ป่วยวิกฤต(COVID) มีสิทธิใช้ UCEP ทุกคน

สงกรานต์ปี 2564 เป็นเดือนร้อนแรง หลังวันเกิดลูกหมู 1 เมษายน ก็มีข่าวระบาดโควิดระลอก 3 สายพันธุ์อังกฤษ ติดง่าย ไม่แสดงผล อาการออกลงปอดทันที สิ่งที่เราเตรียมคือทำงานที่บ้าน ใส่หน้ากากเข้าหากัน ห่วงแบบห่างๆ และสิ่งสำคัญคือค่ารักษาพยาบาล จึงทำประกันมูลค่า200,000 บาท จ่ายค่าเบี้ยประมาณ 1,300 บาท คุ้มมาก! สวดมนต์ขออย่าเจอนะ สาธุสาธุแต่ครั้งนี้ คนที่รู้จักเจอ COVID แถมไม่มีประกัน ต้องวางแผนการรักษาชีวิต และแผนการเงิน อย่างไรดี? 1.เลือกโรงพยาบาลที่มีหมอเก่ง หาทางไปตรวจให้ได้ (เพราะตรวจเจอที่ไหนต้องรักษาที่นั่น) 2.เมื่อADMID เข้าโรงพยาบาล คนไข้ไม่มีประกัน โรงพยาบาลจะให้เข้าโครงการ UCEP (Universal Coverage for Emergency Patients) เป็นโครงการของรัฐที่ต้องการลดความเหลื่อมล้ำ ในการเรื่องการรักษาพยาบาลของคนไทย เริ่มใช้1 เมษายน 2560 เจ็บป่วยฉุกเฉิน โทร 1669 มีสิทธิทุกที่ โดยไม่ต้องสำรองจ่าย UCEP กำหนดให้โรงพยาบาลเอกชน ต้องดูแลผู้ป่วยฉุกเฉินวิกฤต โดยไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายภายใน 72 ชั่วโมง หรือพ้นภาวะวิกฤต ให้สิทธิเฉพาะคนไทย ว้าว!! กลุ่มฉุกเฉินวิกฤต ดูจากอะไร 1.ภาวะฉุกเฉินทางการไหลเวียนโลหิต ดูอาการ หัวใจหยุดเต้น เจ็บหน้าอกรุนแรง ความดันตกเฉียบพลัน 2.ภาวะฉุกเฉินทางระบบประสาท ดูอาการ ปากเบี้ยวอ่อนแรงครึ่งซีกฉบับพลัน ซักเกร็ง ซักกระตุก การบาดเจ็บศรีษะรุนแรง 3.ภาวะฉุกเฉินทางการหายใจ ดูอาการ สิ่งแปลกปลอมอุดกั้นทางเดินหายใจ หายใจเหนื่อยหอบรุนแรง ภูมิแพ้รุนแรง 4 .เหตุฉุกเฉินอื่นๆ เจ็บป่วยฉุกเฉินตามเกณฑ์ สพฉ. กำหนด สพฉ (สถาบันแพทย์ฉุกเฉินแห่งชาติ) 02-872-1669 หรือ E-mail :[email protected] ขั้นตอนการใช้สิทธิ UCEP - ผู้ป่วยฉุกเฉินวิกฤตข้าโรงพยาบาลที่ใกล้ที่สุด - โรงพยาบาลประเมินอาการและคัดแยกระดับความฉุกเฉิน - ศุนย์ประสานคุ้มครองสิทธิ ตรวจสอบความถูกต้อง - กรณีเข้าเกณฑ์ UCEP เป็นผู้รับผิดชอบค่าใช้จ่ายทันที แต่ไม่เกิน 72 ชั่วโมง กรณีไม่เข้าเกณฑ์ ผู้ป่วยสามารถย้ายโรงพยาบาลตามสิทธิ หรือรักษาต่อ แต่ออกค่าใช้จ่ายเอง เรื่องนี้ยังไม่จบต้องติดตามตอนต่อไปนะเจ้าคะ ------------------------------------ นฤมล บุญสนอง CFP® นักวางแผนการเงิน / วิทยากรตลาดหลักทรัพย์ แห่งประเทศไทย

  นฤมล บุญสนอง (ลูกหมู)


  10 พฤษภาคม 2564

ศิลปะ Say No ขั้นเทพ เมื่อถูกคนยืมเงิน

เรื่องเงิน ๆ ทอง ๆ ที่เป็นปัญหาโลกแตกทุกวันนี้ คือเมื่อมีคนมายืมเงินแล้วไม่กล้าปฏิเสธ สุดท้ายกลายเป็นความลำบากใจ ตอนเวลาทวงเงิน จะเกิดเหตุการณ์ตามตัวไม่เจอบ้าง ไม่รับโทรศัพท์บ้าง หรือนัดจ่ายอาทิตย์หน้านะ เดือนหน้านะเสมอ จนเราเหนื่อยและอายแทน อ้าว! ถ้ารู้ว่าจะต้องเจอกับเรื่องแบบนี้ เราควรใช้ศิลปะ อย่างไรให้คนยืมเงินอยู่หมัด โดยเราไม่เสียสตังค์ และความสัมพันธ์ ตามเรามาซิคะ!! เรามีทางออก 1.บอกไปเลย ว่าคิดอะไร “ไม่ให้ยืมเงิน” ต้องแสดงให้เขาเห็นว่าเราเป็นคนทำมาหากิน พึ่งพาตนเอง มีภาระที่ต้องรับผิดชอบ ต้องเก็บเงินไว้ใช้ยามเจ็บป่วย และยามชรา ลองใช้คำพูดนี้ “ ขอโทษนะ ให้ยืมไม่ได้จริงๆ ” หรือ “ ไม่สบายใจ เพราะสาบานไว้ ” 2. ขอเวลาตั้งตัว เราจะได้ตั้งสติ อย่าเพิ่งด่วนตัดสินใจ ขอเวลาตั้งตัว บางครั้งเวลาจะเป็นตัวช่วยที่ดี ทำให้ได้ไตร่ตรอง ลดความสงสารลง ใช้เหตุผลเหนืออารมณ์ ทิ้งเวลาไว้นานๆๆ เขาอาจได้เงินที่อื่นแทน เพราะเราทำมืน 3. สัญญา ต้องเป็น สัญญา ในฐานะเพื่อนร่วมโลก ถ้าเพื่อนหรือคนรู้จักเดือดร้อนมา เราต้องช่วยเหลือ โดยการเอ็นดูเขา เอ็นเราต้องไม่ขาด เราสามารถใช้สัญญาเป็นตัวช่วย ดังนี้ จ๊ะ - สัญญาว่าจ้างต่างตอบแทน ดูว่าเขาสามารถทำงานอะไรได้ รับเงินเมื่อทำงานเสร็จ - สัญญากู้เงิน ดูว่าเขามีทรัพย์สินอะไรที่สามารถจดจำนอง หรือจำนำได้ เอามาค้ำประกันหนี้ สัญญานี้ต้องระบุดอกเบี้ย และเบี้ยปรับด้วย ถ้าผิดเงือนไขยึดทรัพย์สินทันที - สัญญาขายทรัพย์สิน ดูว่าเขามีทรัพย์สินอะไร ถ้ามีราคา มาขายแลกเงินได้ 4. แนะนำให้หารายได้เพิ่ม ในเมื่อเขากำลังลำบากเรื่องเงิน การเปิดประตูให้เขามีช่องทางหารายได้เพิ่ม อาจเป็นคำตอบที่ดีกว่าการยืมเงินหลายเท่า เพราะแทนที่จะช่วยแบบระยะสั้น คุณกำลังแนะนำแนวทางที่ทำให้เขาแก้ปัญหาได้ด้วยตัวเองในระยะยาว เห็นมั้ยคะ! เรื่องเงินเป็นเรื่องที่ ไม่เข้าใคร ออกใคร ลองฝึก ศิลปะ “ SAY NO ”ติดตัวไว้บ้างก็ OK naka ------------------------------------ นฤมล บุญสนอง CFP® นักวางแผนการเงิน / วิทยากรตลาดหลักทรัพย์ แห่งประเทศไทย

  นฤมล บุญสนอง (ลูกหมู)


  26 เมษายน 2564

โควิด ให้ข้อคิดชีวิต ปัง!!

เมื่อนั่งย้อนรอยตั้งแต่ปี 2020 เราเจอเรื่องโรคระบาดระรอกแล้วระรอกเล่า จนเข้าสู่ระลอกที่ 3 ที่ดูเหมือนร้อนแรง จนเกิดความกลัว พร้อมตั้งการ์ด สวมหน้ากาก ห่างสองเมตร และ ไม่ไปในที่สุ่มเสี่ยง แต่ตอนนี้สถานะการณ์กลับมาเหมือนปีก่อน ซึ่งทุกคนก็รอดมาได้ และเปลี่ยนวิถีชีวิตใหม่ อีกมุมหนึ่ง ที่ลูกหมูอยากแชร์ มุมดีๆของโควิด ที่พลิกวิกฤตให้ชีวิต ปัง!!! 1. ทำให้รู้จัก เงินฉุกเฉิน เมื่อเกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝัน เช่นตกงาน หรือเจ็บป่วย ไม่มีรายได้ เงินก้อนนี้ต้องเตรียมขั้นต่ำ 1 ปี (คำนวณจากค่าใช้จ่ายรายเดือน คูณ 12 ) เราจะได้ไม่เดือนร้อน 2. ทำงานที่บ้าน แทบ ไม่น่าเชื่อเลย บางอาชีพเช่น BROKER หลักทรัพย์ จะทำงานที่บ้านได้ ข้อดีคือประหยัดเวลา และประหยัดค่าใช่จ่ายการเดินทาง การแต่งตัว การกิน ค่าใช้จ่ายลดลงมาก เงินต้องเหลือเพิ่ม 3. ทำ ดิจิทัล หรือ ONLINE โลกเปลี่ยนระบบดิจิทัลเข้ามามีบทบาทต่อชีวิต แค่ปลายนิ้วสัมผัส ทั้งการโอนเงินผ่านธนาคาร, การซื้อของ ONLINE , การประชุมและสัมมนา , เปิดห้องเรียนสอน, สร้างเพจทำรายการของตนเอง ทั้งหมดที่พูดมา ใช้เงินน้อยมาก ก็ดังได้ มีคนติดตามจำนวนมาก เพิ่มรายได้อีกช่องทางหนึ่ง 4. ทำให้รู้จักตนเอง รักครอบครัว มีเวลาดูตัวเอง ว่าแท้จริงแล้วต้องการอะไร และ ให้ความสำคัญกับคนที่อยู่ข้างกาย แต่เรามักมองไม่เห็น ขอขอบคุณโควิด ที่มาเป็นตัวช่วยจริงๆ 5.เปิดโลกการเรียนรู้ เมื่อมีเวลาเพิ่ม เก่งดิจิทัล เราสามารถเรียนรู้ข้ามประเทศ โดยไม่ต้องเดินทาง เป็นการลงทุนที่ใช้เงินน้อย ถ้าเรานำความรู้ไปต่อยอด เราอาจจะกลายเป็น คนดังในวงการ ก็ได้ 6.สร้างโอกาสการลงทุน โควิครอบที่แล้วทำให้ตลาดหุ้นผันผวนมาก นักลงทุนที่เห็นโอกาส และรับความเสี่ยงได้ สามรถทำกำไรสูงกว่า 30% ในรอบปี เราควรถอดบทเรียนเรื่องนี้ ด่วน???? เห็นมั้ยคะ !!!! อยู่กับโควิค ด้วยสติ จะมีสตางค์ ปัง ในรอบปี ------------------------------------ นฤมล บุญสนอง CFP® นักวางแผนการเงิน / วิทยากรตลาดหลักทรัพย์ แห่งประเทศไทย

  นฤมล บุญสนอง (ลูกหมู)


  20 เมษายน 2564

หัวใจเศรษฐี สร้างความร่ำรวย จริงหรือ

บนโลกใบหนี้ คนส่วนใหญ่ล้วนแต่มีความต้องการเป็นคนมั่งมี แต่คนไม่มี จะเป็นคนมั่งมี ได้อย่างไร??? เพราะต้นทุนของคนไม่เท่ากัน นี่คือสิ่งที่เราอ้างถึงเสมอ งั้นมาฟังเรื่องเล่าในสมัยพุทธกาล กาลครั้งหนึ่ง จุลลกะเศรษฐี ออกจากบ้านเห็นหนูตายตัวหนึ่ง จึงพูดว่า “ วันนี้ลางดี ผู้ฉลาดจะตั้งตัวได้ด้วยต้นทุนหนูตายตัวนี้ ” ยาจกชื่อ จูฬันเตวาสิก ได้ยินจึงเกิดความคิด โดย เอาหนูตายไปขายคนเลี้ยงแมว ได้เงินไปซื้อน้ำอ้อย ไปขายให้คนเก็บดอกไม้ในสวนพอเดินผ่านอุทยาน เห็นกิ่งไม้ที่โดนพายุ ตกบนพื้นจำนวนมาก จึงรับอาสาเก็บกวาดพื้นทุกวัน และ นำกิ่งไม้ไปขายให้ นายช่างหาฟืน ได้เงินมา 2-3 เท่านำเงินที่ได้ซื้อตุ่มใส่น้ำกิน วางรอบเมืองเพื่อสร้างมิตร ทำให้มีแต่คนรัก ยาจกจูฬันเตวาสิก เมื่อค้าขายร่ำรวย เรื่องทราบถึง จุลลกะเศรษฐี จึงยกบุตรสารให้ เพราะเห็นว่า ยาจกจูฬันเตวาสิก สามารถรักษาทรัพย์สมบัติของตระกูลได้ นี่เป็นตัวอย่างหนึ่งในคาถา หัวใจเศรษฐี ที่มีองค์ประกอบดังนี้ อุ มาจากคำว่า อุฏฐานสัมปทา แปลว่า ขยันหา ได้แก่ ขยันหมั่นเพียรประกอบการงาน หาเลี้ยงชีพในทางสุจริต หนักเอาเบาสู้ ไม่เกียจคร้าน ไม่ปล่อยเวลาให้ล่วงไปโดยเปล่าประโยชน์ อา มาจากคำว่า อารักขสัมปทา แปลว่า รักษาดี ได้แก่ การรู้จักคุ้มครองและรักษาทรัพย์ที่หามาได้ด้วยความเพียร ไม่ให้สูญหาย ไปในทางที่ไม่สมควร หลีกเลี่ยงอบายมุข กะ มาจากคำว่า กัลยาณมิตตตา แปลว่า มีกัลยาณมิตร ได้แก่ การรู้จักเลือกคบคนดี ไม่เอาอย่างในทางเสื่อมของเพื่อน เป็นตัวของตัวเองในทางที่ถูกต้อง สะ มาจากคำว่า สมชีวิตา แปลว่า ใช้ชีวิตแบบพอเพียง ได้แก่ การรู้จักประมาณรายรับรายจ่ายของตน ดำเนินตามหลักทางสายกลาง คือไม่ตึงจนเดือดร้อน และไม่หย่อนจนตกเป็นทาส ถึงต้นทุนชีวิตไม่เท่ากัน แต่ใจและความคิดที่ยิ่งใหญ่ มีความเพียรเป็นแรงผลักดัน สุดท้ายคนไม่มี จะกลายเป็นคนมั่งมี ได้ ในที่สุด สู้ๆๆนะคะ ------------------------------------ นฤมล บุญสนอง CFP® นักวางแผนการเงิน / วิทยากรตลาดหลักทรัพย์ แห่งประเทศไทย

  นฤมล บุญสนอง (ลูกหมู)


  29 มีนาคม 2564

คนมั่งมี และ คนไม่มี ต่างกันตรงไหน?

คนเราเกิดมาบนโลกใบนี้ มีความหลากหลาย บางท่านก็รวยล้นฟ้า เราเรียกว่า “ คนมั่งมี ” บางท่านก็จนมาก ต้องหาเช้ากินค่ำ เป็น “ คนไม่มี” ซึ่งคนทั้งสองมีผลลัพภ์ออกมาที่แตกต่างกัน “คนมั่งมี” มีรายได้มาเท่าไหร่จะพยายามนำเงินไปลงทุนต่อยอด โดยคาดหวังจะได้ผลตอบแทนที่สูง แต่ “คนไม่มี” มีรายได้เหลือไม่พอใช้จ่าย ต้องไปกู้หนี้ยืมสินมา ทำให้หนี้ท้วมตัว วันนี้จึงอยาก!! มาชวนคิด พฤติกรรมของคนสองกลุ่มนี้ว่าต่างกันตรงไหน อ่านจบแล้ว คุณคิดว่า คุณเป็นคนกลุ่มไหน? ขอฝากข้อคิดทิ้งท้าย! ถ้าอยู่อย่างคนจน จะไม่มีวันจน ถ้าอยู่อย่างคนรวย จะไม่รวย ขอแค่เปลี่ยน ความคิด (Mind Set) โชคดีนะคะ ------------------------------------ นฤมล บุญสนอง CFP® นักวางแผนการเงิน / วิทยากรตลาดหลักทรัพย์ แห่งประเทศไทย

  นฤมล บุญสนอง (ลูกหมู)


  15 มีนาคม 2564

ลายแทง 8 เส้นทางการเงินสู่ความมั่งคั่ง

"A Goal without a plan is just a wish" คำคมสวย ๆ จากคุณ Antoine de Saint-Exupéry ผู้เขียนวรรณกรรมคลาสสิคเรื่อง "เจ้าชายน้อย" วลีข้างต้นถ้าแปลไทยสไตล์ผมก็คงจะเป็น... "เป้าหมายที่ไร้แผนการ ก็แค่ความปรารถนา (เพ้อเจ้อ)" ผมว่ามันโยงกับเรื่องการเงินได้ดีชะมัดเลยล่ะ เช่น "ตั้งเป้าหมายอีก 10-20 ปี ต้องมีความมั่งคั่ง มีอิสระภาพทางการเงิน" แต่พอถามว่าจะทำอย่างไร...กลับใบ้รับประทาน ! "ก็ขยันทำงานเก็บเงิน ประหยัด อดออม แหล่ะ..." หราาาาา !!!! ไม่ต่างอะไรกับการซื้อหวยเพื่อหวังรางวัลใหญ่ โอกาสสำเร็จน้อยมาก... เป้าหมายที่ดี ต้องมีแผนการที่ดีรองรับด้วย ไม่งั้นมันก็ไร้ทิศทาง และอาจไปไม่ถึงฝั่งฝัน ใช่ครับ ! ผมเองตั้งเป้าหมายเรื่องการมีอิสระภาพการเงิน และผมมีแผนการแล้ว วันนี้เลยอยากจะมาแชร์ให้เป็นแนวทาง นับ ๆ ดูก็มีอยู่ 8 เรื่อง ประกอบด้วย... 1. แผนรายได้ อายุอานามตอนนี้ก็ไม่น้อยละ เข้าสู่ช่วง 30 ปลาย รายได้ที่พึงมีต่อเดือนรวมกันควรจะเกินครึ่งแสน (ผมเทียบกับคนรอบข้างในรุ่นราวคราวเดียวกัน) แต่งานหลักที่ทำมันคงไปได้ยาก ด้วยลักษณะวิชาชีพ เพื่อให้ได้ตามเป้าหมาย ก็ต้องมีอาชีพเสริมสิจ๊ะ ผมพัฒนาทักษะต่าง ๆ ในหลายเรื่อง จนมีอาชีพเสริมเพิ่มมาอีก 2-3 งาน (ไม่บอกหรอก ^^) รวมรายได้ทั้งหมด ก็ตามเป้า ถามว่าเหนื่อยไหม ไม่เท่าไหร่ เพราะสิ่งที่ผมทำ ผมต้องชอบเท่านั้น ลองทำดูนะครับ พัฒนาสิ่งที่ชอบ ต่อยอดสร้างรายได้เพิ่ม ช่วยได้เยอะเลย ยุคนี้ทำงานอย่างเดียวเสียวเด้ออ 2. แผนการออม หลังจากหาเงินมาได้แล้ว ต่อไปนี้ก็ต้องทำแผนจัดการกับมัน เริ่มที่การออมเลย เพราะสำคัญมาก วิธีออมเงินก็มีเยอะแยะนะ "บทความล่ำซำ" แนะนำไว้เพียบ ลองหาอ่านย้อนหลังดู ส่วนผมจะกันรายได้แต่ละเดือนทันที 30% เพื่อเป็นเงินออม เงินสำรอง เงินเก็บ เรียกอะไรก็ได้ แต่จะไม่ใช้แน่ ๆ ในเดือนนี้ 3. แผนลงทุน ส่วนตัวผมชอบต่อยอดเงินออมให้สร้างผลตอบแทนเพิ่มขึ้น เพราะถ้าออมในรูปแบบเงินสด ดอกเบี้ยมันต่ำมาก และจะโดดเงินเฟ้อดูดมูลค่าลงไปเรื่อย ๆ วิธีการของผมคือหักรายได้ 30% ไว้เป็นเงินออมใช่ไหม 10% จะเก็บอยู่ในรูปแบบของเงินสดเผื่อฉุกเฉิน ข้อดีของเงินสดคือมันคล่องตัว อยากใช้ก็ใช้ได้เลย ที่เหลืออีก 20% ผมจะนำไปลงทุน แน่นอนว่าอยู่วงการตลาดทุน ก็ต้องลงทุนในหุ้น-กองทุนรวม โดยลงทุนผ่านการ DCA ในหุ้นพื้นฐานดี-กองทุนรวม เน้นผลตอบแทนเฉลี่ยปีละ 4-5% ขึ้นไป อันนี้ตั้งใจลงทุนยาวเลย ส่วนหุ้นรายตัวระยะสั้นก็มีลงทุนบ้าง แต่ไม่มากมายเหมือนตอนหัดเล่นหุ้นใหม่ ๆ ละ เพราะผันผวนสูง ส่วนมากจะขาดทุน และประสบการณ์พบว่า หุ้นลงทุนยาวเวิร์คกว่า 4. แผนจัดการหนี้สิน ตัวดีที่คอยดูดรายได้เราเลย สำหรับคนที่ยังไม่มีหนี้ อย่าสร้างหนี้หากไม่จำเป็น หรือถ้าจำเป็นก็อย่าให้เกิน 40% ของรายได้ แต่สำหรับผม ผู้ที่เคยมีหนี้มากกว่า 100% ของรายได้ ซึ่งยังรับกรรมอยู่ทุกวันนี้ ก็ทยอยใช้คืนอย่างมีวินัย โดย 40% ของรายได้นั่นแหล่ะที่เอาไปจ่ายหนี้ ระหว่างทางพยามตัดหนี้ก้อนใหญ่ออก เช่น บ้าน, รถ ตอนนี้ทำสำเร็จแล้ว สภาพคล่องดีขึ้นเยอะ ^^ ส่วนท่านที่กำลังผ่อนอยู่ และยังไหว... ต้องวางแผนการผ่อนให้ดี โดยเฉพาะ "บ้าน" ใช้กลไกของการคิดดอกเบี้ยให้เกิดประโยชน์ เช่น... เช็คอัตราดอกเบี้ยเพื่อรีไฟแนนซ์หรือโปะต่อเนื่อง เพื่อให้พ้นหนี้เร็วขึ้น 5. แผนจัดการภาษี สำคัญมากสำหรับมนุษย์เงินเดือน ใครที่รายได้เข้าเกณฑ์ต้องเสียภาษี ไปศึกษาเลยว่าอะไรใช้สิทธิลดหย่อนได้บ้าง "บทความล่ำซำ" ก็มีเรื่องนี้นะ ^^ ผมนี่ไล่ทีละรายการเลย อะไรลดหย่อนได้บ้าง ใช้สิทธิทั้งหมด ไม่ยอมเสียไปฟรี ๆ หรอก ฮ่า ๆ 6. แผนประกัน เมื่อมีไลฟ์สไตล์โลดโผน ประกันเป็นสิ่งที่ต้องมี ผมทำไว้ทั้งประกันสุขภาพและประกันอุบัติเหตุ พยามเลือกที่เป็นประกันแบบออมทรัพย์ เพราะจะได้ไม่เสียเบี้ยเปล่า ๆ ที่สำคัญใช้ลดหย่อนภาษีได้อีก ควรมีนะครับ เพราะตอนเจ็บป่วย การใช้สิทธิประกันที่ทำเอง บริการจากโรงพยาบาลจะค่อนข้างดีกว่าประกันสังคม หึหึ 7. แผนเกษียณ ตั้งเป้าไว้เลยจะเกษียณเมื่อไหร่ และจะมีชีวิตหลังเกษียณไปอีกนานแค่ไหน หลังจากนั้นคำนวนเลยต้องใช้เงินเท่าไหร่ถึงจะพอ เช่นของผม อยากเเกษียณ สักอายุ 50 ปี อยู่ไปอีก 20 ปี (เต็มที่เลยนะ ไม่น่าเกิน ฮ่า ๆ) อยากมีเงินใช้สักเดือนละ 20,000 บาท (เผื่อไว้แบบเหลือ ๆ) ก็เอา 20,000 x 12 x 20 เท่ากับผมต้องมีเงิน 4,800,000 บาท ซึ่งก็ต้องย้อนไปที่แผนการออมและลงทุนว่าจัดสรรไว้ได้ดีแค่ไหน กรณีผมเหลือเวลาทำงานหาเงินอีก 13 ปี เพื่อให้ได้เกษียณตอนอายุ 50 ผมต้องเก็บออมเงิน+ลงทุนให้ได้เฉลี่ยปีละ 369,230 บาท พยามทำให้ได้ตามเป้าอยู่นะครับ ^^ 8. แผนมรดก ข้อสุดท้ายอันนี้ก็ต้องชัดเจนว่าเราจะส่งต่อความสุขนี้ให้กับใคร แยกแยะให้ชัดเจน เพื่อที่วันหนึ่งเราโกอินเตอร์แล้ว คนข้างหลังจะได้ไม่วุ่นวาย 8 ข้อที่กล่าวมาทั้งหมด จะขาดเสียข้อหนึ่งข้อใดเลยก็มิได้นะ ควรทำทั้งหมด ทบทวนแผนทุก ๆ ปี ข้อไหนดีข้อไหนต้องปรับปรุง และอย่าเขียนแผนด้วยความจำ ต้องจดบันทึกไว้ เพราะคุณจำไม่หมดหรอก ผมเชื่อเหลือเกินว่า 8 ลายแทงนี้จะนำพาตัวผมไปสู่อิสระภาพการเงินตามเป้าหมาย ลองทำดูครับ... อ้อ...อันนี้สำคัญสุด อย่ามีแต่แผน แล้วไม่ทำตาม เด้อ หนักกว่ามีเป้าแล้วไม่มีแผนอีกขอบอก ^^

  หนึ่ง ศราพงค์


  31 กรกฎาคม 2563

Loading...

ยังไม่มีข้อมูลเพิ่มเติม