สรุปมาตรการแก้หนี้ครัวเรือน จากธนาคารแห่งประเทศไทย

เมื่อวานนี้แอดมีโอกาสได้ไปร่วมฟังการอบรมเกี่ยวกับมาตรการช่วยเหลือคนที่เป็นหนี้ครัวเรือนจากทางธนาคารแห่งประเทศไทย ได้รับความรู้และความสนุกเยอะมาก เลยอยากเอามาแบ่งปันให้ทุกคนได้อ่านกัน เนื่องจากในปัจจุบันหนี้ครัวเรือนของประเทศไทยได้สูงขึ้นเรื่อยๆ อย่างที่เราเห็นว่า รถยนต์ถูกยึดมากขึ้น มีการผิดนัดชำระหนี้ต่างๆมากขึ้น ทางธนาคารแห่งประเทศไทยจึงมีความเป็นห่วงและได้ออกมาตรการการช่วยเหลือเหล่าลูกหนี้มาถึง 3 ข้อใหญ่ๆด้วยกัน 3 มาตรการช่วยลูกหนี้ 1.ช่วยลูกหนี้ต่อเนื่อง ด้วยการปรับโครงสร้างหนี้ การเสนอแนวทางปรับปรุงโครงสร้างหนี้ ให้ลูกหนี้ที่เริ่มมีปัญหาชำระหนี้แต่ยังไม่เป็นหนี้เสีย อย่างน้อย 1 ครั้ง ลูกหนี้ที่มีปัญหาชำระหนี้ ที่เป็นหนี้เสีย อย่างน้อย 1 ครั้ง เริ่มช่วยเหลือตั้งแต่เดือน มกราคม 2567 ที่ผ่านมา 2.ช่วยลูกหนี้เรื้อรังกลุ่มเปราะบางให้สามารถปิดจบหนี้ได้ ลูกหนี้เรื้อรังกลุ่มเปราะบาง จะได้รับความช่วยเหลือให้ปิดจบหนี้ได้เร็วยิ่งขึ้น ภายใน 5 ปี และลดภาระดอกเบี้ยที่จะเกิดขึ้น ด้วยอัตราดอกเบี้ยไม่เกิน 15% ต่อปี โดยจะเริ่มในเดือน เมษายน 2567 3.คุ้มครองสิทธิลูกหนี้ให้เป็นธรรมยิ่งขึ้น -เจ้าหนี้ห้ามคิดค่าปรับไถ่ถอนสินเชื่อก่อนกำหนด สำหรับสินเชื่อส่วนบุคคลทุกประเภท ยกเว้นกรณี Refinance สินเชื่อบ้านในช่วงเวลา 3 ปีแรก และห้ามคิดค่าธรรมเนียมการปรับปรุงโครงสร้างหนี้ -ลูกหนี้ต้องได้รับข้อมูลเกี่ยวกับสินเชื่อที่ถูกต้องครบถ้วนและเปรียบเทียบได้ ผ่านสื่อโฆษณา การเสนอขาย และการแก้หนี้ -ห้ามคิดดอกเบี้ยบนดอกเบี้ยสำหรับสินเชื่อที่ให้แก่ลูกค้ารายย่อย . สำหรับใครที่มีข้อสงสัยเพิ่มเติมหรือไม่ได้รับบริการทางการเงินอย่างเหมาะสมและเป็นธรรมสามารถติดต่อร้องเรียนได้ที่ ศูนย์คุ้มครองผู้ใช้บริการทางการเงิน (ศคง.) โทร 1213

  ธนากร นวมรัตน์


  28 มีนาคม 2567

5 ข้อที่บอกว่าคุณยังไม่พร้อมเป็นหนี้

ตั้งแต่มีโควิดมาเมื่อต้นปีก่อน สิ่งที่เจอบ่อยจากคนรู้จักหรือคนรอบกายที่ได้รับผลกระทบและขาดสภาพคล่องอย่างหนักคือ "มีที่ไหนให้กู้เงินบ้างไหม ?" โอ้วเป็นแนวทางแก้ปัญหาที่ผมไม่ค่อยเห็นด้วยสักเท่าใดนัก เพราะสภาพคล่องแย่อยู่แล้ว แต่อยากสร้างหนี้เพิ่ม แล้วจะเอาอะไรไปใช้เขา บางรายคิดเพียงว่า เอามาหมุนก่อนแล้วค่อยว่ากัน ... ผมคงเคยเล่าเรื่องนี้แนบไปกับเรื่องอื่น ๆ พอควรแล้ว แต่ยังไม่เคยเขียนถึงประเด็นการตรวจความพร้อมก่อนสร้างนี้ จึงอยากนำมาแชร์ให้ได้อ่านกัน คือถ้าคุณยังมีพฤติกรรมแบบนี้ แนะนำหลีกเลี่ยงการสร้างหนี้เพิ่มโดยเด็ดขาด เพราะจะเป็นกับดักแห่งการแบกหนี้ในที่สุด ประกอบด้วย 1.รายได้ไม่พอรายจ่าย : ประเมินเลยว่าแต่ละเดือนมีภาระค่าใช้จ่ายอะไรบ้าง เทียบกับรายได้ที่เข้ามาสัมพันธ์กันหรือไม่ หากไม่ให้หยุดคิดสร้างหนี้เพิ่ม เพราะมันจะเป็นภาระเพิ่มแน่นอน ผมเคยมาแล้ว เช่น เงินเดือน 20,000 บาท แต่ภาระต่อเดือน 25,000 บาท แล้วดันไปหาหนี้มาหมุนเพิ่ม สุดท้ายระบบพัง ข้อนี้รวมถึงรายได้ต่อเดือนไม่เพียงพอต่อการเก็บออมด้วยนะ ก็ไม่ควรสร้างหนี้ เช่น รายได้ 20,000 บาท รายจ่าย 20,000 บาท ไม่มีเก็บออมเพื่ออนาคตหรือฉุกเฉิน แม้จะยังไม่ถึงกับติดลบ แต่หากไปสร้างหนี้เพิ่ม จะทำให้ภาระเพิ่ม ติดลบแน่นอน... =============================== 2.ยืมเงินคนอื่นทุกเดือน : เงินเดือนออกไม่ถึง 10 วันหมดแล้ว ที่เหลือหยิบยืมชาวบ้านมาหมุนใช้เดือนต่อเดือน สิ้นเดือนคืนนี้ วนลูปไม่รู้จบ แบบนี้ก็ไม่ควรสร้างหนี้ เพราะหนี้มีดอกเบี้ยและภาระผูกพันพันธ์ ฉิบหายแน่หากไปเพิ่มภาระจากการกู้ โดยเฉพาะนอกระบบ ... =============================== 3.มีหนี้แต่จ่ายขั้นต่ำทุกเดือน : อันนี้คือกลุ่มที่มีบัตรเครดิตหรือสินเชื่อบุคคล แล้วคิดอยากจะสร้างหนี้เพิ่ม เช่น บ้านหรือรถหรืออื่นๆ เลิกเถอะครับแนวคิดที่ว่าเป็นหนี้แต่มีของเป็นชิ้นเป็นอัน ดีกว่าไร้หนี้แต่ไม่มีอะไรเลย มันผิด !!! ใช่ครับคุณมีของเพิ่มขึ้น แต่ก็แลกกับภาระต่อเดือนเช่นกัน ขนาดหนี้ที่มียังจ่ายขั้นต่ำ แล้วเพิ่มหนี้ใหม่มาอีก เมื่อไหร่จะจบสิ้น มีอะไรฉุกเฉินขึ้นมา บรรลัยแน่นอน... =============================== 4.ไม่มีเงินสำรองฉุกเฉิน : ข้อนี้สำคัญ แม้จะมีศักยภาพการก่อหนี้ แต่ไม่มีใครรู้ว่าอนาคตจะเกิดอะไรขึ้น เหมือนโควิดที่ใครจะรู้ว่ามันจะเกิดและลากยาวขนาดนี้ หากไม่มีเงินสำรอง แล้วไปสร้างหนี้อีก เวลาฉุกเฉินขึ้นมา จะชักหน้าไม่ถึงหลังเอานะครับ... =============================== 5.ไม่มีการวางแผนการเงิน : อันนี้ร้ายแรงมาก เพราะหากทุกวันนี้ยังใช้จ่ายแบบไม่รู้ที่มาที่ไป อยากทำไรทำ ประเมินไม่ได้ว่า วันนี้พรุ่งนี้จะมีเงินเท่าไหร่ มีค่าใช้จ่ายอะไรบ้าง ให้เลิกความคิดสร้างหนี้เลย เพราะมันจะพะรุงพังจนกลายเป็นปัญหาไปในที่สุด... =============================== ลองเช็คดูได้เลยครับ หากมี 1 ใน 5 ข้อนี้ อย่าริสร้างหนี้เลย เพราะมันจะเป็นโทษมากกว่าประโยนชน์ หนี้ที่ดีคือหนี้ที่สร้างรายได้ หักลบกับต้นทุนดอกเบี้ยและค่าใช้จ่ายแล้ว ต้องเหลือเป็นสภาพคล่องให้เรา แต่หากสร้างหนี้เพื่อเป็นหนี้และภาระ อย่าเลยครับ ด้วยความปราถนาดี... หนึ่งเอง หนึ่งไง จะใครล่ะ ^^

  หนึ่ง ศราพงค์


  17 ธันวาคม 2564

คลินิกแก้หนี้ ช่วยลูกหนี้ด้วยการ ลดดอกและพักหนี้

มาอีกแล้ว ข่าวดีสำหรับคนแบกหนี้ มาอีกแล้ว!! รอบนี้มาจาก "คลินิกแก้หนี้" อัดเพิ่มยาอีก 2 สูตร ขยายความช่วยเหลือลูกหนี้ สมชื่อการเป็น "คลินิก" จริง ๆ ขอชื่นชมจากใจ ^^ สาเหตุสำคัญในการเพิ่มมาตรการเพราะเขามองว่า... แนวโน้มเศรษฐกิจไทยยังไม่แจ่มใสนัก อาจจะต้องใช้เวลาอีกพักใหญ่กว่าจะฟื้นคืน จึงต้องหาวิธีมาเยียวยาและแบ่งเบาภาระลูกหนี้ ยา 2 สูตรใหม่ที่ว่า คือ... 1. เลื่อนจ่ายค่างวดให้ถึง มิ.ย.64 สำหรับคนที่จ่ายไม่ไหว (แต่ดอกเบี้ยยังเดินตามปกตินะ) 2. จ่ายเท่าที่ไหว (มีเท่าไหร่จ่ายเท่านั้น) ลดดอกเบี้ยเพิ่ม 1-2% คือ จะลดดอกเบี้ยให้ 1% หากจ่ายค่างวดเฉลี่ย 40-80% และ จะลดดอกเบี้ยให้ 2% หากจ่ายค่างวดเฉลี่ย 80% ขึ้นไป ซึ่งดอกเบี้ยที่ลดจะนำไปตัดเงินต้น เพื่อให้หนี้หมดเร็วขึ้น ผมว่าวิธีการนี้เวิร์คมาก... เพราะเพิ่มสภาพคล่องให้กับลูกหนี้ที่เข้าร่วมโครงการ ใครยังไม่ได้สมัครอย่ารีรอกดเลย www.คลินิกแก้หนี้.com เพราะ...คนที่สมัครใหม่ตอนนี้ - มิ.ย. 2564 ก็ได้โปรนี้ด้วยเช่นกัน ย้ำอีกที "คลินิกแก้หนี้" คือหน่วยงานกลางที่จะรวมหนี้เสียต่าง ๆ เป็นก้อนเดียว ไม่ว่าจะเป็น บัตรเครดิต บัตรกดเงินสด และ สินเชื่อบุคคล เพื่อความสะดวกในการชำระคืนหนี้ โดยคิดอัตราดอกเบี้ยต่ำ-แถมผ่อนน้อยผ่อนนานได้ ข้อมูล ณ ก.ย. 2563 สามารถแก้หนี้บัตรไปแล้วกว่า 24,000 ใบ ครอบคลุมลูกหนี้กว่า 8,300 ราย มูลหนี้เฉลี่ย 240,000 บาท/ราย ไปเถอะ อย่ารอช้า อย่าหมกหนี้ เขาช่วยขนาดนี้แล้ว คิดดูนะหากเข้าโครงการด้วยสูตร 2 ที่ลดดอกเบี้ย 1-2% เท่ากับว่าอัตราดอกเบี้ยจ่ายจริงแค่ 2-3% เท่านั้น ถูกกว่าดอกเบี้ยบัตรเครดิตและบัตรเงินสดหลายเท่าเลย /////////////////////////// หากคุณต้องการรวมหนี้ เพื่อแก้หนี้ สามารถยื่นสมัครสินเชื่อส่วนบุคคลเพื่อการแก้หนี้ได้ที่นี่ >> สมัคร คลิก

  หนึ่ง ศราพงค์


  30 ตุลาคม 2563

กู้ไม่ได้ เครดิตไม่ดี ตั้งใจจะแก้หนี้ ให้ทำแบบนี้

พลาดไปแล้วกับของมันต้องมี..!! พลาดไปแล้วกับความอยากที่ถาถมเข้ามา...!! พลาดไปแล้วที่ปล่อยให้ความต้องการ อยู่เหนือความจำเป็น...!! บางคนหาเงินได้เยอะ ก็ใช้เยอะ เหมือนค่าใช้จ่ายมันจะพุ่งขึ้นตามเงินเดือน บางครั้งพุ่งเร็งแซงหน้าเงินเดือนไปเลยค่า แต่เราก็ยังเปลี่ยนมือถือเป็นว่าเล่น ใส่เสื้อผ้าอินเทรนด์ตามกระแส ส่วนลดวันโปรโมชันก็มาบ๊อยบ่อย การจ่ายเงินปัจจุบันก็ง๊ายง่าย พร้อมโอน พร้อมเปย์ เงินพร้อมออกได้ทุกทางอย่างรวดเร็ว มารู้ตัวอีกทีก็เริ่มจ่ายหนี้ขั้นต่ำแล้ว รู้แล้วว่าจะไม่ไหวแล้ว อายุล่วงเลยมาเงินออมก็ไม่มี ได้แต่มองคนอื่นตาปริบๆ บางคนบอกอยากออม แต่เงินจะกินในแต่ละเดือนยังแทบไม่พอจะเอาที่ไหนมาออม เอาล่ะค่ะ ในเมื่อมันเกิดมาแล้วเราต้องรีบหาทางแก้ เริ่มซะตั้งแต่วันนี้ อย่างน้อยก็ไม่มีคำว่าสาย..ถ้าเราคิดจะเริ่ม เพราะนั่นคือปัญหาขออดีต เราต้องเจอปัญหาของอนาคตอีกค่ะ ไม่ว่าจะเป็น อยากปิดหนี้ แก้หนี้ รวมหนี้ไว้ที่เดียว แต่ละที่ก็ให้วงเงินไม่ครอบคลุม เมื่อเรามีความตั้งใจดีก็ดูเหมือนว่าไม่มีที่ไหนที่อยากจะช่วยเราจริงๆเลย ทั้งกู้ไม่ผ่านบ้าง ทั้งวงเงินกู้ที่ให้ไม่พอยอดหนี้บ้าง เป็นเช่นนั้นได้อย่างไร ยกตัวอย่างเช่น เรามียอดหนี้บัตรเครดิต 3 บัตร ยอดรวมทุกบัตรแล้ว 114,000 บาท บัตรที่ 1 วงเงินกู้ 22,000 บาท บัตรที่ 2 วงเงินกู้ 39,000 บาท บัตรที่ 3 วงเงินกู้ 53,000 บาท รวมๆแล้วจ่ายขั้นต่ำไป 10% ทุกเดือนมาสักระยะคิดเป็นเงินประมาณ 11,400 บาทมาโดยตลอด เท่ากับว่าหนี้ไม่ลดลงเลยเพราะโดนหักดอกเบี้ยมหาโหด สามารถดูการคำนวณดอกเบี้ยสำหรับการจ่ายขั้นต่ำได้ที่บทความนี้ "หนี้บัตรเครดิต จ่ายขั้นต่ำวนไป..ยังไงก็ใช้หนี้ไม่หมด" รวมหนี้ - แก้หนี้บัตรเครดิต จำนวนเงินขั้นต่ำบัตรเครดิต ที่เราเลือกชำระคือ 10% ของยอดหนี้คงค้าง (ในช่วง COVID 19 เหลือ 5% ของยอดหนี้คงค้าง) หลายๆคนคงมองว่าไม่ได้เป็นจำนวนเงินที่มากมายอะไร สามารถนำรายได้ที่มีมาชำระขั้นต่ำได้อย่างสบาย แต่วันที่เงินในกระเป๋าไม่ได้มีเท่าเดิม อาจส่งผลถึงความคล่องตัวในการใช้จ่ายได้ จึงสนใจที่จะรวมหนี้เป็นก้อนเดียวเงื่อนไขสำคัญของการรวมหนี้นั้น สามารถทำได้เฉพาะผู้ที่มีประวัติในการผ่อนชำระดี ไม่มีประวัติค้างชำระ ดังตัวอย่างต่อไปนี้ จากข้อมูลข้างต้น เมื่อเรายื่นรวมหนี้เป็นก้อนเดียว จะแบ่งเป็น 2 กรณี คือ กู้รวมหนี้ผ่านและกู้รวมหนี้ไม่ผ่าน สามารถความข้าใจเพิ่มเติมโดยภาพดังต่อไปนี้ หากเราอยู่ในกรณีที่ 1 คือ ทำเรื่องรวมยอดหนี้แล้วแต่ไม่ผ่าน ไม่ว่าจะเพราะ สภาพคล่องไม่ดี ติดเครดิตบูโร เราก็สามารถแก้ไขได้โดย • มองหาสินทรัพย์ที่มีอยู่เพื่อเอาไปขายหาเงินมาลดยอดหนี้ให้มากที่สุด ป้องกันกำไรที่จะเบ่งบานไปเรื่อยๆ ในอนาคต • เปลี่ยนหนี้บัตรเครดิต ให้เป็นหนี้เงินกู้สินเชื่อระยะยาวดอกเบี้ย 12% ต่อปี นาน 48 เดือนเป็นมาตรการช่วยเหลือใหม่ที่ประกาศโดยธนาคารแห่งประเทศไทยขอความร่วมมือจากสถาบันการเงินต่างๆ เราสามารถแจ้งความประสงค์ได้ที่สถาบันการเงินของบัตรเครดิตนั้นๆ • หรือการหารายได้เพิ่ม ไม่ว่าจะเป็นรับของมาขายออนไลน์ ทำขนม ทำข้าวกล่อง หากเราพยายามเราทำได้แน่นอนค่ะ YouTube มีสอนเยอะแยะเลยค่ะ หากเราอยู่ในกรณีที่ 2 คือกู้ผ่าน แต่เราก็เจอปัญหาเคสที่ว่ายอดรวมหนี้ที่ได้จะปล่อยไม่เกิน 1.5 เท่า หมายความว่าหากเรามีเงินเงิน 25,000 ตามตัวอย่างเราจะกู้ได้ 37,500 บาทโดยประมาณ สามารถบริหารยอดกู้รวมหนี้ได้ตามแผนดังนี้ ตั้งต้นด้วยยอดกู้รวมหนี้ยอดใหม่ที่กู้ผ่าน 37,500 บาท สิ่งที่เราควรทำอันดับแรกกับเงินก้อนนี้คือ 1. เช็คว่าบัตรเครดิตไหนดอกเบี้ยสูงๆ เช่น พวกบัตรกดเงินสด ให้ปิดบัตรดังกล่าวก่อนเพราะถ้าดอกเบี้ยสูงๆเงินที่เราจ่ายไปก็ไปตัดแต่ดอก เงินต้นไม่ค่อยลดเลย อีกทั้งยังคิดดอกเบี้ยเป็นรายวัน และถ้าเรา กดเงินออกมาใช้อีก จะมีค่าธรรมเนียมในการใช้วงเงิน และถ้าจ่ายไม่ตรงเวลา ยังมีค่าทวงถามอีก เพราะฉะนั้น ควรปิดมันไปก่อนเลยนะคะ 2. หากดอกเบี้ยเท่ากัน ให้เลือกปิดบัตรเครดิต ที่สามารถปิดได้ไปก่อนไล่เป็นเจ้าๆ ไป เพราะหากเรามียอดเงินไปปิด 37,500 บาท แต่เลือกที่จะปิดบัตรเครดิตที่ 3 ซึ่งมียอด 53,000 แน่นอนว่าเราปิดไม่หมด หากเรามีสภาพคล่องไม่ดีมีโอกาสสูงมากๆ ที่เราจะกดใช้เงินนั้นอีกปัญหาหนี้จะเรื้อรังไม่จบไม่สิ้น 3. โปะบัตรเครดิตอื่นๆ หากเราเลือกปิดหนี้วิธีที่ดีที่สุดแล้วมีเงินเหลือก็เอาไปโปะบัตรเครดิตอื่นๆ โดยให้เลือกบัตรที่คิดว่าจะสามารถปิดได้เร็วที่สุดตามวิธีที่ 2 ขั้นถัดมาเรามาบริหารหนี้ยอดใหม่ และยอดเก่าที่เราจะเจอกันนะคะ จากภาพเราจะเห็นว่า เดิมทีเราจ่ายขั้นต่ำ 11,400 บาท เราต้องประเมินว่ายอดนี้ที่จ่ายไปในแต่ละเดือน ทำให้เราลำบากมากไหม หากเราลำบาก เราก็สามารถเพิ่มสภาพคล่องได้โดยมียอดเงินเหลือจาก 11,400 คือ 2,650 สามารถเอาเงินเหลือไปใช้ในชีวิตประจำวันต่อได้ แต่หากเรายังสามารถจ่าย 11,400 ได้โดยที่ไม่ลำบากอะไร เราสามารถเอายอด 2,650 ไปโปะหนี้บัตรอื่นต่อได้ หรือจะเก็บออม หรือลงทุนต่อหากพอมีความรู้ เพียงแค่นี้เราก็จะสามารถบริหารหนี้ได้ และการเงินเราก็จะดีขึ้นเรื่อยๆค่ะ สู้ๆนะคะมนุษย์หนี้บัตรเครดิตทั้งหลาย อ่านมาถึงตรงนี้ เพื่อนๆ ที่ผ่อนบ้านใกล้จะครบ 3 ปี หรือผ่อนบ้านครบ 3 ปี แล้ว ควรที่จะวางแผนรีไฟแนนซ์บ้าน ด้วยการหาข้อมูลดอกเบี้ยรีไฟแนนซ์บ้านแต่ละธนาคารได้รอได้แล้ว เพื่อลดภาระค่าใช้จ่ายในการผ่อนบ้านในปีถัดๆไป สนใจอยากรีไฟแนนซ์บ้านหรือเช็กดอกเบี้ย สามารถดูรายละเอียด พร้อมยื่นสมัครรับข้อเสนอพิเศษ คลิกได้ที่นี่...

  รินทร์ รัสรินทร์


  02 ตุลาคม 2563

"คลินิกแก้หนี้" เติมเงื่อนไขใหม่ ช่วยแบบจัดเต็ม

นอกจากยุคทองของ "ทองคำ" "ลูกหนี้" นี่แหล่ะ ที่จัดว่าเป็นยุคทองไม่แพ้กัน เพราะหน่วยงานที่เกี่ยวข้องพากันออกมาตรการช่วยเหลือแบบเต็มสูบ บางทีอยากจะเขียนขอบคุณ "โควิด-19" ด้วยซ้ำ เพราะการมาของนาง ทำให้เบื้องบนรับรู้ถึงความลำบากของ "ลูกหนี้" แต่ไม่เขียนดีกว่า เพราะการเกิดขึ้นของโควิด-19 หาใช่เรื่องที่น่ายินดีนัก สำหรับ "ลูกหนี้" ทั้งหลาย หากใส่ใจและใช้ประโยชน์จากมาตรการต่าง ๆ ได้อย่างเหมาะสม ท่านสามารถปลดหนี้ได้เลย หรือ อย่างน้อยก็ผ่อนหนักเป็นเบาได้ หลังจากที่ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ออกมาตรการช่วยเหลือลูกหนี้ เฟส 2 ซึ่งเพิ่มเงื่อนไขความช่วยเหลือใหม่เข้าไปอีกบานเลย อ่านต่อ คลิกที่นี่... โดยเฉพาะคนที่โลภตุนบัตรเครดิตไว้เต็มมือ มีทางออกเลย ลองอ่านที่นี่... แต่ความช่วยเหลือเหล่านั้น ให้สิทธิกับคนที่ยังไม่เป็นหนี้เสีย (NPL) เท่านั้น ส่วนกลุ่มที่เป็น NPL เขาโยนให้ "คลินิกแก้หนี้" เป็นคนจัดการ .... และใช่ครับ "คลินิกแก้หนี้" ก็ใจป๋าไม่แพ้กัน เพราะล่าสุดได้เพิ่มเงื่อนไขเข้ามาให้ใหม่แบบจัดเต็ม ต่อเนื่องจากเฟส 3 ที่ออกมาเมื่อช่วงต้นปีนี้ ความช่วยเหลือใหม่ที่เติมเข้ามา เพิ่มความยืดหยุ่นเหมาะสมกับภาวะปัจจุบันมากขึ้น มีอะไรบ้างไปชม... 1. ปรับคุณสมบัติ ให้สิทธิผู้ที่เป็นหนี้เสียก่อน 1 ก.ค.63 จากเดิม 1 ม.ค.63 เพื่อรองรับลูกหนี้่ที่ได้รับผลกระทบจากโควิด-19 โดยเฉพาะ 2. จ่ายหนี้เงินต้นเกิน 50% สามารถขอสินเชื่อใหม่ได้ จากเดิมกำหนดว่าห้ามก่อหนี้ใหม่ภายใน 5 ปี เพิ่มความยืดหยุ่นตามความสามารถของลูกหนี้ เพื่อจูงใจให้ลูกหนี้เร่งชำระหนี้ให้หมดไว ๆ และลดความกังวลเรื่องการขอสินเชื่อใหม่ เพราะบางคนไม่เข้าร่วมเพราะกลัวว่าจะกู้ไม่ได้ถึง 5 ปี 3. ผ่อนนานสูงสุดถึง 10 ปี ดอกเบี้ย 4-7% อันนี้แจ๋วมาก สำหรับคนที่มีกำลังน้อย เพราะผ่อนน้อยผ่อนนานได้ ดอกเบี้ยถูกมาก แถมเป็นแบบลดต้นลดดอก โปะได้ด้วย !!! 4. ผ่อนเฉพาะเงินต้น ไม่ผิดนัด ไม่คิดดอกเบี้ย โคตรดีบอกเลย เป็นเงื่อนไขที่แบบ เขร้ !!! คือทำสัญญาเลยผ่อนเฉพาะเงินต้นตามกำหนด หากตรงตามเวลา ไม่เคยผิดนัด ครบกำหนด ยกเว้นดอกเบี้ยให้เลยทั้งหมด ดีงามพระราม 5 สุด ๆ เห็นไหมว่าจัดเต็มแบบสุด ๆ รีบไปติดต่อเลยนะลูกหนี้ทั้งหลาย ครอบคลุมทั้ง หนี้บัตรเครดิต-บัตรกดเงินสด-สินเชื่อบุคคล จะกี่หนี้ กี่แบบ ก็ไปเข้าโครงการได้ สุดท้ายเขาจะรวมหนี้ท่านให้เป็นก้อนเดียว ผ่อนก้อนเดียว ไม่ต้องวุ่ยวาย ขยายความ กดเลย www.คลินิกแก้หนี้.com อ้อเกือบลืม ..... นี่คือรายชื่อผู้ให้บริการสินเชื่อที่เข้าร่วมโครงการทั้งหมด //////////////// หากคุณไม่เข้าเงื่อนไข แต่ต้องการรวมหนี้ เพื่อแก้หนี้ สามารถยื่นสมัครสินเชื่อส่วนบุคคลเพื่อการแก้หนี้ได้ที่นี่ >> สมัคร คลิก

  หนึ่ง ศราพงค์


  14 สิงหาคม 2563

วิธีแก้หนี้แบบคูล ๆ สู่อิสรภาพทางการเงิน

เฮ้ยคุณ ! ผมเพิ่งค้นพบว่าตัวเองมีวิธีแก้หนี้ผิดวิธีมาตั้งนานว่ะ... และเชื่อว่าส่วนใหญ่ก็คงแก้หนี้ผิดวิธีเหมือนกันคือ... "ก้มหน้าก้มตาหาเงินมาใช้หนี้ให้มากที่สุดเพื่อให้หมดเร็วที่สุด" ยอม "อดมื้อกินสองมื้อ" ยอม "ทำงานหนักจนไม่มีเวลานอน" แต่จริง ๆ แล้ว เราไม่ต้องทำขนาดนั้นก็ได้ ! ที่สำคัญเราสามารถแก้หนี้ไปพร้อมกับสร้างความมั่งคั่งได้นะจ๊ะ ! *** คำเตือน : วิธีนี้อาจจะไม่ค่อยยุติธรรมต่อเจ้าหนี้นะ แต่อยากบอกไว้เป็นความรู้แก่ลูกหนี้เฉย ๆ อย่าว่าเค้านะ ^^ ยังไงซิ ? ใจความสำคัญของเรื่องนี้คือ "เราต้องมีกินมีใช้ก่อน" ประมาณว่า "เมื่อนอนเต็ม ท้องอิ่ม งานศิลป์ก็เกิด" เพราะสมองมันได้ทำงานเต็มที่ แต่ปกติคนเป็นหนี้จะเครียด เพราะมัวแต่คิดวิธีหาเงิน อดกินอดนอน ซึ่งนั่นเป็นวิธีที่ "ผิด" (เว้นแต่จะชอบทำแบบนี้ก็แล้วแต่นะ ^^) "เงินสำรองสำหรับกินและใช้จ่ายในชีวิตประจำวันต้องไม่ขาดมือ" ที่เหลือค่อยคิดเอาไปใช้คืน "หนี้" "อ่าว แล้วถ้าที่เหลือมันไม่พอชำระหนี้ล่ะ ?" ม่ะ ! ... ผมจะเล่าให้อ่านกัน จากการศึกษาหาความรู้กับกูรูด้านบริหารการเงินส่วนบุคคลทั้งคนไทยและฝรั่ง แล้วพบข้อเท็จจริงอย่างหนึ่งว่า... ปัญหาที่แท้จริงของ "มนุษย์แบกหนี้" ไม่ใช่ "มูลหนี้" แต่เป็น "สภาพคล่องในชีวิตประจำวัน" มากกว่า เช่น "นายไม่รู้ ผู้ชอบยืมนาฬิกา" มีหนี้ที่ต้องจ่ายแต่ละเดือน 30,000 บาท แต่เขามีรายได้ต่อเดือน 35,000 บาท พอเงินเดือนออกเขารีบเอาเงินไปจ่ายหนี้ทั้งหมด เหลือเงินแค่ 5,000 บาท หรือราว 15% ของรายได้ คุณคิดว่าเขาจะกินอยู่ใช้จ่ายอย่างไรให้พอใน 1 เดือน นั่นแหล่ะปัญหา พอเงินเหลือน้อย ก็ต้องเขียม ต้องจำกัดจำเขี่ย ต้องคิดว่าจะบริหารเงินก้อนนี้ยังไงให้ใช้พอจนครบเดือน หมดกัน สติ สมาธิ สมอง สำหรับการคิดหารายได้ใหม่ วิธีแก้หนี้ที่ถูกต้องของกูรูทางการเงินแนะนำว่า... แต่ละเดือนเราควรจ่ายหนี้ไม่เกิน 50% ของรายได้หลักหักค่าใช้จ่ายจำเป็น และค่าใช้จ่ายจำเป็นไม่ควรต่ำกว่า 60% ของรายได้ "งง" ไหม ? ไม่ต้อง "งง" อ่านต่อ... จำได้ไหมทุกตำราสอนไว้ว่า "อย่าสร้างหนี้เกิน 40% ของรายได้" ถ้าจำได้ก็คงจะเข้าใจ แต่เพราะไม่ใส่ใจไง เลยเป็นหนี้ท่วมแบบนี้ ช่างมันเนอะ...แล้วก็แล้วกันไป...มาหาทางออกกันดีกว่า ย้อนกลับไปที่ค่าใช้จ่ายจำเป็นไม่ควรต่ำกว่า 60% ของรายได้ เพื่อการกินอยู่ที่ดี มีคุณภาพชีวิตเหมาะสม มีสติและพลังงานในการทำงานและดำรงชีวิต แต่หลายคนชอบเวอร์ง่ะ...เลินเล่อ เกินตัว สร้างหนี้จนบานปลาย ผมก็เป็น แม่ม ! รู้งี้นะ... อุ๊ยลืม...พอ ๆ มาเข้าเรื่องกันดีกว่า หยอก ๆ ^^ ย้อนกันอีกทีนะ ยกเอากรณี "นายไม่รู้ ผู้ชอบยืมนาฬิกา" แล้วกัน เขามีรายได้ 35,000 บาท/เดือน ซึ่ง 60% สำหรับใช้จ่ายก็คือ 21,000 บาท และเขามีกำลังเหมาะสมสร้างหนี้เพียง 14,000 บาท/เดือน หรือ 40% แต่ดันไถไปถึง 30,000 บาท/เดือน คิดเป็นประมาณ 85% อะ...ทำไปแล้วนี่นา ก็ช่างมัน วิธีแก้หนี้ที่ถูกต้องของ "นายไม่รู้ ผู้ชอบยืมนาฬิกา" คือ... รายได้ 35,000 บาท ก็ควรเก็บไว้ใช้จ่าย 21,000 บาท หรือ 60% ตามเดิม แล้วเงินที่เหลือ 14,000 บาทนั่นแหล่ะควรเอาไปใช้หนี้ และใช้หนี้แค่ 7,000 บาทต่อเดือน หรือ 50% ของรายได้หลักหักค่าใช้จ่ายฯ ที่เหลือเอาไปเก็บออม-ลงทุน !!! โดยห้ามสร้างหนี้ใหม่เพิ่ม !!! โอเค ตอนนี้ภาระหนี้ต่อเดือนมันคือ 30,000 บาท แล้วจะทำอย่างไรให้เหลือ 7,000 บาท ง่ายมาก...ตัดภาระออกไป 1. บ้าน ถ้ามันแบกภาระผ่อน ขายก่อนไหม เช่าอยู่เอาก็ได้ อย่างน้อยค่าเช่าจะถูกกว่า อย่างน้อยไม่ต้องเสียดอกเบี้ย อย่างน้อยอาจจะได้กำไรส่วนต่างราคาขายมาเป็นเงินสำรอง ลืมมโนคติที่ว่า "เอาค่าเช่าไปผ่อนบ้านไม่ดีกว่าหรือ" ไปเลย เพราะมันคนละเรื่องกันเลย (ผมก็ไม่น่าไปเชื่อเลย) บ้านถ้าไม่พร้อมอย่าเพิ่งซื้อ เพราะมันคือภาระหนัก 2. รถยนต์ ถ้าไม่ได้ขับรับส่งผู้โดยสารหรือขนส่งใด ๆ ขายโลด รถสาธารณะมีให้เลือกใช้เยอะแยะ ยิ่งปัจจุบัน ยิ่งสะดวก อาจจะไม่สบายเท่ามีรถเป็นของตัวเอง แต่แลกกับภาระทางการเงินยังไงก็คุ้ม รถเราต้องเสียค่าน้ำมัน ค่าทางด่วน ค่าที่จอด ค่าบำรุงรักษา และนับวันมูลค่ามันจะลดลงไปเรื่อย ๆ หากตัด 2 สิ่งข้างต้นออกไปได้นะ จาก 30,000 บาท อาจจะเหลือไม่ถึง 7,000 บาท ก็ได้ หรือ.......... หากหนี้ 30,000 บาทดังกล่าว เป็นบัตรเครดิตกับสินเชื่อบุคคลล้วน ๆ ต้องไปเจรจา บอกไปเลยว่ามีกำลังจ่ายเท่านี้ มิเช่นนั้นอาจจะต้องเบี้ยวนะ พี่จะเอาน้อยหรือไม่เอาเลย หึหึ แต่ต้องเจรจาก่อน คุยให้ถึงที่สุด ให้พยายามเหมือนตอนไปขอกู้นั่นแหล่ะ เชื่อสิ สุดท้ายเจ้าหนี้จะยอม...ถ้าไม่ยอมก็นะ (ไม่พูดละกันเนอะ) ระหว่างนี้คุณจะได้สภาพคล่องกลับคืนมา (อย่าทะลึ่งบ้องไปสร้างหนี้ใหม่ล่ะ !) พอการกินอยู่กลับสู่ภาวะปกติ สมองก็เริ่มทำงานเต็มที่ ให้มองหาช่องทางหารายได้เพิ่ม แบ่งเงินออมอย่างมีวินัย และศึกษาหาวิธีลงทุนเพิ่มผลตอบแทน เชื่อแมะพอจ่ายหนี้หมด (น่าจะใช้เวลาพอสมควร) ดอกผลจากการออม-ลงทุนจะงอกเงยพอดี ระหว่างนั้นคุณภาพชีวิตของคุณก็ไม่ได้แย่ลง (ต้องไม่ก่อหนี้เพิ่มระหว่างทางนะ...) สมมติว่าหนี้ทั้งหมดต้องใช้เวลาแก้ 2 ปี หากคุณเก็บออมเดือนละ 7,000 บาท เท่ากับใช้หนี้ โดยใช้วิธีออมแบบฝากเงินธนาคารปกติ เมื่อหนี้หมดจะมีเงิน 7,000 x 24 = 168,000 บาท ไม่รวมดอกเบี้ย (อัตราดอกเบี้ยเงินฝากออมทรัพย์ล่าสุด 0.25% ต่อปี) หรือนำ 7,000 บาท ไปลงทุนสินทรัพย์อื่น เช่น กองทุน, หุ้น และทองคำ ก็มีโอกาสได้ผลตอบแทนที่มากกว่า แต่ต้องศึกษาข้อมูลให้รอบคอบนะ ขณะเดียวกันเงินใช้จ่าย 21,000 บาท หรือ 60% ของรายได้ คุณสามารถแบ่งออกมาออม-ลงทุน เพิ่มเติมได้อีก ซึ่งจะทำให้ยอดเงินเก็บของคุณเพิ่มไปอีก พอหมดหนี้ ก็มีเงินก้อน มีสภาพคล่องเพิ่ม นำไปลงทุนหาผลตอบแทนเพิ่มเติม ผลตอบแทนจะทบเงินต้นไปเรื่อย ๆ ความมั่งคั่งของท่านก็จะเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ เช่นกัน เชื่อมะ หากทำตามที่ว่ามาทั้งหมด (ไม่สร้างหนี้ใหม่ + มีวินัยออมเงิน) พฤติกรรมการใช้จ่ายของท่านจะเปลี่ยนไปอัตโนมัติ ซึ่งมันนำไปสู่อิสระภาพทางการเงินในที่สุด ตัวผมเองยังพูดไม่ได้นะว่ามีอิสระภาพการเงิน เพราะเพิ่งเริ่มใช้วิธีนี้ได้แค่ปีกว่าเอง แต่เห็นผลใช้ได้เลย ลองซะ แล้วจะติดใจ คิดดูว่าโควิด-19 ทำอะไรผมไม่ได้ ทั้งที่งานเสริมของผม (เล่นดนตรี) หายไปเลย แต่จำไว้ อย่าสร้างหนี้ใหม่เพิ่ม /////////////// หากคุณต้องการรวมหนี้ เพื่อแก้หนี้ สามารถยื่นสมัครสินเชื่อส่วนบุคคลเพื่อการแก้หนี้ได้ที่นี่ >> สมัคร คลิก

  หนึ่ง ศราพงค์


  17 กรกฎาคม 2563

คุยเจ้าหนี้ไม่ลงตัว ที่นี่มีทางออก

บอกไว้ก่อนเลย "ที่นี่" ในความหมายของชื่อเรื่อง คือ "ทางด่วนแก้หนี้" หรือ www.1213.or.th นะจ๊ะ ไม่ต้องติดต่อมาหาเรา (Lumpsum) ^^ ส่วน "ทางด่วนแก้หนี้" เป็นใคร ไปอ่านกัน................ คือตั้งแต่มีโควิด-19 ท่านทั้งหลายเคยเจอปัญหาเหล่านี้บ้างไหม ? "โทรหาแบงก์หรือบริษัทสินเชื่อเพื่อขอความช่วยเหลือไม่เคยติด" "โทรติด แต่รอสายทั้งวัน ไม่เคยได้คุยกับมนุษย์" "โทรติด แต่เจ้าหน้าที่งงใส่ คุยไม่รู้เรื่อง" "ส่งอีเมลล์ไปก็ไร้การตอบกลับ" "จะไปสาขาก็ดันปิดเพราะอยู่ในช่วง Lock Down" หรือ...ติดต่อได้แล้ว ส่งเรื่องแล้ว "แต่ไม่ผ่านการอนุมัติ" หรือ...อนุมัติแล้ว "แต่ไม่ตรงกับศักยภาพที่ทำได้" เซ็งเนอะ...ประสาทจะรับประทานอยู่ละ อีโควิด-กวนทีน เอ้ย ไนน์ทีน (19) ทำให้งานหาย รายได้หด ไม่มีเงินจะจ่ายหนี้แล้ว......... แต่เดี๋ยวก่อน !!! อย่าเพิ่งหมดหวัง ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) มีทางออกมาให้แล้ว นั่นคือ "ทางด่วนแก้หนี้" (ขอชื่นชมหน่วยงานนี้จากใจเลยครับ... เพราะตั้งแต่โรคระบาดบ้านี่ออกอาละวาด ธปท.ตระหนักถึงความเดือดร้อนประชาชนได้ไว และออกมาตรการช่วยเหลือมาไม่ขาดสาย) "ทางด่วนแก้หนี้" คืออะไร ? ตอบ : เป็นตัวกลาง กลางอะไรยังไง ? ตอบ : ตัวกลางเคลียร์ปัญหาเจ้าหนี้กับลูกหนี้ เรื่องอะไร ? ตอบ : ก็เรื่องหนี้ไง หนี้อะไรบ้าง ? ตอบ : ทุกหนี้ (ในระบบ) ช่วยยังไง ? ตอบ : ก็อยากให้ช่วยอะไรก็บอกเข้าเส่ ช่วยใครบ้าง ? ตอบ : ทุกคนตั้งแต่คนธรรมดายันนิติบุคลคล ช่วยได้จริงไหม ? ตอบ : จริงมั้ง จริงแหล่ะ เขาว่ามางั้น เรื่องของเรื่องคือตั้งแต่มีโควิด-19 ประชาชนเดือดร้อนทุกหย่อมหญ้า มีปัญหาเรื่องการเงิน เรื่องสภาพคล่อง แม้จะมีมาตรการช่วยเหลือลูกหนี้ แต่ปัญหาคือติดต่อเจ้าหนี้ไม่ได้ สายไม่ว่าง พนักงานไม่พอ บลา ๆ หรือติดต่อได้ แต่ไม่ได้รับความช่วยเหลือ ไม่อนุมัติ, ไม่ได้ตามที่ต้องการ บลา ๆ แล้วคนก็ร้องเรียนไปที่แบงก์ชาติจำนวนมาก จึงสร้างแพลตฟอร์ม "ทางด่วนแก้หนี้" ขึ้นมา ติดต่อขอความช่วยเหลือยังไง ? เข้าไปที่เว็บไซต์ได้ตลอด 24 ชม. มองหาคำว่า "ทางด่วนแก้หนี้" คลิกโลด... เสร็จแล้วจะให้อ่านเงื่อนไข ก็อ่านซะ แล้วกด "ตกลง" จากนั้นก็กรอกข้อมูลรายละเอียดเกี่ยวกับหนี้ลงไป 1 การกรอกต่อ 1 หนี้ ถ้ามี 10 หนี้ ก็กรอก 10 ครั้ง เขาไม่ให้รวมก้อนเดียว เพื่อให้ง่ายต่อการประสานงาน ไม่งั้นต้องมานั่งแยกให้อีก วุ่นวาย และ ช้า ! เพื่อจะได้ไปเคลียร์กับเจ้าหนี้ต้นทางได้รวดเร็ว "ทางด่วนแก้หนี้" เขาช่วยลูกหนี้ทุกประเภทเลยนะ ตั้งแต่รังสิตไปจนติดบางปะอิน (ไม่ใช่ละ...) ก็หนี้ทุกรูปแบบแหล่ะ ตั้งแต่ สินเชื่อบัตรเครดิต สินเชื่อบัตรกดเงินสด สินเชื่อส่วนบุคคล สินเชื่อจำนำทะเบียน สินเชื่อบ้าน สินเชื่อเช่าซื้อรถยนต์ / มอไซด์ สินเชื่อ SME และสินเชื่ออื่น ๆ (ระบุไปได้เลย) ช่วยอะไรได้บ้าง ? ก็ตั้งแต่รังสิตไปจนติดบางปะอิน (ยัง ยังไม่หยุดตลก...) ก็เพียบเลย เช่น ยืดระยะเวลาชำระหนี้ พักชำระเงินต้น พักชำระเงินต้นและดอกเบี้ย ขอลดดอกเบี้ย ของดเบี้ยปรับ ต้องการเงินหมุนเวียนเพิ่ม ต้องการรีไฟแนนซ์ และอื่น ๆ (กรอกไปเลย) เขาจะช่วยยังไง ? หลังจากกรอกข้อมูลเสร็จ แบงก์ชาติจะเป็นคนรับเรื่องที่เรากรอก ไปติดต่อเจ้าหนี้ให้ เหมือนรับเป็นเจ้าภาพในการคุยขั้นแรกให้ วิธีการนี้จะมีประสิทธิภาพกว่าเราติดต่อเอง เพราะเวลาเป็นเรื่องที่มาจากแบงก์ชาติ เจ้าหนี้จะให้ความสำคัญสูงงงงงงงงงง ประมาณว่าเรามีปัญหากับลูกน้อง แต่เราไปฟ้องให้ลูกพี่ใหญ่เคลียร์ให้ หลังจากนั้นจะติดต่อเรากลับมา เพื่อนัดเจรจาพร้อมกัน ก็เหมือนนัดเคลียร์แหล่ะ แหวกอกคุยกันเลย ลูกหนี้อยากได้อะไร ทำไมเจ้าหนี้ให้ไม่ได้ หรือไม่ทำให้สักที แล้วจะหาจุดร่วมตรงกลางที่ลงตัว ผมคุยกับคนที่ดูแลหน่วยงานนี้ เขาบอกว่า "จริงกับเรื่องนี้มาก เพราะเข้าใจปัญหาของลูกหนี้ ยิ่งในภาวะแบบนี้ อยากให้ทุกคนได้รับความช่วยเหลือ ทางด่วนแก้หนี้จะทำให้ทุกอย่างเร็วขึ้น เพราะทางแบงก์ชาติจะช่วยดำเนินการให้ ไม่ต้องไปนั่งกระหนำโทรหาเจ้าหนี้" เขาบอกอีกว่า... ตั้งแต่เปิดโครงการนี้ช่วงสงกรานต์ที่ผ่านมา มีผู้ขอความช่วยเหลือผ่าน www.1213.or.th รวม 3,571 ราย ช่วยเหลือสำเร็จ 2,118 ราย คิดเป็นถึงกว่า 60% !!! ที่เหลือไม่ใช่ว่าไม่สำเร็จนะ แต่อยู่ระหว่างดำเนินการ กรอกเสร็จแล้วอีกนานไหมจะติดต่อมา ? ประมาณ 7-10 วัน เพราะหลังจากรับเรื่อง จะส่งข้อมูลสอบถามไปที่แบงก์เลย โดยได้สั่งให้เจ้าหนี้ทุกรายต้องรายงาน ความคืบหน้าการพิจารณาทุกวันที่ 10, 20 และสิ้นเดือน ได้ไม่ได้ยังไงต้องรายงาน พร้อมเหตุผลโดยละเอียด หากไม่ได้จะทางแบงก์ชาติเขาจะไปเจรจาให้อีก ว่ามีทางไหนช่วยได้บ้าง ซึ่งจะผลักดันให้ผ่านทุก ๆ กรณี คุยเสร็จแล้วเคลิ้ม น้ำตาจะไหล ช่างห่วงใยประชาชนเหลือเกิน เออนอกจากช่องทางเว็บไซต์ ยังมีคอลเซ็นเตอร์อีกนะ ก็เบอร์ 1213 แหล่ะ แต่ต้องโทรเวลาราชการเด้อ (8.30 - 12.00 และ 13.00-16.30 น.) เขาเพิ่มคู่สายมาอีกเท่าตัว จากเดิมรับได้ราว 200 คนต่อวัน แต่ช่องทางเว็บไซต์จะสะดวกสุด กรอกมา - รอ - เดี๋ยวเค้าติดต่อกลับมาเอง อะ ร่ายมายาวเฟื้อยเลย.... ไป ๆ ลูกหนี้ทั้งหลาย เรามีคนมาช่วยแล้ว ติดต่อไปโลด............. สินเชื่อส่วนบุคคล ที่ Lumpsum กู้ง่าย ได้เงินก้อน ดอกเบี้ยน้อย ผ่อนสบาย ไม่ต้องมีคนค้ำก็กู้ได้ คลิกเลย

  หนึ่ง ศราพงค์


  08 พฤษภาคม 2563

อยากเป็นไท จากหนี้เสีย คลินิกแก้หนี้ ที่เดียวจบ

[อัปเดต 17/07/2563] ใครเป็นหนี้เสีย (NPL) จากบัตรเครดิต บัตรกดเงินสด และสินเชื่อส่วนบุคคลที่ไม่มีหลักประกัน หากอยู่ในสถานะนี้ คิดไม่ออก นอนไม่หลับ กระสับกระส่าย รีบอ่านโดยพลัน! "บัตรเครดิต บัตรกดเงินสด และสินเชื่อส่วนบุคคลที่ไม่มีหลักประกัน" แม้มันช่วยเพิ่มสภาพคล่องในการใช้จ่ายให้เราได้ก็จริง แต่ท้ายสุดหากเราพลาดพลั้งไป แน่นอนว่า..จากผู้ช่วยมันจะกลายเป็นผู้บงการชีวิตเราในที่สุด แต่ทุกปัญหามีทางออก ใครหลายคนอาจจะไม่ทราบมาก่อนว่า ประเทศไทยมีหน่วยงานภาครัฐ ที่ตั้งมาเพื่อช่วยคนที่เป็น "หนี้เสีย" จากสารพัดบัตรโดยเฉพาะ ซึ่งหน่วยงานนั้นคือ "คลินิกแก้หนี้ by SAM" อยู่ภายใต้การกำกับดูแลของ ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) อ่านบทความนี้ให้จบและทำความเข้าใจ ท่านจะเห็นหนทางสู่การ "เป็นไท" เพื่อที่จะได้มีสติ สมาธิ ไปทำมาหากิน เลี้ยงดูตนเองและครอบครัว โดยที่ไม่ต้องมา "หวาดผวา" กับการถูกทวงหนี้เช้า-เย็น อีกต่อไป คลินิกแก้หนี้คือใคร คลินิกแก้หนี้ คือ หน่วยงานกลางที่ดำเนินการแก้ไขปัญหาหนี้ แทนเจ้าหนี้ของลูกหนี้อย่างครบวงจร เกิดขึ้นเมื่อปี 2560 จากความคิดริเริ่มของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ร่วมกับ 35 สถาบันการเงิน (รายชื่ออยู่ด้านล่างสุดค่ะ) โดยมีบริษัทบริหารสินทรัพย์สุขุมวิท จำกัด (บสส.) หรือ SAM เป็นหน่วยงานกลาง คอนเซ็ปต์การทำงานของคลินิกแก้หนี้ คือ เขาจะรวมหนี้ของเราที่มีอยู่กับเจ้าหนี้หลายรายมา "ปรับโครงสร้างหนี้ใหม่" (ไม่ใช่การทำหน้าที่ "ปล่อยสินเชื่อ" หรือการไป "ปิดหนี้" ให้) ทำหน้าที่เป็นคนกลางในการเจรจาปรับโครงสร้างหนี้ให้ หนี้เสียประเภทไหนบ้าง เป็นหนี้เสีย (NPL) บัตรเครดิต บัตรกดเงินสด หรือสินเชื่อส่วนบุคคลที่ไม่มีหลักประกัน ของ 35 สถาบันการเงินที่เข้าร่วมโครงการ โดยจะต้องเป็นหนี้เสีย ก่อนวันที่ 1 กรกฎาคม 2563 ส่วนหนี้เสียประเภทอื่น เช่น หนี้บ้าน​ รถยนต์​ รถจักรยานยนต์ รอไปก่อนค่ะ ตอนนี้ยังไม่มีในโครงการ เช่นเดียวกับหนี้นอกระบบ ก็ไม่สามารถเข้าร่วมโครงการนี้ได้ คุณสมบัติผู้สมัคร 1. เป็นบุคคลธรรมดา (พนักงานประจำ หรือ อาชีพอิสระ) ที่มีรายได้ อายุไม่เกิน 65 ปี 2. เป็น "หนี้เสีย" บัตรเครดิต บัตรกดเงินสด หรือสินเชื่อส่วนบุคคลที่ไม่มีหลักประกันของ 35 สถาบันที่เข้าร่วมโครงการ 3. เป็น "หนี้เสีย" ก่อน 1 ก.ค.63 (ตามรายงานเครดิตบูโร ณ เดือน มิ.ย.63 ต้องมีสถานะค้างชำระ 91-120 วันขึ้นไป 4. หนี้รวมไม่เกิน 2 ล้านบาท *ปล.คดีดำ หรือคดีแดง ก็สามารถเข้าร่วมโครงการ คลิกนิกแก้หนี้ by SAM ได้ , คดีดำ หรือ คดีหมายเลขดำ หมายถึง คดีที่ยังอยู่ในระหว่างการพิจารณาของศาล และคดีแดง หรือ คดีหมายเลขแดง หมายถึง คดีที่ศาลมีคำสั่งวินิจฉัยชี้ขาด หรือพิพากษาแล้ว (หากบังคับคดีแล้ว จะไม่เข้าเงื่อนไขในการสมัครเข้าร่วมโครงการนี้) *ปล.มีหนี้บัตรแค่ใบเดียว ก็เข้าร่วมโครงการได้ หากคุณสมบัติครบ ประโยชน์ที่จะได้รับ - ปกติแล้วหากเราผิดนัดชำระ อาจจะถูกปรับที่ดอกเบี้ยสูงถึง 18% สำหรับบัตรเครดิตและ 28% สำหรับสินเชื่อส่วนบุคคล แต่การเข้าโครงการนี้จะถูกปรับโครงสร้างหนี้ใหม่ และคำนวณด้วยอัตราดอกเบี้ยใหม่เพียงแค่ 4-7% เท่านั้น โดยดอกเบี้ยใหม่จะคำนวณจากช่วงรายได้ของเรา - ผ่อนสบายๆ ตามตารางชำระหนี้ นานสูงสุด 10 ปี - ทำสัญญาแก้หนี้เพียงฉบับเดียว ไม่ถูกทวงถามจากเจ้าหนี้หลายราย - แก้ไขหนี้หลายรายได้ครบ จบในที่เดียว - ไม่ก่อหนี้เพิ่ม ไม่ต้องพึ่งหนี้นอกระบบ - ชำระเฉพาะเงินต้นค้างชำระ หากสนใจสมัคร ต้องเตรียมเอกสารอะไรบ้าง ใช้เอกสารประกอบที่จำเป็นตามแต่กรณี ดังนี้ 1. สำเนาบัตรประจำตัวประชาชน หรือ สำเนาบัตรข้าราชการ / รัฐวิสาหกิจ 2. สำเนาทะเบียนบ้าน 3. ใบเปลี่ยนชื่อ-ชื่อสกุล (ถ้ามี) 4. เอกสารการตรวจสอบข้อมูลภาระหนี้จากเครดิตบูโร เพื่อให้ทราบข้อมูลภาระหนี้ทั้งหมดของลูกหนี้ โดยตรวจสอบได้ที่ ศูนย์ตรวจเครดิตบูโร เคาน์เตอร์ธนาคาร ยื่นผ่านตู้เบิกเงินสด (ATM) ยื่นผ่าน Mobile Banking ที่ทำการไปรษณีย์ไทย ยื่นคำขอผ่าน Internet Banking5. สลิปเงินเดือน ย้อนหลัง 3-6 เดือน 6. เอกสารแสดงการเดินบัญชี (statement) อย่างน้อย 6 เดือนย้อนหลัง 7. บัตรเงินบำนาญ (กรณีเป็นข้าราชการ) 8. ใบแนบหนังสือสั่งจ่าย (กรณีเป็นข้าราชการ) 9. หลักฐานการแสดงรายได้อื่น เช่น สัญญาให้เช่า สัญญาว่าจ้าง ฯลฯ 10. ใบแจ้งหนี้ / เอกสารแสดงความเป็นหนี้ มีวิธีการและขั้นตอนการสมัครอย่างไร รอนานแค่ไหนรู้ผล สมัครคลินิกแก้หนี้ ฟรี! ไม่มีค่าใช้จ่าย ได้จาก 3 ช่องทาง 1. ทางเว็บไซต์ กรอกข้อมูลในแบบฟอร์มใบสมัครออนไลน์ได้ที่นี่ www.debtclinicbysam.com 2. ทางไลน์ ID : debtclinicbysam 3. สมัครด้วยตนเองที่ 5 สาขา ได้แก่ กรุงเทพ / สุราษฎร์ธานี / ขอนแก่น / พิษณุโลก / เชียงใหม่ ดูได้จากลิงก์นี้ https://www.debtclinicbysam.com/ เลื่อนลงไปด้านล่างสุด จากนั้นรอผลการยืนยันจากสถาบันให้เข้าร่วมโครงการ เจ้าหน้าที่โครงการฯ จะติดต่อนัดหมายเพื่อให้เข้ามาลงนามสัญญาปรับโครงสร้างหนี้ สอบถามเพิ่มเติมได้ที่ Call Center 0 2610 2266 เท่าที่อ่านจากคอมเมนต์ของลูกหนี้หลายรายในเพจของคลินิกแก้หนี้ ระยะเวลาในการรอผลอนุมัติเข้าโครงการประมาณ 1 เดือนเศษค่ะ ดังนั้น สมัครก่อนก็มีสิทธิ์ได้รับการพิจารณาก่อน แต่สำคัญคือเอกสารต้องครบถ้วนค่ะ มีเงื่อนไขอะไรบ้าง ในการปฏิบัติตน ขณะเข้าร่วมโครงการ มีเงื่อนไขเพียง ชำระค่างวดตรงตามสัญญาปรับโครงสร้างหนี้ และให้คำยืนยันไม่ก่อภาระหนี้เพิ่มในระยะเวลา 5 ปี นับจากเข้าร่วมโครงการ 35 สถาบันการเงินที่เข้าร่วมในโครงการคลินิกแก้หนี้ ธนาคารพาณิชย์ 17 แห่ง = ธ.กรุงศรี,ธ.กรุงเทพ,ธ.ซีไอเอ็มบี ไทย, ธ.ไอซีบีซี (ไทย), ธ.กสิกรไทย, ธ.เกียรตินาคิน, ธ.แลนด์แอนด์เฮาส์, ธ.ไทยพาณิชย์,ธ.ธนชาต, ธ.ไทยเครดิตเพื่อรายย่อย, ธ.ทิสโก้, ธ.ยูโอบี, ธ.ทหารไทย, ธ.ซิตี้แบงค์ เอ็น.เอ., ธ.แห่งประเทศจีน (ไทย), ธ.กรุงไทย และ ธ.ออมสิน สถาบันการเงินที่ไม่ใช่ธนาคาร 18 แห่ง = บ.อยุธยา แคปปิตอล เซอร์วิสเซส, บ.เจนเนอรัล คาร์ด เซอร์วิสเซส, บ.บัตรกรุงศรีอยุธยา, บ.เทสโก้ คาร์ด เซอร์วิสเซส, บ.อิออน ธนสินทรัพย์(ไทยแลนด์), บ.อีซี่ บาย, บ.ซิตี้คอร์ปลิสซิ่ง (ประเทศไทย), บ.พรอมิส (ประเทศไทย), บ.ซัมมิท แคปปิตอล, บ.ไอร่า แอนด์ ไอฟุล, บ.ไอทีทีพี, บ.เมืองไทย แคปปิตอล, บ.เอเซียเสริมกิจลีสซิ่ง หากตรวจสอบแล้วคุณสมบัติเข้าข่าย ให้รีบติดต่อเข้าไปเลยนะคะ เพื่อที่จะได้ผ่อนจากหนักเป็นเบา หนี้เสียเก่าจะได้เลิกมาหลอกหลอน ดอกเบี้ยถือว่าต่ำมากๆ ยิ่งช่วงนี้จัดโปรช่วยเหลือช่วงโควิด-19 ดอกเบี้ยเหลือแค่ 2-3% เท่านั้น ขอให้ทุกท่านโชคดี ปลอดหนี้เร็วๆ ค่ะ #ปลดดอกบัตรเครดิต #มาเลิกทาสบัตรเครดิต #คลินิกแก้หนี้ #อิสระภาพในการใช้ชีวิต สมัครเข้าโครงการ "คลินิกแก้หนี้ by SAM" ในช่วง เม.ย. - ก.ย. 63 จะได้รับสิทธิลดดอกเบี้ย 2% จากมาตรการผ่อนปรนของโครงการคลินิกแก้หนี้ เพื่อบรรเทาผลกระทบจากการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด 19

  ชัชชญา ฮาเกิน


  07 เมษายน 2563

Loading...

ยังไม่มีข้อมูลเพิ่มเติม