Lumpsum แอปดีๆที่ช่วยแก้ปัญหาเรื่องเงิน

กำลังเจอปัญหาการเงินเหล่านี้อยู่รึเปล่า "เงินเดือนออกมาไม่กี่วัน ก็ถูกใช้ไปจนหมด ทำให้เงินไม่พอใช้ถึงสิ้นเดือน" "ไม่เคยมีเงินเก็บสักที มีเรื่องต้องใช้เงินตลอด" "วางแผนการเงินไม่เป็น ไม่รู้จะเริ่มต้นยังไงดี" ถ้าทุกคนกำลังเจอกับปัญหาการเงินเหล่านี้อยู่ และไม่รู้จะหาทางออกยังไง วันนี้เรามีตัวช่วยมานำเสนอกับแอป Lumpsum ที่จะมาช่วยให้ทุกคนรอดจากทุกปัญหาการเงิน มาพร้อมกับ 4 ฟีเจอร์เด็ด เผด็จศึกปัญหาเรื่องเงิน ปัญหาเรื่องการเงินที่หลายคนเจอ ปัญหาเรื่องการเงินที่หลายคนเจอ - เงินไม่พอใช้ถึงสิ้นเดือน - เป็นหนี้ท่วมหัว ทั้งหนี้บ้าน หนี้รถ หนี้บัตรเครดิต - วางแผนการเงินไม่เป็น ไม่รู้จะเริ่มยังไง - ได้เงินมาก็ใช้หมด ไม่เคยเหลือเก็บ ปัญหาเหล่านี้จะหมดไปได้ด้วย 4 ฟีเจอร์เด็ดใน App Lumpsum บันทึกรายรับรายจ่าย 1. บันทึกรายรับรายจ่าย เมื่อก่อนการบันทึกรายรับรายจ่าย เป็นเรื่องที่ยุ่งยาก ต้องหาสมุด ปากกา และจำค่าใช้จ่ายต่างๆให้ได้ เพื่อกลับมาจดที่บ้าน แต่ในปัจจุบัน แอป Lumpsum ของเรา สามารถทำให้จดบันทึกได้ง่ายและจดบันทึกได้เลย จ่ายปุ๊บ จดปั๊บ บันทึกสินทรัพย์ หนี้สิน 2. บันทึกสินทรัพย์ - หนี้สิน สินทรัพย์ คือ สิ่งที่ทำให้เรามีรายได้เพิ่มขึ้นหรือมีมูลค่าเพิ่มขึ้นทุกๆปี หนี้สิน คือ สิ่งที่เราต้องจ่ายทุกๆเดือน ไม่ว่าจะเป็นหนี้บัตรเครดิต หนี้รถยนต์ ทางที่ดีเราควรจะมีสินทรัพย์มากกว่าหนี้สิน แต่ถ้าเกิดเรามีหนี้สินมากกว่าสินทรัพย์ก็ให้รีบจัดการหนี้สินให้หมดก่อนแล้วค่อยหันมาสร้างสินทรัพย์เพิ่ม คำแนะนำทางการเงิน 3. วางแผนการเงินด้วยคำแนะนำทางการเงิน เป็นฟีเจอร์ใหม่บนแอป Lumpsum ที่จะแนะนำเรื่องการเงินให้กับเรา ถ้าการเงินมีปัญหา ฟีเจอร์นี้ก็จะแนะนำถึงวิธีแก้ปัญหาการเงินให้ เหมือนมีนักวางแผนการเงินมาคอยแนะนำอยู่ข้างๆเลย มุมความรู้เรื่องเงิน 4. มุมความรู้เรื่องเงิน ไฮไลท์ของแอป Lumpsum อยู่ที่ฟีเจอร์สุดท้ายนี้ กับการที่มีมุมความรู้ให้กับทุกคน เพื่อให้ทุกคนมีความรู้และทักษะด้านการเงินเพิ่ม และวางแผนการเงินได้เองด้วยมือถือเพียงเครื่องเดียว มีมากกว่า 100+ บทความ แถมยังมีอัปเดตเรื่อยๆ ทุกสัปดาห์ ios android

  ธนากร นวมรัตน์


  03 มีนาคม 2566

อยากมีเงินล้าน ต้องมี 5 ข้อนี้

"อยากมีเงินล้าน เริ่มต้นยังไง? ต้องทำไงดี?" พอค้น Google ดู ...โอ้โห…! มีคนคิดเหมือนเรานี่นา ฮ่าๆ บางคนอยากได้สูตรเงินล้าน มีคีย์ถามอากู๋ว่าอยากมีเงินล้านเริ่มต้นแบบนี้สิ สรุปแล้วคือ มนุษย์เงินเดือน ก็อยากมีเงินล้านกันทั้งนั้นแหละ เงินล้านแรก เงินล้านบาท เป็นคีย์เวิร์ดที่ป๊อปปูลาร์มากใน Google Search (ไม่เชื่อก็ลองถามอากู๋ดู) เป็นไปได้ว่าคนไทยส่วนมากยังมีเงินเก็บ "ไม่ถึงล้าน" แล้วข้อเท็จจริงใช่หรือเปล่า...คำตอบคือ "ใช่เลยจ้ะ พี่จ๋า" เพราะบัญชีเงินฝากของคนไทย 98 - 99% มีเงินออมไม่เกิน 1 ล้านบาท และมีอีกแค่ 1% กว่า ๆ ที่มีเงินฝากเกิน 1 ล้านบาท ผู้คนจึงค้นหา อยากมีเงินล้าน ทำไงดี มันมีวิธีไหนบ้าง ทางลัดมีไหม ใช้เวลานานเท่าไหร่ เพราะที่มีฝากๆ ไว้ ก็แค่พอรองรับกรณีตกงานแค่ 3 เดือน 6 เดือน (หรือหนักกว่านั้น คือ ไม่ถึง 3 เดือนเลย TT) คำตอบของ เงินล้านแรก เงินล้านบาท ของแต่ละคนจะแตกต่างกันไปอีก เพราะรายรับ วิธีการเก็บ การลงทุน การหารายได้เพิ่ม การรับความเสี่ยง ระยะเวลา สภาพแวดล้อม ของแต่ละคนมันแตกต่างกัน ดังนั้น คงไม่ใช่ว่าเราจะไปเลียนแบบ แพทเทิร์นของความสำเร็จนั้น ๆ ได้ ทุกความสำเร็จด้านการเงินของแต่ละคน จึงมักจะมีรีมาร์กไว้ตอนท้ายเสมอว่า การออม การลงทุน การหาหารายได้แต่ละประเภทมันไม่ได้พอดีหรือ Fit กับทุกคน สรุปแล้ว "เราก็ต้องออกแบบของเราเองอยู่ดี" บทความนี้คงไม่ได้บอกว่าวิธีหา เงินล้านแรก ทำอย่างไร แต่ผู้เขียนมั่นใจว่า บทความนี้จะให้ "ไอเดียที่ดี" และ "มีความเป็นไปได้" กับคุณอย่างแน่นอน เพราะเชื่อว่า "ไม่มีความสำเร็จใดที่ไม่ผ่านการตั้งเป้าหมาย" อย่างจริงจัง หากมันพอจะมีอยู่บ้าง อันนั้นเรียก Fluke! มนุษย์เงินเดือน อยากมีเงินล้าน ต้องทำยังไงดี ? เคยไหมเราอยากจะมีเงินล้านก่อนอายุ 30 ปี ล่วงเลยมาแล้วก็หลายเพลา อายุเข้า 35 เอ๊ะ!? มันก็แค่แสน (สาหัส) บางคนจะเข้าหลักกิโลเมตรที่ 4 เงยหน้ามาอีกที นี่คือออกรังสิตไปแล้ว นั่นอาจจะเป็นเพราะการตั้งเป้าหมายนั้นยังไม่ "SMART" พอ SMART ? เริ่มคุ้น ๆ กันบ้างแล้วใช่ไหมคะ โดยเฉพาะมนุษย์เงินเดือนอย่างเรา ๆ ที่จะต้องใช้ KPI เป็นตัวชี้วัดการทำงาน ถูกต้องแล้วค่ะ เราจะนำหลักการตั้ง KPI แบบ SMART นี่แหละ มาประยุกต์ใช้ กับการตั้งเป้าหมายด้านการเงินส่วนบุคคล S = Specific (มีความชัดเจน ว่าต้องการอะไร) M = Measurable (วัดผลได้ เป็นตัวเลขที่ชัดเจน) A = Achievable (ทำสำเร็จได้ รู้ว่าทำอย่างไรจะถึงเป้าหมายนั้น) R = Realistic (เป็นไปได้ สมเหตุสมผล) T = Time Bound (มีกรอบเวลาที่ชัดเจน แน่นอน) ตั้งเป้าหมายอย่าง SMART สู่เงินล้านแรก เงินล้านบาท! ตัวอย่าง : ฉันจะต้องมีเงินออมในบัญชี 1,000,000 บาท เพื่อจะได้ ลาออกจากงานประจำ ด้วยวิธีการ เก็บเงินทุกเดือน จำนวนเดือนละ 15,000 บาท โดยใช้เวลาทั้งสิ้น 72 เดือน เป้าหมาย เงินล้านบาท นี้ มีองค์ประกอบครบทั้ง 5 ข้อ S-M-A-R-T หรือไม่ เรามาไล่ดูกันทีละข้อ S = มีความต้องการที่ชัดเจนว่า "ฉันต้องการจะลาออกจากงานประจำ" M = บนเงื่อนไขที่ว่า ฉันจะต้องมีเงินนิ่ง ๆ ในบัญชีจำนวน 1,000,000 บาท A = มันมีทางที่จะทำให้สำเร็จได้ด้วยวิธีการ เก็บเงิน R = โดยฉันจะเก็บเงินเดือนละ 15,000 บาท ซึ่งก็น่าจะสมเหตุสมผลและเป็นไปได้ เพราะฉันมีเงินเดือน 35,000 บาท แต่ใช้จ่ายรวมทุกอย่าง 20,000 บาท จะเหลือเก็บได้จริง ๆ ที่ 15,000 บาท T = โดยมีกรอบเวลาที่แน่นอนคือภายใน 72 เดือน ข้างบนนี้ คือตัวอย่างการตั้งเป้าหมายอย่าง SMART ถ้าทำได้ตามเป้าแล้ว ก็เตรียมตัวลาออกได้เลย!! อันนี้คือสมมุตินะคะ สมมุติ เป้าหมายใครก็อยู่บนแรงจูงใจของคนนั้น บางคนอาจจะอยากได้เงินล้าน เพื่อไปเป็นสินสอด ไปสร้างบ้านที่ต่างจังหวัด หรือบลา ๆๆ ในทางกลับกัน ถ้าประโยคข้างบนนี้ อยู่บนพื้นฐานที่ว่า เจ้าของเป้าหมายมีเงินเดือนสัก 20,000 บาท แบบนี้อาจจะต้องคิดหนักแล้วว่ามันมีความ สมเหตุสมผลและเป็นไปได้ขนาดไหน เพราะถ้าเก็บ 15,000 เหลือกินใช้เดือนละ 5,000 บาท ถามว่ามันเพียงพอหรือไม่กับค่าครองชีพในกรุงเทพฯ ที่สูงซะเหลือเกิน เป้าหมาย เงินล้านแรก เงินล้านบาท ที่จะต้องเก็บเงินเดือนละเท่า ๆ กันตลอด 72 เดือนหรือ 6 ปี อย่าลืมว่า ถ้าหากภายใต้โปรเจกต์นี้ เงินเก็บ บางส่วนได้ถูกแบ่งไปลงทุนในสินทรัพย์อื่น ๆ ด้วย และอาจจะมีเงินก้อนพิเศษที่คุณอาจจะออมเพิ่ม ตอนได้โบนัสสิ้นปีมาสมทบอีก มันก็อาจจะทำให้เป้าหมาย เงินล้านแรก ถึงก่อน 72 เดือนเสียด้วยซ้ำไป หรือหากใคร ออมน้อยกว่านี้ ระยะเวลาก็จะมากขึ้น และเพื่อไม่หนักเกินไป หรือดูแล้วห่างไกลความเป็นจริงซะเหลือเกิน อาจจะเริ่มจากเป้าหมาย หลักแสนบาท ก่อน เมื่อผ่านแล้ว ค่อยขยับมาหลักล้าน แต่ไม่ว่าจะตั้งเป้าหมายเก็บออมเงิน ด้วยสูตรใด... จุดเริ่มต้นของ เงินล้านบาท คือ การบริหารจัดการรายรับ-รายจ่ายประจำวันนี่แหละ! มีเครื่องมือมากมายช่วยเราได้ ซึ่งแอป LUMPSUM ลองดาวน์โหลดมาใช้งานกันได้ ios android อยากให้เริ่มต้นทำจริง ๆ จัง ๆ จากการฝึกบันทึกรายรับ-รายจ่ายรายวันผ่านสมาร์ตโฟน ลงมือทำตามแผนคว้า เงินล้านบาท ทันทีด้วยการทำบัญชีรายรับ-รายจ่าย วางแผนการออม วางแผนลงทุน และควรดูไว้หลาย ๆ ทางเลือกนะ เช่น หุ้น กองทุนรวม ประกันชีวิตแบบสะสมทรัพย์ ทองคำเป็นต้น เพียงแค่นี้ เงินล้านแรก จะไม่ใช่แค่ความฝันลม ๆ แล้ง ๆ อีกต่อไปแล้วค่ะ

  ชัชชญา ฮาเกิน


  24 มกราคม 2566

หมดห่วงเรื่องการเงิน พิชิตเงินเกษียณกับแอป

มนุษย์เงินเดือนจบใหม่หลายคน ไม่ค่อยคิดถึงเรื่องเงินในตอนเกษียณ เน้นใช้เงินแบบเดือนชนเดือน จนทำให้มีปัญหาเงินไม่พอใช้ในยามเกษียณกันทุกคนรู้หรือไม่ว่ามีคนเพียง 5% เท่านั้นที่มีอิสรภาพทางการเงิน สามารถใช้ชีวิตหลังเกษียณได้โดยไม่ต้องทำงานแล้ว กลับกันยังมีคนไทยถึง 95% ที่ต้องทำงานแม้กระทั่งเลยอายุ 60 ปีไปแล้ว เพราะมีเงินไม่พอใช้สำหรับการเกษียณ วันนี้แอดจึงอยากพาทุกคนมาให้ความสำคัญกับเรื่องการเกษียณกัน เพราะการวางแผนการเกษียณเป็นเรื่องสำคัญอันดับต้นๆเลยที่ทุกคนต้องวางแผนกันหลายคนก็บอกอีกว่า "โอ้ วางแผนเกษียณมันเป็นเรื่องยาก ต้องคำนวณนู่นนี่นั่น แค่คิดเรื่องงานก็เยอะพอแล้ว"ปัญหานั้นแก้ได้ง่ายๆ ด้วยการโหลดแอป Lumpsum ที่มีฟีเจอร์วางแผนการเกษียณให้กับเรา สามารถดาวน์โหลดแอป Lumpsum มาใช้ได้เลยที่ลิงก์ข้างล่างนี้ iOS Android วางแผนการเกษียณง่ายๆด้วย 5 ขั้นตอน 1. ตั้งชื่อแผนเกษียณ ตั้งได้เลยตามที่ชอบที่ต้องการ เช่น เกษียณสุข 2. ใส่อายุ อายุปัจจุบัน อายุที่ต้องการจะเกษียณ และอายุที่คาดว่าจะเสียชีวิต เช่น อายุปัจจุบัน 24 ปี ต้องการที่จะเกษียณตอนอายุ 60 ปี อายุที่คาดว่าจะเสียชีวิต 80 ปี 3. ใส่ข้อมูลการเงิน ใส่เงินออมในปัจจุบัน และข้อมูลรายรับ รายจ่ายต่อเดือน เช่น ผมมีเงินออมอยู่แล้ว 2 แสนบาท รายรับ 25,000 บาทต่อเดือน รายจ่าย 15,000 บาทต่อเดือน 4. เลือกวางแผนสำหรับอนาคต ใครที่อยากมีบ้าน มีรถ สามารถใส่ได้เลย แต่ถ้าไม่มีก็ข้ามได้ 5. ใส่รายจ่ายที่คาดว่าจะต้องใช้หลังเกษียณ ผมใส่ไปเดือนละ 12,000 บาท จะใช้ให้ประหยัดที่สุด ทางแอปก็จะคำนวณให้เราว่าจะต้องเก็บเงินอีกกี่บาทถึงจะไปถึงเป้าหมายของเราที่จะมีเงิน 12,000 ใช้ในตอนเกษียณ ของผมสรุปก็คือต้องมีเงินเก็บอีกประมาณ 12 ล้านบาท เห็นตัวเลขแล้วอาจจะคิดว่าเยอะ ทางแอปจึงแยกให้เห็นว่าเก็บต่อเดือนเพียงเดือนละ 5,348 บาทต่อเดือนเท่านั้น ยิ่งถ้าเราเริ่มต้นสนใจเรื่องการเกษียณเร็ว จำนวนเงินที่จะต้องออมต่อเดือนก็จะน้อยลง แต่กลับกันหากมาสนใจในเรื่องการเกษียณตอนอายุ 50 ปีไปแล้ว บอกเลยว่าเหนื่อยมากๆ ต้องเก็บเงินต่อเดือนเป็นจำนวนที่เยอะมากๆ ถึงจะพอใช้ในยามเกษียณนั่นเอง นอกจากแอป Lumpsum จะสามารถทำเรื่องการเกษียณของเราให้เป็นเรื่องง่ายแล้ว ยังมีฟีเจอร์ต่างๆที่เกี่ยวกับด้านการเงินอีกมากมายเลยนะครับ ทั้งการทำบันทึกรายรับ-รายจ่าย มีการให้คำแนะนำเหมือนมีโค้ชการเงินอยู่ข้างๆ ลองโหลดมาใช้กันดูนะครับ แอดรับรองว่าสุขภาพการเงินของทุกคนจะดีขึ้นแน่นอน

  ธนากร นวมรัตน์


  29 พฤศจิกายน 2565

วางแผนการเงินเหมือนกัน ทำไมบางคนปัง บางคนพัง

เงินจำนวนเท่ากัน แต่การจัดลำดับความสำคัญต่างกัน...การวางแผนการเงินจึงเป็นเรื่องของทุกคน เงินจำนวน 10,000 / 100,000 / 1,000,000 บาทถ้ามองที่จำนวนของเงินก็ดูคล้ายกัน ไม่ว่าเงินจำนวนนี้จะอยู่กับผมหรือคุณ มันก็สามารถทำให้เราเอาไปใช้ตามเป้าหมายต่างๆที่เราต้องการได้ แต่นั่นมันเป็นแบบนั้นจริงๆ ใช่ไหม ?จำนวนเงินเท่ากันของเราสามารถจัดการคล้ายกันได้จริงๆใช่ไหม ? หลากหลายคำถามที่หลายๆคนส่งข้อมูลมาให้เราร่วมวางแผนการเงินLumpsum มีโครงการรับวางแผนการเงิน ฟรี ไม่มีค่าใช้จ่าย คลิกเลย! เป้าหมายพื้นฐานคล้ายกัน… อยากซื้อบ้าน / อยากซื้อรถ / อยากลงทุน ตอนนี้มีเงินเก็บอยู่ก้อนนึงเอาไปทำอะไรดี ? แต่หากมองลึกลงไปเมื่อบริบทเราต่างกัน จำนวนเงินเท่ากัน แม้เป้าหมายคล้ายกัน แต่การวางแผนจัดลำดับความสำคัญของเงินอาจไม่เท่ากัน สมมติ มีนาย A กับนาย B นาย A มีเงินเก็บ 300,000 บาท มีค่าใช้จ่าย เดือนละ 50,000 บาท มีเป้าหมายอยากดาวน์รถสักคัน นาย A อาจจะต้องพิจารณาบริบทตัวเอง ว่าถ้านำเงินเก็บก้อนนี้ไปดาวน์รถทั้งหมด หากมีค่าใช้จ่ายเพิ่มเติมในขณะผ่อนรถจะจัดการยังไง หรือแม้แต่หากมีเรื่องฉุกเฉินที่ต้องใช้เงินจะทำยังไง ? เงินเก็บ 300,000 บาท ที่มีตอนนี้อาจจะเหมาะแก่การเป็นเงินสำรอง 6 เดือน ซึ่งหากนาย A ต้องการใช้รถจริงๆ อาจจะต้องวางแผนเก็บเงินดาวน์ใหม่ หรือกู้ 100เพื่อให้สามารถไปถึงเป้าหมายที่วางไว้ได้ ขณะเดียวกันการเงินเราก็ยังปลอดภัยด้วยเพราะ ราคาที่ต้องจ่ายในการป้องกันปัญหา ถูกกว่า ราคาที่ต้องจ่ายในการแก้ปัญหาแน่นอน ทีนี้เรามาดูฝั่งนาย B กันบ้าง… นาย B มีเงินเก็บ 300,000 บาท เท่ากับนาย Aมีค่าใช้จ่าย เดือนละ 20,000 บาท มีเป้าหมายอยากดาวน์รถเหมือนกับนาย Aถ้าเรามาพิจาณานาย B หากมีค่าใช้จ่ายเพิ่มเติมในขณะผ่อนรถจะจัดการยังไงหรือแม้แต่หากมีเรื่องฉุกเฉินที่ต้องใช้เงินจะทำยังไง ? ถ้าดูจากค่าใช้จ่าย นาย B ก็ควรสำรองเงินไว้ 6 เดือนเหมือนกันเท่ากับ 120,000 บาท เงินก้อนนี้ก็น่าจะเพียงพอให้นาย B ขยับตัวได้หากมีเหตุต้องใช้เงินและถึงแม้ว่านาย B จะเก็บเงินสำรองแล้ว ก็ยังเหลือเงินให้เอาไปดาวน์รถอีก 180,000 บาทตอนนี้ไม่ว่าคุณจะเป็นนาย A หรือ นาย Bการที่คุณมีค่าใช้จ่ายจำเป็นมากกว่าคนอื่น…มีเป้าหมายอยากได้ในสิ่งที่ต้องการ…นั่นไม่ผิดอะไรเลย แต่สิ่งที่คุณควรรู้คือบริบทตัวเอง เพราะเมื่อเรามีบริบทต่างกัน…. แม้เราจะมีเงินจำนวนเท่ากัน เป้าหมายคล้ายกัน แต่แผนการเงินของเราต่างกัน การจัดลำดับความสำคัญต่างกัน...การวางแผนการเงินจึงเป็นเรื่องของทุกคน #TESTTHANASIT

  เทส ธนสิทธิ์


  17 พฤศจิกายน 2565

3 การลงทุนที่ไม่มีวันขาดทุน

วันนี้อยากเล่าให้ฟังถึงประสบการณ์การลงทุนของตัวเองค่ะ วันที่แอดมินเริ่มต้นวางแผนการเงินอย่างจริงจังคือเมื่อประมาณ 2 ปีกว่าๆ ที่ผ่านมา ตอนที่มารับผิดชอบเพจ lumpsum นั่นแหละ คำถามแรกที่มีหลังจากคิดจะวางแผนการเงินก็คือ มีเงินเก็บอยู่ประมาณนึง เราจะลงทุนอะไรดีนะ (ใครเป็นแบบนี้ยกมือขึ้น) สิ่งที่แอดมินลงมือทำในช่วงแรกๆ คือ หาว่ามีการลงทุนไหนที่ให้ผลตอบแทนสูงๆ บ้าง ขอแค่ 8 - 10 % ก็พอ เดชะบุญที่พอจะมีความเข้าใจว่าผลตอบแทนสูงมากๆ นั้นไม่มีจริง ไม่อย่างนั้นอาจตกเป็นเหยื่อแชร์ลูกโซ่ไปแล้วเมื่อได้คำตอบว่าการลงทุนที่ได้ผลตอบแทน 8 - 10 % ก็คือ การลงทุนในหุ้น โอเค ความรู้เรื่องหุ้นก็พอมี ก็เลยจัดไป ลงทุนในพอร์ตหุ้นอย่างจริงจัง ผลก็คือ พอร์ตแดงแต่นั่นก็ยังไม่ใช่ประเด็น เพราะการขาดทุนระหว่างทางของการลงทุนในหุ้น ถือเป็นเรื่องปกติ แต่ที่ไม่ปกติคือ แอดมินไม่รู้จักตัวเองว่าเป็นคนทนความผันผวนไม่ได้ พูดง่ายๆ คือ เห็นตัวแดงแล้วเครียด นอนไม่หลับ ยิ่งเงินที่เอาไปลงทุนเป็นเงินที่สู้อุตส่าห์เก็บออมมาอย่างยากลำบาก ก็ยิ่งเครียดเข้าไปใหญ่ก็เลยกลับมาตั้งคำถามกับตัวเองใหม่ ว่าถ้าอยากมีการเงินที่มั่นคง ต้องวางแผนยังไง เลยได้เรียนรู้ว่าที่ผ่านมาเราตั้งคำถามผิด เมื่อเราตั้งคำถามผิด ก็เหมือนติดกระดุมเม็ดแรกผิด มันเลยผิดไปหมดพอตั้งคำถามใหม่ว่าควรวางแผนยังไง ก็เลยไปเจอทางสว่างจากครูบาอาจารย์ ผู้มีประสบการณ์มากมายที่บอกเอาไว้ว่า สิ่งที่ควรลงทุนเป็นอันดับแรก ไม่ใช่สินทรัพย์หรือเครื่องมือทางการเงินใดๆ แต่การลงทุนที่คุ้มค่าที่สุด และไม่มีวันขาดทุน คือ "การลงทุนในตัวเอง" ถามต่อว่า แล้วอะไรล่ะที่เรียกว่า "การลงทุนในตัวเอง"เท่าที่ได้ศึกษาและเอามาลองใช้ พบว่ามี 3 สิ่งที่เราควรลงทุนให้กับตัวเอง 1. การลงทุนในสุขภาพทั้งกายและใจ ข้อนี้ให้เป็นอันดับแรกเลย เพราะอย่าลืมว่าร่างกายของเราจัดเป็นทรัพย์สินที่มีค่าที่สุด ลองคิดดูว่าถ้ามีเงินมากมายแต่สุขภาพไม่ดี ต้องเจ็บป่วย กินอะไรก็ไม่อร่อย เที่ยวก็ไม่สนุก มันคงไม่มีประโยชน์ที่จะหาเงินมามากมาย ส่วนสุขภาพใจก็ยิ่งสำคัญ ในหนังสือ สู่จุดสูงสุดของชีวิตด้วย "พีระมิดสามสุข" ของคุณหมอคาบาซาวะ ชิออน บอกถึงความสุขที่อ้างอิงตามสารเคมีในสมอง อันดับแรกที่เราควรสร้างไว้เป็นพื้นฐานของชีวิต คือความสุขแบบเซโรโทนิน ซึ่งก็คือความสุขจากการมีสุขภาพที่ดีทั้งกายและใจ อันดับ 2 คือ ความสุขแบบออกซิโทซิน หรือ ความสุขจากความรักและความสัมพันธ์ที่ดี และ บนสุดของพีระมิด คือความสุขแบบ โดพามีน ซึ่งหมายถึงความสำเร็จต่างๆ ของชีวิต เช่นการงาน การเงิน ข้อเสียก็คือโดพามีนเหมือนสารเสพติด ที่ได้แล้วก็อยากได้อีก อยากได้มากขึ้น ถ้าได้เท่าเดิมความสุขก็จะลดลงแอดมินมานั่งคิดดูว่า ที่ผ่านมาเรามีความสุขยาก ก็เพราะไปพึ่งพิงความสุขแบบโดพามีนมากเกินไป ไขว่คว้าความสำเร็จด้านการงาน และการเงิน ซึ่งเมื่อเราผิดหวัง ทุกอย่างก็พังลงมา เพราะพื้นฐานด้านล่างเราไม่แข็งแรงพอ ก็เลยเอาใหม่ ใส่ใจกับสุขภาพทั้งกายและใจ รวมไปถึงความสัมพันธ์ที่ดีกับทั้งครอบครัวและคนรอบข้าง พบว่ามันทำให้มีความสุขได้ง่ายขึ้นจริงๆ ด้วย และถึงแม้จะผิดหวัง ไม่ได้ดังใจ ก็เหมือนมีฟูกนิ่มๆ มีบ้านให้เรากลับไปพักก่อนแล้วค่อยมาเริ่มใหม่ ดังนั้นถ้าคิดจะลงทุน ขอให้ลงทุนในสุขภาพก่อนเลย ให้พื้นฐานแแน่นไว้ก่อน แล้วจะต่อยอดขึ้นไปได้ง่ายขึ้น 2. การลงทุนในความคิด ควบคู่ไปกับการดูแลสุขภาพ คือการปรับระบบความคิด หรือ Mindset ค่ะ เพราะถือเป็นสิ่งสำคัญมากๆ ต่อการประสบความสำเร็จ โดยเฉพาะเรื่องของการจัดการเงิน แอดมินชอบเปรียบเทียบเป็นการปลูกต้นไม้ ถ้าอยากกินทุเรียนก็ต้องปลูกต้นทุเรียน ถ้าเราปลูกมะเขือเทศ แต่เฝ้ารอให้มันออกลูกมาเป็นทุเรียน ก็คงไม่มีทางเป็นไปได้ หรือแม้ว่าเราจะปลูกทุเรียนอยู่แล้ว แต่ลูกมันดันไม่ดก รสชาติไม่อร่อย การตัดแต่งกิ่งหรือใบ ก็ไม่ได้ช่วยแก้ปัญหา เพราะต้นเหตุอยู่ที่การบำรุงดินและการใส่ปุ๋ยเช่นกันกับเรื่องเงิน ถ้าเราต้องการเป็นผู้ที่มีความมั่งคั่งมั่นคงทางการเงิน อยากรวย อยากเป็นเศรษฐี แต่ยังมีทัศนคติของคนจน คนขาดแคลน ถึงจะมีความรู้ มีเครื่องมือทางการเงินมากมายแค่ไหน สุดท้ายเราก็จะกลับมาจนแบบเดิม เพราะไม่ได้แก้ไขที่ต้นเหตุ คนเราเหมือนต้นไม้อยู่อย่างนึง คือ โลกภายในสร้างโลกภายนอก ถ้าต้องการเปลี่ยนชีวิตต้องแก้ที่ภายในให้ได้ก่อน พูดแล้วอาจจะดูเหมือนง่ายๆ ก็แค่เปลี่ยนความคิด แต่พอลงมือทำจริงจะบอกว่ามันยากมากและต้องใช้เวลาพอสมควร เพราะความคิดแบบเดิมติดตัวเรามาตั้งหลายสิบปี การจะเปลี่ยนความคิดได้ก็ต้องใช้เวลาเหมือนกัน เอาจริงๆ ตัวแอดมินเองถึงตอนนี้ก็ยังเปลี่ยนความคิดไม่ได้ 100% แค่ดีกว่าแต่ก่อนเท่านั้นเอง ส่วน Mindset ทางการเงินที่ดีมีอะไรบ้าง ขอแนะนำให้อ่านหนังสือเล่มนึงชื่อว่า “ถอดรหัสลับสมองเงินล้าน” ของคุณ T. Harv Eker ที่เป็นหนังสือยอดฮิตและขายดีตลอดกาล แอดมินเคยทำสรุปไว้ที่โพสต์นี้ค่ะ (ถ้าดูแล้วสนใจแนะนำให้หาอ่านฉบับเต็มนะคะ เพราะมีรายละเอียดอีกมากมาย) 3. ลงทุนในความรู้ เมื่อผ่านการลงทุนทั้ง 2 ข้อมาแล้ว แอดมินก็รู้จักตัวเองมากขึ้น เริ่มมีเป้าหมายที่เป็นของตัวเองแบบที่ไม่ได้ลอกคนอื่นมา ถึงตอนนี้ก็ได้เวลางัดความรู้ด้านการเงินที่มีออกมาใช้ หรือตรงไหนที่ยังขาดอยู่ก็ไปเรียนรู้ซะ เราชอบแนวคิดของโค้ชหนุ่ม Money Coach ที่บอกว่า “High Understanding, High Returns หรือ ยิ่งคุณรู้จักและเข้าใจในสิ่งที่คุณลงทุนมากเท่าไหร่ คุณก็ยิ่งมีโอกาสสร้างผลตอบแทนจากการลงทุนได้มากเท่านั้น” การเอาแต่วิ่งตามกระแสแห่กันไป เห็นใครทำอะไรแล้วรวยก็วิ่งตามไปเรื่อย ไม่เคยหยุดคิด หยุดมอง หรือเรียนรู้ว่าแท้ที่จริงแล้วปัจจัยในการประสบความสำเร็จของเครื่องมือลงทุนต่างๆ เป็นยังไง ก็อย่าหวังว่าจะประสบความสำเร็จในการลงทุน ซึ่งมันเป็นคำกล่าวที่โคตรจริงเลย เพราะแอดมินก็ลองมาหลายอย่างในการลงทุนที่เค้าว่าดี ว่ามีกำไร ทั้ง หุ้น กองทุน คริปโทฯ แต่มันไม่ประสบความสำเร็จเพราะไม่ได้รู้จักและเข้าใจสิ่งที่ลงทุนจริงๆ โค้ชหนุ่มเคยบอกว่า ในโลกของการลงทุน ยิ่งเรียนรู้ หรือทำความรู้จักกับเครื่องมือลงทุนได้มากเท่าไหร่ ก็ยิ่งประสบความสำเร็จในการลงทุนเท่านั้น ไม่เชื่อลองดูตัวอย่าง วอร์เรน บัฟเฟตต์(ลงทุนในหุ้น) บิลล์ เกตส์ (ลงทุนในธุรกิจ) หรือ จิม โรเจอร์ส (ลงทุนในสินค้าโภคภัณฑ์และหุ้น) ทั้ง 3 ท่านลงทุนในเครื่องมือทางการเงินเพียงอย่างเดียว แต่ก็ประสบความสำเร็จ และได้รับการยอมรับว่าเป็นกูรูในสิ่งที่พวกเขาทำที่สำคัญที่สุดนอกเหนือไปจากการเรียนรู้และเข้าใจในสิ่งที่ลงทุนแล้ว ก่อนลงทุนในอะไรก็ตาม อย่าลืมดู "จริต" ของตัวเองด้วย ว่าเรามีความสุขกับการลงทุนมั้ย ลงทุนแล้วนอนหลับรึเปล่า โค้ชหนุ่มบอกว่า "การลงทุนที่ดีที่สุด อาจไม่ใช่การลงทุนที่คาดหวังผลตอบแทนได้สูงสุด แต่มันคือการลงทุนที่ทำให้คุณนอนหลับฝันดี"นั่งพิจารณาตัวเองแล้วก็ไม่แปลกใจที่ก่อนหน้านี้การลงทุนไม่ประสบความสำเร็จ ก็เพราะทำกลับด้าน แทนที่จะทำความเข้าใจตัวเองก่อน กลับไปมองหาเครื่องมือการลงทุนที่จะได้กำไรดีๆ ตอนนี้ก็เลยกลับมาเริ่มใหม่ กำไรในตัวเงินยังไม่เห็น แต่ชีวิตมีความสุขขึ้น กินอิ่ม นอนหลับ ก็นับว่าเป็นกำไรชีวิตอย่างนึง ใครที่เคยเป็นแบบแอดมินก็อย่าเพิ่งท้อนะคะ มาเริ่มใหม่ด้วยกัน บอกเลยว่ามันไม่มีคำว่าสายเกินไป เพราะแค่เราตระหนักรู้ถึงความสำคัญของการเงิน ก็เท่ากับกำลังเดินอยู่บนเส้นทางของความสำเร็จแล้ว ไปต่อตามกำลังของตัวเอง ไม่ต้องเปรียบเทียบกับใคร แล้วจะมีความสุขมากขึ้น อยากให้ลองทำดูค่ะเมื่อลงทุนในตัวเองจนพร้อมแล้ว ทั้งสุขภาพกายใจ Mindset และความรู้ ก็อยากชวนมาวางแผนการเงินกันค่ะ ถ้าไม่รู้จะเริ่มต้นยังไง ดาวน์โหลด app lumpsum มาใช้ฟรีได้เลย ios android

  เก๋เก๋ ดาริน ปริญญากุล


  03 พฤศจิกายน 2565

อิสรภาพทางการเงิน 7 ระดับ

คุณอยู่ระดับไหน ของอิสรภาพทางการเงิน เชื่อว่าเป้าหมายสูงสุดของการพัฒนาตัวเองในมิติด้านเงินของทุกคน ก็คือไปให้ถึงคำว่า "อิสรภาพทางการเงิน" ซึ่งอาจจะดูเป็นเป้าหมายที่ไกลมาก แบบที่ไม่สามารถจินตนาการได้เลยว่า เราจะไปถึงได้ยังไง แค่หาเงินใช้ให้พอถึงสิ้นเดือนก็ยากแล้ว แต่ที่จริงแล้วคำว่า "อิสรภาพทางการเงิน" มีหลายระดับ เราจะต้องผ่านขั้นบันไดทางการเงิน ซึ่งบอกเลยว่าเพียงแค่อยู่ในขั้นแรก ก็ถือว่าเราอยู่ในเส้นทางของอิสรภาพทางการเงินแล้ว ส่วนใครที่หาเงินใช้พอถึงสิ้นเดือน คุณอยู่ระดับ 2 แล้วด้วยซ้ำ Grant Sabatier ผู้เขียนหนังสือ "Financial Freedom" ซึ่งเป็นหนึ่งในผู้ประสบความสำเร็จตามแนวคิด FIRE movement -- ซึ่งย่อมาจาก "financial independence, retire early" หรือคนที่มีอิสรภาพทางการเงิน และเกษียณอายุได้เร็ว ได้แบ่งอิสรภาพทางการเงินเป็น 7 ระดับ ดังนี้ อิสรภาพทางการเงิน ขั้นที่ 1 Clarity ชัดเจน หรือ รู้จักสถานการณ์เงินของตัวเอง ขั้นนี้แค่เราเริ่มตระหนักว่าตัวเองอยากมีอิสรภาพทางการเงิน เริ่มมีคำถามและรู้สถานภาพทางการเงินของตัวเอง เช่น ตอนนี้มีรายได้เท่าไหร่ , หนี้สินเท่าไหร่ , เป้าหมายของเราคืออะไร แค่นี้ก็ถือว่าอยู่บนบันไดขั้นแรกของอิสรภาพทางการเงินแล้ว อิสรภาพทางการเงิน ขั้นที่ 2 Self-Sufficiency พึ่งพาตนเองได้ คนที่อยู่ในขั้นนี้ จะมีรายได้เพียงพอครอบคลุมค่าใช้จ่ายของตัวเอง ใช้เงินแบบเดือนชนเดือน และยังมีหนี้สินอยู่ แอดมินคิดว่ามนุษย์เงินเดือนส่วนใหญ่น่าจะอยู่ในระดับนี้แหละ อิสรภาพทางการเงิน ขั้นที่ 3 Breathing room พอมีเหลือ หรือมีช่องให้พักหายใจ ขั้นนี้คือคนที่เริ่มมีเงินเก็บบ้าง เริ่มใช้จ่ายได้สะดวกสบาย ไม่เดือนชนเดือน รายได้หักค่าใช้จ่ายแล้วยังมีเงินเหลือสำหรับเก็บออม ลงทุนในสินทรัพย์ต่างๆ เพื่อสร้างอิสรภาพทางการเงินในอนาคต อิสรภาพทางการเงิน ขั้นที่ 4 Stability มั่นคง ไม่กลัวตกงาน คือคนที่มีเงินออมสำรองเผื่อฉุกเฉินอย่างน้อย 6 เดือน สามารถใช้ชีวิตได้โดยไม่กลัวตกงาน เพราะหากตกงานก็ยังสามารถนำเงินออมฉุกเฉินมาใช้จ่ายในชีวิตได้อยู่ อิสรภาพทางการเงิน ขั้นที่ 5 Flexibility ยืดหยุ่น คือคนที่มีเงินสำรองสำหรับ 2 ปีขึ้นไป สามารถอยู่ได้โดยไม่ทำงานอย่างน้อย 1 ปี ซึ่งจะทำให้สามารถใช้ชีวิตอย่างยืดหยุ่น มีเวลา มีทางเลือกมากขึ้น อิสรภาพทางการเงิน ขั้นที่ 6 Financial Independence มีอิสระทางการเงิน คำว่าอิสรภาพทางการเงินที่ทุกคนใฝ่ฝันอยู่ในขั้นนี้แหละ ก็คือไม่ต้องทำงานแล้ว แต่ใช้ชีวิตได้ด้วย Passive Income หรือผลตอบแทนจากการลงทุน แต่การมี Passave Income ก็ไม่ได้หมายความว่าไม่ต้องทำอะไรเลย เพราะในขั้นนี้ก็ยังต้องใช้เวลาส่วนใหญ่ในชีวิตไปกับการลงทุน เพื่อไม่ให้ความมั่งคั่งหายไป แต่ก็ถือว่าสุขสบายขึ้นเยอะ อิสรภาพทางการเงิน ขั้นที่ 7 Abundant Wealth มั่งคั่งเกินพอ คือคนที่มีเงินมากกว่าที่ตัวเองต้องการ ไม่มีปัญหาทางการเงินอีกต่อไป ไม่กังวลสภาพตลาดที่ผันผวน เพราะเงินที่ลงทุนไม่ได้ส่งผลต่อค่าใช้จ่ายในการดำเนินชีวิต คนที่อยู่ในขั้นนี้ส่วนใหญ่ก็ไม่ได้หยุดทำงาน แต่จะทำงานที่เติมเต็มจิตใจ หรือเพื่อการกุศล เพื่อสังคม อย่างเช่น ปู่วอร์เรน บัฟเฟตต์ เป็นต้น แล้วเพื่อน ๆ ล่ะ อยู่ในขั้นไหนของอิสรภาพทางการเงินบ้างคะ แอดมินเองตอนนี้อยู่ในขั้นที่ 3 กำลังพยายามขึ้นมาขั้นที่ 4 ซึ่งหากมาถามคำถามนี้เมื่อ 2 ปีก่อน แอดมินอยู่ในระดับ 1-2 เท่านั้นเอง ไม่น่าเชื่อว่าหลังจากวางแผนการเงินอย่างจริงจังมาแค่ 2 ปี ทำให้รู้สึกชีวิตมั่นคงขึ้นมากเลย ใครที่รู้สึกว่าตัวเองยังไปไม่ถึงไหน ก็ไม่ต้องกังวลหรือเครียดไปนะคะ เพราะจากสถิติแล้วชาวอเมริกันมากกว่า 50% ก็ยังอยู่ในขั้นที่ 2 เท่านั้น และข่าวดีก็คือ ถ้าใครสามารถเข้ามาอยู่ในขั้นที่ 1 คือ ตระหนักรู้ได้แล้ว การก้าวไปขั้นที่ 2 , 3 มันไม่ยากเลยค่ะ เริ่มเร็ว เริ่มรวย มันเป็นแบบนั้นเลย ใครที่อยากมีความชัดเจน รู้สถานะทางการเงินของตัวเองว่าอยู่ระดับไหน แต่ยังไม่รู้จะเริ่มยังไง แอดมินแนะนำให้เริ่มจากการบันทึกรายรับรายจ่ายเป็นอันดับแรกค่ะ หากอยากได้ตัวช่วยบันทึกแบบฟรีๆ แถมยังมีฟังก์ชันดีๆ น่ารักๆ มากมาย ดาวน์โหลด app Lumpsum ได้ที่นี่เลยนะคะ iosandroid หวังว่าคอนเทนต์นี้จะทำให้เพื่อนๆ ได้รู้ว่าตัวเองอยู่ในขั้นไหนของคำว่าอิสรภาพทางการเงิน และเลือกทำในสิ่งที่ดีต่อการเงินของตัวเองนะคะ อาจจะดูยากดูฝืนในช่วงแรกๆ แต่เชื่อเถอะว่ามันคุ้มค่า ยิ่งถ้าตอนนี้กำลังมีปัญหาการเงิน ต้องยิ่งวางแผน อย่าปล่อยให้บานปลายเพราะจะยิ่งแก้ยากค่ะ เป็นกำลังใจให้ทุกคนนะคะ

  เก๋เก๋ ดาริน ปริญญากุล


  12 ตุลาคม 2565

บันทึกรายรับ-รายจ่าย ทำเป็นเห็นทางรวย

ใครอยากรวย ? ชั้นน่ะซิ ชั้นน่ะซิ ใคร ๆ ก็อยากรวยกันเนอะ ถามต่อ ตอนนี้ทำอะไรให้ตนเองรวยรึยัง ? ทุกคนอยากรวย อยากมั่งคั่ง อยากมีเงินใช้จ่ายไม่ขาดมือ แต่หลายคนยังหวังว่าจะรวย ด้วยฝันลม ๆ แล้ง ๆ เดี๋ยวชั้นจะถูกหวยรางวัลที่ 1 บ้างละ เดี๋ยวชั้นจะนู่นนี่นั่น วาดวิมานลอยฟ้าเต็มไปหมด โดยไม่ได้ลงมือทำอย่างเป็นรูปธรรม ไม่ได้ลงมือทำในสิ่งที่จะนำพาไปสู่ความรวยและความมั่งคั่ง ไหน ๆ บอกมาซิ ชั้นต้องทำไง ? พวกเธอก็ต้องทำงบการเงินส่วนบุคคล งบการเงินส่วนบุคคล ชั้นไม่ทำหรอก ยุ่งยาก วุ่นวาย อะไรก็ไม่รู้ ใจเย็นก่อนเธอ นั่งก่อน ๆ ดื่มน้ำหวานนี่เนอะ แล้วฟังนะ พวกเธออย่าเพิ่งไปคิดถึงพวกงบการเงิน หรืองานบัญชี ที่มันดูยุ่งยาก ซับซ้อน พวกเธอสามารถเริ่มต้นได้ง่าย ๆ แค่ทำบันทึกรายรับ-รายจ่าย ทำแค่นี้อย่างสม่ำเสมอ พวกเธอก็รวยได้แล้วนะ เชื่อชั้นซิ เชื่อชั้นซิ (ทำนองมา) ใครที่ต้องการทำบันทึกรายรับ-รายจ่าย ง่ายๆ เรามีตัวช่วยบันทึกแบบฟรีๆ แถมยังมีฟังก์ชันดีๆ มากมาย ต้องลองนี่เลย แอปฯ Lumpsum ดาวน์โหลด ได้ที่นี่เลยนะiosandroid การจดบันทึกรายรับ-รายจ่าย ไม่ได้ทำให้รายได้เพิ่มขึ้น อ้าว!! แล้วจะจดไปทำไมละ เมื่อจดรายรับ-รายจ่าย พวกเธอก็จะได้รู้ว่ารายได้ที่เข้ามาแต่ละเดือน ถูกใช้จ่ายไปกับอะไรบ้าง มากน้อยแค่ไหน โดยที่พวกเธอยังทำงานเหมือนเดิม เท่าเดิม แล้วรายได้มันจะเพิ่มขึ้นมาได้ไงละ ถูกมั้ย ? ก็อย่างที่บอก สิ่งสำคัญของการจดคือ เธอจะรู้ว่าเงินแต่ละเดือนที่หมดไปนั้น จ่ายไปกับอะไร มีตัวอย่างของคนที่จด เขาคิดว่ากาแฟที่เขากินวันละแก้ว 50 - 60 บาท เล็กน้อย นิดหน่อยเอง แต่พอเขาจดเท่านั้นแหละ โอ้โห! ต่อเดือนเกือบ 2 พันบาท มากกว่าค่าไฟของเขาอีกพวกเธอ เขาก็เลยลองเปลี่ยน ซื้อกาแฟซองมาชงเอง ก็ประหยัดได้เป็นพัน กลายเป็นเงินเก็บ ตอนนี้หลายคน ใช้แอปฯ ชอปปิ้งออนไลน์ ทั้งของกินของใช้ นั่นก็อยากได้ นี่ก็อยากได้ ของมันต้องมีเต็มไปหมดเลย สิ้นเดือน สรุปยอดบัตรเครดิต คุณพระคุณเจ้า (เอามือทาบอก) หลายพันเลยพี่จ๋า ตอนซื้อ พวกเธอคิดว่ายอดนิดหน่อย เล็กน้อยใช่มั้ยละ ชั้นก็เคยคิดแบบนั้นมาก่อน (สารภาพจากใจ ชั้นสำนึกแล้ว) แต่ยอดเล็ก ๆ น้อย ๆ เหล่านั้น รวมกันหลายยอดมันก็เยอะ หลายพันถึงหลักหมื่นได้ แต่พอเริ่มจดรายรับ-รายจ่าย มันก็ช่วยให้สำนึกได้ทัน ว่าควรพอ หรือเบาลงหน่อย แหะๆ อีกเคส เพื่อนผู้ชายที่มันอยากเลิกบุหรี่มานานแสนนาน ทำอย่างไรก็ไม่เคยเลิกได้สักที พอจดบันทึกรายรับ-รายจ่าย เท่านั้นแหละ เลิกได้เลยจ้า ก็ถามมัน เห้ย! ง่ายขนาดนั้นเลยเหรอวะ มันก็บอก พอจดรายรับ-รายจ่าย เห็นยอดเงินซื้อบุหรี่แล้วเสียดาย เลิกเลย ทีนี่เข้าใจ พอเห็นภาพรึยัง ว่าการทำงบการเงินส่วนบุคคล ด้วยการจดบันทึกรายรับ-รายจ่าย เป็นจุดเริ่มต้นด่านแรกที่พาชั้นและพวกเธอไปสู่หนทางแห่งความรวย ไม่ได้รวยเพราะเงินเพิ่ม แต่รวยเพราะมีเงินเก็บเพิ่ม เก็บเพิ่มจากค่าใช้จ่ายต่าง ๆ โดยเฉพาะที่คิดว่าฟุ่มเฟือย และนำเงินเก็บนั้นไปลงทุนต่อ ซึ่งการลงทุนต่อเป็นอีกหนึ่งกลไกสำคัญที่ทำให้พวกเราเดินทางไปสู่ความรวยอย่างแท้จริง

  ณัฐเศรษฐ ตุ้ยดา


  03 ตุลาคม 2565

ทำรายรับ - รายจ่าย ช่วยให้รวยได้ จริงหรือ

การทำบัญชี รายรับรายจ่าย ทำไปแล้วมันจะช่วยให้ชีวิตดีขึ้น ช่วยให้รวยได้ จริงเหรอ... หลายคนเคยทำอยู่ไม่กี่วันก็เลิก ใจเย็นก่อนครับ..ก่อนอื่นผมอยากชวนคิดก่อนว่า สิ่งหนึ่งที่เราต้องพิจารณาก่อนเป็นอันดับแรกคือ "เงินจำนวนเท่าไหร่ ที่ทำให้คุณรู้สึกว่าคุณรวย" ถ้าคุณบอกว่ามีเงินจำนวนหนึ่งที่มากพอที่จะทำให้คุณ สามารถดำเนินชีวิตได้แบบไม่ลำบาก มีเงินพอที่จะซื้อในสิ่งจำเป็นต่อการดำรงชีวิตของคุณ คำตอบคือ ใช่ครับ !!! การทำบัญชีรายรับรายจ่ายช่วยให้รวยได้ เพราะอะไรนะหรือครับ ก็เพราะว่าการทำบัญชีรายรับรายจ่าย เป็นองค์ประกอบหนึ่งที่สำคัญ ในการช่วยคุณจัดการ "ระบบการเงิน" ของตัวเองได้แบบมี "ระเบียบแบบแผน" เพื่อสะท้อนให้คุณเห็นว่า ปัจจุบันคุณเสียเงินไปกับอะไร ค่ากาแฟ ค่าบุหรี่ เสื้อผ้า ค่ารถมอเตอร์ไซค์ ค่ารถไฟฟ้า ไปงานปาร์ตี้ นี่ยังไม่นับสายเปย์นะครับ และยิ่งช่วงนี้หน้ากฐิน ผ้าป่า หน้างานแต่ง (ซองจะมาถี่หน่อยนะครับ ฮ่าๆ) รายได้มากกว่า 1 ทาง สร้างโอกาสถึงเป้าเร็วขึ้น รายได้ คงเป็นสิ่งแรกที่เราโฟกัส หากต้องการมีชีวิตที่ไม่ลำบาก มีเงินมากพอที่จะจับจ่ายใช้สอย และในปัจจุบันมีวิธีการ มีช่องทางมากมายที่ทำให้คุณสามารถสร้างรายได้ ได้มากกว่า 1 ทาง ยิ่งคุณมีรายได้มากขึ้นเท่าไหร่ ยิ่งเป็นการสร้างโอกาสให้คุณไปถึงจุดหมายของคุณได้ง่ายขึ้น ไวขึ้น ซึ่งในการทำบัญชีรายรับรายจ่าย ส่วนนี้เป็นส่วนสำคัญตั้งต้นที่เราจะบันทึกลงไป "หาได้เท่าไหร่" ไม่สำคัญเท่ากับ "ออมได้เท่าไหร่" เงินออม เป็นหัวใจสำคัญที่สุดเลยก็ว่าได้ที่จะทำให้คุณสามารถดำเนินชีวิตได้แบบไม่ลำบาก และสามารถนำไปสู่ความร่ำรวยได้ เพราะพลังของเงินออมนั้น มหาศาลแบบที่คุณคาดไม่ถึง หากคุณสามารถบริหารจัดการเงินออมให้สามารถต่อยอดออกไปได้ หากจะพูดว่าเงินออมนั้นสำคัญกว่ารายได้ที่คุณหาได้ก็ไม่ผิด เพราะไม่ว่าคุณจะหาเงินได้มากน้อยเท่าไหร่ หากไม่สามารถออมได้ ก็ไม่มีอะไรเป็นหลักประกันว่า ในอนาคตคุณจะมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น เรียกได้ว่าการออมเงินนั้น ควรเป็นหนึ่งในนิสัยของเราเลยก็ว่าได้ ฉะนั้นไม่ว่าคุณจะมีรายได้เท่าไหร่ ออมมาก ออมน้อย แต่ต้องออม เพราะการออมนี่แหละที่จะยกระดับคุณภาพชีวิตของคุณและทำให้คุณไปถึงเป้าหมายของคุณได้ ดังนั้น ในการทำบัญชีรายรับรายจ่าย เราจะหักเงินออมออกก่อนเมื่อมีรายได้เข้ามา รายจ่ายที่จำเป็นส่วนใหญ่จะ "คงที่" ทำประมาณการได้ รายจ่ายตามความจำเป็น พูดให้เข้าใจง่ายๆ ก็คือ ค่าใช้จ่ายต่างๆ ที่เกี่ยวข้องโดยตรงกับการดำเนินชีวิตของเรา ตามปัจจัย 4 ค่าอาหาร ค่าเดินทาง ค่าที่พัก รวมถึงภาระค่าใช้จ่ายต่างๆ ซึ่งรายจ่ายประจำของเราแต่ละคนย่อมแตกต่างกันออกไปตามสภาวะต่างๆ ของแต่ละบุคคล แต่สิ่งที่น่าจะเหมือนกันคือ รายจ่ายที่จำเป็นส่วนใหญ่จะคงที่ คือเราสามารถประมาณการได้ว่าในแต่ละเดือนเราต้องจ่ายเงินออกไปกี่บาท ซึ่งการทำบัญชีรายรับรายจ่าย จะทำให้เราสามารถควบคุมการใช้จ่ายได้ เช่น ค่าอาหาร ค่าเดินทาง รายจ่ายตามความต้องการ "มีก็ได้ ไม่มีก็ไม่ตาย" ข้อนี้น่าจะต้องรีมาร์คไว้ตัวโตๆ เลย เพราะเป็นรายจ่ายที่ผันแปรเปลี่ยนแปลงไปได้ทุกเดือน เดือนไหนอยากได้หลายอย่าง อยากได้ของชิ้นใหญ่ รายจ่ายข้อนี้ก็จะโตและส่งผลกระทบไปถึงส่วนอื่นๆ ทั้งรายได้ และเงินออมของเราด้วย มันอาจจะยากสักหน่อยเพราะปัจจุบันสินค้าฟุ่มเฟือยต่างๆ ช่างมีโปรโมชันล่อใจเราเหลือเกิน ทั้งส่วนลดต่างๆ รวมถึงการซื้อง่ายๆ ในออนไลน์ "แต่หากใครสามารถจัดการความอยากได้มากเท่าไหร่ มีรายจ่ายข้อนี้น้อยๆ ผลลัพธ์ดีแน่นอน" ส่วนเพิ่มความรวย ผลลัพธ์มาจากข้อต่างๆ ข้างต้น ซึ่งในแต่ละเดือนสำหรับใครที่เหลือกระแสเงินสดส่วนนี้เป็นบวกในทุกเดือน คุณก็จะเหลือเงินที่นำไปต่อยอดรวมกับเงินออมเพิ่มได้อีก ซึ่งมันจะทำให้คุณเข้าใกล้เป้าหมายความมั่งคั่งของคุณเร็วขึ้น จากที่กล่าวมา จะเห็นได้ว่ารายจ่ายต่างๆ สามารถปรับได้ ตามสถานการณ์ต่างๆ ซึ่งการทำ บัญชีรายรับรายจ่าย จะทำให้คุณบริหารจัดการเงินได้อย่างง่ายขึ้น ทีนี้ก็ได้รู้แล้วว่า บัญชีรายรับรายจ่าย มีโครงสร้างอย่างไร มีประโยชน์อย่างไร ซึ่งเชื่อว่าก็คงพอคุ้นตาใครหลายๆคนมาบ้างตั้งแต่สมัยเด็กๆ แต่สิ่งที่ยากที่สุด คือ เราจะทำยังไง ทำแบบไหนดี ขี้เกียจบันทึกเยอะ เหตุผลต่างๆนาๆ ที่ทำให้เราไม่ลงมือทำ วันนี้เรามีแอปฯ Lumpsum ที่สามารถทำบันทึกรายรับรายจ่ายง่ายๆมาฝาก โหลดได้ฟรีแล้ววันนี้ ios android

  เทส ธนสิทธิ์


  13 กันยายน 2565

บันทึกรายรับ-รายจ่าย จุดเริ่มต้นฝึกวินัยการเงิน

สำหรับมนุษย์เงินเดือน รายได้หลักในแต่ละเดือนก็คือเงินเดือน ที่แน่นอนตายตัวเสมอว่า 1 เดือนจะได้เท่าไหร่ แต่กลับรายจ่ายมันไม่ได้แน่นอนแบบนั้นเสมอไปในทุก ๆ เดือน ใช้ ๆ ไปก่อน เดี๋ยวค่อยเก็บ มันจะเก็บได้จริงหรือ? หลายคนใช้สารพัดวิธีหาวิธีเก็บเงิน เชื่อว่าหลายคนรู้ ว่าหากจะเก็บเงิน มันต้องเก็บก่อนใช้ ไม่ใช่ใช้แล้วเหลือค่อยเก็บ แต่หลายคนกลับทำไม่ได้ เลือกที่จะใช้ ๆ ไปก่อน เหลือเท่าไหร่แล้วค่อยเก็บ ซึ่งน้อยคนมากที่จะเหลือเก็บ ในเมื่อเก็บก่อนใช้ไม่ได้ งั้นเรามาลองดูกันว่า ถ้าใช้ไป จดไป ในแต่ละเดือนเราหมดเงินไปกับอะไรบ้าง เมื่อเราจด สิ่งที่จดจะช่วยให้เห็นภาพว่าทำไมเราไม่มีเก็บ การจดรายรับรายจ่าย มันทำให้รู้ชัดเจนว่า - เงินหายไปกับสิ่งใดมากที่สุด - เรามีเงินเหลือต่อเดือนเท่าไร - เราจะลดอะไรได้บ้าง เมื่อเรารู้ว่าเงินหมดไปกับอะไรมากที่สุด มันจะช่วยให้เรารู้ว่าสิ่งนั้นพอจะลดหรือคุมให้ใช้จ่ายน้อยลงได้มั้ย ถ้าไม่จด เราก็จะไม่รู้ว่าใน 1 เดือน เงินหมดไปกับอะไรบ้าง ความสำคัญของการจดบันทึก มันช่วยให้เราเห็นตัวเลขต่าง ๆ ไม่ใช่เพียงแค่มโน คิดไปเองว่าสิ่งที่จ่ายไปนิดหน่อยเอง แค่หลักสิบ หลักร้อย ที่จริง ๆ จ่ายสะสมไปเรื่อย ๆ มันก็ถึงหลักพันหรือหลักหมื่นได้ ทำบัญชีแล้วมาดู สยองมาก ค่ากาแฟแต่ละเดือน ผ่อนคอนโดเล็ก ๆ ได้เลย มากกว่าค่ากินอยู่แต่ละเดือนอีก นี่คือตัวอย่างของสิ่งที่เราคิดว่าเล็กน้อยในแต่ละวัน รู้แล้วว่าบันทึกรับจ่ายมันดี แต่ทำไมคนส่วนใหญ่กลับไม่ทำ เพราะมันเป็นเรื่องจุกจิก ในแต่ละวันแค่เดินทางไปทำงาน ฝ่ารถติด โหนรถเมล์ รถไฟฟ้า ดมน้ำเน่าคลองแสนแสบก็เหนื่อยเกินทนแล้ว จะให้มาจดอะไรหยิก ๆ อีกเหรอ ไม่เอาหรอก สารพัดข้ออ้าง มันก็เหมือนคนที่อยากผอม เดี๋ยวก่อนค่อยลด ค่อยออกกำลังกาย แต่ในมือถือชาไข่มุก ดูดแก้มตุ่ย แล้วจะผอมเหรอแม่คุณ เช่นกัน อยากมีเงินเก็บ อย่างมั่งคั่ง แค่จดบันทึกรับจ่ายยังไม่ทำ แล้วจะรู้ภาพรวม สถานะการเงินได้อย่างไร ว่าในแต่ละเดือนหมดไปกับอะไรบ้าง ฉะนั้น หากเราเริ่มลงมือทำ เริ่มลงมือจด เมื่อทำได้ มันจะเป็นจุดเริ่มต้นความภูมิใจเล็ก ๆ ของเราเอง มันจะเป็นจุดเริ่มต้นของวินัยการเงิน ในวันที่เรารู้ว่าต้นทุนหรือเงินที่เราใช้ไปหมดไปกับอะไร เราจะสามารถจัดการกับสาเหตุได้ถูกต้อง การจดบันทึกรายรับ-รายจ่าย เราไม่ต้องแข่งกับใคร แต่เราแข่งกับตัวเราเอง แข่งกับความขี้เกียจ ในวันที่เราเอาชนะมันได้ เชื่อว่าทุกคนจะพูดกับตัวเอง “ไม่เห็นยากเลย” สุดท้ายแล้วขอขายของหน่อยละกัน LUMPSUM ช่วยคุณได้ เพราะมีฟังก์ชัน บันทึกรายรับรายจ่ายให้คุณได้ใช้งานกันฟรี ๆ นะจ๊ะ ^^ ดาวน์โหลดติดตั้งแอปฯ Lumpsum ได้แล้วที่นี่ ios android

  ณัฐเศรษฐ ตุ้ยดา


  25 สิงหาคม 2565

3 เทคนิคอุดรูรั่วทางการเงิน ให้ชีวิตสบายขึ้น

ช่วงนี้เห็นหลายๆ คนบ่นว่าชีวิตเหนื่อย ของแพงขึ้น แต่เงินเดือนเท่าเดิม ยิ่งใครต้องกลับไปทำงานที่ออฟฟิศแล้ว โดนค่าน้ำมัน ค่าเดินทางไปอีก ตอนนี้ไม่ต้องพูดถึงอิสรภาพทางการเงินหรอก แค่อยู่รอดเดือนต่อเดือนก็เหนื่อยแล้ววันนี้แอดมินจึงมี 3 เทคนิคอุดรูรั่วทางการเงิน เพื่อใช้ชีวิตแบบไม่ต้องเหนื่อยมาก มาฝาก เป็นวิธีง่ายๆ ที่แอดมินใช้ได้ผลกับตัวเอง เลยอยากเอามาแบ่งปันค่ะ 1. ทำบัญชีรายรับ รายจ่าย อย่าสบประมาทหรือด้อยค่าวิธีง่ายๆ พื้นๆ แบบนี้เลยทีเดียวเชียว เพราะมันไม่มีหรอกค่ะ เทคนิคที่จะทำให้ชีวิตเราดีขึ้นชั่วข้ามคืน มันมีแต่ตัวช่วยในการฝึกนิสัย ที่เป็นส่วนประกอบสำคัญของความสำเร็จในด้านการเงิน ไม่ว่าเป้าหมายของคุณ จะแค่ขอให้อยู่รอดเป็นวันๆ ไป หรือต้องการมีอิสรภาพทางการเงิน แต่ยังไม่รู้จะไปทางไหนขอให้เริ่มต้นด้วยการจดบันทึก ทำบัญชีรายรับรายจ่ายค่ะอาจจะไม่ต้องทำตลอดไป แต่ขอให้ลองทำซัก 3 - 6 เดือน ให้เห็นภาพการไหลเข้า-ออกของเงิน แล้วดูว่ารูรั่วของเราอยู่ตรงไหนบางคนพอรู้สึกเงินไม่พอใช้ ก็คิดแต่จะหารายได้เพิ่ม ซึ่งมันไม่ผิดหรอก แต่มันเหนื่อย ลองจินตนาการถึงถังใส่น้ำ ที่มีรูรั่วมากมาย แต่เราไม่สนใจ พยายามหาน้ำมาใส่เพิ่ม แต่หาเท่าไหร่มันก็ไม่เต็มซักที เพราะมันออกไปทางรูรั่วหมดใครกำลังเป็นแบบนี้อยู่ ลองจดบันทึกดูเถอะ แล้วจะรู้ว่ามันทำให้เหนื่อยน้อยลงจริงๆ แค่เราลดค่าใช้จ่ายที่ไม่จำเป็นลง มันง่ายกว่าไปทำงานหาเงินเพิ่มตั้งเยอะ แต่ไม่ได้หมายความว่าการหารายได้เพิ่มไม่ดีนะคะ แค่อยากให้อีกมุมมองนึงว่า ถ้าเราจะต้องเหนื่อยแล้ว ก็ควรรู้ว่าเงินที่ได้จากความเหนื่อยนั้น มันไปไหน ใช่สิ่งที่ชีวิตเราต้องการรึเปล่าการจดบันทึกจะทำให้เราเห็นชัดขึ้น ว่าใช้เงินไปกับอะไร ตรงไหนลดได้บ้าง เชื่อมั้ยว่าเมื่อก่อนแอดมินคิดแต่จะหารายได้เพิ่ม ซึ่งทั้งเหนื่อยทั้งเครียด แต่พอได้ลองจดบันทึกดูก็พบว่ามีสิ่งที่ปรับลดได้เยอะแยะเลย แค่ลดนะคะ ไม่ใช่งด ซึ่งมันก็ไม่ได้ทำให้ความสุขในชีวิตลดลงมากเท่าไหร่ เพราะเวลาเราลดความสุขชั่วคราวลง แต่มองเห็นว่าจะได้ความสุขอะไรในอนาคตมาทดแทน มันก็ฟินดีเหมือนกันนะ อยากให้ลองดูค่ะ 2. ทำบัญชีงบดุล เดี๋ยวๆๆๆๆ อย่าเพิ่งเบ้ปากมองบน อย่าเพิ่งคิดว่ายาก เพราะมันโคตรง่ายเลยจริงๆหลักการของงบดุลก็คือ บันทึกสินทรัพย์ และหนี้สิน ว่าอะไรมีมากกว่ากัน ถ้ามีสินทรัพย์มากกว่า ก็เป็นบวก ถ้ามีหนี้สินมากกว่า ก็เป็นลบบัญชีนี้สำคัญ เพราะเป็นการบอกว่าตอนนี้เราอยู่ตรงไหน คือบางคนรู้ว่าจะไปไหน มีเป้าหมายเยอะแยะ แต่ไม่รู้ว่าตอนนี้อยู่ตรงไหน มันก็ไปไม่ถูกนะ อารมณ์เหมือนกด google map แต่ไม่เปิด gps อ่ะ ก็ไปไม่ถูก แผนที่ไม่ขึ้น จริงไม่จริงจะบอกว่าเมื่อก่อนแอดมินก็ไม่เคยคิดจะจดทั้ง 2 บัญชีที่ว่ามานี้เลย เพราะมันยุ่งยาก ต้องจดลงสมุด หรือไม่ก็ใส่ตาราง excel ผูกสูตรอีก อะไรอีก เคยทำแต่ก็เลิกจ้า ยากไป๊แต่ในยุคนี้บอกเลยว่าชีวิตง่ายขึ้นเยอะ เพราะมี app เกี่ยวกับการทำบัญชีส่วนบุคคลมากมายให้เลือกใช้ รวมไปถึง app lumpsum ที่แอดมินใช้อยู่ ถ้าใครสนใจก็ลองโหลดมาใช้ได้เลย ( แปะ link ไว้ด้านล่างนะคะ ) นอกจากใช้ฟรีแล้วก็ยังมีฟังก์ชั่นที่แอดมินชอบ คือการ link บัญชีรายรับรายจ่ายเข้ากับบัญชีงบดุล ทำให้เราเห็นตัวเลขตลอดเวลาว่าดุลบัญชีเราเป็นบวกหรือลบพอพูดเรื่องวางแผนการเงิน คนส่วนใหญ่จะคิดถึงการเอาเงินไปลงทุน ซึ่งจริงๆ แล้วการลงทุนเป็น step เกือบสุดท้ายเลยด้วยซ้ำ สิ่งแรกที่ต้องทำคือ ทำให้มีเงินออมก่อน ให้กระแสเงินเข้ามากกว่าเงินออก ออมเงินสำรองเผื่อฉุกเฉิน ( 3 - 6 เดือนของค่าใช้จ่าย ) ได้แล้ว ส่วนเกินจากนั้นถึงเอาไปลงทุน ให้เงินทำงานแทนเราแอดมินเคยทำข้ามขั้นตอน ซึ่งบอกเลยว่า อย่าหาทำค่ะ เพราะมันทำให้แผนการลงทุนของเราไม่มั่นคง โดยเฉพาะเวลามีค่าใช้จ่ายฉุกเฉิน ทำให้ต้องถอนเงินจากการลงทุนออกมา ในจังหวะที่ยังขาดทุนอยู่ เสียดายจริงๆ เพราะถ้าถือได้นานกว่านั้น จะได้กำไรเยอะเลยทีเดียว 3. ทำจิตใจให้เบิกบาน เมื่อทำเหตุทุกอย่างให้ดี จะทำให้ความเครียดของเราลดลงอยู่แล้วโดยอัตโนมัติ ถึงตอนนี้อยากให้ทุกคนทำใจให้เบิกบาน มีความสุขกับเงิน สำนึกรู้คุณ ขอบคุณเงินของเรา ที่เลี้ยงดูเรามาตลอดชีวิต และยังช่วยเลี้ยงดูคนอื่นเวลาที่เราใช้จ่าย ส่งต่อเงินออกไปด้วยและขอบคุณตัวเองด้วย ที่ทำงานมีคุณค่า จึงได้เงินมาเป็นการตอบแทน แถมยังรู้ค่าของเงิน หาวิธีอุดรูรั่ว เพื่อจัดสรรเงิน ให้ใช้จ่ายออกไปอย่างเกิดประโยชน์มากที่สุดในหนังสือขายดีทั้ง เดอะ ซีเคร็ต และเดอะ เมจิก ผู้เขียนคือ คุณรอนด้า เบิร์น บอกว่า "ผู้ที่สำนึกรู้คุณ จะมีเพิ่มขึ้น ผู้ที่ไม่สำนึกรู้คุณ จะถูกริบสิ่งที่มีน้อยอยู่แล้วนั้นไปด้วย"ช่วงนี้เงินเดือนออกพอดี ใครอยากเริ่มจดบันทึกด้วยกัน โหลด app lumpsum ได้ทั้ง ios android มาลองใช้ดูนะคะ เก๋เก๋มีคลิปรีวิววิธีใช้ฟังก์ชั่นง่ายๆ ใน app มาให้ด้วยค่ะ คลิกที่นี่ เพื่อชมแล้วมาเริ่มวางแผนการเงินไปพร้อมๆกันเลย หวังว่าวันนี้ทุกคนจะได้ไอเดียไปปรับใช้ให้ชีวิตการเงินดีขึ้น และเหนื่อยน้อยลงนะคะ ขอบคุณทุกการติดตาม ขอบคุณ ขอบคุณ และขอบคุณค่ะแอดมินเก๋

  เก๋เก๋ ดาริน ปริญญากุล


  12 กรกฎาคม 2565

5 ขั้นสร้าง เงินออมก้อนแรก ฉบับมนุษย์เงินเดือน

เดี๋ยวนี้ใครๆ ก็รู้จักกับการลงทุนในตลาดหุ้น และเราคงได้ยินคำพูดที่ว่ามีคนที่ประสบความสำเร็จจากการลงทุนแค่ 20% ที่เหลืออีก 80% ล้มเหลว แต่ถ้าเราดูจำนวนรายลูกค้าที่เปิดบัญชีหุ้น ตัวเลขเพิ่มทุกปีจากราวๆ 9.8 แสนคนในปี 57 เพิ่มเป็น 1.7 ล้านคนในปี 62 โดยมีคนเปิดพอร์ตหุ้นเพิ่มขึ้นประมาณ 10,000 คนต่อเดือน แสดงว่าก็ยังมีคนใหม่ ๆ หมุนเวียนเข้ามาในวงการนี้อยู่ตลอด คำถามคือผู้คนเข้ามาลงทุนในหุ้นเพื่ออะไร ? แน่นอนคงไม่มีใครเข้ามาเพื่อจะเสียเงิน…แต่เกมนี้จะต้องมีคนหนึ่งได้ และคนหนึ่งเสีย แล้วคุณคือส่วนของ 20% หรือส่วนของ 80%...!? จริงๆ แล้วเกมการลงทุนหุ้นที่ทำให้คุณเจ็บตัวน้อย “มันมีอยู่” แต่ที่ผ่านมายังไม่ได้ทุ่มเทเวลาศึกษาอย่างจริงจัง หรือไม่ก็สนใจแต่เทคนิคการเทรดหุ้นแบบเจ๋ง ๆ เพื่อให้พอร์ตโตเร็ว ๆ จนมองข้ามวิธีการลงทุนง่าย ๆ อย่าง “การออมหุ้น” ไปหรือเปล่า ? มันเป็นอีกรูปแบบหนึ่งของการลงทุน ที่ช่วยให้คุณมี “เงินออมก้อนแรกจากหุ้น” ในแบบฉบับที่คุณ เจ็บตัวน้อยที่สุด แถมยังเป็นการสร้าง passive income ให้คุณอีกทาง…รู้งี้แล้วคุณจะรออยู่ทำไมล่ะ ! 1. เริ่มต้นตรวจเช็คสุขภาพทางการเงิน ทำทันที มนุษย์เงินเดือนธรรมดา ๆ คนหนึ่ง อาจไม่ใช่เป้าหมายแรกของที่ปรึกษาทางการเงิน ที่จะมาแนะนำวิธีการบริหารเงินทอง เต็มที่เขาก็อาจแวะหาคุณให้ช่วยลองทำแบบสอบถามด้านการเงิน เพื่อฝึกวิทยายุทธ์ เก็บชั่วโมงบิน ก่อนจะไปลุยเคสที่ใหญ่ขึ้น แต่นี่มันยุคฟินเทค (FinTech) ที่คนทำงานกินเงินเดือน รายย่อยทั่วไป สามารถพึ่งพาแอปพลิเคชัน (Application) การเงินเพื่อวางแผน วิเคราะห์ทรัพย์สิน หนี้สิน รายรับ รายจ่าย พร้อมคำนวณเงินที่ใช้ได้ในไม่กี่นาที จากความฉลาดของ App ทั้งหลายที่อยู่บนโทรศัพท์มือถือ คุณต้อง ททท.หรือ ทำทันที จะได้ทราบว่า เวลาที่เหลือไปจนถึงวันที่คาดว่าจะทำงานไม่ไหวแล้ว กับจำนวนเงินที่ต้องออม ต้องลงทุนมันมากสักเท่าไหร่ เพื่อให้ไปถึงเป้าหมายนั้น 2. ตัดสินใจอย่างแน่วแน่ที่จะลงทุนออม หุ้นปันผล หลังวิเคราะห์สุขภาพทางการเงินแล้ว คุณต้องตัดสินใจแน่วแน่ว่าจะ “เริ่มต้น” ลงทุนใน หุ้นปันผล นั่นหมายความว่าคุณจะต้องเลือกลงทุนในบริษัทที่มี นโยบายจ่ายเงินปันผลในระดับสูงอย่างต่อเนื่องโดยไม่ได้สนใจที่ “การเคลื่อนไหวของราคา” ซึ่งปกติแล้วบริษัทต่างๆ จะจ่ายปันผลปีละ 1 - 2 ครั้งขึ้นอยู่กับนโยบาย โดยจะจ่ายจากกำไรสุทธิของงบเฉพาะกิจการ เมื่อตัดสินใจแน่วแน่ที่จะลงทุนออม หุ้นปันผล เงื่อนไขที่สำคัญคือ “การซื้อตัวนั้นอย่างสม่ำเสมอในทุกๆ เดือน” โดยไม่ได้สนใจการขึ้นลงของราคาในกระดาน เพราะเราจะสนใจที่ “เงินปันผล” ไม่ใช่ “ส่วนต่างราคา” เนื่องจากการตัดสินใจครั้งนี้ มันคือ แผนการออมในระยะยาว..นั่นหมายความว่าจิตใจต้องนิ่งพอที่จะทำได้แค่เพียงมองดูกำไร หรือขาดทุนทางบัญชีเท่านั้น! 3. เลือกซื้อเฉพาะ หุ้นปันผล สูง และพื้นฐานดีเท่านั้น โดยทั่วไปบริษัทที่มักจ่ายปันผลสูง จะเป็นบริษัทเก่าแก่ ก่อตั้งมานาน ธุรกิจอยู่ตัว กำไรเติบโตสม่ำเสมอแม้ไม่ได้มีการลงทุนเพิ่มก็ตาม ทำให้ไม่จำเป็นต้องเร่งสร้างการเติบโตเหมือนช่วงแรกของการก่อตั้งที่ต้องใช้เงินจำนวนมากหมดไปกับเรื่องการลงทุน ส่วนการตอบแทนให้กับผู้ถือหุ้นในรูปของปันผลแทบจะไม่มี แต่การคัดเลือกหุ้น คงไม่ใช่เพียงแค่การดูบริษัทที่จ่ายปันผลดีเท่านั้น แต่ต้องพิจารณาแนวโน้มธุรกิจประกอบด้วย ไม่เช่นนั้นเราอาจจะเลือกหุ้นผิดตัวเพราะมัวติดกับดักปันผลสูง แต่ธุรกิจกลับเป็นแนวโน้มขาลงและใกล้เจ๊งแล้ว หากเจอแบบนี้ผลขาดทุนจากราคาหุ้นที่ปรับลง จากสภาวะธุรกิจที่ร่อแร่ อาจจะมากกว่าอัตราผลตอบแทนเงินปันผลที่เราได้รับ แบบนี้คงไม่เวิร์คแน่ ๆ บริษัทในตลาดหุ้นไทยที่มีอัตราผลตอบแทนจากเงินปันผลสูง และต่อเนื่องอย่างน้อย 3 ปี แถมมีสภาพคล่องสูงและเป็นหุ้นตัวใหญ่ จะรวมตัวกันอยู่ในดัชนี SETHD มีทั้งหมด 30 ตัว คุณสามารถเข้าไปเลือกดูได้ โดยตลาดหลักทรัพย์ฯ จะทำการทบทวนรายชื่อปีละ 2 ครั้งในเดือนมิถุนายน กับ เดือนธันวาคม 4. คำนวณอัตราผลตอบแทนเงินปันผล เพื่อดูความสม่ำเสมอ หุ้นบางตัวจ่ายปันผลเป็นตัวเงินอาจจะดูสูง แต่จริงๆ แล้วเราต้องดูที่เปอร์เซ็นต์การจ่าย จะสะท้อนผลตอบแทนได้ดีกว่า สามารถคำนวณอัตราผลตอบแทนจากเงินปันผล (Dividend Yield) ได้เอง โดยใช้ตัวเลขการจ่ายปันผลย้อนหลังไปสัก 3 - 5 ปีเพื่อดูความต่อเนื่องในการจ่ายเงินปันผลของบริษัท ยีลด์น่าจะสัก 3 - 4% ก็น่าสนใจแล้วยิ่งให้ผลตอบแทน 5% ก็ยิ่งน่าสนใจมากขึ้นเพราะสูงกว่าดอกเบี้ยเงินฝาก ทั้งแบบออมทรัพย์และฝากประจำ และยังสูงกว่าอัตราผลตอบแทนเงินปันผลของ SET ย้อนหลัง 4 ปี ( 58 - 61 ) ซึ่งอยู่ที่ 3.36%, 3.04%, 2.7% และ 3.22% ตามลำดับ สูตรการคำนวณ Dividend Yield ทำได้ง่ายๆ เพียงนำ เงินปันผลต่อหุ้น/ราคาหุ้น*100 ยกตัวอย่าง เช่น หุ้น TISCO จ่ายเงินปันผลหุ้นละ 7 บาท ราคาหุ้น ณ วันที่คำนวณ 90 บาท จะคำนวณจะได้ ดังนี้ 7/90* 100 = 7.77%เท่ากับว่า TISCO ให้ยีลด์ 7.77% เป็นต้น ข่าวดีก็คือว่า เดี๋ยวนี้คุณแทบจะไม่ต้องมานั่งคำนวณเอง เพราะมีโปรแกรมวิเคราะห์หุ้นเป็นผู้ช่วย อย่างของ efin ที่ชื่อ efinStockPickUp คุณอยากได้ยีลด์เท่าไหร่ลองใส่ตัวเลขลงไป โปรแกรมจะสแกนมาให้ทันที หรือถ้าเปิด บัญชีออมหุ้น กับบริษัทหลักทรัพย์แต่ละค่ายเขาจะคัดหุ้นที่ให้ปันผลดีมาให้อยู่แล้ว คุณก็เข้าไปเลือกดูได้เลยแบบสำเร็จรูป 5. นำเงินปันผลที่ได้ลงทุนซ้ำใน หุ้นปันผล ตัวเดิม คุณสามารถขยายพอร์ตการลงทุนให้โตขึ้นได้ ในช่วงเวลาที่ยังมีแรงทำงานอย่าเพิ่งรีบนำเงินปันผลออกมาใช้ แต่ให้เปลี่ยนเป็น ซื้อหุ้นปันผล ตัวเดิมเพิ่มอีกจากเงินปันผลที่คุณได้ในแต่ละปี ลองทำแบบนี้ทุกครั้งเมื่อได้รับเงินปันผลที่โอนเข้ามาในบัญชีธนาคาร เก็บสะสมหุ้นตัวเดิมที่คุณคัดมาดีแล้วไปเรื่อยๆ จนพอร์ตโต หากคุณมีวินัยและออมได้นานพอ มันจะไม่ใช่แค่เงินออมในหุ้นก้อนแรกที่คุณจะมีได้ แต่เป็นการสร้าง passive income ให้คุณได้อนาคต! โปรเจกต์นี้จะเกิดขึ้นได้คุณต้องย้อนไปอ่านที่ข้อ 1 ใหม่ กลับไปเริ่มต้นที่พื้นฐาน ตรวจสุขภาพการเงิน วิเคราะห์รายรับ รายจ่าย ทรัพย์สิน หนี้สิน คำนวณเงินที่ต้องใช้หลังเกษียณ เริ่มต้นก่อนรวยก่อน สามารถใช้แอปพลิเคชัน “Lumpsum” (ล่ำซำ) เป็นผู้ช่วยได้ เพราะใช้งานง่าย เหมาะกับมนุษย์เงินเดือนทุกคน บริการดีๆ จาก efin. เปิดประสบการณ์ใหม่ด้านการวางแผนชีวิตด้วยตัวคุณเองแบบครบวงจรกับแอปพลิเคชั่น “Lumpsum” ดาวน์โหลด​แอปฯ​ วางแผน​การเงิน​ ได้ที่iosAndroid

  ชัชชญา ฮาเกิน


  11 กรกฎาคม 2565

5 ข้อที่บอกว่าคุณยังไม่พร้อมเป็นหนี้

ตั้งแต่มีโควิดมาเมื่อต้นปีก่อน สิ่งที่เจอบ่อยจากคนรู้จักหรือคนรอบกายที่ได้รับผลกระทบและขาดสภาพคล่องอย่างหนักคือ "มีที่ไหนให้กู้เงินบ้างไหม ?" โอ้วเป็นแนวทางแก้ปัญหาที่ผมไม่ค่อยเห็นด้วยสักเท่าใดนัก เพราะสภาพคล่องแย่อยู่แล้ว แต่อยากสร้างหนี้เพิ่ม แล้วจะเอาอะไรไปใช้เขา บางรายคิดเพียงว่า เอามาหมุนก่อนแล้วค่อยว่ากัน ... ผมคงเคยเล่าเรื่องนี้แนบไปกับเรื่องอื่น ๆ พอควรแล้ว แต่ยังไม่เคยเขียนถึงประเด็นการตรวจความพร้อมก่อนสร้างนี้ จึงอยากนำมาแชร์ให้ได้อ่านกัน คือถ้าคุณยังมีพฤติกรรมแบบนี้ แนะนำหลีกเลี่ยงการสร้างหนี้เพิ่มโดยเด็ดขาด เพราะจะเป็นกับดักแห่งการแบกหนี้ในที่สุด ประกอบด้วย 1.รายได้ไม่พอรายจ่าย : ประเมินเลยว่าแต่ละเดือนมีภาระค่าใช้จ่ายอะไรบ้าง เทียบกับรายได้ที่เข้ามาสัมพันธ์กันหรือไม่ หากไม่ให้หยุดคิดสร้างหนี้เพิ่ม เพราะมันจะเป็นภาระเพิ่มแน่นอน ผมเคยมาแล้ว เช่น เงินเดือน 20,000 บาท แต่ภาระต่อเดือน 25,000 บาท แล้วดันไปหาหนี้มาหมุนเพิ่ม สุดท้ายระบบพัง ข้อนี้รวมถึงรายได้ต่อเดือนไม่เพียงพอต่อการเก็บออมด้วยนะ ก็ไม่ควรสร้างหนี้ เช่น รายได้ 20,000 บาท รายจ่าย 20,000 บาท ไม่มีเก็บออมเพื่ออนาคตหรือฉุกเฉิน แม้จะยังไม่ถึงกับติดลบ แต่หากไปสร้างหนี้เพิ่ม จะทำให้ภาระเพิ่ม ติดลบแน่นอน... =============================== 2.ยืมเงินคนอื่นทุกเดือน : เงินเดือนออกไม่ถึง 10 วันหมดแล้ว ที่เหลือหยิบยืมชาวบ้านมาหมุนใช้เดือนต่อเดือน สิ้นเดือนคืนนี้ วนลูปไม่รู้จบ แบบนี้ก็ไม่ควรสร้างหนี้ เพราะหนี้มีดอกเบี้ยและภาระผูกพันพันธ์ ฉิบหายแน่หากไปเพิ่มภาระจากการกู้ โดยเฉพาะนอกระบบ ... =============================== 3.มีหนี้แต่จ่ายขั้นต่ำทุกเดือน : อันนี้คือกลุ่มที่มีบัตรเครดิตหรือสินเชื่อบุคคล แล้วคิดอยากจะสร้างหนี้เพิ่ม เช่น บ้านหรือรถหรืออื่นๆ เลิกเถอะครับแนวคิดที่ว่าเป็นหนี้แต่มีของเป็นชิ้นเป็นอัน ดีกว่าไร้หนี้แต่ไม่มีอะไรเลย มันผิด !!! ใช่ครับคุณมีของเพิ่มขึ้น แต่ก็แลกกับภาระต่อเดือนเช่นกัน ขนาดหนี้ที่มียังจ่ายขั้นต่ำ แล้วเพิ่มหนี้ใหม่มาอีก เมื่อไหร่จะจบสิ้น มีอะไรฉุกเฉินขึ้นมา บรรลัยแน่นอน... =============================== 4.ไม่มีเงินสำรองฉุกเฉิน : ข้อนี้สำคัญ แม้จะมีศักยภาพการก่อหนี้ แต่ไม่มีใครรู้ว่าอนาคตจะเกิดอะไรขึ้น เหมือนโควิดที่ใครจะรู้ว่ามันจะเกิดและลากยาวขนาดนี้ หากไม่มีเงินสำรอง แล้วไปสร้างหนี้อีก เวลาฉุกเฉินขึ้นมา จะชักหน้าไม่ถึงหลังเอานะครับ... =============================== 5.ไม่มีการวางแผนการเงิน : อันนี้ร้ายแรงมาก เพราะหากทุกวันนี้ยังใช้จ่ายแบบไม่รู้ที่มาที่ไป อยากทำไรทำ ประเมินไม่ได้ว่า วันนี้พรุ่งนี้จะมีเงินเท่าไหร่ มีค่าใช้จ่ายอะไรบ้าง ให้เลิกความคิดสร้างหนี้เลย เพราะมันจะพะรุงพังจนกลายเป็นปัญหาไปในที่สุด... =============================== ลองเช็คดูได้เลยครับ หากมี 1 ใน 5 ข้อนี้ อย่าริสร้างหนี้เลย เพราะมันจะเป็นโทษมากกว่าประโยนชน์ หนี้ที่ดีคือหนี้ที่สร้างรายได้ หักลบกับต้นทุนดอกเบี้ยและค่าใช้จ่ายแล้ว ต้องเหลือเป็นสภาพคล่องให้เรา แต่หากสร้างหนี้เพื่อเป็นหนี้และภาระ อย่าเลยครับ ด้วยความปราถนาดี... หนึ่งเอง หนึ่งไง จะใครล่ะ ^^

  หนึ่ง ศราพงค์


  17 ธันวาคม 2564

Loading...

ยังไม่มีข้อมูลเพิ่มเติม