2-3 ปีที่ผ่านมา เริ่มเห็นข่าวปรับลดพนังงานออกในหลากหลายธุรกิจ
ทั้งจากกระแสหุ่นยนต์ หรือ AI ที่เข้ามาทำงานแทนที่คน และการเปลี่ยนผ่านของยุคสมัยจนหลายธุรกิจถูก Disruption
ตัวอย่างที่เห็นชัดคือ ธุรกิจสื่อ ที่การเข้ามาของสมาร์ทโฟนและโซเชียลมีเดีย จนทำให้สื่อตกที่นั่งลำบาก ทีวีดิจิตอลแห่คืนช่อง และปรับลดพนังงาน
ตลอดจนภาพรวมเศรษฐกิจเองที่ก็ชะลอตัว ส่งสัญญาณอ่อนแอมาโดยตลอด
มาปีนี้ ยังถูกซ้ำเติมด้วยวิกฤติใหญ่ในรอบ 100 ปี “COVID-19”
การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสที่ไม่เลือกว่าคุณจะเป็นคนดีหรือคนชั่ว ร่ำรวยหรือยากจน
ทุกคนมีโอกาสติดเชื้ออย่างเท่าเทียมกัน (เป็นความเท่าเทียมที่น่าจะเกิดขึ้นกับเรื่องดีเรื่องอื่นเนอะ)
“มันจะอดตายก่อนติดเชื้อตาย” เสียงบ่นของชาวบ้าน
เศรษฐกิจส่อแววพังจากมาตรการ Lockdown เพื่อหยุดยั้งการแพร่กระจายของเชื้อโรค
ในวันที่เศรษฐกิจอ่อนแอ ธุรกิจก็ต้องปรับตัว ซึ่งค่าจ้างพนังงานเป็นหนึ่งในต้นทุนหลักของบริษัท
ในวันที่รายได้ลดลงหรือเป็นศูนย์ แต่ค่าใช้จ่ายคงที่ยังมีอยู่
การปรับลดพนังงานจึงเป็นอีกหนึ่งทางออกที่บริษัทจำเป็นต้องทำ
เงินเดือนมาจากยอดขาย (1)
เงินเดือนคือค่าใช้จ่ายของบริษัท (2)
ถ้า (1) > (2) แน่นอนว่าบริษัทและพนักงานอยู่รอด
นั่นคือ พนักงานที่บริษัทจะไม่ปลดออก คือพนักงานที่สร้างรายได้มากกว่าค่าใช้จ่าย
หลายคนอาจจะเถียงว่า ไม่ใช่ทุกคนเป็นเซลล์
จริงครับ แต่การทำงานข้างหลัง หรือที่เรียกว่า back office ก็ขายได้
“ขายตัว” ขายความสามารถ เพราะเบื้องหน้าหรือยอดขายที่เพิ่มขึ้น ก็มาจากเบื้องหลังที่เข้มแข็ง แต่ละส่วนคอยเสริมซึ่งกันละกัน ว่ามั้ย ^^
พนักงานแบบไหน? ที่บริษัทมีโอกาสไม่ปลดออก มีโอกาสได้ไปต่อ
“จิตเป็นนาย กายเป็นบ่าว”
การกระทำต่าง ๆ ที่เราทำออกมา ล้วนมาจากจิตใจที่เป็นนายคอยสั่ง
ฉะนั้น มุมมองหรือทัศนคติจึงเป็นสิ่งสำคัญ ที่ทำให้งานที่เราทำออกมานั้นดีพอ และเหมาะที่จะเป็นผู้ที่ได้ไปต่อหรือไม่
ทัศนคติแบบไหน? ที่นายจ้างอยากให้พนักงานมี
WORLDCLASS
1. W – Worthy People เป็นคนที่คุ้มค่า สามารถสร้างรายได้ให้ดีเท่ากับหรือมากกว่าเงินเดือนที่ขยับขึ้นในแต่ละปี
2. O – Ownership คิดอย่างเป็นเจ้าของ โดยคิดว่าทำอย่างไรที่จะทำให้เราและบริษัทได้ประโยชน์สูงสุด แทนความคิดว่าเราได้อะไรจากบริษัทมากสุด
3. R – Reliable สามารถไว้ใจเชื่อถือได้ เพียงแค่เปลี่ยนมุมมอง “ทำงานธรรมดาออกมาให้ดีที่สุด” ไม่ว่าจะเป็นงานอะไรก็ตามที่ได้รับมอบหมาย หากทุกคนในบริษัทเชื่อและคิดได้เช่นนี้ ย่อมเป็นไปยากที่ในระยะยาวบริษัทจะล้มเหลว ซึ่งคนที่บริษัทไว้ใจได้ คือคนที่บริษัทยินดีฝากอนาคตของบริษัทไว้ด้วย
4. L – Long-life Learner พร้อมที่จะเรียนรู้ตลอดเวลา ไม่ทำตัวเป็นน้ำเต็มแก้ว ยิ่งในยุคที่อะไรก็เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว การพร้อมที่จะเรียนรู้สิ่งใหม่ ๆ ย่อมทำให้เราปรับตัวได้ดีเสมอ และเป็นการเปิดโอกาสให้เราและบริษัทได้ต่อยอดสิ่งใหม่ รายได้ใหม่เพิ่มขึ้น
5. D – Discipline มีวินัย
Warren Buffet นักลงทุนระดับโลกได้พิสูจน์ด้วยการทำงานแบบเดิม ๆ คือ อ่านหนังสือ หาข้อมูลเกี่ยวกับการลงทุน วันละ 400-500 หน้าทุกวัน เป็นเวลาหลายสิบปี
สิ่งที่เขาทำสะท้อนว่า ไม่จำเป็นต้องเก่งกว่า แค่ต้องมีวินัยมากกว่า วินัยจึงเป็นส่วนหนึ่งที่ช่วยให้เรามีรายได้ตลอดไปอย่างสม่ำเสมอ
6. C – Continuous improvement ปรับปรุงต่อเนื่อง ข้อนี้ใช้คู่กับข้อ 4 และข้อ 5 การทำอะไรก็ตามเพียงแค่เล็กน้อย แต่ทำอย่างต่อเนื่องและสม่ำเสมอ มีวินัย ยอมให้ผลลัพธ์มหาศาล

7. L – Loyalty ภักดี เป็นภาพลักษณ์องค์กร ยิ่งในยุค social media มีตัวอย่างให้เห็น การแสดงออกแย่ ๆ สุดท้ายตกงานกันเป็นแถว การวางตัวดี ไม่ว่าจะในหรือนอกเวลางาน ย่อมเป็นสิ่งดี เป็นที่ชื่นชมทั้งลูกค้า คู่ค้า และสังคม ทั้งเราและบริษัทได้ประโยชน์ร่วมกัน
8. A – Adaptable การปรับตัวเป็นเรื่องจำเป็นอย่างมากในปัจจุบัน สอดคล้องกับข้อ 4 และข้อ 6 จะช่วยให้เราและบริษัท นอกจากจะอยู่รอดแล้ว ยังมีโอกาสเติบในระยะยาวอีกด้วย
9. S – Standardize เป็นมาตรฐาน มาตรฐานทั้งสินค้าของบริษัท และมาตรฐานหรือความเป็นมืออาชีพในการทำงานของพนักงาน “ของดียังไงก็ขายได้ คนมีความสามารถยังไงก็ขายออก” ให้รักษามาตรฐานเหมือนเกลือรักษาความเค็ม
10. S - Support other ช่วยเหลือคนอื่น เอาแค่พอดีเนอะ ถ้ามากเกินจะกลายเป็นเผือก 55+ ในงานที่ต้องเกี่ยวข้องกับคนหลายฝ่ายหลายแผนก เพียงแค่เราทำในส่วนของเราให้ดีที่สุดและเสร็จตามเวลา ไม่ต้องให้คอยตามตลอด แค่นี้ก็ได้ชื่อว่าช่วยเหลือคนอื่นแล้ว ^^
เพียงแค่คุณมี 10 ทัศนคติที่เป็น WORLDCLASS
การทำงานก็จะง่ายและดีขึ้น
มุมมองและทัศนคติเป็นเรื่องของใจ
การฝึกใจไม่ใช่เรื่องง่าย
แต่ถ้าคุณเปิดใจ ก็ไม่ใช่เรื่องยาก
แล้วคุณจะเป็นพนักงานที่ถูกเลือกให้อยู่ต่อครับ
อ้างอิง :Leanovative Thinking By Sensei Lek & Sensei Pae