5 วิธีเลี่ยงหนี้บัตรเครดิตช่วงโควิดระบาดหนัก

ภาวะที่โควิดยังระบาดรุนแรงในบ้านเราตอนนี้จนต้องมีการล็อคดาวน์อย่างเข้มข้นแทบจะทุกธุรกิจได้รับผลกระทบทั้งสิ้นปัญหาสภาพคล่องถือว่าน่าเป็นห่วงอย่างมาก และท่านที่มีบัตรเครดิตในมือต้องระมัดระวังยิ่งต้อง Work From Home การช้อปปิ้งออนไลน์น่ากลัวมากหากไม่ยับยั้งชั่งใจ อาจจะบานปลายได้เลย วันนี้ผมมี 5 แนวคิดเกี่ยวกับการใช้บัตรเครดิตเพื่อเลี่ยงการเป็นหนี้ที่ไม่จำเป็น มาแชร์กัน 1.ใช้ที่จำเป็นเท่านั้นใช่ครับ ! อะไรไม่จำเป็นอย่าใจเร็วด่วนรูดแบบซื้อมาก่อนของต้องมี ควรงดก่อนเพราะอาจจะกระทบสภาพคล่องได้ยิ่งภาวะที่เศรษฐกิจขาลง ความมั่นคงการงานต่ำจงระมัดระวังให้มาก ๆ เลย 2.จำกัดงบการใช้บัตรเครดิตวิธีนี้จำเป็นมากคือห้ามใช้จ่ายมากกว่ารายรับเช่นรายรับ 30,000 บาท หลังหักออม-ค่าใช้จ่ายอื่นควรกำหนดไปเลยว่าห้ามรูดเกินเท่าไหร่ไม่ใช่มีวงเงินเท่าไหร่รูดไปก่อนค่อยว่ากันแบบนี้ไม่ดีเลย เสี่ยงติดกับดักหนี้มาก 3.อย่าเอะอะผ่อน 0%แม้ผ่อน 0% จะเห็นว่าไม่มีดอกเบี้ยและจ่ายต่อเดือนน้อย ผ่อนไปได้นานแต่ต้องไม่ลืมสำรวจตัวเองทุกครั้งว่า...ของที่เราจะผ่อน 0% นั้น เรามีเงินเพียงพอแล้วหรือยังไม่ใช่เอะอะรูดก่อนผ่อน 0% หลาย ๆ อย่างเข้ามันจะกลายเป็นภาระก้อนโตแต่ละเดือนและหากผิดนัดชำระ มันจะไม่ 0% อย่างที่คิดนะ4.หยุดจ่ายขั้นต่ำอันนี้ก็สำคัญมาก อย่าคึกคะนองรูดแล้วคิดว่าจ่ายขั้นต่ำได้ เพราะหนี้มันจะไม่หมดสักทีซึ่งการจ่ายขั้นต่ำ เงินต้นแทบจะไม่ลดลงเลยเหมือนต้องคอยจ่ายดอกเบี้ยแทบทุกเดือนหนี้ก็ไม่ลด พอกพูนไปเรื่อย ๆ หากวันนี้มีปัญหาสภาพคล่อง บรรลัยแน่ 5.จงมีวินัยการใช้เครดิตอย่างเคร่งครัดบัตรเครดิตมีข้อดี หากใช้เป็นเพราะเหมือนใช้แทนเงินสดได้แถมยังไม่ส่วนลดต่าง ๆ มากมายซึ่งหากมีวินัย ใช้ไปเท่าไหร่ จ่ายเต็มตรงเวลาอันนี้จะมีประโยชน์มากแต่หากขาดการควบคุมสติในการใช้ระวังสุดท้ายจะฉิบหายกับกองหนี้นะครับ ด้วยรักและเป็นห่วงหนึ่งเอง หนึ่งไง จะใครล่ะ ^^

  หนึ่ง ศราพงค์


  30 กรกฎาคม 2564

หนี้บัตรเครดิต จ่ายแค่ขั้นต่ำ ยังไงก็ใช้หนี้ไม่หมด

หลายคนอาจจะมองว่าการจ่ายขั้นต่ำนั้นช่วยเราได้เยอะเลย ทั้งที่ไม่ต้องเจียดเงินในแต่ละเดือนเยอะ อีกทั้งยังช่วยเพิ่มสภาพคล่องให้เราได้อีก มันก็ดูเหมาะมากๆสำหรับคนที่สภาพคล่องไม่ดี หรือคนที่ไม่มีเงินก้อนในมือเพียงพอที่จะทำการจ่ายซื้อสินค้าได้เต็มจำนวน และมองหาบริการผ่อนชำระสินค้าที่ประหยัดและต้องจ่ายคืนให้กับผู้ให้บริการบัตรเครดิตให้น้อยที่สุด เพื่อไม่ให้เกิดภาระในการใช้จ่ายต่อเดือนแต่หารู้ไม่ว่าการที่เราจ่ายขั้นต่ำนั้นมีการคิดดอกเบี้ยทุกวันจนกว่าเราจะจ่ายครบ ดังตัวอย่างต่อไปนี้ • บัตรเครดิตวงเงิน 30,000 บาท • รูดบัตรซื้อมือถือ 25,000 บาท (5/8/63) • วันสรุปยอดการใช้วงเงินทุกวันที่ 25 ของเดือน (เงื่อนไขขึ้นอยู่กับผู้ให้บริการบัตรเครดิตนั้นๆ) • และมีกำหนดชำระวันที่ 9 ของทุกเดือน เมื่อถึงวันครบกำหนดแล้วหากเราไม่ชำระเต็มจำนวนและเลือกจ่ายขั้นต่ำ จะถูกคิดดอกเบี้ยสูงสุดที่ 20% ทันทีที่ใช้ตั้งแต่วันที่ 5 สิงหาคม 2563 วันที่รูดซื้อมือถือ (เงื่อนไขขึ้นอยู่กับผู้ให้บริการบัตรเครดิตนั้นๆ) โดยดอกเบี้ยจะคิดเป็นรายวัน จนกว่าจะจ่ายหนี้หมด โดยมีสูตรการคำนวณดอกเบี้ย คือ สูตรการคำนวณดอกเบี้ย = จำนวนเงินค่าสินค้า x %ดอกเบี้ยต่อปี x จำนวนวัน / 365 เมื่อถึงวันที่กำหนดชำระ วันที่ 9 เดือนกันยายน แล้วเราไม่จ่ายเต็มจำนวน โดยเลือกจ่ายขั้นต่ำ 10% จากยอดซื้อโทรศัพท์ 25,000 บาท นั่นก็คือจำนวนเงิน 2,500 บาท ทำให้เงินต้นคงเหลือ เท่ากับ 22,500 บาท ดังภาพ จากที่ดูตามภาพก็ดูเหมือนว่าก็ไม่ได้คิดอะไรยากและยอดก็ธรรมดาทั่วไป แต่รู้ไหมคะว่า...การคิดคำนวณดอกเบี้ยในการจ่ายขั้นต่ำแบบมหาโหด ได้เริ่มขึ้นแล้ว เมื่อทำการชำระเงินขั้นต่ำ เงินต้นจะถูกทำการหักออกไป และทำการคิดดอกเบี้ย 20% จากวันที่ถูกเรียกเก็บชำระย้อนหลังจนถึงวันที่ชำระเงินจริง แต่ดอกเบี้ยบัตรเครดิตจะไม่ลดลงตามเงินต้น เพียงแค่คูณวันเพิ่มขึ้นตามระยะเวลาที่ต้องชำระเท่านั้น ตั้งแต่วันที่เราเลือกที่จะจ่ายขั้นต่ำไม่ว่าจะเหตุผลอะไรก็ตาม จากนี้การคิดดอกเบี้ยจะคิดเป็นแบบรายวัน และเมื่อถึงวันสรุปยอด (วันเช็ครายการยอดหนี้) 25 กันยายน 2563 โดยกำหนดตัวอย่างตั้งแต่วันที่ 9-25 กันยายน ไม่มีรายการใช้จ่ายใหม่เกิดขึ้น โดยการคิดคำนวณดอกเบี้ยแบ่งเป็น 2 ส่วน จากยอดใช้จ่าย และยอดคงค้าง ดังภาพต่อไปนี้ การคิดดอกเบี้ย 20% จากวันที่ถูกเรียกเก็บชำระย้อนหลังจนถึงวันที่ชำระเงินจริง เมื่อนำดอกเบี้ยที่ต้องจ่ายในจาก 2 ยอดคือ 1. ดอกเบี้ยยอดใช้จ่าย 2. ดอกเบี้ยยอดคงค้าง มารวมกัน ก็จะกลายมาเป็นจำนวนดอกเบี้ยที่ต้องเพิ่มเติมให้กับผู้ให้บริการบัตรเครดิต และถ้ายิ่งจ่ายขั้นต่ำไปเรื่อยๆ ดอกเบี้ยก็จะยิ่งเพิ่มพูนไปอีกในลักษณะแบบเดียวกันกับตัวอย่างข้างบน กว่าจะจ่ายเงินต้นหมดดอกเบี้ยก็บานเป็นหนี้ก้อนใหญ่ เพราะฉะนั้น เราควรรู้จักการใช้บัตรเครดิตให้เป็น หากเรายังมียอดค้างชำระ ยอดใช้จ่ายใหม่ก็จะถูกคิดดอกเบี้ยไปด้วย หากว่าเรายังมียอดค้างชำระในบัตรเครดิตอยู่ แล้วยังนำบัตรเครดิตใบที่มียอดค้างชำระนั้นไปใช้จ่าย หรือไปรูดจนเกิดยอดการใช้จ่ายใหม่ ก็จะถูกคิดดอกเบี้ยไปด้วย เพราะว่าเราได้ถูกยกเลิกระยะเวลาปลอดดอกเบี้ยในรอบบัญชีถัดไปแล้ว การจ่ายขั้นต่ำนี้เหมาะสำหรับผู้ที่ไม่มีเงินก้อนในมือพอที่จะจ่ายเต็มได้ แต่สิ่งที่สำคัญกว่านั้นคือเรารู้อยู่แล้วว่าตัวเองไม่มีเงินก้อนในมือเราควรจะวางแผนชำระหนี้บัตรเครดิตให้ดี อย่ารูดบัตรจนเพลินมือเกินไป และหากจ่ายขั้นต่ำอยู่แสดงว่าความสามารถในการชำระหนี้เราลดลง ก็ไม่ควรที่จะสร้างหนี้เพิ่มค่ะ ดังนั้น จึงแนะนำหลีกเลี่ยงบัตรเครดิตด้วยการจ่ายเต็มจำนวนเมื่อครบกำหนดชำระ หรือ จ่ายให้เร็วขึ้นไม่ต้องรอวันครบกำหนด เพื่อลดดอกเบี้ย เพราะอัตราดอกเบี้ยบัตรเครดิตคิดแบบ ลดต้นลดดอก หรือให้หยุดใช้จ่ายบัตรเครดิตที่มียอดค้างชำระอยู่ไปก่อน แล้วรีบหาเงินมาจัดการปิดยอดที่ค้างชำระอยู่ให้หมด แล้วจากนั้นจึงค่อยเริ่มใช้บัตรเครดิตอีกครั้งน่าจะเป็นทางเลือกที่ดี เพื่อให้เราไม่ถูกคิดดอกเบี้ยหลายชั้นนั่นเองค่ะ ............................. ต้องการเงินก้อนปิดหนี้ฉุกเฉิน กู้ง่าย ไม่ต้องมีคนค้ำประกัน ดีลกับแบงก์โดยตรง ปลอดภัยแน่นอน คลิกเลย

  รินทร์ รัสรินทร์


  26 สิงหาคม 2563

รู้ทัน! โปรโมชั่นผ่อน 0%

อ่านให้จบนะเรื่องนี้ สำคัญมาก !!! พยามเขียนให้กระชับที่สุดละ จะได้ไม่เบื่อ... เพราะอยากให้อ่านจริง ๆ สำคัญจริง ๆ อ่านเถอนะ ขอล่ะ... จริง ๆ นะ ... ยัง ยัง ยังไม่เข้าเรื่องอีก ! พวกโปรโมชั่นผ่อน 0% เนี่ย มองด้วยตา ซื้อด้วยใจ ยังไงเราก็คุ้มเนอะ...ว่าแมะ ? รับของไปเลย เดือนหน้าค่อยเริ่มผ่อน ที่สำคัญ ไม่มีดอกเบี้ย !!! สุดแสนประเสริฐเลิศสะแมนแตน แต่คุณรู้หรือไม่ว่ามันมี "กับดัก" ซ่อนอยู่ หรือไม่ได้อยากรู้ อยากได้ของมากกว่า หรือก็รู้แหล่ะ แต่แล้วไงอะ มีปัญญาผ่อน หรือ...สมมติผมรู้ว่าคุณรู้ แต่ผมก็อยากรู้ว่าคุณจะรู้เหมือนที่ผมรู้ไหม เฮ้ย ! จะ “รู้” อะไรนักหนา เล่ามาได้แล้ว (เนี่ย...ผมรู้ว่าคุณคิดแบบนี้ ฮ่า ๆ จะได้ “รู้” มากไง มีตั้งหลายคำ) ทำความเข้าใจก่อนว่าโปรโมชั่นดอกเบี้ย 0% ใครได้อะไรบ้าง 1. ร้านค้า คนนี้ได้ขายของ ได้ขายของแพงด้วย เพราะถ้าของถูกก็ไม่จำเป็นต้องผ่อน 2. ผู้ซื้อ คนนี้ได้ของแน่ ๆ ล่ะ ได้ของแพงด้วย ได้อวด ได้ภูมิใจ ได้สิ่งที่ต้องการ จำเป็นไหมอีกเรื่องหนึ่ง ! 3. ผู้ให้บริการบัตรเครดิต คนนี้เหมือนไม่ได้อะไรเลยเนอะ ดอกเบี้ยก็ไม่ได้ แถมรับความเสี่ยงหนี้เสียอีก อาจจะได้ "ลูกค้า" เพิ่มมั้ง หรือได้ยอดการใช้จ่ายหมุนเวียน หรือใจดี อยากให้คนได้ของที่ต้องการ หรืออาจจะไม่ใช่เลยสักอย่างข้างต้น เพราะนี่คือสิ่งที่คนส่วนใหญ่คิด ! ความเป็นจริงผู้ได้ประโยชน์สูงสุดที่แท้จจริงคือ... ผู้ให้บริการบัตรเครดิต นั่นแหล่ะครับท่าน งงดิ ? ลองอ่านดูนะ... ที่จริงกลไกของระบบการผ่อน 0% มันเป็นแบบนี้ 1. ผู้ให้บริการบัตรเครดิตตกลงกับร้านค้า "จัดโปรแบบนี้ไหม จูงใจลูกค้า และกระตุ้นยอดขายได้ดีเลยนะ" "ของแพง ต้องจัดโปรผ่อน 0% เพิ่มโอกาสและความง่ายในการซื้อ" "แต่คุณต้องจ่ายค่าธรรมเนียมให้กับเรานะ" นี่คือสิ่งที่บัตรเครดิตจะได้ในสเต็ปแรก ผมก็เพิ่งรู้เว้ย...ว่าร้านค้าต้องจ่ายค่าธรรมเนียมธุรกรรมนี้ให้บัตรเครดิต มันก็เหมือนเป็นดอกเบี้ยรับของบัตรเครดิตนั่นแล... เท่าที่สอบถามบรรดาร้านค้าที่รู้จัก บัตรเครดิตจะคิดค่าธรรมเนียมประมาณ 1-3% ของราคาสินค้า สังเกตได้บางร้านมีผ่อน 0% นะ แต่คิดค่ารูดบัตร 2-3% อันนั้นแหล่ะท่าน แต่เราไม่ได้ใส่ใจไง เพราะอยากได้ของจนมองข้ามมันไป ดูเหมือนบัตรเครดิตได้อะไรไม่มากนะ ถ้าเทียบกับดอกเบี้ยการผ่อนแบบมีดอกเบี้ยปกติ แต่อันนี้บัตรเครดิตจะได้เป็นรายชิ้นนะยะ ไม่ใช่รายปี ยิ่งขายได้มาก บัตรเครดิตก็ได้มาก ก็แค่แบกความเสี่ยงนิดหน่อย แต่มันมีออปชั่น (เดี๋ยวเล่า) 2. ร้านค้ายังได้ขายของเหมือนเดิมแหล่ะ แต่เขาคิดราคาบวกค่าธรรมเนียมนี้ไปตั้งแต่ต้นทางการตั้งราคาแล้ว อาจจะดูว่า "ลดราคา" แต่ก็ลดจากกำไรอยู่ดีแหล่ะ ลองสังเกตดูนะ สินค้าบางรายการ ซื้อเงินสดจะถูกกว่า โดยเฉพาะในออนไลน์ 2 เจ้าดังน่ะ ลองไปเช็คดูได้เลย เกือบทุกอันที่ผ่อน 0% ได้ ราคาจะแพงกว่าเสมอ (ช่วงโควิด-19 นี่ผมเข้าวงการช้อปออนไลน์ ซื้อไปหลายรายการละ แต่ละอย่าง 5,000 บาท +++ มีให้ผ่อนด้วยนะ แต่ทุกอันที่ผ่อนแพงกว่าทั้งหมด เลยตัดใจจ่ายสด งดเชื่อ เบื่อโดนทวง) หรือตามห้างสินค้าบางรายการหากซื้อสดจะมีส่วนลดเพิ่มหรือมีของแถม ให้ดูเหมือนว่าจ่ายสดแล้วดีกว่า จริง ๆ คือร้านค้าไม่ต้องเสียค่าธรรมเนียมไง อาจจะมีสินค้าบางรายการที่ราคาเท่ากันทั้งสดและผ่อน แต่ราคานั้นบวกค่าธรรมเนียมไปแล้วนะ... เพื่อที่จะได้เอามาถัวเฉลี่ยต้นทุนกับสินค้าที่ผ่อน 0% 3. คนซื้อก็ยังได้ของเหมือนเดิม แต่ก็ได้หนี้มาเป็นภาระในมือนะยะ จะ 3 เดือน 6 เดือน หรือ 1 ปี ยัน 3 ปีอะคิดดู แม้จะไม่มีดอกเบี้ย แต่... 4. หากคุณผิดนัดชำระวันใดขึ้นมา จากดอกเบี้ย 0% จะเข้าระบบดอกเบี้ยปกติทันที และรู้กันอยู่แล้วว่าดอกเบี้ยบัตรเครดิตมันโหดแค่ไหน 18% ต่อปี แบบ 2 เด้ง !!! แถมเจอค่าติดตามทวงถามอีก ความโลกสวยดอกเบี้ย 0% ของท่านจะหายไป... นี่ไงที่บอกไว้ข้างต้น แม้ผู้ให้บริการบัตรเครดิตจะได้ค่าธรรมเนียมไม่มาก แถมมีความเสี่ยงหนี้เสียอีก แต่เขาได้เปิด "กับดัก" รองับไว้แล้ว ผิดนัดเมื่อไหร่ จ่ายกันบานแน่ สุดท้ายแล้วผู้ที่ได้ประโยชน์ที่สุดในระยะยาว คือ "ผู้ให้บริการบัตรเครดิต" ได้หลายเด้งหลายต่อ ผู้ที่มีความเสี่ยงที่สุดคือ "พวกเราคนซื้อ" นั่นแล ดังนั้นขอแนะนำว่า... หากไม่มีเงินสดสำรองครอบคลุมราคาสินค้า อย่าผ่อนเลย จะ 0% จะ 100% ก็เถอะ เพราะไม่รู้ว่าวันข้างหน้าจะเกิดอะไรขึ้น หากช็อตขึ้นมาจะเอาที่ไหนมาจ่าย เดี๋ยวก็พังกันหมด ! หรือจำเป็นต้องใช้ของเหล่านั้นจริง ๆ ต่อการงานและการดำรงชีวิต ไม่ใช่ "ของมันต้องมี" อะไรแบบนี้นะ ต้องแน่ใจว่าภาระผ่อนนั้น ๆ เมื่อรวมหนี้ทั้งหมดที่มี ไม่เกิน 40% ของรายได้ และไม่ควรผ่อน 0% หลายชิ้นในเวลาเดียวกัน แม้จะไม่มีดอกเบี้ย แต่มีค่างวด พอรวมกันหลายยอด มันจะกระทบสภาพคล่องได้ สุดท้ายจำไว้ว่า การผ่อน 0% เป็น "หนี้" แค่ไม่มีดอกเบี้ย มันมีภาระผูกพันและเงื่อนไขรวมทั้ง "กับดัก" ที่รอเล่นงานเราอยู่ โอเค...หากคุณมีเงินสดพร้อมซื้อ การผ่อน 0% เป็นทางเลือกการสำรองเงินก้อนไว้ แต่ต้องมีจริง ๆ นะ อย่ามโนว่าเดือนหน้าก็มี เพราะมันคือการ "หลอกตัวเอง" หลอกใครก็หลอกได้ แต่อย่าหลอกตัวเอง ให้ดูคุณ "โจโฉ" เป็นตัวอย่าง "ยอมทรยศคนทั้งแผ่นดิน แต่ไม่ให้ใครมาทรยศตัวเอง" (เกี่ยวแมะ...เกี่ยวแหล่ะ...เกี่ยวมั้ง...เกี่ยวเถิดนะแม่เกี่ยว) สุดท้ายก็ยาวเหมือนเดิม แต่รักนะอยากให้อ่าน ^^ ชอบกด Like ใช่กด Share อยากดูแลก็ Inbox มาน้าาาาา... ///////////////////////// หากคุณต้องการรวมหนี้ เพื่อแก้หนี้ สามารถยื่นสมัครสินเชื่อส่วนบุคคลเพื่อการแก้หนี้ได้ที่นี่ >> สมัคร คลิก

  หนึ่ง ศราพงค์


  19 มิถุนายน 2563

อยากเป็นไท จากหนี้เสีย คลินิกแก้หนี้ ที่เดียวจบ

[อัปเดต 17/07/2563] ใครเป็นหนี้เสีย (NPL) จากบัตรเครดิต บัตรกดเงินสด และสินเชื่อส่วนบุคคลที่ไม่มีหลักประกัน หากอยู่ในสถานะนี้ คิดไม่ออก นอนไม่หลับ กระสับกระส่าย รีบอ่านโดยพลัน! "บัตรเครดิต บัตรกดเงินสด และสินเชื่อส่วนบุคคลที่ไม่มีหลักประกัน" แม้มันช่วยเพิ่มสภาพคล่องในการใช้จ่ายให้เราได้ก็จริง แต่ท้ายสุดหากเราพลาดพลั้งไป แน่นอนว่า..จากผู้ช่วยมันจะกลายเป็นผู้บงการชีวิตเราในที่สุด แต่ทุกปัญหามีทางออก ใครหลายคนอาจจะไม่ทราบมาก่อนว่า ประเทศไทยมีหน่วยงานภาครัฐ ที่ตั้งมาเพื่อช่วยคนที่เป็น "หนี้เสีย" จากสารพัดบัตรโดยเฉพาะ ซึ่งหน่วยงานนั้นคือ "คลินิกแก้หนี้ by SAM" อยู่ภายใต้การกำกับดูแลของ ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) อ่านบทความนี้ให้จบและทำความเข้าใจ ท่านจะเห็นหนทางสู่การ "เป็นไท" เพื่อที่จะได้มีสติ สมาธิ ไปทำมาหากิน เลี้ยงดูตนเองและครอบครัว โดยที่ไม่ต้องมา "หวาดผวา" กับการถูกทวงหนี้เช้า-เย็น อีกต่อไป คลินิกแก้หนี้คือใคร คลินิกแก้หนี้ คือ หน่วยงานกลางที่ดำเนินการแก้ไขปัญหาหนี้ แทนเจ้าหนี้ของลูกหนี้อย่างครบวงจร เกิดขึ้นเมื่อปี 2560 จากความคิดริเริ่มของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ร่วมกับ 35 สถาบันการเงิน (รายชื่ออยู่ด้านล่างสุดค่ะ) โดยมีบริษัทบริหารสินทรัพย์สุขุมวิท จำกัด (บสส.) หรือ SAM เป็นหน่วยงานกลาง คอนเซ็ปต์การทำงานของคลินิกแก้หนี้ คือ เขาจะรวมหนี้ของเราที่มีอยู่กับเจ้าหนี้หลายรายมา "ปรับโครงสร้างหนี้ใหม่" (ไม่ใช่การทำหน้าที่ "ปล่อยสินเชื่อ" หรือการไป "ปิดหนี้" ให้) ทำหน้าที่เป็นคนกลางในการเจรจาปรับโครงสร้างหนี้ให้ หนี้เสียประเภทไหนบ้าง เป็นหนี้เสีย (NPL) บัตรเครดิต บัตรกดเงินสด หรือสินเชื่อส่วนบุคคลที่ไม่มีหลักประกัน ของ 35 สถาบันการเงินที่เข้าร่วมโครงการ โดยจะต้องเป็นหนี้เสีย ก่อนวันที่ 1 กรกฎาคม 2563 ส่วนหนี้เสียประเภทอื่น เช่น หนี้บ้าน​ รถยนต์​ รถจักรยานยนต์ รอไปก่อนค่ะ ตอนนี้ยังไม่มีในโครงการ เช่นเดียวกับหนี้นอกระบบ ก็ไม่สามารถเข้าร่วมโครงการนี้ได้ คุณสมบัติผู้สมัคร 1. เป็นบุคคลธรรมดา (พนักงานประจำ หรือ อาชีพอิสระ) ที่มีรายได้ อายุไม่เกิน 65 ปี 2. เป็น "หนี้เสีย" บัตรเครดิต บัตรกดเงินสด หรือสินเชื่อส่วนบุคคลที่ไม่มีหลักประกันของ 35 สถาบันที่เข้าร่วมโครงการ 3. เป็น "หนี้เสีย" ก่อน 1 ก.ค.63 (ตามรายงานเครดิตบูโร ณ เดือน มิ.ย.63 ต้องมีสถานะค้างชำระ 91-120 วันขึ้นไป 4. หนี้รวมไม่เกิน 2 ล้านบาท *ปล.คดีดำ หรือคดีแดง ก็สามารถเข้าร่วมโครงการ คลิกนิกแก้หนี้ by SAM ได้ , คดีดำ หรือ คดีหมายเลขดำ หมายถึง คดีที่ยังอยู่ในระหว่างการพิจารณาของศาล และคดีแดง หรือ คดีหมายเลขแดง หมายถึง คดีที่ศาลมีคำสั่งวินิจฉัยชี้ขาด หรือพิพากษาแล้ว (หากบังคับคดีแล้ว จะไม่เข้าเงื่อนไขในการสมัครเข้าร่วมโครงการนี้) *ปล.มีหนี้บัตรแค่ใบเดียว ก็เข้าร่วมโครงการได้ หากคุณสมบัติครบ ประโยชน์ที่จะได้รับ - ปกติแล้วหากเราผิดนัดชำระ อาจจะถูกปรับที่ดอกเบี้ยสูงถึง 18% สำหรับบัตรเครดิตและ 28% สำหรับสินเชื่อส่วนบุคคล แต่การเข้าโครงการนี้จะถูกปรับโครงสร้างหนี้ใหม่ และคำนวณด้วยอัตราดอกเบี้ยใหม่เพียงแค่ 4-7% เท่านั้น โดยดอกเบี้ยใหม่จะคำนวณจากช่วงรายได้ของเรา - ผ่อนสบายๆ ตามตารางชำระหนี้ นานสูงสุด 10 ปี - ทำสัญญาแก้หนี้เพียงฉบับเดียว ไม่ถูกทวงถามจากเจ้าหนี้หลายราย - แก้ไขหนี้หลายรายได้ครบ จบในที่เดียว - ไม่ก่อหนี้เพิ่ม ไม่ต้องพึ่งหนี้นอกระบบ - ชำระเฉพาะเงินต้นค้างชำระ หากสนใจสมัคร ต้องเตรียมเอกสารอะไรบ้าง ใช้เอกสารประกอบที่จำเป็นตามแต่กรณี ดังนี้ 1. สำเนาบัตรประจำตัวประชาชน หรือ สำเนาบัตรข้าราชการ / รัฐวิสาหกิจ 2. สำเนาทะเบียนบ้าน 3. ใบเปลี่ยนชื่อ-ชื่อสกุล (ถ้ามี) 4. เอกสารการตรวจสอบข้อมูลภาระหนี้จากเครดิตบูโร เพื่อให้ทราบข้อมูลภาระหนี้ทั้งหมดของลูกหนี้ โดยตรวจสอบได้ที่ ศูนย์ตรวจเครดิตบูโร เคาน์เตอร์ธนาคาร ยื่นผ่านตู้เบิกเงินสด (ATM) ยื่นผ่าน Mobile Banking ที่ทำการไปรษณีย์ไทย ยื่นคำขอผ่าน Internet Banking5. สลิปเงินเดือน ย้อนหลัง 3-6 เดือน 6. เอกสารแสดงการเดินบัญชี (statement) อย่างน้อย 6 เดือนย้อนหลัง 7. บัตรเงินบำนาญ (กรณีเป็นข้าราชการ) 8. ใบแนบหนังสือสั่งจ่าย (กรณีเป็นข้าราชการ) 9. หลักฐานการแสดงรายได้อื่น เช่น สัญญาให้เช่า สัญญาว่าจ้าง ฯลฯ 10. ใบแจ้งหนี้ / เอกสารแสดงความเป็นหนี้ มีวิธีการและขั้นตอนการสมัครอย่างไร รอนานแค่ไหนรู้ผล สมัครคลินิกแก้หนี้ ฟรี! ไม่มีค่าใช้จ่าย ได้จาก 3 ช่องทาง 1. ทางเว็บไซต์ กรอกข้อมูลในแบบฟอร์มใบสมัครออนไลน์ได้ที่นี่ www.debtclinicbysam.com 2. ทางไลน์ ID : debtclinicbysam 3. สมัครด้วยตนเองที่ 5 สาขา ได้แก่ กรุงเทพ / สุราษฎร์ธานี / ขอนแก่น / พิษณุโลก / เชียงใหม่ ดูได้จากลิงก์นี้ https://www.debtclinicbysam.com/ เลื่อนลงไปด้านล่างสุด จากนั้นรอผลการยืนยันจากสถาบันให้เข้าร่วมโครงการ เจ้าหน้าที่โครงการฯ จะติดต่อนัดหมายเพื่อให้เข้ามาลงนามสัญญาปรับโครงสร้างหนี้ สอบถามเพิ่มเติมได้ที่ Call Center 0 2610 2266 เท่าที่อ่านจากคอมเมนต์ของลูกหนี้หลายรายในเพจของคลินิกแก้หนี้ ระยะเวลาในการรอผลอนุมัติเข้าโครงการประมาณ 1 เดือนเศษค่ะ ดังนั้น สมัครก่อนก็มีสิทธิ์ได้รับการพิจารณาก่อน แต่สำคัญคือเอกสารต้องครบถ้วนค่ะ มีเงื่อนไขอะไรบ้าง ในการปฏิบัติตน ขณะเข้าร่วมโครงการ มีเงื่อนไขเพียง ชำระค่างวดตรงตามสัญญาปรับโครงสร้างหนี้ และให้คำยืนยันไม่ก่อภาระหนี้เพิ่มในระยะเวลา 5 ปี นับจากเข้าร่วมโครงการ 35 สถาบันการเงินที่เข้าร่วมในโครงการคลินิกแก้หนี้ ธนาคารพาณิชย์ 17 แห่ง = ธ.กรุงศรี,ธ.กรุงเทพ,ธ.ซีไอเอ็มบี ไทย, ธ.ไอซีบีซี (ไทย), ธ.กสิกรไทย, ธ.เกียรตินาคิน, ธ.แลนด์แอนด์เฮาส์, ธ.ไทยพาณิชย์,ธ.ธนชาต, ธ.ไทยเครดิตเพื่อรายย่อย, ธ.ทิสโก้, ธ.ยูโอบี, ธ.ทหารไทย, ธ.ซิตี้แบงค์ เอ็น.เอ., ธ.แห่งประเทศจีน (ไทย), ธ.กรุงไทย และ ธ.ออมสิน สถาบันการเงินที่ไม่ใช่ธนาคาร 18 แห่ง = บ.อยุธยา แคปปิตอล เซอร์วิสเซส, บ.เจนเนอรัล คาร์ด เซอร์วิสเซส, บ.บัตรกรุงศรีอยุธยา, บ.เทสโก้ คาร์ด เซอร์วิสเซส, บ.อิออน ธนสินทรัพย์(ไทยแลนด์), บ.อีซี่ บาย, บ.ซิตี้คอร์ปลิสซิ่ง (ประเทศไทย), บ.พรอมิส (ประเทศไทย), บ.ซัมมิท แคปปิตอล, บ.ไอร่า แอนด์ ไอฟุล, บ.ไอทีทีพี, บ.เมืองไทย แคปปิตอล, บ.เอเซียเสริมกิจลีสซิ่ง หากตรวจสอบแล้วคุณสมบัติเข้าข่าย ให้รีบติดต่อเข้าไปเลยนะคะ เพื่อที่จะได้ผ่อนจากหนักเป็นเบา หนี้เสียเก่าจะได้เลิกมาหลอกหลอน ดอกเบี้ยถือว่าต่ำมากๆ ยิ่งช่วงนี้จัดโปรช่วยเหลือช่วงโควิด-19 ดอกเบี้ยเหลือแค่ 2-3% เท่านั้น ขอให้ทุกท่านโชคดี ปลอดหนี้เร็วๆ ค่ะ #ปลดดอกบัตรเครดิต #มาเลิกทาสบัตรเครดิต #คลินิกแก้หนี้ #อิสระภาพในการใช้ชีวิต สมัครเข้าโครงการ "คลินิกแก้หนี้ by SAM" ในช่วง เม.ย. - ก.ย. 63 จะได้รับสิทธิลดดอกเบี้ย 2% จากมาตรการผ่อนปรนของโครงการคลินิกแก้หนี้ เพื่อบรรเทาผลกระทบจากการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด 19

  ชัชชญา ฮาเกิน


  07 เมษายน 2563

Loading...

ยังไม่มีข้อมูลเพิ่มเติม