ติดเครดิตบูโร ขอสินเชื่อ "รถแลกเงิน" ได้นะจ๊ะ

ใช่ครับ! สินเชื่อจำนำทะเบียนรถ เช่น "รถแลกเงิน" และ "Car for cash" มักไม่ตรวจประวัติเครดิต ทีแรกผมก็ไม่เชื่อ ก็เลยไปตรวจสอบดู พบว่า มีการระบุไว้ในหน้าเว็บของผู้ให้บริการสินเชื่อประเภทนี้เลย แทบทุกเจ้า ไม่ว่าจะรายเล็ก รายใหญ่ ปล่อยสินเชื่อ ไม่เช็กเครดิตบูโร อย่าว่าแต่สินเชื่อจำนำทะเบียนรถเลย... พวก ซื้อรถมือ 1 หรือ รถมือ 2 ก็เลี่ยงไม่ตรวจสอบได้ เพราะเคยเจอมากับตัวตอนซื้อรถใช้เอง เพราะผมมีประวัติผิดชำระหนี้ แต่ผ่านเฉย จึงลองถามเจ้าหน้าที่ดูว่าเพราะอะไร? เขาให้ข้อมูลว่า รถยนต์เป็นสินทรัพย์ที่ค่อนข้างมีสภาพคล่องกว่าสินเชื่อประเภทอื่น ติดตามง่าย วันไหนเราเบี้ยวจ่ายเกินกำหนด เขาก็แค่ยึดรถไปขายทอดตลาด ซึ่งขายได้ไม่ยากเลย หากได้ราคาต่ำกว่าหนี้ที่ติดไว้ ก็มาไล่เบี้ยเอาส่วนต่างจากผู้กู้อยู่ดี ดังนั้นเพื่อยอดขาย จึงสามารถมองข้ามการตรวจสอบเครดิตได้ กลับมาเข้าเรื่องสินเชื่อจำนำทะเบียนรถ ที่นำมาเล่าวันนี้ไม่ใช่ชี้ช่องสร้างหนี้เพิ่ม เพราะบอกเสมอว่าไม่จำเป็นอย่าสร้างหนี้ แต่หากขัดสนจริง ๆ ถือเป็นอีกทางเลือก เพื่อช่วยเพิ่มสภาพคล่องฉุกเฉินได้ แต่การที่จะขอสินเชื่อโดยที่มีประวัติเสียด้านเครดิต คุณต้องรับให้ได้ว่าจะเจอเงื่อนเขี้ยวเงื่อนไขดังนี้ 1.ได้วงเงินต่ำกว่าปกติอย่างน้อย 10-30% 2.อัตราดอกเบี้ยจะสูงกว่าปกติ เฉลี่ยเพิ่มขึ้น 3 - 4% เพราะการปล่อยสินเชื่อให้กับผู้ที่มีปัญหาด้านเครดิต ถือเป็นความเสี่ยง ดังนั้นผู้ให้บริการต้องป้องกันตัวเองไว้ก่อน ผู้กู้เองก็ต้องศึกษารายละเอียดตรงนี้ให้รอบคอบว่าคุ้มหรือไม่อย่าคิดเพียง เอาเงินมาก่อน ที่เหลือค่อยว่ากัน แบบนั้นมักง่ายเกินไป และหากไม่มีกำลังชำระคืนรถก็จะถูกยึด และ หนี้จะเพิ่มขึ้น เพราะหากรถถูกยึดแล้วขายทอดตลาดได้เงินต่ำกว่ามูลหนี้ คุณจะโดนฟ้องให้ชำระส่วนต่างที่เหลือ สุดท้ายประวัติด้านเครดิตของคุณจะพังเข้าไปอีก ---------------------------------- ดังนั้นหากไม่จำเป็นมาก ๆ จริง ๆ อย่าหาทำเลย ด้วยความห่วงใย จากหนึ่งไง หนึ่งเอง จะใครล่ะ ^^ ================ สมัครสินเชื่อรถแลกเงิน คลิก

  หนึ่ง ศราพงค์


  07 พฤษภาคม 2564

7 เรื่องต้องรู้ก่อน "รีไฟแนนซ์รถยนต์"

ผมเคยเล่าไปแล้วว่าการ "รีไฟแนนซ์รถยนต์" คล้ายกับ "รีไฟแนนซ์บ้าน" นั่นคือการย้ายจากผู้ให้บริการสินเชื่อเดิมไปหาผู้ให้บริการสินเชื่อใหม่ แต่จะต่างกันที่วัตถุประสงค์ คือ... "รีไฟแนนซ์บ้าน" เพื่อลดดอกเบี้ย-ค่างวด "รีไฟแนนซ์รถยนต์" เพื่อเพิ่มสภาพคล่อง "รีไฟแนนซ์รถยนต์" โดยทั่วไปแล้วดอกเบี้ยจะไม่ลดลง เพราะใช้รูปแบบการคิดดอกเบี้ยแบบคงที่ (Fixed Rate) ตั้งแต่ตอนซื้อครั้งแรก ดอกเบี้ยที่ต้องจ่ายทั้งหมดมันรวมอยู่ในค่างวดแล้ว เช่น ซื้อรถ 1,000,000 บาท ดาวน์ 250,000 บาท ดอกเบี้ย 4% เท่ากับว่า ขอสินเชื่อ 750,000 บาท + ดอกเบี้ย 4% ต่อปี ดอกเบี้ยมากน้อยขึ้นอยู่กับจำนวนงวดที่ผ่อน เช่น ผ่อน 5 ปี หรือ 60 เดือน จะคำนวณแบบนี้... ยอดขอสินเชื่อ 750,000 x 4% = 30,000 บาท ต่อปี ผ่อน 5 ปี ดอกเบี้ยก็เท่ากับ 30,000 x 5 = 150,000 บาท นำดอกเบี้ย 150,000 รวมกับยอดขอสินเชื่อ 750,000 บาท เท่ากับ 900,000 บาท ผ่อน 5 ปี หรือ 60 เดือน จะได้ค่างวด 900,000 / 60 = 15,000 บาทต่อเดือน ดอกเบี้ยจ่ายจริงคือ 150,000 / 60 = 2,500 บาทต่อเดือน ซึ่งการผ่อนแบบ Fixed Rate ดอกเบี้ยกระจายอยู่ในค่างวดแล้ว ต่อให้คุณโปะ หรือ จ่ายล่วงหน้า ดอกเบี้ยก็จะไม่หายไป เป้าหมายการ "รีไฟแนนซ์รถยนต์" จึงไม่ใช่การลดดอกเบี้ย แม้ไปขอสินเชื่อจากลิสซิ่งรายใหม่ เพื่อมาปิดลิสซิ่งเดิม ก็ยังต้องจ่ายดอกเบี้ยเก่าทั้งหมดอยู่ดี แม้ลิสซิ่งที่ใหม่จะให้อัตราดอกเบี้ยที่ต่ำกว่า แต่ก็ยังต้องจ่ายดอกเบี้ยทั้งหมดของลิสซิ่งเดิม ถ้าจะคิดว่า "รีไฟแนนซ์" เพื่อลดดอกเบี้ย อันนี้ไม่ใช่ ! การ "รีไฟแนนซ์รถยนต์" เป้าหมายหลักคือการเพิ่มสภาพคล่องมากกว่า เพราะเรามีเงินดาวน์กับค่างวดที่จ่ายไปบ้างแล้วกับลิสซิ่งที่เดิม เช่น ซื้อรถ 1,000,000 บาท ดาวน์ 250,000 บาท ดอกเบี้ย 4% ต่อปี ผ่อนไปแล้ว 1 ปี หรือ 12 งวด เท่ากับจ่ายไปแล้ว 250,000 + (15,000 x12) = 430,000 บาท ซึ่งเดิมเราขอสินเชื่อ 750,000 + ดอกเบี้ย 4% + 5 ปี = 900,000 บาท ดังนั้นเงินต้นรวมดอกเบี้ยกับสินเชื่อเดิมจะเหลือ 900,000 - 430,000 = 470,000 บาท พอเราไปขอ "รีไฟแนนซ์" กับลิสซิ่งแห่งใหม่ รถอายุ 1 ปี ราคาประเมินรถจะอยู่ที่เฉลี่ย 70-80% ขึ้นอยู่กับสภาพ สมมติว่ารถประเมินได้สูงสุด 80% รถราคา 1,000,000 บาท จะได้วงเงิน 800,000 บาท ซึ่งเมื่อเรา "รีไฟแนนซ์" ผ่าน ก็นำเงิน 800,000 บาทไปปิดยอดค้าง 470,000 บาท เหลือเงินส่วนต่างถึง 330,000 บาท !!! เพื่อนำมาใช้เพิ่มสภาพคล่องฉุกเฉิน แต่เท่ากับยอดหนี้คงค้างคุณจะเพิ่มขึ้นนะ... 800,000 บาท ข้างต้นยังไม่รวมดอกเบี้ยตามจำนวนงวดที่ผ่อนด้วย ดังนั้นต้องคิดให้ดีว่าจำเป็นไหมจะนำเงินส่วนต่างนี้มาใช้ แต่ที่เกริ่นมายาวก็เพื่อให้เห็นภาพว่า... นี่แหล่ะคือเป้าหมายของการ "รีไฟแนนซ์รถยนต์" จะได้เข้าเรื่องสักทีว่า 7 สิ่งที่ควรรู้เกี่ยวกับ "รีไฟแนนซ์รถยนต์" มีอะไรบ้าง 1. วงเงินรีไฟแนนซ์ต้องปิดสินเชื่อที่เดิมได้ทั้งหมด การรีไฟแนนซ์รถยนต์ ไม่ได้มีเกณฑ์ตายตัวว่า "ต้องซื้อรถมาแล้วกี่ปี" หรือ "ผ่อนไปแล้วกี่งวด" ถึงจะทำได้ แต่สิ่งที่ลิสซิ่งแห่งใหม่จะพิจารณาเป็นพิเศษคือ การรีไฟแนนซ์ครั้งนี้ "ต้องปิดยอดกับลิสซิ่งเดิมได้ทั้งหมด" อันนี้ต้องย้อนกลับไปตั้งแต่ตอนแรกที่ได้รถคันนี้มา เพราะถ้าหากวางเงินดาวน์ตามเกณฑ์มาตรฐาน 25% ยังไงก็ปิดได้แน่ เพราะเท่ากับคุณจ่ายค่าซื้อรถไปแล้วถึง 25% แต่...หากคุณซื้อมาโดยใช้โปรโมชั่นการตลาดเช่น "ออกรถ 0 บาท" หรือ "ดาวน์น้อยผ่อนนาน" อันนี้อาจจะลำบาก ยิ่งผ่อนไปเพียง 1-2 ปี ยอดค้างจะยังสูงอยู่ ซึ่งอาจะ "รีไฟแนนซ์" ไม่ผ่าน เช่น รถ 1,000,000 ดาวน์แค่ 10% หรือ 100,000 บาท ดอกเบี้ย 4% ต่อปี ผ่อน 5 ปี หรือ 60 งวด คุณจะต้องกู้ 900,000 บาท บวกดอกเบี้ย 4% เป็นเวลา 5 ปี = 180,000 บาท เท่ากับเงินกู้รวมดอกเบี้ย 1,080,000 บาท ผ่อน 60 งวด ตกงวดละ 18,000 บาท ผ่อนไปแล้ว 1 ปี = 216,000 บาท รวมเงินดาวน์ 100,000 บาท เท่ากับจ่ายไปเพียง 316,000 บาท เหลือคงค้าง 764,000 บาท ต่อให้กู้ได้ 80% หรือ 800,000 บาท แม้จะปิดยอดจากที่เก่าได้ก็จริง แต่ก็จะเหลือเงินหลังปิดยอดแค่ 36,000 บาท กับหนี้สินที่เพิ่มขึ้นมาอีก 800,000 บาท ไม่รวมดอกเบี้ยและค่างวด นี่ไม่ต้องพูดถึงกลุ่มที่ออกรถ 0 บาท เลยนะ แต่...วิธีนี้อาจจะดีขึ้นมาบ้าง ถ้าหากรีไฟแนนซ์ผ่านนะ เพราะการขอสินเชื่อใหม่ เท่ากับมีโอกาสได้เพิ่มระยะการผ่อน ลดค่างวดต่อเดือนลง เพื่อเพิ่มสภาพคล่องรายเดือนได้บ้าง 2. รถหรู-จดประกอบทำไม่ได้นะจ๊ะ รถที่สามารถ "รีไฟแนนซ์ได้" คือรถยนต์ที่ใช้กันอยู่ตามท้องตลาดทั่วไป เช่น รถยนต์นั่งส่วนบุคคล, รถกระบะ, รถตู้ และรถบรรทุกบางรายการ แต่พวกรถหรู, รถประกอบ หรือรถนำเข้า ลิสซิ่งมักไม่รับนะครับ เพราะประเมินราคากลางได้ยาก และป้องกันการย้อมแมวสวมทะเบียนด้วย 3. แหล่งเช็คราคากลาง ส่วนใหญ่จะอยู่ตามเว็บไซต์รถมือสอง ลอง Google ดูได้เลย เซิร์ทคำว่า "เช็คราคารถมือสอง" เพียบ !!! ผมลองหามาให้คร่าว ๆ จากเว็บชั้นนำ เช่น ... www.taladrod.com www.one2car.com www.carmana.com www.kaidee.com 4. สามารถ "รีไฟแนนซ์" กับลิสซิ่งเดิมได้ คล้ายกับขอลดดอกเบี้ยบ้านนั่นแหล่ะ ก็ไปแจ้งความประสงค์เลยว่าต้องการ "รีไฟแนนซ์" มีออปชั่นอะไรนำเสนอบ้าง ข้อดีคือมีโอกาสผ่านง่ายกว่า (ต้องผ่อนตรงผ่อนดีด้วยนะ) รวมถึงประหยัดค่าใช้จ่าย ค่าธรรมเนียม และค่าโอนต่าง ๆ แต่หากเขาไม่มีหรือไม่ให้หรืออิดออด ก็หาที่ใหม่โลด 5. รีไฟแนนซ์ที่ไหนได้บ้าง หลัก ๆ ก็ธนาคารชั้นนำที่ให้บริการสินเชื่อประเภทนี้ เช่น... - กสิกรไทย - กรุงศรี - เงินติดล้อ - ธนชาต - เกียรตินาคิน - ทิสโก้ หรือลองเซิร์ทคำว่า "รีไฟแนนซ์รถยนต์" ใน Google ดู จะมีเว็บไซต์สำหรับเปรียบเทียบข้อเสนอหลายแห่ง หรือลองแอพลิเคชั้น "Lumpsum" ของเราก็ได้ ซึ่งมีบริการเปรียบเทียบข้อเสนอจากผู้ให้บริการหลายราย 6. เอกสารที่ต้องเตรียม - บัตรประชาชนเจ้าของรถ - ทะเบียนบ้านเจ้าของรถ - ทะเบียนเล่มรถยนต์ - หลักฐานแสดงรายได้ 7. ข้อควรรู้ - เจ้าของรถกับผู้รีไฟแนนซ์ต้องเป็นคนเดียวกัน - สามารถขอรีไฟแนนซ์ได้พร้อมกันหลายที่ เพื่อเลือกข้อเสนอที่ดีที่สุด - อายุผู้กู้บวกอายุสัญญาสินเชื่อ ต้องไม่เกินที่ลิสซิ่งระบุ - ลิสซิ่งบางแห่งมักมีเงื่อนไขว่าเล่มทะเบียนต้องอยู่ในพื้นที่ให้บริการเท่านั้น สมัครสินเชื่อรถแลกเงิน คลิก จบ........................ หนึ่งเอง หนึ่งไง จะใครล่ะ ^^

  หนึ่ง ศราพงค์


  09 เมษายน 2564

เพิ่มสภาพคล่องด้วยการ "รีไฟแนนซ์รถยนต์"

สภาพคล่องทุกท่านยังโอเคไหมครับตอนนี้ รู้สึกเห็นใจและเข้าใจนะ ตั้งแต่โควิด-19 บุกไทย สภาพเศรษฐกิจก็ดิ่งลงฮวบ ๆ ข่าวธุรกิจปิดกิจการ-ปลดพนักงาน มาอย่างถี่ ใครโดนลูกหลงไปก็ขอให้ผ่านพ้นโดยเร็ววันเด้ออออ แต่หากสภาพคล่องเริ่มแย่ และมีรถยนต์ในมือ การรีไฟแนนซ์ก็เป็นหนึ่งในตัวช่วยช่วงนี้นะครับ ไม่ต้อง "งง" นะ รถยนต์ก็สามารถ "รีไฟแนนซ์" ได้ เหมือนสินเชื่ออื่น ๆ แหล่ะ แต่มักไม่ค่อยมีคนพูดถึง เพราะชื่อมันไม่ได้บอกว่า "สินเชื่อรีไฟแนนซ์รถยนต์" แต่จะมาในรูปแบบสินเชื่อ "รถแลกเงิน", "Car for Cash", "เงินติดล้อ" ฯลฯ ซึ่งมันดูเหมือนเอารถไปจำนำมากกว่าเนอะ (ก่อนนี้ผมก็คิดแบบนั้น ฮ่า ๆ ) และข้อดีของการ "รีไฟแนนซ์" ก็เหมือนสินเชื่ออื่น ๆ คือ 1. ลดดอกเบี้ย 2. ขยายระยะเวลาผ่อนได้ 3. ลดค่างวดต่อเดือน 4. มีโอกาสได้เงินส่วนต่าง มาใช้จ่ายฉุกเฉิน และการรีไฟแนนซ์รถยนต์ สามารถเปลี่ยนรูปแบบการคิดดอกเบี้ยได้ ก็อย่างที่รู้ ๆ กัน การกู้ซื้อรถ จะคิดดอกเบี้ยแบบคงที่ (Fix Rate) แต่หากนำไปรีไฟแนนซ์ สามารถเปลี่ยนเป็นแบบลดต้นลดดอกได้ (Effective Rate) ยกตัวอย่างเลยนะ เมื่อ 2 ปีก่อนผมซื้อรถเก๋งราคา 1,000,000 บาท ดอกเบี้ย 4.99% ผ่อน 60 เดือน (5 ปี) ดาวน์ 25% (250,000 บาท) ดังนั้นยอดจัดจะเท่ากับ 750,000 บาท รวมกับดอกเบี้ยอีก 187,125 บาท (ยอดจัด x ดอกเบี้ย x จำนวนปี) เท่ากับว่ายอดรวมสินเชื่อกู้ซื้อรถคือ 937,125 บาท ซึ่งผมผ่อน 60 เดือน หรือ 5 ปี เท่ากับผมต้องผ่อนเดือนละ 15,619 บาท ดอกเบี้ยเฉลี่ยเดือนละ 3,119 บาท ผ่านไป 2 ปี ที่เธอมาหายจาก.....ว้าย ไม่ใช่เพลงพี่ปู ! 2 ปีผ่านไป ไวเหมือนโกหก...ยังไม่หยุดอีกนะ ! นั่นแหล่ะ...ครบ 2 ปี หรือ 24 เดือน ผมผ่อนรวมทั้งสิ้น 374,850 บาท ทีนี้ผมก็ไปหาข้อมูลพวกสินเชื่อรถแลกเงินทั้งหลาย พบว่ามีข้อเสนอมากมายหลายหลาก ที่สำคัญดอกเบี้ยถูกกว่าเดิม ตามภาวะปัจจุบัน โดยดอกเบี้ยคงที่จะอยู่ที่เฉลี่ยเพียง 3% ต้น ๆ ต่อปี หรือดอกเบี้ยแบบลดต้นลดดอกอยู่ที่เฉลี่ย 9-12% ต่อปี (ถูกกว่าสินเชื่อบุคคล) ขณะที่บางที่ปล่อยกู้สูงสุดถึง 120% ของราคาประเมินรถ ผ่อนนานสูงสุด 72 เดือน ไม่ได้นำข้อมูลมาแชร์นะครับ เพราะรถแต่ละยี่ห้อ-รุ่น-ปี ผลลัพธ์จะต่างกัน แต่วิธีหาสินเชื่อเหล่านี้ไม่ยากนะครับ Google เลย พิมพ์คำว่า "รถแลกเงิน" มาเกือบทุกเจ้า โดยผู้ปล่อยกู้จะมีโปรแกรมคำนวณสินเชื่อเบื้องต้นให้ ค่อนข้างง่ายเลย เพราะแค่ระบุยี่ห้อ-รุ่น-ปี ของรถที่ใช้อยู่ ก็จะมีตัวเลขคร่าว ๆ เกี่ยวกับวงเงินที่จะได้รับ-อัตราดอกเบี้ย-ระยะผ่อนสูงสุด ผมลองเอารถผมเข้าไปคำนวณบ้าง ราคาประเมินกลางของรถรุ่นที่ผมใช้ ปัจจุบันอยู่ที่เฉลี่ย 750,000 บาท ซึ่งดูแลรถดี น่าจะกู้ได้ไม่ต่ำกว่า 80% ของราคาประเมิน เช่น หากกู้ 80% ผมจะได้เงินรวม 600,000 บาท นำเงินก้อนนี้ไปปิดหนี้กับลิสซิ่งเดิม 562,275 บาท ได้เงินส่วนต่างมาใช้ฉุกเฉินอีก 37,725 บาท แต่หากกู้ 100% จะได้เงิน 750,000 บาท ปิดหนี้ลิสซิ่งเดิม 562,275 บาท ได้เงินส่วนต่างมาใช้ฉุกเฉินถึง 187,725 บาท หรือหากกู้ได้ 120% จะได้เงิน 900,000 บาท ปิดหนี้ลิสซิ่งเดิม 562,275 บาท ได้เงินส่วนต่างมาใช้ฉุกเฉินถึง 337,725 บาท แต่อันสุดท้ายนี่หากไม่เดือดร้อนใช้เงินจริง ๆ อย่าเลยนะ มันอาจจะเป็นภาระไปมากกว่าเดิม... ส่วนเรื่องดอกเบี้ย จะขึ้นลงตามระยะเวลาที่ผ่อน อยู่ที่เป้าหมายของคุณคืออะไร หากอยากรีไฟแนนซ์เพื่อประหยัดดอกเบี้ย ให้ผ่อนเท่ากับระยะเวลาที่เหลือกับลิสซิ่งเดิมหรือน้อยลง ซึ่งดอกเบี้ยต่ำอยู่แล้วหากผ่อนสั้น แต่ค่างวดอาจจะเพิ่มขึ้น แต่....หากอย่างเพิ่มภาพคล่อง ลดภาระค่างวดต่อเดือน ก็ให้ขยายเวลาผ่อนไปเพิ่มไป ซึ่งดอกเบี้ยจะมากขึ้นมาหน่อย อาจจะต่างจากลิสซิ่งเดิมไม่มากนัก แต่ค่างวดจะลดลง ยกตัวอย่างกรณีของผมละกัน 1. รีไฟแนนซ์เพื่อลดภาระผ่อน กู้ 80% คือ 600,000 บาท ผ่อน 5 ปี (ขยายเวลาเพิ่มอีก 2 ปี) คิดดอกเบี้ยต่ำ ๆ เลยที่ 3% ต่อปี ดอกเบี้ยใหม่จะเท่ากับ 90,000 บาท เงินต้นรวมดอกเบี้ยจะอยู่ที่ 690,000 บาท ผ่อน 5 ปี เหลือเดือนละ 11,500 บาท เห็นไหมว่าค่างวดหายไป 4,119 บาท จากเดิมผ่อนเดือนละ 15,619 บาท ท่านจะได้สภาพคล่องคืนกลับมาอีกโข แต่ละเดือนภาระผ่อนไม่อึดอัดเกินไป แถมได้เงินส่วนต่างมาใช้ฉุกเฉินอีก 37,725 บาท ซึ่งหากรถท่านสภาพดีแล้วสามารถกู้ได้ 100% ก็สามารถขอกู้เต็มเพื่อให้มีเงินส่วนต่างมาใช้ฉุกเฉินมากขึ้น แต่ต้องจำเป็นใช้เงินจริง ๆ นะครับ ไม่ใช่นำมากิน เที่ยว ช้อป 2. รีไฟแนนซ์เพื่อเปลี่ยนวิธีคิดดอกเบี้ย กู้ 80% เท่าเดิมนะ 600,000 บาท (ผมไม่อยากแนะนำให้กู้มากเกิน หากไม่เดือดร้อนเรื่องเงินจริง ๆ เพราะถ้าไม่มีวินัยการใช้เงิน จากเพิ่มสภาพคล่องจะกลายเป็นเพิ่มสภาพหนี้เอาได้) ผ่อน 5 ปีไปเลย ดอกเบี้ยแบบลดต้นลดดอก สมมติว่าได้เรท 10% ต่อปี เงินต้นรวมดอกเบี้ยจะอยู่ที่ 764,894 บาท ค่างวดอยู่ที่ 12,748 บาทต่อเดือน ค่างวดลดลงนะวิธีนี้ แต่ดอกเบี้ยรวมกลับเพิ่มขึ้น โดยหากผ่อนตามกำหนดจนหมดจะเสียดอกเบี้ยรวม 164,894 บาท เทียบกับวิธีคิดดอกเบี้ย 4.99% แบบคงที่ กับลิสซิ่งเดิม ดอกเบี้ยเหลือ 112,275 บาท แต่การเปลี่ยนวิธีคิดดอกเบี้ยมาเป็นแบบลดต้นลดดอก เป้าหมายคือการโปะใช่ไหม ดังนั้นหากเติมค่างวดให้ผ่อนเท่ากับลิสซิ่งเดิมคือ 15,619 บาท จะผ่อนหมดเร็วขึ้น 13 เดือน และดอกเบี้ยรวมจะลดลงเหลือ 126,187 บาท ยังมากกว่าของเดิม แต่อย่าลืม เป้าหมายการคิดดอกเบี้ยลดต้นดอก คือการโปะ ระหว่างทางหากมีโบนัส-รายได้พิเศษ ก็อัดโปะเข้าไป จะหมดไวมาก ยิ่งขยันโปะ ยิ่งลดดอกเบี้ย ลดเงินต้น ตามหลักการคิดดอกเบี้ยประเภทนี้ พอนึกภาพกันออกไหมครับ ว่าการรีไฟแนนซ์รถยนต์ สามารถเติมสภาพคล่องให้ท่านได้ และย้ำอีกรอบว่าควรรีไฟแนนซ์รถยนต์เพื่อการลดภาระผ่อน-เพิ่มสภาพคล่องฉุกเฉิน เป็นหลักนะครับ ไม่ควรคะนองไปกู้ให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ เพื่อเอามาใช้จ่ายที่ไม่จำเป็น เหวหนี้ หากตกลงไป ขึ้นยากมากนะครับ "เหวลึก อย่านึกว่าเหวตื้น ปากเหวลื่น อย่าคะนองไปลองผลัก ตกเหวหิน ปีนป่ายยังง่ายนัก ตกเหวหนี้ ระวัง กระอัก กระเสือก กระสน ไปจนตาย" แต่ถ้าเดือดร้อนและจำเป็นต้องใช้เงินจริง ๆ ก็สามารถกู้เต็มลิมิตได้ครับ เพียงต้องใช้เงินอย่างมีวินัย บริหารจัดการสภาพคล่องนี้ให้เกิดประโยชน์สูงสุด อนาคตจ่ายไม่ไหว ไปเจรจากับเจ้าหนี้ ไม่ต้องหนีนะครับ ^^ สมัครสินเชื่อรถแลกเงิน ไม่ต้องง้อคนค้ำ >> คลิก

  หนึ่ง ศราพงค์


  24 กรกฎาคม 2563

Loading...

ยังไม่มีข้อมูลเพิ่มเติม