ทำไมการทำประกันจึงสำคัญ และเป็นส่วนหนึ่งของการวางแผนการเงิน

ทุกคนรู้หรือไม่ คนที่วางแผนการเงินแทบทุกคน จะต้องมีประกันติดตัวอย่างน้อยคนละ 1 ตัว นั่นเป็นเพราะอะไร แล้วทำไมการป้องกันความเสี่ยงอย่างการทำประกัน ถึงเป็นส่วนหนึ่งของการวางแผนการเงิน วันนี้เราจะมาหาคำตอบไปด้วยกัน ถ้าพูดถึงหลักวางแผนการเงิน ผมขอเอาหลักการวางแผนการเงินตามหลักพีระมิด มาให้เพื่อนๆได้ชมกัน หลักวางแผนการเงินตามหลักพีระมิด 1. มีเงินกินพอใช้ ไม่เดือนชนเดือน 2. สะสมเงินเก็บ 3. ป้องกันความเสี่ยงด้วยการทำประกัน 4. ลงทุนในสินทรัพย์ต่างๆ 5. ส่งต่อความมั่งคั่ง เราจะเห็นได้ว่า การทำประกันนั้นเป็นส่วนสำคัญในการวางแผนการเงินเลย เพราะช่วยในการป้องกันความเสี่ยงที่อาจจะเกิดขึ้นในอนาคต เพื่อไม่ให้เงินที่เราหามานั้นสูญหายไป และพร้อมสำหรับการลงทุนในขั้นต่อไป ถ้าเราปล่อยผ่านการทำประกัน และนำเงินทั้งหมดไปลงทุน แล้วดันเกิดขาดทุน เนื่องจากตลาดอยู่ในช่วงขาลง แถมเคราะห์ซ้ำกรรมซัด เกิดป่วยหนักกระทันหัน ต้องเสียค่ารักษาพยาบาลเพิ่ม สุดท้ายเราก็ต้องจำใจขายหุ้นที่ติดลบมาจ่ายค่ารักษาพยาบาล เสียหาย 2 ต่อ เพราะเราไม่รู้ว่าในอนาคตจะเกิดอะไรขึ้นบ้าง ถ้าวันนึงเราเกิดอุบัติเหตุเจ็บหนักขึ้นมา แล้วไม่ได้ทำประกันเอาไว้ เงินทั้งหมดที่เราเก็บออมมาอาจจะไปหายวับไปกับตาเลยก็เป็นได้ ผมจึงอยากจะแนะนำให้ทุกคนควรมีประกันติดตัวเอาไว้ เกิดอะไรขึ้นมา จะได้เจ็บแค่ตัว ไม่ต้องมาเจ็บใจซ้ำ เพราะเสียเงินไปกับค่ารักษาพยาบาลที่มหาศาล สรุป สรุปแบบเข้าใจง่ายๆ ก็คือ การทำประกันเป็นส่วนสำคัญในการวางแผนการเงิน เพราะช่วยป้องกันความเสี่ยงที่จะเสียเงินก้อนโตที่เราเลี่ยงไม่ได้ จากการเกิดอุบัติเหตุหรือเกิดเจ็บป่วยเข้าโรงพยาบาลนั่นเอง

  ธนากร นวมรัตน์


  05 มิถุนายน 2567

5 เหตุผลสำคัญ ที่มนุษย์เงินเดือน ต้องมีประกันสุขภาพติดตัวเอาไว้ !

"เป็นมนุษย์เงินเดือน มีประกันกลุ่มของบริษัทอยู่แล้ว จะทำประกันเพิ่มให้เปลืองตังไปทำไม" "ทำงานมาตั้งนาน ไม่เคยป่วยหนักเลย ไม่เห็นจำเป็นต้องทำ" "เอาเงินที่ซื้อประกัน เอามาเก็บออมดีกว่า ถ้าป่วยจริงๆก็ค่อยนำเงินที่ออมมาจ่ายค่ารักษาก็ได้" เป็นคำพูดของมนุษย์เงินเดือนหลายคน ที่ผมเจอมา หลังจากถามว่า ทำไมถึงไม่ทำประกันสุขภาพ วันนี้ผมเลยจะมาบอกถึง 5 เหตุผล ว่าทำไม มนุษย์เงินเดือนอย่างเราๆเนี่ย ควรแบ่งเงินบางส่วนมาทำประกันสุขภาพให้กับตัวเองบ้าง 5 เหตุผลผลสำคัญ ที่มนุษย์เงินเดือน ต้องมีประกันสุขภาพติดตัวเอาไว้ 1.หมดห่วงเรื่องค่ารักษาพยาบาลที่แพงขึ้นทุกปี ปัจจุบันโรงพยาบาลเอกชน ค่ารักษาพยาบาลแพงมากๆ ผมจำได้เลยว่าตอนที่ไปเข้าโรงพยาบาล แค่ตรวจนิดหน่อยๆ พบหมอ ได้ยาไม่กี่ตัว ก็โดนค่ารักษาไปเกือบ 3,000 บาทแล้ว แต่ดีที่ตอนนั้นผมมีประกันสุขภาพติดตัวเอาไว้เรียบร้อยแล้ว ไม่งั้นได้นั่งกุมขมับ เสียดายเงินที่ต้องจ่ายแน่ๆ 2.ประกันกลุ่มของบริษัทอย่างเดียว ไม่เพียงพอ หลายบริษัทจะมีประกันกลุ่มให้กับพนักงานในองค์กร ซึ่งเป็นเรื่องที่ดีมากๆ เหมือนเป็นโล่ชั้นแรกให้กับเรา แต่แน่นอนว่าข้อเสียของประกันกลุ่มก็คือวงเงินที่จำกัด อย่าง OPD ตัวผมเองได้เพียงครั้งละ 1,000 บาทเท่านั้น นั่นหมายความว่าส่วนที่เหลือผมต้องออกเองล้วนๆ 3.มีทางเลือกในการรักษาที่หลากหลาย บางที่เราก็อยากไปเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลดีๆ ซึ่งอาจจะอยู่นอกสิทธิประกันสังคม ทำให้มีทางเลือกในการรักษาน้อย แต่ถ้าทำประกันสุขภาพเพิ่มเติม สามารถเข้ารับการรักษาได้ทั้งจากโรงพยาบาลรัฐฯ ใกล้บ้าน หรือโรงพยาบาลเอกชนที่มีอุปกรณ์ครบครันได้ตามต้องการ 4.สามารถใช้ลดหย่อนภาษีได้ เบี้ยประกันสุขภาพ ที่เราจ่ายไป สามารถนำไปลดหย่อนภาษีได้ด้วย ได้สูงสุดไม่เกิน 25,000 บาท แน่นอนว่าถ้าเราต้องเสียภาษีทุกปีอยู่แล้ว จะดีกว่าไหมถ้าเรานำเงินที่ต้องจ่ายภาษีไปจ่ายค่าประกันแทน เหมือนได้เพิ่มความคุ้มครองมาฟรีๆ 5.บางบริษัทไม่มีประกันกลุ่มให้ แน่นอนว่าหลายบริษัทมีประกันกลุ่ม แต่ก็มีอีกหลายบริษัทเช่นกัน ที่มีเพียงประกันสังคมให้กับเรา ทำให้ทางเลือกในการรักษาน้อย รอนาน และอาจจะได้รับการดูแลที่ไม่ดี และอย่างแย่ที่สุด ถ้าเราเกิดตกงานกะทันหัน ไม่มีประกันกลุ่มของบริษัท และเกิดป่วยขึ้นมาอีก เคราะห์ซ้ำกรรมซัด แถมไม่มีประกันสุขภาพมาช่วยรองรับค่ารักษาพยาบาล สรุปสาระสำคัญ สำหรับใครที่ฟังแล้ว ก็ยังลังเลว่าจะทำดีไหม ผมก็อยากให้ลองดูประกันต่างๆที่เรามีทั้งประกันบริษัท ประกันสังคม ว่าเพียงพอไหม ถ้าเกิดเราล้มป่วยขึ้นมาจริงๆ เพราะทุกคนก็น่าจะอยากได้รับการรักษาที่ดี และสบายใจกันทั้งนั้น บทความที่เกี่ยวข้อง -การเงินจะมั่งคั่ง ฐานการเงินต้องมั่นคง "ดั่งพีระมิดการเงิน" -จับคู่การใช้ชีวิตกับประกันที่ต้องมี -ชีวิตการเงินอาจจะพัง ถ้ายังบริหารความเสี่ยงไม่ดี

  ธนากร นวมรัตน์


  27 พฤษภาคม 2567

เงินประกันสังคมที่จ่ายทุกๆเดือน เดือนละ 750 บาท โดนเอาไปใช้ทำอะไรบ้าง

“เงินเดือนก็น้อยนิดอยู่แล้ว ทำไมต้องมาหักเงินไปประกันสังคมอีก”น่าจะเป็นความในใจของพนักงานเงินเดือนหลายๆคน เมื่อมาถึงวันเงินออกแล้วต้องมาเห็นเงินในบัญชีโดนประกันสังคมหักไป แล้วเราได้อะไรกลับมาบ้าง มันคุ้มค่ากับเงินที่เสียไปไหมวันนี้ Lumpsum มีคำตอบ !เมื่อได้ยินคำว่าเงินประกันสังคม เพื่อนๆหลายคนอาจจะคิดว่าสามารถใช้รักษาพยาบาลได้เพียงอย่างเดียว แต่จริงๆแล้ว เงินประกันสังคมแบ่งเป็น 3 ส่วนดังนี้ - ประกันชราภาพ 450 บาท- เจ็บป่วย / เสียชีวิต 225 บาท- ว่างงาน 75 บาทจริง ๆ แล้วประกันสังคมเป็นเหมือนการออมเงินภาคบังคับจากรัฐบาลเพื่อให้คนไทยมีเงินใช้หลังเกษียณ ดูได้จากส่วนของเงินชราภาพที่มากที่สุด โดยมีสวัสดิการทั้งหมด 8 อย่างด้วยกัน 1.กรณีเจ็บป่วยหรือประสบอันตราย -สามารถเข้ารับการรักษาในสถานพยาบาลตามบัตรรับรองสิทธิได้โดยไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายใดๆ-ในกรณีที่เข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลอื่นที่ไม่ได้ระบุในสิทธิต้องสำรองจ่ายค่ารักษาพยาบาลไปก่อน แต่สามารถเบิกคืนได้ 2.กรณีทุพพลภาพรุนแรง จะได้รับเงินทดแทนขาดรายได้ร้อยละ 50 ของค่าจ้างเป็นรายเดือนตลอดชีวิตในกรณีทุพพลภาพร้ายแรง 3.กรณีเสียชีวิต จะได้ค่าทำศพจำนวน 50,000 บาท โดยจะจ่ายให้แก่ผู้จัดงานศพ 4.กรณีคลอดบุตร -จะได้รับเงิน 15,000 บาทต่อการคลอดบุตร 1 ครั้ง-หากลาคลอดจะได้รับเงิน 50% ของเงินเดือนเป็นเวลา 90 วัน โดยคิดจากฐานเงินเดือนสูงสุด 15,000 บาท 5.กรณีสงเคราะห์บุตร จะได้รับเงินเดือนละ 800 บาท ตั้งแต่แรกเกิดจนถึง 6 ปีบริบูรณ์ 6.กรณีชราภาพ จะได้รับเงินเกษียณซึ่งมีด้วยกัน 2 ประเภท-กรณีบำนาญชราภาพ เมื่ออายุครบ 55 ปีบริบูรณ์ จะได้รับเงินบำนาญเท่ากับค่าเฉลี่ยของค่าจ้างใน 60 เดือนสุดท้าย และได้รับบำนาญชราภาพเป็นรายเดือน ตลอดชีวิต-กรณีบำเหน็จชราภาพ เมื่ออายุครบ 55 ปีบริบูรณ์ หรือถึงแก่ความตาย จะได้รับเงินบำเหน็จชราภาพจำนวน 10 เท่าของเงินบำนาญชราภาพรายเดือนที่ได้รับเดือนสุดท้ายก่อนเสียชีวิต 7.กรณีว่างงาน มี 2 กรณีเช่นกัน-ถ้าถูกเลิกจ้าง จะได้รับเงินชดเชย 50% ของเงินเดือน โดยคิดจากฐานเงินเดือน 15,000 บาท เป็นเวลาสูงสุด 180 วัน-ถ้าลาออก จะได้รับชดเชย 30% ของเงินเดือน โดยคิดจากฐานเงินเดือน 15,000 บาท เป็นเวลา 90 วัน 8.ทำฟันปีละ 900 บาท สำหรับบริการขูดหินปูน, อุดฟัน, ถอนฟัน และถอน/ผ่าฟันคุด ได้ฟรี โดยไม่จำกัดจำนวนครั้งในการรับบริการ ภายในวงเงิน 900 บาท/ปีเมื่อเพื่อนๆเห็นสิทธิประโยชน์มากขนาดนี้แล้ว คงใจชื้นขึ้นแล้วใช่ไหมครับ เพราะเงินที่หักไปทุกเดือน เดือนละ 750 บาทนั้น ถึงแม้เราจะไม่ได้รับอุบัติเหตุหรือเจ็บป่วยเลย อย่างน้อยก็เป็นเงินออมในยามเกษียณให้กับเรานั่นเอง

  ธนากร นวมรัตน์


  20 พฤษภาคม 2567

6 ประเภทของประกัน เลือกแบบไหนที่ใช่คุณ

ประกันชีวิต เป็นประกันแรกๆ ที่หลายคนเลือกทำ เพราะในทุกๆครอบครัว มักมีค่าใช้จ่ายต่อเดือนที่สูงมาก ไม่ว่าจะเป็นค่าบ้าน ค่ารถ ค่าเทอมลูก และอีกสารพัดค่าใช้จ่ายที่เราเจอ แล้วถ้าหากหัวหน้าครอบครัวที่รับผิดชอบค่าใช้จ่ายทั้งหมด เกิดเสียชีวิต หรือเป็นอะไรขึ้นมากระทันหัน การมีประกันชีวิต จะสามารถช่วยซัพพอร์ทค่าใช้จ่ายตรงนั้นได้ แต่เพื่อนๆรู้ไหมว่า ประกันชีวิตนั้น ไม่ได้มีแค่แบบเดียว แต่มีแยกย่อยถึง 6 แบบ ซึ่งจะมีความแตกต่างกัน ซึ่งประกันชีวิตทั้ง 6 แบบจะมีอะไรบ้าง ไปดูกันเลย ประเภทที่ 1 ประกันชีวิตแบบสะสมทรัพย์ (Endowment/Saving Insurance) คือประกันชีวิตที่มีวัตถุประสงค์เพื่อคุ้มครองชีวิตควบคู่ไปกับบริหารเงินออม ซึ่งเราสามารถเลือกระยะชำระเบี้ยประกันได้ว่าจะชำระแบบสั้น กลาง หรือยาวโดยมีให้เลือกชำระตั้งแต่ 3 ปี ไปจนถึง 30 ปี ถึงแม้ว่าเบี้ยของประกันประเภทนี้ จะค่อนข้างมีมูลค่าที่สูง แต่ก็คุ้ม เพราะได้ทั้งการคุ้มครองชีวิต และช่วยเสริมสร้างวินัยการออมเงินให้แก่ผู้ทำประกันชีวิตแบบสะสมทรัพย์แถมยังมีเงินคือให้แน่นอนเสี่ยงน้อยกว่าการลงทุนประเภทอื่นอีก โดยรูปแบบของเงินคืนมีทั้งในลักษณะของคืนทีเดียวเป็น หรือจะเลือกรับเป็นรายงวดก็ได้แล้วแต่ความสะดวกของผู้ทำประกันเหมาะกับใคร ? คนที่เน้นเรื่องความคุ้มค่า(เงินคืน)มากกว่าความคุ้มครอง คำนิยามประกัน “เบี้ยสูง สร้างวินัยการออม การันตีเงินคืน” ประเภทที่ 2 ประกันชีวิตแบบบํานาญ (Annuity Insurance) คือประกันที่มีวัตถุประสงค์เพื่อบริหารการเงินไว้ใช้ยามเกษียณ ซึ่งผู้ทำประกันชีวิตแบบบำนาญจะยังคงได้รับคุ้มครองชีวิตเช่นเดิมและจะมีเพิ่มในส่วนของเงินออมไว้ใช้ยามเกษียณ สำหรับเบี้ยประกันที่ต้องชำระก็จะสูงเหมือนกับประกันแบบสะสมทรัพย์และรูปแบบการชำระเบี้ยประกันของประกันชีวิตแบบสะสมทรัพย์จะมีอยู่ 2 ลักษณะ คือชำระเบี้ยครั้งเดียวจบ เหมาะสำหรับคนที่เพิ่งได้รับเงินมรดกมา หรือมีเงินก้อนใหญ่แต่ไม่รู้จะเอาไปลงทุนที่ไหน ที่เหลือก็แค่นั่งสบายๆ ชิลๆ รอรับเงินบำนาญตอนเกษียณได้เลยหรือถ้าใครสะดวกชำระเป็นรายงวดเรื่อยๆจนถึงอายุเกษียณ หรือเลือกชำระตามแบบที่ประกันกำหนดก็สามารถทำได้เช่นกันการจ่ายเงินคืนให้แก่ผู้ทำประกัน บริษัทจะจ่ายคืนเป็นงวดให้ทุกๆ ปี (บางแบบประกันก็จะมีการจ่ายเงินคือเป็นรายเดือน) โดยเริ่มจ่ายคืนตั้งแต่อายุ 50 ปี 55 ปี หรือ 60 ปี ไปจนถึงเราอายุ 85 ปี หรือ 90 ปี ซึ่งระยะเวลาการจ่ายคืนนั้นก็ขึ้นอยู่กับแบบประกันที่เราเลือกเหมาะกับใคร? คนที่ต้องการวางแผนเกษียณแบบเน้นเงินคืนที่แน่นอน คำนิยามประกัน “เบี้ยสูง ช่วยวางแผนเกษียณ การันตีเงินคืน” ประเภทที่ 3 ประกันแบบระยะยาว (Whole life) คือเราสามารถต้องชำระเบี้ยประกันไปซักระยะหนึ่ง อาทิเช่น 5 ปี 10 ปี 15 ปี หรือ 20 ปี เป็นต้น แต่จะได้รับความคุ้มครองชีวิตแบบตลอดชีพ พูดง่ายๆ ก็คือ ชำระเบี้ยเพียงชั่วเวลาหนึ่ง แต่ได้รับความคุ้มครองตลอดชีพ (ขึ้นอยู่กับเงื่อนไขของแบบประกัน)สำหรับเบี้ยประกันนั้นก็ไม่ได้สูงมากจนจับต้องไม่ได้ และหากผู้เอาประกันเสียชีวิตในขณะที่กรมธรรม์ยังคุ้มครองอยู่ ทางบริษัทประกันก็จะจ่ายเงินเอาประกันให้กับผู้รับประโยชน์เพื่อนำไปใช้เป็นมรดก หรือนำไปใช้ชำระหนี้สินต่างๆเหมาะกับใคร? คนที่มีงบประมาณขึ้นมานิดนึง มองหาประกันชีวิตที่เน้นความคุ้มครองในระยะยาว คำนิยามประกัน “เบี้ยจับต้องได้ คุ้มครองยาว” ประเภทที่ 4 ประกันชีวิตแบบชั่วระยะเวลา (Term Life Insurance) คือประกันชีวิตที่มีวัตถุประสงค์เพื่อคุ้มครองชีวิตภายในระยะเวลาที่กำหนด อาทิเช่น 1 ปี 5ปี 10ปี 20 ปีหรือคุ้มครองจนกว่าผู้เอาประกันจะอายุครบตามที่สัญญากำหนด เช่น คุ้มครองจนถึงอายุ 55 ปี เป็นต้นการชำระเบี้ยประกันสามารถเราเลือกจ่ายแบบครั้งเดียวจบ หรือจ่ายเป็นรายปีเท่ากับระยะเวลาคุ้มครองได้เช่นกรมธรรม์คุ้มครอง 5 ปี เราก็ชำระเบี้ยประกัน 5 ปี ที่สำคัญเหนือสิ่งอื่นใดคือเบี้ยประกันชีวิตแบบชั่วระยะเวลามีราคาที่ถูกกว่าเบี้ยประกันชีวิตประเภทอื่นๆ แต่ว่าประกันแบบชั่วระยะเวลานั้นจะไม่มีเงินคืนให้กับผู้เอาประกันเมื่อครบระยะสัญญาคุ้มครอง พูดง่ายๆ ก็คือเป็นแบบจ่ายทิ้งปีต่อปี ยกเว้นในกรณีที่ผู้เอาประกันเสียชีวิตระหว่างที่ประกันยังคุ้มครองอยู่ บริษัทประกันก็จะจ่ายเงินเอาประกันให้กับผู้รับผลประโยชน์เพื่อเยียวยาความสูญเสียที่เกิดขึ้นเหมาะกับใคร? คนที่ต้องการเน้นสร้างความคุ้มครอง และมีงบไม่มาก คำนิยามประกัน “เบี้ยไม่แพง คุ้มครองสั้น” ประเภทที่ 5 ประกันชีวิตแบบควบการลงทุน (Investment linked life insurance) ประกันชีวิตอีกทางเลือกหนึ่งสำหรับผู้ที่ต้องการความคุ้มครองชีวิตและเพิ่มโอกาสในการได้รับผลตอบแทนจากการลงทุนซึ่งสูงกว่าแบบประกันชีวิตทั่วไปโดยประกันชีวิตแบบควบการลงทุนสามารถเป็น 2 แบบได้ ดังนี้ 5.1แบบยูนิตลิงค์ (Unit Linked) แบบประกันชีวิตที่ให้ความคุ้มครองชีวิต และสามารถเลือกลงทุนในกองทุนรวม ที่บริหารโดยบริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน (บลจ.) เพื่อเพิ่มโอกาสได้รับผลตอบแทนที่สูงขึ้น 5.2แบบยูนิเวอร์แซลไลฟ์ (Universal Life) แบบประกันชีวิตที่แยกส่วนความคุ้มครองชีวิต และส่วนการลงทุนอย่างชัดเจนโดยผู้เอาประกันภัยจะได้รับผลตอบแทนจากการลงทุนไม่น้อยกว่าผลตอบแทนขั้นต่ำที่บริษัทได้รับรองไว้เหมาะกับใคร? คนที่ต้องการสร้างความคุ้มครองชีวิต ไปพร้อมกับการลงทุนในกองทุนรวมคำนิยามประกัน “สร้างความมั่งคั่ง พร้อมความคุ้มครอง” ประเภทที่ 6 ประกันชีวิตแบบผู้สูงอายุ ประกันชีวิตที่ให้คุ้มครองการเสียชีวิตจากอุบัติเหตุและโรคภัยไข้เจ็บ ให้กับบุคคลที่มีอายุระหว่าง 50-70 ปี ซึ่งไม่จำเป็นต้องตรวจสุขภาพ และไม่ต้องตอบคำถามสุขภาพนับว่าเป็นเรื่องที่ดีมากเพราะอย่างที่ทราบกันดีว่า ประกันชีวิตประเภทอื่นๆ มักไม่ค่อยรับประกันผู้ที่มีปัญหาสุขภาพ ดังนั้นประกันชีวิตแบบผู้สูงอายุ จึงตอบโจทย์บรรดาปู่ ย่า ตา ยาย อย่างแน่นอน เงื่อนไขความคุ้มครอง1.จ่ายเฉพาะกรณีเสียชีวิตเท่านั้น (กรณีพิการหรือเจ็บป่วยเข้าโรงพยาบาล จะไม่สามารถเบิกค่ารักษาได้ ยกเว้นแต่ซื้อสัญญาเพิ่มเติมพ่วงท้ายไว้ด้วย)2.ถ้าเสียชีวิตจากอุบัติเหตุภายในช่วง 2 ปีแรก บริษัทประกันจะจ่ายจำนวนเงินเอาประกันภัยเต็มจำนวน พร้อมเบี้ยประกันที่ชำระแล้ว บวกด้วยผลตอบแทนเพิ่มเติม3.ถ้าเสียชีวิตตั้งแต่ปีที่ 3 เป็นต้นไป บริษัทประกันจะจ่ายจำนวนเงินเอาประกันภัยเต็มจำนวนในทุกกรณี ไม่ว่าจะเสียชีวิตจากอุบัติเหตุหรือจากโรคภัยไข้เจ็บก็ตามเหมาะกับใคร? ผู้สูงอายุที่มีปัญหาสุขภาพ และต้องการสร้างมรดกไว้ให้ลูกหลานคำนิยามประกัน “สร้างมรดกให้ลูกหลานได้ตั้งตัว” สรุป บอกเลยว่าประกันทั้ง 6 ประเภทคือดีมากจริงๆ แต่หลักการซื้อประกันชีวิตที่ดีนอกจากการทำความประเภทประกันแล้ว เงื่อนไข และรายละเอียดต่างๆ ของประกันชีวิตก็สำคัญไม่แพ้กัน ก่อนตัดสินใจทำประกันชีวิตทุกครั้ง คิดให้ดี คิดให้ลึก ศึกษาให้มั่นใจ และเลือกที่เหมาะสมกับตัวเรา ก่อนจ่ายเงินนะครับ ถ้าเพื่อนๆสนใจการทำประกัน สามารถดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่นี่เลย >> คลิก

  ธนากร นวมรัตน์


  14 พฤษภาคม 2567

5 องค์ประกอบของการวางแผนการเงิน ที่จะทำให้ชีวิตการเงินดีตั้งแต่เกิดยันตาย

“การวางแผนการเงิน เป็นเรื่องของคนที่มีเงินหลักล้าน หลักสิบล้าน คนหาเช้ากินค่ำ จะไปวางแผนทำไม” “แค่เงินกินรายวันยังจะไม่พอ จะเอาเงินที่ไหนไปวางแผนการเงิน” “พึ่งเริ่มต้นทำงานเอง จะรีบวางแผนการเงินไปทำไม” เป็นคำพูดที่ผมได้ยินมาตลอด จากการที่ผมทำงานเป็นคอนเทนต์ครีเอเตอร์ด้านการเงิน หลายคนเลยที่ไม่สนใจและไม่คิดที่จะเริ่มต้นวางแผนการเงิน เพราะมักติดกับดักกับคำว่า .ยังไม่มีเงินให้วางแผน” แต่จริงๆ แล้ว ถ้าเราไม่มีเงิน เรายิ่งที่จะต้องวางแผนการเงินเลย เพราะการวางแผนการเงิน จะทำให้เรามีเงินเก็บที่มากขึ้น และมีความมั่นคงทางการเงิน วันนี้ผมในฐานคอนเทนต์ครีเอเตอร์ด้านการเงิน จะมาขอพูดเรื่อง 5 องค์ประกอบของการวางแผนการเงิน ที่จะทำให้ชีวิตทางด้านการเงินของเรานั้นดีตั้งแต่เกิดยันตาย พูดง่ายๆก็คือ สามารถใช้ชีวิตโดยที่ไม่เดือดร้อนเรื่องเงินเลย 1.การจัดทำงบการเงิน องค์ประกอบแรก จะเป็นการสำรวจตัวเราเอง ว่าตอนนี้เนี่ยสถานะทางการเงินของเราอยู่ในระดับไหนด้วยการทำรายรับรายจ่าย ดูทรัพย์สินและหนี้สินคงค้าง เพื่อให้เห็นถึงสถานภาพทางการเงินของตัวเรา การเงินอยู่ในขั้นย่ำแย่ ต้องแก้กระแสเงินสดก่อน ทำให้กระแสเงินสดเป็นบวกให้ได้ > > ลดรายจ่าย เพิ่มรายได้ การเงินอยู่ในขั้นปานกลาง ต้องป้องกันความเสี่ยง เพราะถ้าหากพลาดหรือเกิดวิกฤตอาจจะทำให้ชีวิตการเงินแย่ >> สร้างเงินออมสำรองฉุกเฉิน , ทำประกันเพื่อป้องกันความเสี่ยง การเงินอยู่ในระดับที่ดีมีการป้องกันความเสี่ยง เริ่มศึกษาเรื่องการลงทุน เพื่อนำเงินที่สะสมมาบางส่วนทำให้มันงอกเงย >> ลงทุนในสินทรัพย์ที่มีความรู้ หุ้น , กองทุนรวม , อสังหาริมทรัพย์ เมื่อเรารู้สถานภาพทางการเงินจริงๆ ของตัวเรา จะทำให้เราสามารถตั้งเป้าหมายและวางแผนการเงินได้ง่ายขึ้น 2.การบริหารความเสี่ยงและวางแผนทำประกัน ความเสี่ยงในชีวิตที่ต้องเจอ มันมีเยอะมากๆ ดั่งคำว่า “ความแน่นอน ก็คือความไม่แน่นอน” วันนี้เราทำงานมีความสุขดี พรุ่งนี้เราอาจจะต้องเจอเรื่องที่แย่ที่สุดในชีวิตก็ได้ มันไม่มีใครรู้จริงๆ สิ่งที่เราทำได้ก็คือการบริหารความเสี่ยงของตัวเราเอง ปิดจุดอ่อนของตัวเราด้วยการประกันที่เหมาะสมกับตัวเรา เช่น ทำงานที่มีความเสี่ยงเกิดอุบัติเหตุวิศวกร ขับรถส่งอาหาร ขับรถบรรทุก >> ทำประกันอุบัติเหตุ เป็นหัวหน้าครอบครัวเป็นรายได้หลักให้กับคนในบ้าน >> ทำประกันชีวิต พ่อแม่เป็นโรคมะเร็ง สูบบุหรี่บ่อย >> ทำประกันโรคมะเร็ง ทำงานหนัก เจ็บป่วยบ่อย >> ประกันสุขภาพ ใช้ชีวิตคนเดียว ไม่มีภาระ >> ทำประกันบำนาญ เพื่อให้มีเงินใช้ในตอนเกษียณ สามารถดูรายละเอียดประกันเพิ่มเติมได้ที่นี่ คลิก 3.การวางแผนการลงทุน หลายคนถามผมบ่อยมากว่า ทำไมต้องลงทุน เสี่ยงก็เสี่ยง แถมต้องมานั่งกังวลอีก ผมเลยอยากตอบตรงนี้เลยนะครับว่า เหตุผลสำคัญเลยที่เราต้องลงทุน ก็เพื่อชนะเงินเฟ้อ เงิน 100 ในวันนี้ซื้อข้าวได้ 1 จาน กับน้ำ 1 แก้ว แต่ 100 บาท ในอีก 10 ปี ข้างหน้า อาจจะซื้อได้แค่น้ำแก้วเดียว เราจึงจำเป็นต้องหาทางสร้างมูลค่าให้กับเงินกระเป๋าของเรา เลือกสินทรัพย์ที่จะลงทุนตามสิ่งที่เราถนัดและมีความรู้เป็นหลัก กลยุทธ์การลงทุน ลงทุนระยะสั้น: รับผลตอบแทนระยะสั้น เป้าหมายที่ใกล้ที่สุด ลงทุนระยะยาว: เน้นการเติบโตของเงินทุน รับผลตอบแทนระยะยาว เป้าหมายใหญ่ๆในชีวิตเช่น ลงทุนเพื่อการเกษียณ ลงทุนเพื่อเป็นเงินซื้อบ้าน ช่องทางการลงทุน ฝากออมทรัพย์: ความเสี่ยงต่ำ สภาพคล่องสูง ผลตอบแทนน้อย ฝากประจำ: ความเสี่ยงต่ำ สภาพคล่องปานกลาง ผลตอบแทนมากกว่าฝากออมทรัพย์ กองทุนรวม: กระจายความเสี่ยง มีหลายประเภท เหมาะกับนักลงทุนทุกระดับ หุ้น: โอกาสรับผลตอบแทนสูง ความเสี่ยงสูง เหมาะกับนักลงทุนที่มีความรู้ และประสบการณ์ อสังหาริมทรัพย์: โอกาสรับผลตอบแทนจากค่าเช่า และมูลค่าที่ดินที่เพิ่ม 4.การวางแผนเพื่อวัยเกษียณ ทุกคนรู้หรือไม่ว่ามีคนไทยเพียง 5% เท่านั้น ที่สามารถเกษียณได้ แต่ยังมีคนไทยอีก 95% ที่ไม่สามารถเกษียณได้ เพราะมีเงินเก็บไม่เพียงพอเพื่อที่จะใช้ในตอนเกษียณ เพราะหลายคนมีความเข้าใจผิดว่า การเกษียณเป็นเรื่องของคนที่ใกล้เกษียณ แต่พอทำงานไปเรื่อยๆ เข้าใกล้วัยเกษียณจริงๆ กลายเป็นว่าไม่เหลือเวลาในการเก็บเงินเกษียณแล้ว แต่จริงๆแล้ว เราควรเริ่มต้นวางแผนการเกษียณตั้งแต่วันแรกที่เริ่มทำงานเลย โดยปัจจุบันเรามีตัวช่วยในการวางแผนเกษียณดังนี้ การซื้อกองทุนรวม SSF และ RMF สำหรับพนักงานประจำ ก็เน้นออมเงินในกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ เพราะมีข้อดีหลักๆคือทางบริษัทจะสมทบเงินเพิ่มให้ด้วย 5.การวางแผนภาษี มาถึงองค์ประกอบสุดท้ายของแผนการเงิน ก็คือ การวางแผนภาษี ซึ่งเป็นเรื่องที่ใครหลายคนมองข้าม เนื่องจากมองว่ามันเป็นเรื่องที่ยุ่งยาก แต่ถ้าเรายิ่งมีรายได้มากขึ้น ภาษีที่ต้องเสียต่อปีก็เพิ่มขึ้นตามไปด้วย จะดีกว่าไหม ถ้าเราสามารถเปลี่ยนเงินจากการที่ต้องเสียภาษีไปทุกปี เปลี่ยนเป็นเงินออมในอนาคตให้กับเราได้ ไม่ว่าจะเป็นการซื้อประกันสะสมทรัพย์ การลงทุนในกองทุนรวม SSF และ RMF เพื่อลดหย่อนภาษี สรุป ㅤㅤทั้ง 5 องค์ประกอบของการวางแผนการเงิน ล้วนสำคัญทั้ง 5 ข้อ ค่อยๆเริ่มต้นทำไปทีละองค์ประกอบ เริ่มจากการจัดทำงบการเงิน เพื่อให้มีกระแสเงินสดเหลือ และค่อยบริหารความเสี่ยง เพื่อไม่ให้เงินที่เราสะสมมาหายไป และแบ่งเงินบางส่วนนำไปลงทุนต่อเพื่อสร้างความมั่งคั่งให้กับตัวเอง พอใช้ชีวิตไปสักระยะนึงก็เริ่มวางแผนวัยเกษียณให้กับตัวเอง เพื่อไม่เป็นภาระให้กับลูกหลาน และท้ายที่สุดก็คือการวางแผนภาษี เพื่อประหยัดเงินในส่วนนั้นไปใช้ในการลงทุนหรือซื้อประกันให้เกิดประโยชน์สูงที่สุด อ่านบทความอื่นๆที่เกี่ยวข้อง เคล็ดลับบริหารเงิน 3 ส่วน 50/30/20 เริ่มต้นวางแผนการเงินอย่างง่าย ด้วยโหล 6 ใบ เป้าหมายการเงินตามหลัก SMART ที่ควรมีติดตัวจนวันตาย

  ธนากร นวมรัตน์


  08 พฤษภาคม 2567

ประกัน 3 รูปแบบ ที่จะช่วยให้คุณมีเงินออม

หลายคนพอพูดถึง ประกัน ก็จะคิดแค่ว่าเป็นการคุ้มครองค่ารักษาหากเกิดอุบัติเหตุ หรือเจ็บป่วยเพียงเท่านั้น แต่ทุกคนรู้รึเปล่าว่า ประกัน บางรูปแบบสามารถช่วยสร้างเงินออมให้กับเราได้ด้วย นอกจากจะได้ความคุ้มครองแล้ว ยังมีเงินก้อนเพิ่มด้วย และการทำประกันยังเป็นส่วนหนึ่งของ พีระมิดทางการเงิน ที่จะทำให้ชีวิตการเงินของเรามั่นคงด้วย พอฟังมาถึงตรงนี้ เริ่มสนใจการทำประกัน เพิ่มขึ้นแล้วใช่ไหมล่ะครับ งั้นมาฟังกันเลยดีกว่าว่า ประกันทั้ง 3 รูปแบบที่ช่วยสร้างเงินออมให้กับคุณเนี่ย มีอะไรบ้าง 1.ประกันสะสมทรัพย์ ประกันสะสมทรัพย์ คือ แผนประกันที่ได้ทั้งความคุ้มครองในเรื่องประกันชีวิตและได้รับเงินคืน หากจ่ายค่าเบี้ยจนครบกำหนดสัญญา มีจ่ายคืนทั้งแบบเป็นก้อนและจ่ายระหว่างทาง ขึ้นอยู่กับการตกลงกัน หากผู้ทำประกันเกิดเสียชีวิต คนในครอบครัวก็จะได้รับเงินก้อนนี้ไป ตามที่ระบุไว้ในกรมธรรม์ และสามารถนำไปลดหย่อนภาษีได้ด้วย เปลี่ยนเงินที่ต้องจ่ายภาษีทุกปี มาเป็นเงินประกันให้กับตัวเรากันเถอะ 2.ประกันชีวิต เป็นประกันที่คุ้มครองชีวิตตามชื่อเลย เป็นประกันขั้นพื้นฐานที่ใครหลายคนทำกัน ถึงแม้จะไม่ได้ผลตอบแทนทุกปี แต่จะได้รับเงินก้อนทันที หากคนทำประกันเกิดเสียชีวิตขึ้นมา โดยส่วนใหญ่คนที่ทำประกันชีวิต คือคนที่เป็นหัวหน้าครอบครัว ที่รับผิดชอบเรื่องค่าใช้จ่ายต่างๆภายในครอบครัว เพราะถ้าหากหัวหน้าครอบครัวเกิดเสียชีวิตไปกะทันหัน จะได้มีเงินก้อน มารองรับค่าใช้จ่ายภายในบ้านก่อน เช่น หนี้บ้าน หนี้รถ ที่ยังต้องผ่อนจ่ายอยู่ คุณลองคิดดูว่าหากเราเกิดเสียชีวิตไป โดยที่ไม่มีเงินเก็บ ไม่มีประกันไว้เลย ภาระต่างๆ ที่คนในครอบครัวต้องรับผิดชอบมันมากขนาดไหน และแน่นอนว่า ค่าเบี้ยของประกันชีวิตก็สามารถนำมาลดหย่อนภาษีได้เช่นกัน 3.ประกันบำนาญ ประกันบำนาญ เป็นประกันที่เน้นผลตอบแทน มากกว่าการคุ้มครอง เป็นการจ่ายค่าเบี้ยไปเรื่อยๆจนถึงอายุ 55 ปี และจะได้รับเงินกลับมาเป็นเงินบำนาญ ไปเรื่อยๆ จนถึงอายุ 85 ปี หรือ 99 ปี ตามที่สัญญาระบุเอาไว้ ข้อดีก็คือ เป็นการเก็บออมเงินระยะยาวที่มีความเสี่ยงต่ำ แต่แน่นอนว่าผลตอบแทนก็อาจจะน้อยเช่นกัน แต่การันตีมีเงินใช้ในตอนเกษียณแน่ๆ หากเกิดเสียชีวิตกะทันหัน เงินก้อนนี้ก็ยังถูกส่งต่อไปให้ลูกหลานด้วยเช่นกัน และเช่นเคย สามารถนำไปลดหย่อนภาษีได้ สรุป ในมุมของผม การทำประกันค่อนข้างเป็นสิ่งที่จำเป็น เพราะไม่มีใครรู้ว่าในอนาคตเราจะเจอกับอะไรบ้าง เราจะเกิดพลาดเสียชีวิตตอนไหน การทำประกันไว้ เพื่อคนข้างหลังก็เป็นสิ่งที่เซฟมากกว่า ยิ่งใครที่เป็นหัวหน้าครอบครัว มีภาระค่าใช้จ่ายท่วมตัว เกิดวันนึงพลาดไป จะได้มีเงินก้อนให้กับคนในครอบครัวไปเคลียร์หนี้สินและทำทุนต่อ แถมเงินประกันที่ผมกล่าวมา สามารถนำไปลดหย่อนภาษีได้ด้วย ใครที่เริ่มต้นเสียภาษีแล้ว ก็ควรจะเปลี่ยนเงินที่นำไปจ่ายภาษีมาจ่ายค่าเบี้ยประกันแทน เพราะยังไงเราก็ต้องเสียเงินนั้นอยู่ดี ก็เปลี่ยนจากเสียเงินให้กับการจ่ายภาษี เป็นเสียให้กับทางประกันเพื่อรับความคุ้มครองเพิ่ม ก็ดีกับตัวเรามากกว่าเห็นๆ ถ้าใครที่เพิ่งเริ่มต้นเรียนรู้เรื่องประกัน สามารถอ่าน คำศัพท์เกี่ยวกับประกัน เพิ่มเติมได้ ยิ่งรู้เยอะ ยิ่งได้ประโยชน์ ถ้าเพื่อนๆสนใจการทำประกัน สามารถดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่นี่เลย >> คลิก

  ธนากร นวมรัตน์


  26 เมษายน 2567

รีวิวประกันมะเร็ง เจอ จ่าย จบ จากกรุงเทพประกันภัย

จากสถิติในรอบหลายปีที่ผ่านมา ตัวเลขแสดงให้เห็นชัดเจนว่ามะเร็งเป็นโรคที่ฆ่าคนไทยมากที่สุด แถมค่ารักษาก็แพงมาก และใช้เวลานาน วันนี้ #LUMPSUM จึงจะพาทุกคนไปรู้จักกับ “ประกันมะเร็ง” ว่ามีประโยชน์อย่างไร มีไว้อุ่นใจ แต่ไม่ต้องเคลมนะครับ ^^ สามารถป้องกันความเสี่ยงได้ด้วยการทำประกันมะเร็งกับกรุงเทพประกันภัย -ที่รับเงินทันที 100% ของทุนประกัน หากตรวจพบว่าเป็นมะเร็งครั้งแรก -เบี้ยคงที่และคุ้มครองจนถึงอายุ 65 ปี -ไม่ตรวจสุขภาพ แถมจ่ายเบี้ยเริ่มต้นเพียงวันละ 3 บาทเท่านั้น ใครสนใจสามารถกดเข้ามาอ่านรายละเอียดได้เลยที่นี่ ! ประกันมะเร็ง แม้ว่าเราจะป้องกันหรือดูแลตัวเองดีขนาดไหน ก็มีโอกาสที่เราจะเป็นโรคมะเร็งอยู่ดี การทำประกันมะเร็งไว้ก่อน จึงมีความสำคัญอย่างมาก4 ข้อดีหลักๆของการซื้อประกันมะเร็ง 1.จำกัดความเสี่ยง ลดภาระค่าใช้จ่ายในการรักษา2.มีเงินสำรองให้ครอบครัว กรณีกำลังรักษาพยาบาลหรือเสียชีวิต3.ได้รับสิทธิพิเศษอื่นๆ ตามที่กรมธรรม์กำหนด4.ค่าเบี้ยไม่แพง เมื่อเทียบกับค่ารักษาพยาบาล 10 อันดับโรคที่คร่าชีวิตคนไทยมากที่สุด โรคมะเร็ง สาเหตุอันดับ 1 ที่ทำให้คนไทยเสียชีวิตมากที่สุดจากแผนภูมิภาพเราจะเห็นได้ว่าโรคมะเร็งในไทยคร่าชีวิตคนไทยมากที่สุด เยอะกว่าโรคหลอดเลือดในสมอง ถึง 2 เท่า5 อันดับโรคมะเร็งที่ทำให้คนไทยเสียชีวิตมากที่สุด1.มะเร็งตับและท่อน้ำดี2.มะเร็งปอด3.มะเร็งลำไส้ใหญ่4.มะเร็งเต้านม5.มะเร็งปากมดลูก ประกันมะเร็ง เจอ จ่าย จบ จากกรุงเทพประกันภัย -ที่รับเงินทันที 100% ของทุนประกัน หากตรวจพบว่าเป็นมะเร็งครั้งแรก-เบี้ยคงที่และคุ้มครองจนถึงอายุ 65 ปี-ไม่ตรวจสุขภาพแถมจ่ายเบี้ยเริ่มต้นเพียงวันละ 3 บาทเท่านั้น หรือเพียงปีละ 920 บาทเท่านั้น ใครสนใจสามารถกดเข้ามาอ่านรายละเอียดได้เลยที่นี่ ! ข้อดีของประกันมะเร็ง เจอ จ่าย จบ ของกรุงเทพประกันภัย -เบี้ยประกันคงที่-มีแผนหลากหลายให้เลือก-ครอบคลุมโรคมะเร็งทุกชนิด-ไม่ต้องตรวจสุขภาพ-ทุนประกันสูงถึง 1.5 ล้านบาท แผนประกันมะเร็ง เจอ จ่าย จบ ของกรุงเทพประกันภัย มีแผนประกันให้เลือกถึง 3 แบบเริ่มต้นตั้งแต่แผน Classic Care ค่าเบี้ยเพียงปีละ 920 บาท/ปี จะได้เงินทันทีเมื่อตรวจพบโรคมะเร็งต่อด้วย Superior Care ค่าเบี้ยขยับเพิ่มมานิดหน่อยเป็น 1,260 บาท/ปี และได้รับการรักษาโรคมะเร็งร่วมด้วยและท้ายสุดแผน Premier Care ที่ได้รับความคุ้มครองสูงสุดและครอบคลุมที่สุด ทั้งเงินช่วยเหลือรายเดือยและเงินชดเชยค่าพาหนะในการเดินทาง ราคา 6,140 บาท/ปี สรุป รีวิวประกันมะเร็ง เจอ จ่าย จบ จากกรุงเทพประกันภัย สรุป !!-ประกันมะเร็ง เป็นประกันที่ถูกออกแบบมาเพื่อคุ้มครองโรคมะเร็งโดยเฉพาะ-ซึ่งโรคมะเร็งเป็นโรคที่คร่าชีวิตคนไทยมากที่สุด-ทำประกันมะเร็ง เจอ จ่าย จบ กับกรุงเทพประกันภัยเบี้ยเริ่มต้นเพียงวันละ 3 บาท แถมเบี้ยประกันคงที่ ไม่เพิ่มตามอายุสามารถดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ คลิกทีนี่

  ธนากร นวมรัตน์


  25 เมษายน 2567

10 คำศัพท์ประกันชีวิตพื้นฐานที่คนทำประกันต้องรู้

ศัพท์ประกันชีวิต เป็นอีกหนึ่งประเด็นสำคัญที่คนส่วนใหญ่มักมองข้าม เพราะคิดว่าไม่สำคัญ แต่รู้หรือไม่ว่าศัพท์ประกันชีวิตยิ่งรู้มากเท่าไหร่ก็ยิ่งช่วยให้เราเข้าใจรายละเอียด และสิทธิประโยชน์ของ “ประกันชีวิต” มากขึ้นเท่านั้น วันนี้ ทาง Lumpsum จะพาทุกคนไปเติมคลังความรู้เกี่ยวกับศัพท์ประกันชีวิตที่จำเป็นต่อการทำประกันให้มากขึ้น ศัพท์ประกันคำไหนที่ยังงงๆ หรืออ่านเจอในกรมธรรม์ทีไรก็ยังไม่เคลียร์ บทความนี้อาจเป็นคำตอบที่ผู้ทำประกันแล้ว หรืออยู่ระหว่างตัดสินกำลังมองหาอยู่ 1.กรมธรรม์ (Policy) หมายถึง หนังสือสัญญาข้อตกลงระหว่างบริษัทประกันกับผู้ทำประกัน เปรียบเสมือนเป็นเครื่องมือช่วยยืนยันว่าเราจะได้รับสิทธิประโยชน์ หรือความคุ้มครองจากบริษัทประกัน โดยภายในกรมธรรม์จะมีเนื้อหาที่อธิบายถึงรายละเอียดของประกันที่เราทำ เช่น ประเภทของประกัน ทุนประกัน และตารางการจ่ายเบี้ยประกัน เป็นต้น 2.ตารางกรมธรรม์ (Policy schedule) หมายถึง ตารางแสดงรายละเอียดสำคัญเกี่ยวกับกรมธรรม์ประกันชีวิตที่ออกโดยบริษัท อาทิเช่น ชื่อผู้เอาประกัน วันที่เริ่มคุ้มครอง และแบบประกันภัย เพื่อเป็นเอกสารประกอบกรมธรรม์ ซึ่งตารางกรมธรรม์สามารถดูได้จากหน้าแรกของเล่มกรมธรรม์ประกันชีวิตที่ทำไว้ 3.ทุนประกันหรือ จำนวนเงินเอาประกัน ( Sum insured ) หมายถึง จำนวนเงินที่ตกลงกันว่า ผู้รับประกันภัยจะต้องจ่ายให้ผู้เอาประกันภัยหรือผู้รับประโยชน์ ตามที่ระบุไว้ในกรมธรรม์ประกันภัย เมื่อเกิดภัยหรือความเสียหายเกิดขึ้นแก่ผู้เอาประกันตามเงื่อนไขในสัญญาหรือกรมธรรม์ 4.เบี้ยประกันภัย (PREMIUM) หมายถึง ​จำนวนเงินที่ผู้เอาประกันภัยจะต้องชำระให้แก่ผู้รับประกันภัยตามสัญญา เพื่อที่จะได้รับเงินผลประโยชน์หรือค่าสินไหมทดแทน เมื่อตนเสียชีวิตหรือได้รับความเสียหายตามชนิดของภัยที่ได้เอาประกันภัยไว้ 5.ผู้เอาประกัน หมายถึง คู่สัญญาซึ่งตกลงจะแถลงความจริง และส่งเบี้ยประกันภัยจำนวนหนึ่งให้ผู้รับประกันภัย หากเกิดภัยที่เป็นไปตามเงื่อนไขของกรมธรรม์ ผู้รับประกันภัยจึงจะต้องจ่ายค่าสินไหมทดแทนให้แก่ผู้เอาประกันภัย ตัวอย่างเพื่อความกระจ่าง หากนาย Lumpsum ขับรถชน และเสียชีวิต ผู้รับประกัน หรือในที่นี้คือบริษัทประกันที่นาย Lumpsum ทำไว้จะต้องจ่ายเงินชดเชยกรณีเสียชีวิตให้แก่ผู้รับผลปรโยชน์ 6.ผู้รับผลประโยชน์ (BENEFICIARY) ความหมาย ผู้มีสิทธิ์ได้รับผลประโยชน์ตามที่ระบุไว้ในกรมธรรม์ประกันภัย ตัวอย่างเพื่อความกระจ่าง นาย Lumpsum ตัดสินใจทำประกันชีวิตไว้เพื่อสร้างเกราะป้องกันภาระที่อาจจะตกถึงครอบครัวเมื่อยามที่ตนต้องจากไป โดยในกรมธรรม์จะต้องระบุชื่อผู้รับผลประโยชน์ไว้ เพื่อเป็นการแจ้งให้ทางบริษัททราบว่า หากผู้เอาประกันเสียชีวิต ใครจะเป็นผู้ได้รับเงินชดเชยค่าสินไหม ซึ่งตามปกติแล้วผู้รับผลประโยชน์จะเป็นใครก็ได้ แต่ทางบริษัทประกันก็จะพิจารณาดูอีกทีว่าบุคคลที่ถูกเสนอชื่อมานั้นมีความสัมพันธ์อย่างไรกับผู้เอาประกัน เพื่อเป็นการรักษาผลประโยชน์ของผู้เอาประกัน 7.ระยะเวลาเอาประกันภัย (Policy Period หรือ Period of Insurance หรือ Insured Period) หมายถึง ระยะเวลาตั้งแต่เริ่มต้นหรือวันที่มีผลบังคับใช้ จนถึงวันที่หมดอายุของกรมธรรม์ประกันภัยในการให้ความคุ้มครองตามที่ผู้รับประกันภัยกับผู้เอาประกันภัยตกลงกันในสัญญาประกันภัย 8.ระยะเวลาชำระเบี้ยประกัน (Insurance premium payment period) หมายถึง ระยะเวลาที่ผู้เอาประกันภัยตกลงชำระเบี้ยประกันภัยให้แก่ผู้รับประกันภัยตามที่ตกลงกันในสัญญาประกันภัย 9.ปีกรมธรรม์ (Policy Year) หมายถึง ระยะเวลาหนึ่งปีนับตั้งแต่วันที่กรมธรรม์มีผลบังคับ หรือนับแต่วันครบรอบปีกรมธรรม์ปีต่อๆ ไป 10.เงินค่าเวนคืนกรมธรรม์ (cash surrender value หรือ surrender value) หมายถึง เงินที่ผู้รับประกันภัยจะจ่ายตามมูลค่าเงินสดที่มีอยู่ในกรมธรรม์*คืนให้แก่ผู้เอาประกันภัยเมื่อบอกยกเลิกกรมธรรม์ หมายเหตุ *มูลค่าเงินสด จะเกิดขึ้นเมื่อผู้เอาประกันภัยได้ส่งเบี้ยประกันภัยเป็นระยะเวลาหนึ่ง โดยทั่วไปตั้งแต่ 2 หรือ 3 ปี ขึ้นไป กรมธรรม์ประกันชีวิตฉบับนั้นจะเกิดมูลค่าขึ้นมูลค่านี้เรียกว่า มูลค่าเงินสด ศัพท์ประกันชีวิตที่เรานำมาแชร์กันในบทความนี้เป็นเพียงศัพท์พื้นฐาน ซึ่งยังมีศัพท์ประกันชีวิตอีกมากกว่า 100 คำ ที่รอเราไปทำความรู้จักอยู่ ดังนั้นอย่ามัวแต่รีรอ เพราะยิ่งรู้ศัพท์ประกันชีวิตมากเท่าไหร่ ยิ่งลดโอกาสในการเกิดความผิดพลาดมากขึ้นเท่านั้น ถ้าเพื่อนๆสนใจการทำประกัน สามารถดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่นี่เลย >> คลิก

  Lumpsum วางแผนการเงิน


  23 เมษายน 2567

แอดมิดบ่อยไม่กระทบเงินเก็บ แค่มีประกันสุขภาพ IPD

ไม่มีใครอยากป่วยหนักหรือได้รับบาดเจ็บ ถึงขั้นต้องนอนโรงพยาบาล เพราะเสียทั้งเงินเสียทั้งเวลา แต่ในเมื่อเราไม่สามารถรู้อนาคตได้ จะดีกว่าไหม ถ้าเรามีประกันสุขภาพ IPD ที่รองรับทั้งค่ารักษาพยาบาลและครอบคลุมไปถึงค่าห้องของโรงพยาบาลด้วย เบี้ยเริ่มต้นเพียงวันละ 25 บาท เท่านั้น สามารถอ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่นี่ คลิก ! 1.วังวนการเงินที่หลายคนติด เพื่อนๆเคยติดอยู่กับวังวนนี้ไหมทำงานหนัก ใช้แบบประหยัด เก็บเงินทุกเม็ด แต่สุดท้ายเกิดป่วย ต้องนอนโรงพยาบาลหลายวัน จนสุดท้ายเงินที่เก็บมา ก็โดนเอาไปจ่ายค่ารักษาจนหมด 2.วางแผนการเงินตามพีระมิดการเงินเพื่อหลุดจากวังวน แล้วทำยังไงให้หลุดจากวังวนนี้เริ่มต้นวางแผนการเงินด้วย “พีระมิดการเงิน”ที่เริ่มต้นสร้างจากฐาน ด้วยการทำ รายรับ > รายจ่ายและค่อยๆสะสมเงินเก็บเพิ่มเติม แต่สิ่งที่หลายคนพลาดในการวางแผนการเงินก็คือ “การป้องกันความเสี่ยง”อย่างการทำประกัน เมื่อเจอเหตุการณ์ไม่คาดฝัน ต้องเข้าโรงพยาบาล กลายเป็นว่าเงินที่หามาทั้งชีวิต ก็ต้องหมดไปกับค่ารักษาพยาบาลและต้องมาเริ่มต้นเก็บเงินใหม่ 3.ทำไมการวางแผนการเงินต้องป้องกันความเสี่ยง การวางแผนการเงิน จึงต้องมีการป้องกันความเสี่ยง เพื่อรองรับเหตุการณ์ที่ไม่คาดฝัน 4.ป้องกันความเสี่ยงได้อย่างไรบ้าง ? การป้องกันความเสี่ยงสามารถทำได้ 2 ทาง1.สร้างเงินสำรองฉุกเฉิน 6-12 เท่าของรายจ่าย อันนี้สำคัญมาก เป็นเงินก้อนแรกที่ต้องมี2.ทำประกันสุขภาพที่เหมาะสม เกิดเจ็บป่วยมา จะได้ไม่ต้องเสียเงินไปกับค่ารักษา 4.วิธีเลือกประกันสุขภาพที่เหมาะสม 1.ดูงบประมาณ 2.ดูความเหมาะสมของค่าเบี้ยกับความคุ้มครอง 3.ดูโรงพยาบาลในสิทธิการรักษา 4.มีทั้งแบบแยกและเหมาจ่าย 5.ดูบริษัทประกันที่น่าเชื่อถือและไว้ใจได้ 5.ประกันสุขภาพ IPD จากกรุงเทพประกันภัย ถ้าใครกำลังมองหาประกันสุขภาพอยู่ แอดมีมาแนะนำกับประกันสุขภาพ IPD จากกรุงเทพประกันภัยเพราะได้รับการคุ้มครองสูงสุดถึง 1 ล้านบาท !!ค่าเบี้ยเริ่มต้นเพียงวันละ 25 บาทแต่ได้รับการคุ้มครองทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็น-ค่าแพทย์เจ้าของไข้-ค่าปรึกษาแพทย์พิเศษ-ค่าวิสัญญีแพทย์-ค่าการพยาบาล-ค่าวินิจฉัยโรค-ค่าห้องผ่าตัด-ค่ายาและค่าใช้จ่ายอื่นๆที่เกี่ยวกับการรักษาพยาบาลอ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่นี่เลย คลิก ! บทสรุป เริ่มต้นวางแผนการเงินให้เป็นไปตามหลักพีระมิดการเงิน ค่อยๆขยับทำไปทีละชั้น ป้องกันความเสี่ยงด้วยการทำประกัน และเลือกประกันที่เหมาะสมกับเรา

  ธนากร นวมรัตน์


  18 เมษายน 2567

พร้อมรับความเสี่ยงกับประกันอุบัติเหตุ PA for All

ชีวิตคนเราไม่รู้ฟ้ารู้ฝน ไม่รู้ว่าวันไหนเรื่องที่ไม่คาดฝันจะเกิดขึ้นกับตัวเรา แต่จะดีกว่าไหม ถ้าเราเจอเรื่องที่ไม่คาดฝันอย่างการเกิดอุบัติเหตุ แต่เงินในกระเป๋าเรายังอยู่ กับประกันอุบัติเหตุ PA for All จากกรุงเทพประกันภัย ที่จ่ายเบี้ยเริ่มต้นเพียงวันละ 3 บาท แต่ได้ค่าคุ้มครองสูงสุดครั้งละ 100,000 บาท รายละเอียดเพิ่มเติม คลิก ! ประกันอุบัติเหตุ จะให้ความคุ้มครองอาการบาดเจ็บที่เกิดจากอุบัติเหตุและการทำร้ายร่างกาย บางประกันให้ความคุ้มจากการขับขี่และโดยสารรถจักรยานยนต์ด้วย แค่เดินออกจากบ้าน ก็เสี่ยงเกิดอุบัติเหตุแล้ว อุบัติเหตุเกิดขึ้นได้ตลอดเวลา -อุบัติเหตุจากการเดินทาง -อุบัติเหตุจากการทำงาน -โดนทำร้ายร่างกาย -เจ็บหนักจนต้องนอนโรงพยาบาล เมื่อเกิดอุบัติเหตุขึ้นมา.. แน่นอนว่าการมีประกันจะไม่สามารถช่วยให้เราเจ็บตัวน้อยลงได้ แต่จะช่วยไม่ให้เราเจ็บในเรื่องของเงินในกระเป๋า จากค่ารักษาพยาบาล การเลือกประกันอุบัติเหตุที่เหมาะสมกับเราก็สำคัญ1.ดูงบประมาณที่เราจ่ายไหว ไม่เบียดเบียนเงิมออม2.ดูความคุ้มครอง ให้คุ้มค่าที่สุด3.ดูไลฟ์สไตล์ของตัวเราเอง ประกันอุบัติเหตุ PA for All จากกรุงเทพประกันภัย ให้ความคุ้มครองสำหรับผู้ที่ขี่หรือโดยสารรถจักรยานยนต์ด้วยนะ คุ้มยิ่งกว่าคุ้ม สามารถดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่นี่เลย คลิก ! มีแผนประกันให้เลือกหลากหลายค่าเบี้ยเริ่มต้นเพียงวันละ 3 บาทเท่านั้น แต่ได้รับความคุ้มครองสูงสุดครั้งละ 100,000 บาทรายละเอียดเพิ่มเติม คลิก !

  ธนากร นวมรัตน์


  14 มีนาคม 2567

จับคู่การใช้ชีวิตประจำวัน กับ ประกันที่ต้องมี

ทุกย่างก้าวในชีวิตของเราในแต่ละวัน ล้วนต้องเจอกับความเสี่ยงมากมาย ตั้งแต่ในเรื่องการเดินทางไปทำงาน ที่ต้องเจอกับฝุ่น PM 2.5 การจราจรที่เสี่ยงให้เกิดอุบัติเหตุ กระบวนการการทำงานที่อาจจะเสี่ยงถึงชีวิต และเหตุการณ์ที่เราไม่คาดฝันต่างๆอีก การมีโล่ป้องกันอย่างการทำประกันติดตัวเอาไว้ จึงเป็นสิ่งสำคัญอย่างมากในการใช้ชีวิตยุคนี้ ประกัน 5 ตัวมาแนะนำ ที่เหมาะกับการใช้ชีวิตประจำวันของแต่ละคน 1.อยากมี Passive Income ตอนเกษียณ > ทำประกันชีวิตแบบบำนาญ เป็นประกันชีวิตที่เน้นออมเงิน โดยที่เราจะต้องจ่ายค่าเบี้ยประกันตามระยะเวลาที่กำหนด จะไม่ได้รับเงินคืนระหว่างทาง แต่จะได้รับเงินในรูปแบบของบำนาญแทนตอนที่เราเกษียณ ไปจนถึงอายุ 90 ปี ข้อดีคือ สามารถวางแผนจำนวนเงินหลังเกษียณได้แน่นอน,ได้รับความคุ้มครอง,ลดหย่อนภาษีได้ 2.เตรียมพร้อมกับเรื่องที่ไม่คาดฝัน > ประกันอุบัติเหตุ ประกันที่คุ้มครองในด้านความเสียหายและบาดเจ็บจากอุบัติเหตุ ถึงแม้จะเจ็บกายแต่ถ้ามีประกันอุบัติเหตุ ก็จะไม่ต้องเจ็บใจในเรื่องค่าใช้จ่ายเพิ่มเติมอีก ผมมีประกันอุบัติเหตุ Pa for All จากกรุงเทพประกันภัยมาแนะนำ เพราะจ่ายค่าเบี้ยเพียงวันละ 3 บาท แต่คุ้มครองสูงสุดครั้งละ 100,000 บาท รายละเอียดเพิ่มเติม >> คลิก 3.เจ็บป่วยบ่อยต้องนอนโรงพยาบาลตลอด > ประกันสุขภาพแผนผู้ป่วยใน ใครที่ไม่สบายบ่อยๆ เข้าออกโรงพยาบาลตลอดเวลา ควรมีประกันสุขภาพแบบ IPD ไว้อย่างยิ่ง เพราะประกัน IPD จะให้ความคุ้มครองการรักษาพยาบาลของผู้ป่วยใน ที่ต้องนอนรักษาตัวอยู่ในโรงพยาบาล ตั้งแต่ค่าห้องพัก ค่าอาหาร ค่าพยาบาล ค่าผ่าตัด ถ้าไม่มีประกัน IPD ติดตัวไว้ ได้นอนในโรงพยาบาลพร้อมกับก่ายหน้าผากกับค่ารักษาพยาบาลแน่ๆ แน่นอนว่าผมก็มีมาแนะนำ 555 กับประกันภัยสุขภาพแผนผู้ป่วยในจากกรุงเทพประกันภัย ที่จ่ายเบี้ยเริ่มต้นเพียงวันละ 25 บาท แต่ได้รับความคุ้มครองสูงถึง 1 ล้านบาท แถมสมัครง่าย ไม่ต้องตรวจสุขภาพ รายละเอียดเพิ่มเติม >> คลิก 4.มีโอกาสเป็นมะเร็งจากพันธุกรรมและพฤติกรรม > ประกันมะเร็ง มะเร็งเป็นโรคที่ไม่มีใครในโลกนี้อยากเจอ แต่บางครั้งเราก็ไม่อาจจะหลีกเลี่ยงโรคร้ายนี้ได้ การมีประกันมะเร็งติดตัวไว้จึงสำคัญ โดยเฉพาะคนที่มีพันธุกรรม พ่อ แม่ เป็นโรคมะเร็ง หรือคนที่มีพฤติกรรมสุ่มเสี่ยง สูบบุหรี่หนัก กินเหล้าเป็นประจำ ประกันมะเร็งที่ผมแนะนำจะเป็นประกันมะเร็งแบบ เจอ จ่าย จบ เพราะได้รับเงินทันที เมื่อตรวจพบว่าเป็นมะเร็ง ทางประกันมะเร็ง เจอ จ่าย จบ ของกรุงเทพประกันภัย จ่ายค่าเบี้ยเริ่มต้นเพียงวันละไม่ถึง 3 บาท ตรวจพบว่าเป็นมะเร็งรับไปเลยสูงสุดถึง 1,500,000 บาท รายละเอียดเพิ่มเติม >> คลิก 5.มีรถยนต์และใช้รถทุกวัน > ประกันภัยรถยนต์ เป็นการประกันที่คุ้มครองทั้งตัวรถยนต์และคนขับ ซึ่งขอบเขตความคุ้มครองก็ขึ้นอยู่กับตัวประกันภัย โดยประกันภัยในประเทศไทยจะมีตั้งแต่ประกันประเภทที่ 1 ถึงประเภทที่ 5 เลย ก็ให้เราเน้นเลือกตามความคุ้มครองที่เราต้องการและกำลังทรัพย์ที่เรามีนะครับ

  ธนากร นวมรัตน์


  28 กุมภาพันธ์ 2567

การเงินมั่งคั่งและมั่นคง ด้วยพีระมิดการเงิน

การที่คนเราจะยืนหยัดอย่างเข้มแข็งมั่นคงและสามารถวิ่งไปข้างหน้าได้อย่างรวดเร็วนั้น สิ่งที่สำคัญที่สุดคือขาของเรา ถ้าขาเราไม่แข็งแรงหรือเกิดอาการบาดเจ็บ อย่าว่าแต่การวิ่งเลย แค่เดินไปข้างหน้าเฉยๆยังลำบาก เหมือนกับพีระมิด ที่ต้องมีรากฐานขนาดใหญ่และแข็งแรงเพื่อค้ำจุนสิ่งที่อยู่สูงขึ้นไป ถ้าฐานไม่ดี ส่วนที่เหลือก็พังทลาย เฉกเช่นเดียวกับการวางแผนการเงิน ที่ถ้าเราต้องวางรากฐานให้มั่น วางแผนให้ดี เพื่อที่เราจะได้สามารถไปถึงสิ่งที่เรียกว่า "อิสรภาพทางการเงิน" ฐานพีระมิดการเงินทั้ง 5 ชั้น 1. ฐานชั้นแรก : มีเงินกินพอใช้ ไม่เดือนชนเดือน ฐานที่เราต้องทำให้มั่นคงที่สุด คือ เรื่องการควบคุมกระแสเงินสด พยายามทำให้รายรับ มากกว่ารายจ่ายให้ได้ ถ้ามีค่าใช้จ่ายเยอะ พยายามลดรายจ่ายให้ได้มากที่สุด และเพิ่มรายรับด้วยการหาอาชีพเสริม อาจจะเป็นสิ่งที่เราชอบหรือสิ่งที่เราถนัด ลองหันมามองตัวเองว่าเราจะสร้างมูลค่าอะไรได้บ้าง อย่างตัวผมเองก็มีเปิดเพจเกมเป็นอาชีพเสริม เพราะเป็นสิ่งที่ชอบด้วย เมื่อทำสิ่งที่รักแล้วได้เงินไปด้วยในเวลาเดียวกัน และคิดว่าจะค้าขายออนไลน์เพิ่มด้วยในเร็วๆนี้ เพราะเป็นอาชีพที่ไม่มีเพดานรายได้ แต่ก็ต้องแลกมาด้วยความเสี่ยงเช่นกัน 2️. ฐานชั้นสอง : สะสมเงินเก็บ เมื่อกระแสเงินสดดี เป็นบวกทุกเดือน มีเงินเก็บมากขึ้นเรื่อยๆ ให้เน้นสะสมเงินเก็บไปก่อน อย่าพึ่งนำเงินไปใช้จ่ายจนหมด ใครที่เก็บเงินไม่เก่ง ลองเคล็ดลับการตัดออมอัตโนมัติ อาจจะเริ่มต้นที่ 10% หรือ 20% ของรายได้ ใครไหวที่เท่าไหร่ก็เริ่มที่ตรงนั้น มันจะทำให้ไม่เห็นเงินส่วนที่ถูกตัดออมไป ทีนี้จะใช้เท่าไหร่ ก็ไม่เป็นไรแล้ว เพราะเงินบางส่วนได้ถูกนำไปเก็บออมแล้ว ถ้าเราสามารถเก็บออมเงินได้ 20% ของรายได้ ได้ทุกเดือนๆ แบบไม่ขาดตกบกพร่องเลย นั่นก็หมายความว่าเรามีฐานชั้นนี้ที่แข็งแรงแล้ว แต่ถ้าใครยังเก็บได้บ้าง ไม่ได้บ้าง ลองหันมาเช็กดูว่าเงินบางเดือนที่หายไปนั้น หายไปกับอะไร เพื่อที่เราจะได้มีเงินเก็บทุกเดือน ส่วนตัวผมเองก็ใช้วิธีตัดออมอัตโนมัติเช่นกัน มันง่ายแล้วก็ไม่ต้องมาคอยกังวลด้วยว่าเดือนนี้เราจะมีเงินเก็บไหม ใช้เงินได้อย่างสบายใจแถมยังมีเงินเก็บ 3️. ฐานชั้นที่สาม : ป้องกันชีวิตด้วยประกันและมีเงินสำรองฉุกเฉิน 6-12 เดือน ฐานชั้นที่สาม เป็นฐานที่สำคัญมากๆ เพราะเป็นฐานสำหรับป้องกันความเสี่ยงที่อาจจะเกิดขึ้นในอนาคต เพื่อไม่ให้เงินที่เราหานั้นสูญหายไป และพร้อมสำหรับการลงทุนในฐานชั้นต่อไป หลายคนอาจจะบอกว่า “เงินฉันไม่หายหรอก เงินฉันอยู่ในตู้เซฟ อยู่ในธนาคาร มันจะเสี่ยงตรงไหน” การป้องกันความเสี่ยงในที่นี้ ผมหมายถึงความเสี่ยงที่จะสูญเงิน ในการเกิดอุบัติเหตุ หรือเจ็บป่วย ไม่สบาย เราจึงต้องทำประกันต่างๆ ทั้งประกันอุบัติเหตุ ประกันชีวิต เพราะเราไม่รู้ว่าในอนาคตจะเกิดอะไรขึ้นบ้าง ถ้าวันนึงเราเกิดอุบัติเหตุเจ็บหนักขึ้นมา แล้วไม่ได้ทำประกันเอาไว้ เงินทั้งหมดที่เราเก็บออมมาอาจจะไปหายวับไปกับตาเลยก็เป็นได้ ผมจึงอยากจะแนะนำให้ทุกคนควรมีประกันอุบัติเหตุติดตัวเอาไว้ เกิดอะไรขึ้นมา จะได้เจ็บแค่ตัวจากอุบัติเหตุ ไม่ต้องมาเจ็บใจซ้ำ เพราะเสียเงินไปกับค่ารักษาพยาบาลที่มหาศาล ถ้าใครอยากได้ความคุ้มครองในส่วนนี้เพิ่มเติม ผมมีประกันภัยอุบัติเหตุ PA for ALL จากบริษัทกรุงเทพประกันภัยมาแนะนำ เพราะค่าเบี้ยเริ่มต้นถูกมาก เพียงวันละ 3 บาท แต่ได้รับความคุ้มครองสูงถึงครั้งละ 100,000 บาท สมัครได้ตั้งแต่อายุ 0 ถึง 60 ปีเลย ทำได้ยาวๆ ดูรายละเอียดเพิ่มเติม >> คลิก และการป้องกันความเสี่ยงอีกสิ่งหนึ่งที่สำคัญก็คือ การมีเงินสำรองฉุกเฉินอย่างน้อย 6 เดือน เช่น ถ้าผมมีรายจ่าย 10,000 บาทต่อเดือน ผมก็ควรมีเงินสำรองฉุกเฉินอย่างน้อย 60,000 บาทนั่นเอง เพื่อป้องกันหากเกิดปัญหาเวลาเราขาดรายได้ หรือขาดทุนมหาศาลจากการลงทุน เราจะได้มีเงินสำรองก้อนนี้ในการใช้ชีวิต 4️. ฐานชั้นที่สี่ : เริ่มลงทุนจากสินทรัพย์ความเสี่ยงต่ำไปยังความเสี่ยงสูง มีทั้งเงินเก็บแล้วแถมยังมีประกันเพื่อป้องกันความเสี่ยงแล้ว ฐานพีระมิดของเราในตอนนี้ก็แข็งแรงและมั่นคงพอสมควรแล้ว ถึงเวลาที่เราจะสามารถเริ่มต้นลงทุนเพื่อเพิ่มมูลค่าของเงิน โดยสิ่งแรกที่ควรทำและต้องทำเลยก็คือ ศึกษาและทำความเข้าใจในเรื่องที่จะลงทุน เพราะเงินไม่ได้ ได้มาฟรีๆ อย่างที่เคยบอกไว้ว่าเมื่อมีคนได้ก็ต้องมีคนเสีย ถ้าเราศึกษามาอย่างดี ทำความเข้าใจการลงทุนนั้นอย่างรอบคอบแล้ว ในระยะยาวยังไงก็ได้กำไร แต่ถ้าเราเข้ามาเพราะหวังกำไรระยะสั้น ไม่เน้นศึกษา เน้นจิ้มมั่วเหมือนเล่นพนันแล้วหล่ะก็ คำว่า “หมดตัว” น่าจะอยู่ไม่ไกล 5️. ฐานชั้นบนสุด : มีความมั่งคั่งและส่งต่อมรดกไปยังลูกหลาน เมื่อเดินทางมาถึงฐานชั้นบนสุดของพีระมิด นั่นก็อาจจะหมายความว่า เราใกล้จะจากโลกนี้ไปแล้ว แต่ถึงแม้ตัวเราจะจากไป แต่ความมั่งคั่งที่สะสมมาทั้งหมดนั้นไม่สูญหายไป ตายไปเราอาจจะเอาเงินไปไม่ได้ แต่สามารถส่งต่อให้ลูกหลานและคนที่เรารักได้ และควรแบ่งสัดส่วนให้ชัดเจนเพื่อที่จะไม่มีปัญหาในภายหลัง ถ้าเราสะสมทรัพย์สินมาเยอะ ลูกหลานของเราก็จะมีโอกาสที่ดีกว่าคนอื่น ไม่ว่าจะเป็นทางด้านการศึกษาและการใช้ชีวิต ถ้ามีความรู้ในด้านการเงิน ปูพื้นฐานมาอย่างดี ควบคุมกระแสเงินสดได้ไม่ขาดตกบกพร่อง เป้าหมายที่จะมีอิสรภาพทางการเงินก็คงอยู่ไม่ไกล ทุกฐานทุกชั้น มีความสำคัญเหมือนกันหมด ถ้าขาดชั้นใดชั้นหนึ่งไป การเงินของเราอาจจะเกิดปัญหาขึ้นได้เสมอ สมมุติว่าเรามีเงินเก็บอยู่ แล้วเรานำเงินเก็บไปลงทุนหมดเลย โดยที่ไม่แบ่งเงินไว้เป็นเงินสำรองฉุกเฉินและเงินสำหรับการทำประกันเลย เมื่อเกิดเรื่องที่ไม่คาดฝันขึ้นมา ตกงาน ขาดรายได้ บอกเลยว่ามีปัญหาแน่ๆ ฉะนั้นต้องค่อยๆทยอยสร้างฐานการเงินไปทีละขั้น เหมือนกับฐานของพีระมิดที่ก่อร่าง สร้างฐานมาอย่างดี พร้อมที่จะรับน้ำหนักของฐานชั้นต่อไปจนไปถึงยอดของพีระมิด

  ธนากร นวมรัตน์


  28 กุมภาพันธ์ 2567

Loading...

ยังไม่มีข้อมูลเพิ่มเติม