บัตรเครดิตถ้าใช้เป็นก็มีประโยชน์มากมาย
แต่ถ้าไม่ระวัง รูดเพลินจนลืมตัว ก็ให้โทษมหันต์ได้เช่นกัน
โทษที่ว่าคือ “ดอกเบี้ย” ที่บัตรเครดิตสามารถคิดได้สูงถึง 18% ต่อปี
ดอกเบี้ยบัตรเครดิตจะเกิดขึ้นก็ต่อเมื่อ
1. จ่ายขั้นต่ำหรือจ่ายไม่ครบยอดเต็ม
2. รูดเงินสดออกมาใช้
โดยปกติ วิธีคำนวณดอกเบี้ยจะทำได้ 2 แบบ คือ
1. เงินต้นคงที่ (Flat Interest Rate)
- คิดยอดหนี้ทั้งหมด (เงินต้นบวกดอกเบี้ย) ณ วันที่กู้ โดยนำเงินต้นมาคำนวณดอกเบี้ยทีเดียวตลอดอายุของหนี้ที่กู้นั้น แล้วแบ่งจ่ายคืนเป็นเดือน
- นิยมใช้กับสินเชื่อประเภทเช่าซื้อ เช่น รถยนต์ มอเตอร์ไซด์
- ผู้เช่าหรือผู้กู้จะต้องชำระหนี้คืนด้วยค่างวดเท่ากันทุกงวด ตลอดอายุสัญญา
ตัวอย่าง
เงินต้น 100,000 บาท
ดอกเบี้ย/ปี 15%
ระยะเวลา 3 ปี (36 เดือน/งวด)
คิดเป็นดอกเบี้ย 100,000 X 15% X 3 ปี = 45,000บาท
ค่างวดต่อเดือน (ต้น + ดอกเบี้ย) / งวด = (100,000+ 45,000) / 36
= 5,220 บาท/เดือน
2. แบบลดต้นลดดอก (Effective Interest Rate)
- ดอกเบี้ยจะถูกคิดจากยอดเงินต้นคงเหลือจากงวดก่อน
- เป็นรูปแบบที่ใช้กับสินเชื่อโดยส่วนใหญ่ ไม่ว่าจะเป็นสินเชื่อบ้าน สินเชื่อคอนโด สินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัย สินเชื่อเพื่อการศึกษา เงินกู้เบิกเกินบัญชี (O/D) เป็นต้น
- ช่วงแรกจ่ายดอกเบี้ยสูง เงินต้นน้อย แต่เดือนต่อ ๆ มา ดอกเบี้ยจะลดลงตามเงินต้น
- ดอกเบี้ยถูกคิดเป็นเป็นรายวัน
ตัวอย่าง
เงินต้น 100,000 บาท
ดอกเบี้ย/ปี 15% (Fixed Rate) ตลอดสัญญา
ดอกเบี้ย เดือนที่ 1 วันที่ 1
(เงินต้น x อัตราดอกเบี้ย x จำนวนวัน) / 365
= (100,000 x 0.15 x 1) / 365
= 41.10 บาท
ดอกเบี้ย เดือนที่ 1 วันที่ 2
((เงินต้น + ดอกเบี้ยวันก่อนหน้า) x อัตราดอกเบี้ย x จำนวนวัน) / 365
= ((100,000 + 41.10) x 0.15 x 1) / 365
= 41.11 บาท
คำนวณแบบนี้ไปทุกวัน จนถึงกำหนดจ่ายค่างวดแต่ละงวด
ดอกเบี้ย เดือนที่ 1 วันที่ 31 1,273.97 บาท
ถ้าวันที่ 31 ชำระค่างวด 5,000 บาท
เงินต้นจะถูกหักไป 5,000 - 1,273.97 = 3,726.03 บาท
เงินต้นคงเหลือ 100,000 - 3,726.03 = 96273.97 บาท
ดอกเบี้ยบัตรเครดิตถูกคิดแบบลดต้นลดดอก
ดอกเบี้ยบัตรเครดิต = (ยอดใช้จ่าย x อัตราดอกเบี้ย x จำนวนวัน) / 365
“ลดต้นลดดอก” ฟังดูดีใช่มั้ยครับ
ชวนให้เข้าใจว่าเงินต้นยิ่งลด ดอกเบี้ยก็ลดลงตามไปด้วย
แต่มันมีกับดัก ในวันที่เงินต้นไม่ลด ดอกเบี้ยก็จะพอกพูนไปเรื่อย ๆ และดอกเบี้ยที่มานั้นก็จะกลายไปเป็นเงินต้นในงวดต่อ ๆ ไป จนกลายเป็นว่าเงินต้นยิ่งเพิ่มขึ้น
จึงเป็นที่มาว่าไม่ควรจ่ายหนี้บัตรเครดิตแค่ยอดขั้นต่ำ
ตัวอย่าง
มียอดบัตรเครดิตที่ต้องจ่าย 20,000 บาท
วันสรุปยอด 24 ก.ค. และวันกำหนดชำระ 10 ส.ค.
หากเลือกจ่ายขั้นต่ำ 10% นั่นคือ 2,000 บาท
สมมติว่าในเดือน ส.ค. (วันที่ 10-24) ไม่มีรายการใช้จ่ายเพิ่มเติมอีก
ดอกเบี้ยจะคิดเป็นสองขั้น ดังนี้
- ขั้นแรกคือคิดดอกเบี้ยจากรายการที่เกิดขึ้นทั้งหมด
- ขั้นต่อมาคือคิดจากเงินคงเหลือหลังจากที่เราจ่ายขั้นต้นไปแล้ว
จากตัวอย่าง สามารถคำนวณได้ดังนี้
ดอกเบี้ยบัตรเครดิต = (ยอดใช้จ่าย x อัตราดอกเบี้ย x จำนวนวัน) / 365
ขั้นแรก : 20,000 บาท(เงินต้นค้างจ่าย) x 18% (อัตราภาษี) x 17 วัน (จำนวนวัน ของวันที่ 24 ก.ค. - 9 ส.ค.) / 365 วัน = 167.67 บาท
ขั้นที่สอง : 18,000 (เงินต้นค้างจ่ายจาก 20,000-2,000) x 18% x 15 วัน (วันที่ 10 - 24 สิงหาคม) / 365 วัน = 133.15 บาท
นั่นคือ งวดถัดไปหลังจากจ่ายขั้นต่ำ ยอดชำระไม่ใช่เพียงแค่เงินต้นค้างจ่าย 18,000 บาท แต่จะถูกคำนวณเป็นดอกเบี้ยขั้นที่สองด้วย และจะทบกลายเป็นเงินต้นของงวดถัดไปเป็น 18,000 + 167.67 + 133.15 = 18,300.82 บาท
ยิ่งหากระหว่างงวดในเดือน ส.ค. (วันที่ 10-24) มียอดใช้จ่ายเพิ่มเติม ก็จะไม่มีระยะเวลาปลอดดอกเบี้ยอีก ถูกคิดดอกเบี้ยทันทีหลังจากที่จ่ายขั้นต่ำไป
และหากยังจ่ายขั้นต่ำต่อไป เงินต้นค้างจ่ายจะถูกคิดเป็นดอกเบี้ยและทบเป็นเงินต้น
เสมือนว่าดอกเบี้ยก่อดอกเบี้ย
และจะวนไปแบบนี้ไม่รู้จบ
ดังนั้น สำหรับการใช้บัตรเครดิตต้องมีวินัยเข้ามาคุมอย่างเคร่งครัด
เช่น ใช่เท่าไหร่โอนเงินใส่บัญชี เสมือนว่าเงินก้อนนี้ถูกใช้ไปแล้ว
พอถึงวันจ่ายหนี้ ก็นำเงินก้อนนี้ไปจ่าย
ถ้าทำแบบนี้ได้ บัตรเครดิตก็จะมีประโยชน์มหาศาล
เนื่องจากมีโปรโมชั่นมาพร้อมกับบัตรเครดิตมากมาย
ทั้งส่วนลดที่ร่วมกับร้านค้าต่าง ๆ เครดิตเงินคืน และผ่อนชำระ 0%
ตัวเลขเยอะหน่อย แต่อยากให้ลองทำความเข้าใจ
เมื่อเข้าใจ และใช้บัตรเครดิตด้วยความระมัดระวัง
บัตรเครดิตก็ให้ประโยชน์ได้มากมายเช่นกัน
เพียงแต่ต้องใช้วินัยกำกับอย่างเคร่งครัด
อย่าให้หลุดจ่ายแค่ขั้นต่ำ
เพราะนั่นจะกลายเป็นจุดเริ่มต้นของหายนะทางการเงินอย่างแน่นอนครับ
หากคุณต้องการรวมหนี้ เพื่อแก้หนี้ สามารถยื่นสมัครสินเชื่อส่วนบุคคลเพื่อการแก้หนี้ได้ที่นี่คลิกเลย