ไม่มีรายการ

รวมเหตุปัจจัย...สาเหตุเพราะอะไรถึงยื่นกู้สินเชื่อไม่ผ่าน

30 มิถุนายน 2563


          เราอาจเคยได้ยินหลายคนบ่นว่า ทำไม ? ถึงกู้ไม่ผ่าน หรือแม้กระทั่งตัวเราเองที่เคยกู้ไม่ผ่าน วันนี้เราจะมาพูดถึงเรื่องภาระของผู้กู้ ว่ามีผลมั้ยกับการ กู้บ้านไม่ผ่าน การที่คุณจะซื้อของชิ้นใหญ่หรือของที่มีราคาสูงมากมาก เช่น บ้านหรือรถยนต์นั้น แน่นอนต้องพึ่งพาการกู้เงินกู้สินเชื่อ เพราะคงเป็นการยากที่คุณจะซื้อด้วยเงินสดก้อนใหญ่ แต่ไม่ใช่ทุกการขอกู้จะได้รับการอนุมัติ แล้วทำไมคุณจึง กู้เงินไม่ผ่าน ล่ะ

  อันดับแรกเลยนะคะ เรารู้ตัวเองดีค่ะ ว่าตอนเรายื่นกู้นั้นเรามีสิทธิ์ผ่านหรือไม่ผ่าน แต่คนที่มั่นใจมากว่าผ่าน แต่ เอ๊...!! ทำไมไม่ผ่านซะงั้น ทั้งๆที่เราก็ประวัติดี และเงินเดือนก็พอได้ เอาล่ะค่ะลองมาเช็คกันนะคะว่าเราติดในข้อดังต่อไปนี้หรือไม่

 

1. หนี้เจ้าปัญหา

  โดยเฉพาะหนี้ในบัตรเครดิตจะนำมาคิดรวมในการปล่อยกู้ด้วย โดยเฉพาะหากมีหนี้มากกว่า 40 % ของรายได้ ก็จะมีโอกาสโดนปฏิเสธสูงค่ะ เป็นการดูความพร้อมในการกู้ของเราว่ามีความพร้อมมากแค่ไหน มีหนี้ติดตัวมาหรือไม่ เช่น หนี้รถ หนี้บัตรเครดิต ซึ่งหนี้ทั้งหมด รวมถึงหนี้การกู้สินเชื่อ เมื่อรวมแล้วต้องไม่เกิน 40% ของรายได้หรือเงินเดือนของเรา ธนาคารถึงจะมองว่าเรามีรายได้เพียงพอที่จะชำระหนี้

นอกจากสำรวจรายรับของตัวเองแล้ว ที่สำคัญอย่าลืมสำรวจศักยภาพของที่ทำงานด้วยนะคะ บางท่านทำงานราชการ รัฐวิสาหกิจหรือบริษัทเอกชนที่มีสัญญากับสถาบันการเงินอยู่แล้ว คุณจะได้สิทธิพิเศษทันที แนะนำให้ใช้สถาบันการเงินที่มีสัญญา กับที่ทำงานเราค่ะ


2.  ถ้ามีภาระค่าใช้จ่ายเกิน 40 %

  หากเราไม่ผ่านในข้อ 1.  เราก็จะถูกปฏิเสธ แต่ถ้ารายจ่ายน้อยกว่านั้นก็จะเอาไปหักจากรายได้ และทำให้ธนาคารปล่อยสินเชื่อได้ไม่เต็มวงเงินรายได้ของเราค่ะ ดังนั้นใครที่ติดตรงนี้อยู่ถ้าไม่สามารถจัดการชำระหนี้ทั้งหมดได้ ก็ให้รีไฟแนนซ์ เพื่อให้จำนวนเงินผ่อนต่อเดือนลดลงก่อนยื่นกู้นะคะ

**ดูวิธีการยื่นรีไฟแนนซ์ได้โดยคลิก: ซื้อบ้านอย่างไร ให้ได้บ้านเร็วขึ้น เป็น 10 ปี

 

 

3. การคิดรายได้ทั้งหมดของแต่ละธนาคาร

  แต่ละธนาคารคิดเรื่องรายได้แตกต่างกันออกไป บางธนาคารนับแค่เงินเดือนประจำ บางธนาคารรวมค่าเดินทาง ค่าน้ำมัน โบนัส โอที ค่าประชุม เบี้ยขยัน และค่าเซอวิสอื่นๆ ให้ด้วย บางธนาคารก็คิดค่าใช้จ่ายเหล่านี้แบบนับเป็นเปอร์เซ็นต์ นั่นเป็นสาเหตุที่ทำให้กู้สินเชื่อบ้านและคอนโดแล้วไม่ผ่าน ดังนั้นก่อนยื่นกู้ลองคุยกับเจ้าหน้าที่ให้ชัดเจนนะคะ เพื่อลดเวลาในการเลือกธนาคารค่ะ

 

4. เพิ่งเปลี่ยนงานใหม่

  ในบางมุมธนาคารก็จะคิดว่า คุณพึ่งเข้าทำงานที่ใหม่และยังไม่ผ่านโปร ธนาคารเองก็จะมองว่าเป็นความเสี่ยงเหมือนกัน บางคนที่เปลี่ยนงานบ่อย ๆ ธนาคารก็ตั้งข้อสงสัยด้วยเหมือนกัน เพราะอาจจะมีความเสี่ยงเรื่องรายรับที่ไม่แน่นอนทำให้ส่งผลต่อความสามารถในการชำระหนี้ได้ค่ะ

 

5. ความน่าเชื่อถือของที่ทำงาน

  ความน่าเชื่อถือของสถานที่ทำงานเป็นอีกเหตุผลหนึ่งที่สำคัญเลยค่ะ โดยเฉพาะหากบริษัทที่คุณทำงานขาดการจ่ายภาษี ไม่ส่งประกันสังคม จ่ายเงินเดือนไม่ตรงอาจจะมีผลทำให้กู้ไม่ผ่านได้

 

6. ประเภทของสลิปเงินเดือน

  หากเรามีสลิปเงินเดือนที่ไม่น่าเชื่อถือ อาจจะต้องขอใบรับรองเงินเดือนเพิ่มนะคะเพราะธนาคารต้องการทราบความชัดเจนของแหล่งเงินได้ค่ะ ถ้าเราไม่มีธนาคารอาจจะสอบถามและขอข้อมูลเพิ่มเติม แต่หากบริษัทคุณให้สลิปเงินเดือนเป็นสลิปคาร์บอน จะได้รับความน่าเชื่อถือมากกว่า เพราะสลิปคาร์บอนได้รับการยอมรับจากธนาคาร และสถาบันการเงินชั้นนำทั่วประเทศ เพราะในสลิปเงินเดือนคาร์บอนตัวนี้แหละที่ระบุรายละเอียดเกี่ยวกับการทำงานของคุณ ชื่อ-นามสกุล ตำแหน่ง เงินเดือน รายได้ รายได้พิเศษ ชื่อบริษัท และข้อมูลเกี่ยวกับที่มาของรายได้จากการทำงานของคุณค่ะ ส่งผลถึงการพิจารณาอนุมัติเงินกู้เป็นจำนวนหลายเท่า ซึ่งทั้งนี้ก็ขึ้นอยู่กับเงื่อนไขของธนาคารที่คุณทำการยื่นกู้ด้วยนะคะ

ต้องขอใบรับรองเงินเดือนเพิ่มนะคะเพราะธนาคารต้องการทราบความชัดเจนของแหล่งเงินได้ค่ะ ถ้าเราไม่มีธนาคารอาจจะสอบถามและขอข้อมูลเพิ่มเติม แต่หากบริษัทคุณให้สลิปเงินเดือนเป็นสลิปคาร์บอน จะได้รับความน่าเชื่อถือมากกว่า

 

7. ผู้กู้ร่วม

  บางธนาคารจะไม่นับรายได้จากผู้กู้ร่วมที่ไม่ได้เป็นพนักงานประจำเลยนะคะ ผู้ที่ประกอบอาชีพอิสระต่าง ๆ หากเงินไม่หนา ไม่มีกิจการของตัวเอง เสียภาษีอย่างถูกต้อง ธนาคารจะไม่นำมาคิดเลย อาชีพที่ธนาคารชอบจริง ๆ จะเป็น ข้าราชการ พนักงานรัฐวิสาหกิจ แพทย์ และอัยการ ถ้ากู้ร่วมกับอาชีพเหล่านี้และพวกเขาไม่มีหนี้ การกู้สินเชื่อบ้านและคอนโดก็น่าจะทำผ่านได้ง่ายค่ะ

 

8. เครดิตบูโร

  เป็นประวัติการชำระเงิน กับสถาบันการเงินต่างๆ ซึ่งในนั้นจะระบุเรื่อง การชำระเงิน ในแต่ละงวดของแต่ละสถาบันการเงิน เช่น ถ้าคุณจ่ายช้าข้อมูลในนั้นก็จะบอกว่าจ่ายช้า กี่วัน เป็นต้น บางธนาคารดูประวัติบูโรย้อนหลัง 3 ปี จริงๆ แล้ว มันคือ 36 เดือน (แต่เพื่อตามสะดวก เลยใช้ 3 ปี)  บางธนาคารอาจจะดูแค่ 2 ปี ทำให้มีหลายๆ คนติดบูโร แล้วยังสามารถกู้ได้

 

9. เคยปรับโครงสร้างหนี้

  เป็นการบ่งบอกว่าเราไม่มีความสามารถในการจ่ายชำระหนี้ เป็นอีกเหตุผลที่ทำให้เรากู้ไม่ผ่านได้ค่ะ หากผู้ขอกู้เคยเบี้ยวหนี้ของสถาบันการเงินเป็นเวลาเกิน 3 เดือน จนถึงขั้นตอนมีการประนอมหนี้หรือปรับโครงสร้างหนี้เกิดขึ้น ประวัติตรงนี้ก็จะถูกบันทึกไว้ในเครดิตบูโร ตามข้อ 8. ซึ่งช่วงนี้จะไม่สามารถสมัครกู้สินเชื่อส่วนบุคคลได้อีก จนกว่าจะปิดบัญชีหนี้ที่เคยปรับโครงสร้างหนี้จนครบ 3 ปี ข้อมูลถึงจะหายจากเครดิตบูโร (การเรียกดูข้อมูลย้อนหลังจะไม่เจอนั่นเองค่ะ) ผู้ขอกู้ถึงจะสามารถขอกู้สินเชื่อส่วนบุคคล หรือ สินเชื่ออื่นๆ จากธนาคารได้อีก

 

  แต่หากเราปิดยอดแล้วเรียบร้อยอย่าลืมขอเอกสารไว้ และ แนบเอกสารไปด้วยนะคะ บางธนาคารก็น่ารักโทรมาสอบถามเราก่อนว่าเรามีเอกสารการปิดไหม ธนาคารไหนไม่โทรก็อาจจะส่งผลไม่ผ่านเลยค่ะ

 

  แต่ก็ไม่เสมอไปนะคะ ในอีกมุมมองของธนาคาร เกี่ยวกับลูกค้าที่เคยมีประวัติการปรับปรุงโครงสร้างหนี้ ถือว่าลูกค้าเป็นผู้ที่มีความรับผิดชอบดี มีปัญหาก็ร่วมมือกับธนาคารหาทางออกร่วมกัน ไม่ขาดหรือหนีหายไปจนปล่อยให้เป็นหนี้ NPL ซึ่งจะเกิดความเสียหายทั้งธนาคารและทั้งผู้กู้ด้วย บางธนาคารจะพิจารณาจากรายได้ปัจจุบันแล้วลูกค้ากลับมามีรายได้ปกติหรือมีรายได้ที่สามารถรับภาระหนี้ได้ ก็มีโอกาสได้รับการอนุมัติได้เหมือนลูกค้าปกติ ซึ่งธนาคารก็มั่นใจว่าลูกค้าเป็นผู้ที่มีวินัยดี ในยามที่มีปัญหาก็ไม่เคยทำให้ธนาคารเสียหาย เว้นแต่ทำสัญญาปรับปรุงโครงสร้างหนี้แล้วไม่สามารถทำตามที่ตกลงไว้ได้

 

  จึงแนะนำว่าเมื่อถึงเวลามีเงินก้อนเข้ามาควรจะรีบปิดบัญชีหนี้ที่ปรับโครงสร้างหนี้โดยเร็วที่สุด เพราะจะต้องรอไปอีก 3 ปีกว่าประวัติบูโรจะกลับมาปกติ แต่ทางที่ดีหากคุณปิดยอดหนี้แล้วอย่าลืมขอเอกสารและแนบเอกสารไปด้วยเลยนะคะ

10. เคยค้ำประกัน

  ถ้าคนที่เราค้ำประกันไม่ค้างชำระหนี้จนปรากฏอยู่บนเครดิตบูโร ก็ไม่ต้องกังวลนะคะ ดังนั้น ถ้าจะไปค้ำประกันใครก็ต้องเลือกคนที่ไว้ใจได้ หรือไม่ก็ไม่ต้องไปค้ำให้ใครเลยจะดีที่สุด

 

11. ไม่มีการออมเงินในกรณีที่เงินกู้ค่อนข้างสูงเมื่อเทียบกับรายได้

  ข้อนี้ไม่ต้องกังวลนะคะเจอน้อยมาก คือธนาคารจะดูเงินเก็บก็ต่อเมื่อธนาคารขาดความมั่นใจที่จะปล่อยกู้ให้คุณ เช่น วงเงินกู้ค่อนข้างสูงเมื่อเที่ยบกับรายได้ เป็นต้น แต่ถ้าคุณมีเงินเก็บธนาคารอาจจะมองว่าคุณมีเงินไว้ใช้ยามฉุกเฉิน อาจจจะใจอ่อนปล่อยสินเชื่อได้ค่ะ

 

12. อายุ

  ส่วนมากอายุจะเป็นมาตรฐานเดียวกัน คือผู้กู้สินเชื่อต้องมีอายุ 20 ปีบริบูรณ์ขึ้นไป แต่ต้องไม่เกิน 70 ปี เนื่องจากธนาคารจะถือว่าคนวัยเกษียณไม่ได้ทำงาน ส่งผลให้เป็นผู้ที่ไม่มีรายได้และกลายเป็นผู้ที่ไม่มีความสามารถในการชำระหนี้ได้อีกต่อไป บางธนาคารมีหลักเกณฑ์ในการพิจารณาคุณสมบัติของผู้กู้ว่า ผู้กู้มีรายได้และมีความสามารถในการผ่อนชำระหรือไม่ อายุ (ถ้าอายุมากระยะเวลาในการกู้ยืมจะสั้น ดังนั้น ผู้กู้สามารถหาผู้กู้ร่วมเผื่อไว้ด้วย)

  หากเรามีความประสงค์ที่จะขอสินเชื่อจริงๆ ให้รีบวางแผนแล้วเคลียร์หนี้สินที่มีอยู่ ใช้เงินอย่างมีระบบ เริ่มวางแผนการใช้จ่ายและการออมได้แล้วนะคะ

////////////////

หากคุณต้องการรวมหนี้ เพื่อแก้หนี้
สามารถยื่นสมัครสินเชื่อส่วนบุคคลเพื่อการแก้หนี้ได้ที่นี่ >> สมัคร คลิก

หากเรามีสลิปเงินเดือนที่ไม่น่าเชื่อถือ อาจจะต้องขอใบรับรองเงินเดือนเพิ่มนะคะเพราะธนาคารต้องการทราบความชัดเจนของแหล่งเงินได้ค่ะ

บทความแนะนำล่าสุด


บทความอื่นๆที่น่าสนใจ