ใครมีแผนจะ "รีไฟแนนซ์บ้าน" มาอ่านบทความนี้ก่อน !!!
เรามีข้อมูลที่ควรรู้มานำเสนอครับผม...
เพื่อไม่ให้เป็นการเสียเวลาขอสรุปเป็นใจความสำคัญได้ 5 เรื่องที่รู้ไว้ก่อนรีไฟแนนซ์บ้าน
5 เรื่องที่รู้ไว้ก่อนรีไฟแนนซ์บ้าน มีอะไรบ้าง?
1. เช็คระยะเวลาที่ควรรีไฟแนนซ์บ้าน
การรีไฟแนนซ์บ้านจะสามารถทำได้ทุกๆ 3 ปี หรือตามสัญญาในเงื่อนไขของสินเชื่อตามธนาคารนั้น เพราะหากต้องการรีไฟแนนซ์ก่อนระยะสัญญาที่กำหนดจะต้องมีการเสียค่าปรับประมาณ 3% ของยอดหนี้คงเหลือ ในค่าใช้จ่ายของส่วนนี้ จึงควรคำนวณให้ดีก่อนว่าคุ้มค่าที่จะรีไฟแนนซ์หรือไม่
ส่วนบ้านที่มีการขอลดดอกเบี้ยหลังผ่อนชำระสัญญาตามเงื่อนไขครบ 3 ปีแรกไปแล้ว หากในปีที่ 4 ต้องการรีไฟแนนซ์สามารถทำได้เลย ซึ่งกรณีนี้ไม่ได้มีการทำสัญญาหรือติดเงื่อนไขใดๆ ทั้งนี้ควรตรวจสอบเงื่อนไขกับทางธนาคารให้เรียบร้อยก่อนนะครับ
2. ยอดคงเหลือบ้านที่สามารถรีไฟแนนซ์ได้
ส่วนใหญ่แล้วการรีไฟแนนซ์บ้านหากยอดคงเหลือเกินที่ต้องผ่อนชำระมีจำนวนเงินมากกว่า 1 ล้านบาท สามารถทำการรีไฟแนนซ์บ้านได้เลย แต่ถ้าหากยอดไม่ถึง แนะนำว่าขอเป็นลดดอกเบี้ยจากธนาคารที่ให้สินเชื่อจะคุ้มค่ามากกว่า เพราะไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายในการดำเนินการและค่าใช้จ่ายอื่นๆ ที่อาจเป็นภาระสัญญาในระยะยาว
3. เงื่อนไข ข้อกำหนดของธนาคาร
ควรนำอัตราดอกเบี้ยและรายละเอียดต่าง ๆ มาเปรียบเทียบ ทั้งสินเชื่อที่ใช้อยู่ในปัจจุบันและสินเชื่อใหม่ ว่ามีเรทการผ่อนที่ต่ำกว่าปัจจุบันที่เรากำลังผ่อนอยู่หรือไม่ หากดีกว่าก็ทำโลด แต่หากไม่ก็อาจจะหาวิธีอื่น หรือหากอยากได้ผู้ช่วยในการเปรียบเทียบ Lumpsum ขอเสนอตัวเป็นผู้รวบรวม คลิกเลย
4. ค่าใช้จ่ายในการรีไฟแนนซ์
ศึกษาค่าธรรมเนียมต่างๆ ที่คุณต้องเสีย เช่น ค่าใช้จ่ายในการประเมินราคาสินทรัพย์ใหม่ ค่าธรรมเนียมในการปล่อยกู้ใหม่ ค่าจดจำนอง ค่าภาษี ค่าอากรแสตมป์ และค่าอื่นๆ ตามที่ธนาคารได้กำหนด เพื่อดูว่าเหมาะสมและคุ้มค่ากับการรีไฟแนนซ์ครั้งนี้หรือไม่ ซึ่งแต่ละธนาคารจะให้โปรโมชั่นการรีไฟแนนซ์บ้านที่แตกต่างกัน
5. บริการอื่นๆ ที่ไม่ได้ต้องการ
บางสินเชื่อเมื่อมีการรีไฟแนนซ์อาจจะมาพร้อมบริการสินเชื่อบุคคลพ่วงมาด้วย ซึ่งในส่วนนี้ต้องพิจารณาให้ดีก่อนตัดสินใจ เนื่องจากสินเชื่อบุคคลจะมีอัตราดอกเบี้ยที่สูงกว่า หากต้องการรีไฟแนนซ์บ้านที่ได้ดอกเบี้ยถูกลงแล้ว แต่กลับต้องมาจ่ายดอกเบี้ยจากสินเชื่อบุคคลเป็นของแถมอาจทำให้รายจ่ายบานปลายจากที่ต้องการได้

นอกจากนี้ก็จะมีบริการอื่นๆ แฝงเข้ามาด้วย เช่น การทำประกัน และบริการอื่นๆ ต้องพิจารณาว่าคุ้มค่าที่ต้องจ่ายในระยะยาวหรือไม่ รวมถึงควรพิจารณา MLR หลังหมดโปรโมชั่นของแต่ละธนาคารด้วยเด้อออออ...
หนึ่งเองครับ ^^