมีผลดีต่อทั้งสภาพคล่องและการ “ประหยัดดอกเบี้ย” เรียกได้ว่า ทำน้อย ได้มาก ดอกเบี้ย 1-2% ถ้าเรามองจาก เงิน 100 บาท มันอาจจะดูไม่เยอะ แต่เมื่อมันถูกคำนวณในพื้นฐานจำนวนเงินที่มากขึ้นอย่างการซื้อบ้าน คุณจะเห็นว่ามันไม่น้อยเลยทีเดียว ที่สำคัญเราไม่ได้เสียกัน 1-2 ปี แต่เราผ่อนกันยาวๆ 20-30 ปี ซึ่งถ้าลองเอาดอกเบี้ยมารวมๆแล้ว คุณจะสามารถประหยัดเงินได้เพิ่มขึ้น และมีส่วนต่างที่จะเป็นเงินออมหรือจะเอามาโปะเพิ่มเป็นล้านเลยทีเดียว ซึ่งวิธีการจัดการกับดอกเบี้ย จะมีหลักๆด้วยกัน 2 วิธี 1.Retention หรือการขอลดดอกเบี้ยกับธนาคารเดิม ซึ่งข้อดี คือการที่คุณไม่ต้องเตรียมเอกสารใหม่ให้วุ่ยวาย ไม่มีค่าดำเนินการเพิ่มเติม แต่ข้อเสีย คือ ดอกเบี้ยอาจจะไม่ได้ประหยัดลงมาก 2.Refinance หรือพูดง่ายๆ คือการขอกู้เงินกับธนาคารใหม่มาปิดหนี้ธนาคารเดิม ซึ่งแน่นอนว่าหากธนาคารใหม่ อยากได้เงินดอกเบี้ยจากวงเงินกู้ของเรา เขาก็มักจะมีโปรโมชั่นดอกเบี้ยพิเศษ เพื่อมาดึงดูดให้เราไปกู้เงินกับเขานั่นเอง และนี่ก็คือข้อดี ที่จะทำให้คุณได้อัตราดอกเบี้ยที่ต่ำกว่าดอกเบี้ยที่จ่ายอยู่เดิม แต่มันก็มีข้อเสียอยู่หน่อย เพราะการย้ายไปกู้เงินกับธนาคารใหม่ มันก็คล้ายกับการที่คุณเริ่มกู้บ้าน คือต้องเตรียมเอกสาร หลักฐานต่างๆ และก็จะมีค่าดำเนินการต่างเช่นกัน แต่ปัจจุบันหลายๆธนาคารก็ออกโปรโมชั่นพิเศษสำหรับเรื่องนี้อยู่เหมือนกัน ส่วนแบบไหนจะคุ้มค่ากว่ากัน ตรงนี้อาจจะต้องลองคำนวณส่วนต่างของทั้ง2แบบครับ เพื่อให้เห็นภาพได้ชัดขึ้น และเลือกธนาคารที่เหมาะสำหรับคุณมากขึ้น ซึ่งคุณสามารถเข้าไปปรึกษา Lumpsum ได้ที่ Refinance “อย่ากลัวหนี้ จนไม่มีสภาพคล่อง” สาเหตุสำคัญอันดับต้นๆของปัญหาหนี้ ไม่ได้เกิดจากการที่คุณเป็นหนี้ แต่เกิดจากไม่มีสภาพคล่อง อย่างช่วงที่ผ่านมา เป็นช่วงที่ดอกเบี้ยนโยบายขึ้นต่อเนื่อง และแน่นอนว่าดอกเบี้ยบ้านก็กระทบเช่นกัน และมันก็เป็นเรื่องปกติที่เราไม่อยากจะต้องเสียดอกเบี้ยเพิ่มแบบฟรีๆ ซึ่งวิธีหนึ่งที่เราเหล่าคนผ่อนบ้านนิยมใช้กัน คือ การจ่ายเงินต่อเดือนให้เพิ่มขึ้น เพื่อให้เงินที่จ่ายเพิ่มไป ไปเข้าต้นมากขึ้นและหวังว่าเดือนถัดๆไป เราจะรับภาระจ่ายดอกเบี้ยที่ต่ำลง โดยการจ่ายเพิ่มหลักๆแล้วก็จะมี 2 วิธี 1.การทำค่างวดสูงขึ้น วิธีนี้ก็ง่าย ตัดทีเดียว ก้อนเดียว จบๆ 2.การโปะเพิ่ม วิธีนี้อาจจะวุ่นขึ้นมาหน่อย เพราะบางธนาคาร คุณอาจจะต้องจ่ายมาโปะอีกวัน บางธนาคารถ้าอยากโปะ ต้องไปจ่ายที่ธนาคาร แล้วแจ้งว่า โปะค่าบ้านเพิ่ม ไม่อย่างนั้น ยอดที่โปะเข้าไป จะไปตั้งรอตัดเดือนถัดไป ไม่ว่าคุณจะเลือกทางไหน มันเป็นทางออกที่ดีเลยครับ ในมิติเรื่องประหยัดดอกเบี้ย หากมองในเรื่องความสะดวก วิธีที่ 1 ก็ดูจะตอบโจทย์มากกว่า แต่ถ้าลึกลงในรายละเอียดและวิธีจัดการกับสภาพคล่อง เพื่อเลี่ยงปัญหาการเงินตามมา วิธีการที่ 1 อาจจะดูเสี่ยงไปสักหน่อย เพราะอะไร… เพราะการผ่อนบ้าน เราผ่อนกันยาวๆ 20 - 30 ปี และแน่นอนว่าระหว่างทางเราก็จะมีเป้าหมายหรือภาระเพิ่มเข้ามาระหว่างทางแน่นอน ดังนั้นแล้ว เพื่อลดความเสี่ยงที่จะเกิดปัญหา แต่ไปถึงปลายทางเดียวกัน ผมว่าวิธีการโปะเพิ่มน่าจะเป็นทางออกที่ดีของหลายๆคน บทความนี้น่าจะได้ไอเดียไปปรับใช้กันพอสมควรนะครับ สำหรับคนที่ผ่อนบ้านอยู่หรือมีแผนมีความฝันอยากมีบ้านสักหลัง ก็ลองเอาไปปรับใช้ให้เหมาะสำหรับแผนของตัวเองกันดูครับ เพราะสุดท้ายมันไม่ได้มีวิธีตายตัวที่ดีที่สุด แค่คุณเอาไปปรับให้เหมาะกับชีวิตคุณก็น่าจะเพียงพอแล้ว เริ่มต้นวางแผนวันนี้เพื่อสุขภาพการเงินที่ดี คลิกเลย -->https://bit.ly/3nwPHbL หรือ line: @lumpsumofficial

  เทส ธนสิทธิ์


  04 มีนาคม 2567

แจกทริค วิธีหลอกตัวเองให้มีเงินเก็บง่ายๆ

จะเก็บเงินแต่ละทีทำไมมันยากเย็นเหลือเกิน ท่าดีทีเหลว หรือไม่ก็ล้มเหลวไม่เป็นท่าตลอด เก็บเงินตรง ๆ ไม่เคยสำเร็จสักที ลองมาเก็บเงินอ้อม ๆ ด้วยการหลอกตัวเองกันดูมั้ยครับ หลอกให้มีเงินเก็บ ดีกว่าหลอกให้ตัวเองเจ็บว่าเธอมีใจ หักรายได้เป็นเงินออม เหลือเท่าไหร่ค่อยใช้ หักรายได้เป็นเงินออม เหลือเท่าไหร่ค่อยใช้ คนส่วนใหญ่ได้เงินมาก็จะใช้ไปก่อน เหลือเท่าไหร่แล้วค่อยเก็บ แต่ก็มักจะไม่เหลือเก็บ แถมบางครั้งยังติดลบด้วยซ้ำ ฉะนั้น วิธีแก้ง่าย ๆ ก็คือ หักไปเก็บก่อน เหลือเท่าไหร่ค่อยใช้ แต่เชื่อว่าก็ไม่ค่อยจะทำแบบนี้กันใช่มั้ยครับ งั้นเรามาหลอกตัวเองให้มีเงินเก็บกันครับ โดยปกติแล้วหลายคนมีภาระค่าใช้จ่ายที่ต้องจ่ายทุกเดือน เช่น ค่างวดบ้าน ค่างวดรถ ค่าผ่อน 0% ต่าง ๆ เป็นต้น เราก็ลองมาหลอกตัวเองว่ามีค่าใช้จ่ายที่ต้องจ่ายเพิ่มขึ้นมาในแต่ละเดือนอีกก้อน แต่จริง ๆ แล้วค่าใช้จ่ายที่ว่านี้เป็นเงินเก็บต่างหากละ วิธีหลอกตัวเองให้มีเงินเก็บ วิธีหลอกตัวเองให้มีเงินเก็บ เปิดบัญชีออมทรัพย์เล่มใหม่แยกต่างหาก (ไม่ผูกบัญชีออนไลน์ ไม่ทำบัตรเอทีเอ็มหรือบัตรเดบิตการ์ด) ทุกครั้งที่ได้เงินเดือนหรือมีรายได้ หักบางส่วนโอนเข้าไปบัญชีนี้ โดยหลอกตัวเองว่าเป็นค่าใช้จ่ายที่ต้องจ่าย (อาจคิดว่าเป็นค่าน้ำ ค่าไฟ ค่างวดบ้าน ค่างวดรถ เป็นต้น) หากมีบัญชีกองทุนรวมอยู่แล้ว อาจจะไปซื้อกองทุนตลาดเงิน (กองทุนพักเงิน) ที่มีความเสี่ยงต่ำ แต่ได้ผลตอบแทนมากกว่าเงินฝากออมทรัพย์ และเอาเงินออกมาใช้ยากกว่า กล่าวคือ ถ้าจะขาย ส่วนใหญ่ต้องรออีก 1 วัน เงินถึงจะโอนเข้าบัญชีเงินฝาก (T+1) ต่างจากเงินฝากออมทรัพย์ที่กดถอนก็ได้เงินสดมาใช้เลย (ช่วยทำให้เอาเงินสดออกมายากอีกนิดนึง ช้าไป 1 วัน นั่นเอง) ทริคหลอกตัวเองว่าเงินออมคือค่าใช้จ่าย ทริคหลอกตัวเองว่าเงินออมคือค่าใช้จ่าย ตัวเลขที่จะใช้หลอกว่าเป็นค่าใช้จ่าย (แต่จริง ๆ แล้วเป็นเงินเก็บ) สามารถทำได้ 2 วิธี คือ1. ระบุเป็นตัวเงิน เช่น 500 หรือ 1,000 บาท เป็นต้น หรือตามกำลังที่เราจะทำได้2. คิดเป็นสัดส่วนของรายได้ (เงินเดือน) เช่น 10%-20% สำหรับคนมีภาระหนี้ก้อนใหญ่ หรือ 20%-30% สำหรับคนไม่มีภาระหนี้ก้อนใหญ่ เป็นต้น สามารถนำไปปรับใช้ให้เหมาะกับตัวเราเองได้เลยนะครับ บทสรุป วิธีหลอกตัวเองให้มีเงินเก็บง่ายๆ วิธีหลอกตัวเองให้มีเงินเก็บง่ายๆ ใครเก็บเงินไม่เคยได้สักที ล้มเหลวทุกครั้ง ลองใช้วิธีหลอกตัวเองดูครับ เพราะสุดท้ายแล้วเงินที่จ่ายออกไปนั้นไม่ได้ไปไหน กลายเป็นเงินเก็บให้เรานั่นเอง สนใจโฆษณาติดต่อ Tel : 081-773-6258 (จอย) Email : [email protected]

  ณัฐเศรษฐ ตุ้ยดา


  15 กันยายน 2565

บริหารเงินเก็บอย่างไร? ให้เงินงอกเงย....

มามา เร่เข้ามา มาตั้งวงกันพวกเธอ วงนี้ไม่เม้ามอย นินทาเรื่องชาวบ้านนะจ๊ะ อ้าว! งั้นแยกย้าย เดี๋ยววววววววว ใจเย็น นินทาชาวบ้านเก็บไว้ตอนท้าย เอ้ย! ล้อเล่น ไม่เอาดิ นินทาชาวบ้านมันไม่ดี มันบาปนะรู้มั้ย (สาบาน 55+) ไหน ๆ เอาการบ้านมาส่ง จดบันทึกรับจ่าย มีเงินเก็บเพิ่มบ้างมั้ย? ลองตามไปอ่านดู : งบการเงินส่วนบุคคล ทำเป็นเห็นทางรวย นี่จ้า ชั้นเก็บได้เพิ่มตั้งหลายร้อย ชั้นด้วย เป็นพัน ชั้นชนะ ดีมาก อย่าสวยอย่างเดียว ต้องรวยด้วย รู้มั้ย? ว่าเก็บเงินไว้อย่างเดียวไม่รวยนะ แถมจนอีกลงอีกต่างหาก อ้าว! แล้วให้พวกชั้นเก็บเงินทำไม ยิ่งเก็บเงินก็ยิ่งเพิ่ม ยิ่งรวยซิ มันจะจนลงได้ยังไง บ้าป่าว ก็ใช่ เงินน่ะ ยิ่งเก็บก็ยิ่งเพิ่ม จำนวนเงินที่เป็นตัวเลขเพิ่มก็จริง เราไม่ได้กินเงินแล้วอิ่ม แต่เราเอาเงินไปซื้อของกินให้อิ่มท้อง ซื้อของใช้ให้อิ่มใจ เปย์ผู้ชายให้อิ่ม... เอ้ย! ไม่ใช่ละ 55+ 10 ปีก่อน ผัดกะเพราจ่ายละ 30 บาท แต่ตอนนี้ 40 บาท ของกินของใช้อย่างอื่นก็ขึ้นราคาหมด เงินเดือนพวกเธอก็ขึ้นใช่มะ (ขึ้นนิดเดียว ^^”) ของแพงขึ้นนี่แหละที่เรียกกันว่า “เงินเฟ้อ” คือเงินเท่าเดิม แต่ซื้อของได้น้อยลง 100 บาทวันนี้ซื้อของได้น้อยกว่า 100 บาท เมื่อ 10 ปีก่อน อีก 10 ปีข้างหน้า 100 บาท ก็ย่อมซื้อของได้น้อยลงกว่าตอนนี้แน่นอน ฉะนั้น เงินเก็บจึงไม่ควรเก็บไว้เฉย ๆ ให้ปลวกแทะ ปลวกที่มาในคราบของ “เงินเฟ้อ” นั่นเอง เราจะต้องนำเงินเก็บไปลงทุนเพิ่มให้งอกเงย ไม่เอาหรอก ลงทงลงทุนอะไร เดี๋ยวเจ๊ง เงินหายหมด ใจเย็น ๆ พวกเธอติดภาพการลงทุนว่ามันเสี่ยงใช่มะ ทุกคนฝากเงินกับธนาคารกันป่าว (พยักหน้างึกงัก) เงินฝากออมทรัพย์ก็คือการลงทุน ทุกอย่างที่ได้ผลตอบแทนคือการลงทุน เพียงแต่ว่าเงินฝากออมทรัพย์มันเสี่ยงน้อยมาก แต่มันก็ได้ดอกเบี้ยต่ำมาก ทุกสิ่งทุกอย่างมันก็ต้องแลกเปลี่ยนกัน อยากได้เยอะก็ต้องเสี่ยงกันหน่อย ในทางทฤษฎี เงินเฟ้ออ่อน ๆ ประมาณ 2% ต่อปี เป็นตัวเลขที่กำลังดี เศรษฐกิจขยายตัวดี ไม่หวือหวาหรือต่ำเกินไป ฉะนั้น พวกเธอต้องนำเงินไปลงทุนให้ได้ผลตอบแทนชนะ หรืออย่างน้อยต้องเท่ากับเงินเฟ้อ นั่นคือ 2% ขึ้นไป แล้วลงทุนอะไรได้บ้าง? ที่จะได้ผลตอบแทน 2% ขึ้นไป โดยที่เงินเก็บไม่หาย ไม่นานมานี้ Thailand Investment Forum เค้าได้รวบรวบผลตอบแทนในการลงทุนสินทรัพย์ต่าง ๆ การลงทุนทุกอย่างในตาราง หากดูตั้งแต่เริ่มมีข้อมูลล้วนให้ผลตอบแทนชนะเงินเฟ้อ 2% ส่วนย้อนหลัง 5 ปี ส่วนใหญ่ก็ชนะเงินเฟ้อเช่นกัน แต่ที่น่าสนใจก็คือ การลงทุนตราสารหนี้ ผลตอบแทน 3-4% น่าสนใจไม่ใช่น้อยเลย โดยเฉพาะตราสารหนี้ภาครัฐ หรือพันธบัตรรัฐบาล ที่ความเสี่ยงเป็นศูนย์ เสี่ยงน้อยกว่าเงินฝากออมทรัพย์อีกนะ (ในทางทฤษฎีนะจ๊ะ) ชั้นจะลงทุนตราสารหนี้ได้ที่ไหน อย่างไรละเธอ? ไปซื้อที่แบงก์ได้มะ ไม่ได้จ้า เราลงทุนพันธบัตรโดยตรงไม่ได้ ที่จริงก็ได้นะ แต่เธอมีเงินระดับพันล้านหมื่นล้านไปประมูลพันธบัตรรึเปล่าละ เราสามารถลงทุนพันธบัตรผ่านกองทุนรวมได้ ไปเปิดบัญชีซื้อขายกองทุน คล้าย ๆ เปิดบัญชีออมทรัพย์นั่นแหละ รายละเอียดมันจะเยอะนิดนึง เดี๋ยวไว้คุยกันหลังไมค์เนอะ ถ้าเธออยากได้ผลตอบแทนสูงกว่านี้ก็ไปเลือกสินทรัพย์อื่น อย่างทองคำ หุ้น ที่ดิน แต่ความเสี่ยงก็จะเพิ่มขึ้น บางอย่างก็จะมีเงื่อนไขเพิ่มอีกนิด เช่น สภาพคล่องการซื้อขายต่ำ ในพวกบ้าน ที่ดิน คอนโดมิเนียม เป็นต้น ไม่พูดเยอะ เจ็บคอ (ชั้นรีบ มีนัดอิอิ) สรุปเลยละกัน 1. เงินเก็บอย่าเก็บไว้เฉย ๆ มูลค่าจะลดลง ซึ่งเป็นผลจากเงินเฟ้อ 2. ต้องนำไปลงทุนให้งอกเงย อย่างน้อยต้องชนะเงินเฟ้อ 3. ผลตอบแทนสูง ความเสี่ยงก็จะสูงตามไปด้วย (High risk high return) 4. เลือกการลงทุนให้เหมาะกับตัวเอง ว่ายอมรับความเสี่ยงได้มากน้อยแค่ไหน เราจะรวยไปด้วยกันจ้า ^^

  ณัฐเศรษฐ ตุ้ยดา


  07 พฤษภาคม 2563

Loading...

ยังไม่มีข้อมูลเพิ่มเติม